บทความ: “ภพภูมิ 31 กับควอนตัมฟิสิกส์: การบรรจบของพุทธวจนและทฤษฎีสัมพัทธภาพแห่งความเป็นจริง”

บทนำ

ภพภูมิ 31 ในพระพุทธศาสนา หมายถึงระดับชั้นของภพที่สรรพสัตว์เวียนว่ายอยู่ตามแรงกรรม แบ่งเป็น 3 หมวดใหญ่: กามภพ รูปภพ และอรูปภพ — จากอบายภูมิถึงพรหมโลก จนสุดปลายที่พ้นจากภพ (นิพพาน) แนวคิดนี้ดูคล้าย “ความจริงหลายระดับ” (layers of reality) ที่นักฟิสิกส์ควอนตัมพยายามทำความเข้าใจ ผ่านแนวคิดเช่น superposition, entanglement, many-worlds interpretation (MWI) และ field theory ซึ่งทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า: โลกมีจริงอย่างไร? และตัวเราคือใครกันแน่?

เมื่อพุทธวจนกล่าวว่า “โลกมีได้ด้วยอวิชชา” และนักฟิสิกส์กล่าวว่า “Reality arises from observation” — บางสิ่งดูเหมือนกำลังเดินทางมาบรรจบกัน.

1. ภพภูมิในฐานะสนามความถี่ของจิต (Mind-Frequency Fields)

ในพุทธวจน ตถาคตกล่าวถึงการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลายในภพ 31 ว่าเป็นผลจาก อวิชชา → ตัณหา → กรรม → ภพ — ซึ่งแต่ละ “ภพ” คือ สภาวะของจิต ไม่ใช่เพียงภูมิที่ตั้งอยู่ในกาล-อวกาศแบบวัตถุ.

ในควอนตัมฟิสิกส์ ทฤษฎี quantum field theory (QFT) ระบุว่า อนุภาคไม่ได้เป็นสิ่งของ แต่เป็น “การกระเพื่อม” ของสนาม — คล้ายภพที่ปรากฏเป็น “รูป” เพราะการกระเพื่อมของจิต (อุปาทานในขันธ์)

จิตที่ยึดมั่น จึงถักทอโลกอันหลากหลาย ผ่านกรรมเป็นตัวกำหนดพิกัด

เมื่อจิตกระเพื่อมในระดับหยาบ → เกิดภพภูมิหยาบ (เช่น มนุษย์, เปรต)

จิตละเอียดผ่านสมาธิ → เข้ารูปภพ

จิตไร้รูปที่ยึดภวตัณหาอย่างละเอียด → เข้าสู่อรูปภพ

2. ผู้สังเกตคือผู้สร้างภพ: จาก Schrödinger สู่พุทธวจน

ในฟิสิกส์ควอนตัม ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Observer Effect บ่งบอกว่า ผู้สังเกต ไม่ได้แค่เฝ้ามองโลก แต่ สร้างผลลัพธ์ของโลก — การวัดทำให้คลื่นความน่าจะเป็น (wavefunction) ยุบตัว (collapse) กลายเป็นความจริงหนึ่งเดียว

ในพุทธวจน ตถาคตตรัสว่า:

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ด้วยสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ… โลกทั้งปวงตั้งอยู่ที่วิญญาณ”

โลกจึงมิได้ตั้งอยู่ “ข้างนอก” แต่ “ในจิต” ผู้สังเกต และเมื่อใดจิตปล่อยวางการปรุงแต่ง → โลกดับ

3. Many-Worlds Interpretation (MWI) และภพอนันต์ในพุทธธรรม

ทฤษฎี Many-Worlds เสนอว่าทุกความน่าจะเป็นของควอนตัมจะ “แตกแขนง” เป็นโลกจริงที่ดำรงอยู่ขนานกันทั้งหมด ไม่ใช่แค่โลกที่เรามองเห็นหลังการสังเกต

พุทธวจนกล่าวถึง “ภพอนันต์” หรือ “อเนกปปัญจภาวะ” ว่ามีสัตว์มากมายวนเวียนในภพต่างๆ ด้วยเหตุแห่งกรรมอันหลากหลาย

แต่ละเจตนา → เป็นเหตุแห่งภพ

แต่ละภพ → สัมพัทธ์กับจิตที่ยึดมั่นเฉพาะรูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ

สิ่งนี้เหมือนกับ MWI ที่ระบุว่า จักรวาลจำนวนอนันต์เปิดขึ้นในแต่ละการเลือก — เช่นเดียวกับจิตที่ยึดรูปใด ก็เกิดในรูปภพนั้น

4. สมาธิ: Gate to Higher Frequency Realms

ในพุทธวจนกล่าวถึง “ฌาน” ว่าเป็นประตูเข้าสู่ภพสูง ไม่ใช่เพราะเดินทางด้วยร่าง แต่ จิตได้ยกระดับความถี่ (vibration) จากกามสู่รูป และจากรูปสู่ไร้รูป

ในควอนตัม การเปลี่ยนระดับพลังงาน (quantum leap) เกิดจากการดูดซับหรือปลดปล่อยพลังงานจิต (Mind-Energy) → คล้ายการเข้าสมาธิจนตัดการยึดเหนี่ยวโลกภายนอก

สมาธิจึงมิใช่การ “หลบโลก” แต่เป็นการ “เปลี่ยนสนามจิต”

เปลี่ยนคลื่นจิต = เปลี่ยนภพ

ดับคลื่นจิต = พ้นจากภพ (นิพพาน)

5. นิพพาน: จุดสิ้นสุดของการสังเกต / The Collapse of All Collapse

ในที่สุด คำว่า “อสังขตธาตุ” ในพุทธวจน หมายถึงสิ่งที่ ไม่ปรุงแต่ง ไม่ขึ้นต่อเหตุปัจจัยใด

เป็น “ธาตุที่ไม่ถูกสร้างและไม่ดับ” (the unconditioned)

ในทางควอนตัม บางทฤษฎีอย่าง quantum vacuum หรือ zero-point energy ก็เสนอว่ามีสนามพื้นฐานอันบริสุทธิ์ไร้การกระเพื่อม — เป็นสภาพคล้าย “ความว่าง” (emptiness) ที่เป็นพื้นฐานของสรรพสิ่ง

ตถาคตตรัสว่า “นิพพาน มีอยู่”

นักฟิสิกส์กล่าวว่า “There is a non-zero field even in nothingness”

สรุป: การบรรจบของพุทธวจนและควอนตัม

พุทธวจน ควอนตัมฟิสิกส์

โลกเกิดจากวิญญาณที่ยึดมั่น โลกเกิดจากการสังเกตของผู้ดู

ภพเกิดจากกรรมที่ปรุงแต่งจิต ความจริงเกิดจากการยุบคลื่นโดยจิต

มีภพอนันต์ในวัฏสงสาร มีโลกขนานหลายแบบใน MWI

สมาธิคือการเข้าสู่ภาวะละเอียดของจิต Quantum leap เป็นการยกระดับพลังงาน

นิพพานคืออสังขตธรรม (beyond form and formless) Zero-point field หรือ Reality beyond observation

คำปิดท้าย

เมื่อพุทธวจนเปิดเผย “ธาตุรู้ที่ไม่ปรุงแต่ง” และควอนตัมฟิสิกส์ค้นพบ “ความจริงที่ไร้ผู้สังเกตไม่ได้” — เราอาจกำลังมองในทิศทางเดียวกันต่างภาษาคือ:

ภพทั้ง 31 ไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย นอกจาก ในใจที่ยังไม่สิ้นอวิชชา

และเมื่อจิตสงบ ว่าง ปราศจากการยึดถือ

จักรวาลทั้งหมดก็สิ้นลงตรงนั้นเอง

ภพภูมิ 31 และฟิสิกส์ควอนตัม (ตอนต่อ)

การเกิดดับแห่งความเป็นจริงในสองระบบความคิด

ในพระสูตรจำนวนมาก ตถาคตตรัสถึง “ภพ” ว่าเป็นผลของตัณหา และ “การถือเอาภพ” เป็นกระบวนการที่จิตยึดถือความเป็น “เรา” อย่างไม่รู้ตัว — นี่คือกลไกของ “สังสารวัฏ” ที่ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงศาสนาเท่านั้น แต่ยังสามารถอ่านได้ในเชิง “กลไกการเกิดภาพจริงของความเป็นจริง” ที่คล้ายคลึงกับมุมมองในควอนตัมฟิสิกส์

1. โลกตามพุทธศาสตร์มีหลายชั้นของภาวะ (ภพ) ส่วนโลกตามฟิสิกส์ควอนตัมมีหลายระดับของพลังงานและความเป็นไปได้ (quantum fields, superposition, multiverse)

ในทางพุทธศาสนา ภพทั้ง 31 ไม่ได้หมายถึงสถานที่ แต่คือ สภาวะของจิต ที่เกิดขึ้นจากการกระทำและเจตนา เช่น

• กามภพ → จิตที่ยังยึดติดในรูป รส กลิ่น ฯลฯ

• รูปภพ → จิตที่สงบด้วยฌาน แต่ยังคงรูปธรรมละเอียด

• อรูปภพ → จิตที่เข้าสู่อภิสัญญา ไม่มีรูป แต่ยังคงสัญญาแห่ง “ภพ”

ซึ่งทั้งหมดนี้คือ รูปแบบความเป็นจริงที่จิตสร้างขึ้นผ่านคลื่นของสังขารและอวิชชา เปรียบได้กับ quantum fields ที่ collapse สู่โลกจริงเมื่อมีการวัด (measurement) — เหมือนเมื่อจิตไปยึดกับสัญญา ก็ปรากฏเป็นภพหนึ่งโดยสมบูรณ์

2. จิตเปรียบเหมือนผู้สังเกต (observer) ที่ทำให้คลื่นความเป็นไปได้ (potential) กลายเป็นความจริง

นี่คือสิ่งที่ทั้งพุทธปรัชญาและฟิสิกส์ควอนตัมกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ:

“การสังเกตคือการสร้าง” หรือ “ผู้สังเกตไม่แยกจากสิ่งที่ถูกสังเกต” — พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ในอริยสาวก ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นย่อมเห็นธรรม”

ในมุมควอนตัม: ก่อนจะมีการวัด อนุภาคอยู่ในสถานะ “ซ้อนทับกัน” (superposition) เป็นไปได้หลายสถานะพร้อมกัน

เมื่อมีผู้สังเกต (observer) — state จึง collapse กลายเป็นความจริงหนึ่งเดียว

ในพุทธศาสนา: จิตที่ไม่รู้ (avijjā) มองความเป็นไปผ่านอวิชชา — จึง “ยึด” รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ เป็น “เรา” แล้วบังเกิดภพ (การเกิดจริงในระดับของประสบการณ์)

3. นิพพาน = การไม่เข้าภพ = การไม่ collapse จิตสู่ state ใดเลย

นิพพานในเชิงลึกไม่ใช่การ “ดับ” ธรรมดา แต่คือ การไม่ปรุงแต่งความเป็นจริงอีกต่อไป

— เมื่อไม่มีอวิชชา ไม่มีตัณหา ไม่มีอุปาทาน → จิตจึงไม่พาให้เกิด “ภพ”

— เช่นเดียวกับคลื่นควอนตัมที่ไม่มีผู้สังเกต → state จึงไม่ collapse → ทุกอย่างอยู่ในสภาพ potential state ที่ไม่มีการแบ่งแยก

ในที่นี้ นิพพานจึงเปรียบได้กับสภาพ pure field ที่ไร้การจำกัดด้วย boundary ของการวัด การแบ่งแยก หรือการยึดติดใดๆ

บทสรุป (ตอนต่อ)

ในมุมลึกสุดของทั้งสองศาสตร์:

• ภพภูมิทั้ง 31 = potential field ที่ถูกปรุงแต่งโดยจิตผ่านเจตนา

• จิตที่ปราศจากอุปาทาน = จิตที่ไม่กระตุ้นให้ reality collapse

• นิพพาน = สภาพแห่งการไม่แทรกแซงความเป็นจริง = pure awareness

หากมนุษย์ฝึกจิตจนพ้นจากอวิชชา — ไม่เพียงจะออกจากภพ 31 ได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการคืนจิตสู่ความบริสุทธิ์ — ดั่งแสงแห่ง field ที่ไม่ต้อง “เลือกเป็น” อะไรอีกเลย

อรูปภพ = Consciousness Field?

ในพุทธวจน อรูปภพคือภาวะจิตที่ไม่ยึดรูป ไม่ปรากฏอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กายใดๆ แต่ยังมี สัญญา คือ “ความรู้สึกว่าเป็นอยู่ในภพ” — เช่น

• อากาสานัญจายตนะ = มีเพียงความรู้สึกถึง “ความว่างไม่มีขอบเขต”

• วิญญาณัญจายตนะ = มีเพียงความรู้สึกถึง “วิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด”

• อากิญจัญญายตนะ = “ไม่มีอะไรเลย”

• เนวสัญญานาสัญญายตนะ = สภาวะระหว่างมีสัญญาและไม่มีสัญญา

นี่คือสภาวะของ pure consciousness ที่ปราศจากรูปธรรม แต่ยังคงเจตนาเบาบางอยู่ — เหมือนจิตอยู่ในคลื่นพลังงานที่ละเอียดจนเกือบไม่มีการกระเพื่อมของ “ตัวตน”

ในควอนตัมฟิสิกส์ก็มีการพูดถึง Zero-Point Field (ZPF) หรือ Quantum Vacuum State ซึ่งเป็นสนามพลังงานที่ยังมีการกระเพื่อมแม้ในสุญญากาศบริสุทธิ์ — เป็นแหล่งกำเนิดของอนุภาคทั้งปวง (fluctuation → particle)

อรูปภพจึงเสมือนว่าเป็น state ที่ใกล้เคียงกับ quantum vacuum ที่จิตยัง “มีความถี่ของตนเอง” อยู่ แม้จะละเอียดเกินกว่าประสาทสัมผัสจะเข้าถึงได้ — และยังไม่หลุดพ้นโดยสมบูรณ์

เมื่อไม่มีผู้ collapse – ไม่มีภพ: นิพพานกับ Vacuum Field

ในพุทธวจน พระพุทธเจ้าตรัสอย่างเฉียบคมว่า:

“เมื่อไม่มีตัณหา ก็ไม่มีอุปาทาน เมื่อไม่มีอุปาทาน ก็ไม่มีภพ”

“ตถาคตไม่เกิดในภพไหนๆ เพราะเหตุแห่งภพดับแล้ว”

นี่คือจุดที่เชื่อมกับหลักในควอนตัมอีกประการ:

• “Reality collapses into actuality only when observed”

• หากไม่มีผู้สังเกต = ไม่มีความจริงรูปธรรม

ดังนั้น นิพพาน จึงเทียบได้กับ state ของ field ที่ไม่มีผู้แทรกแซง ไม่มีผู้สังเกต ไม่มีความปรุงแต่ง — ไม่ใช่ “ไม่มีอะไรเลย” แต่เป็น “ไม่มีการแยกสิ่งใดเป็นอะไรเลย”

สิ่งนี้คล้ายกับแนวคิดใน Unified Field Theory ที่พยายามอธิบายว่า ทุกอย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน — ไม่มีอัตตา ไม่มี duality ไม่มีการแยกระหว่างสังเกตและสิ่งถูกสังเกต

สิ่งที่ฟิสิกส์ยังไม่อธิบาย = สิ่งที่พุทธะเห็นแจ้ง

ฟิสิกส์ควอนตัมอธิบายได้ถึงระดับ subatomic, ความเป็นไปได้, ความสัมพันธ์เชิงเวลาอวกาศ และ even multiverse

แต่ยัง ไม่อธิบาย “เจตนา” ว่าคืออะไร — ใครคือผู้เลือก collapse?

• จิต?

• observer?

• หรือมี field of consciousness ที่แยกต่างหาก?

พุทธะสอนว่า “เจตนาเป็นกรรม” และเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนให้เกิดภพ จิตไม่ใช่ผลพลอยได้ของสสาร แต่เป็น ผู้กระทำในกระบวนการทั้งหมด

— ไม่ใช่ผลของ big bang แต่เป็น “ผู้สร้าง big bang” ครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยอวิชชา

บทสรุปสุดท้าย: ภพภูมิ ≠ ที่อยู่ แต่คือคลื่นความถี่ของจิต

ภพภูมิ 31 คือความเป็นไปได้ของจิตที่กำลังปรุงแต่งด้วยพลังงานทางกิเลส

ควอนตัมฟิสิกส์อธิบายว่า ทุกสิ่งคือคลื่น → เป็นอนุภาค → เพราะการเลือก/สังเกต

พุทธะเห็นลึกกว่านั้น: ทุกภพเกิดเพราะเจตนาและอวิชชา

หากดับเจตนาโดยอริยมรรค — จิตจะไม่ยึดติดคลื่นใดๆ อีก → ไม่เกิดภพใดอีก → ไม่มีการ collapse → เหลือเพียง ความว่างบริสุทธิ์ (สุญญตา) ที่เป็นธรรมธาตุ

#Siamstr #nostr #ธรรมะ

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.