เคยสังเกตไหมครับว่า “เงิน” ไม่ได้มีแค่แบบเดียว แต่มันค่อย ๆ ซ้อนชั้นขึ้นมาตลอดประวัติศาสตร์

.

ลองมองจาก มาตรฐานทองคำ

.

เริ่มจาก ทองคำดิบ

.

หลอมเป็น เหรียญทอง / ทองคำแท่ง ที่มีการตีตรารับรอง

.

ต่อมาเป็น ใบรับรองทองคำ ที่ใช้แทนทองจริง

.

จนกลายเป็น ธนบัตรและเครดิต ที่ในอดีตเคยหนุนหลังด้วยใบรับรองทองคำ แต่ในเวลาต่อมาก็ไม่ต้องมีทองคำหนุนหลังอีกต่อไป และกลายเป็น เงินเฟียต แบบที่เราใช้กันทุกวันนี้

.

.

ทุกชั้นเกิดขึ้นเพราะเราต้องการ “ความสะดวก” มากขึ้น แต่ก็ตามมาด้วย “ความต้องเชื่อใจ” ที่มากขึ้นเช่นกัน

.

บิตคอยน์ก็เดินเส้นทางเดียวกันครับ

.

มันเริ่มจาก บิตคอยน์ ที่ใช้พลังงานในการขุดปกป้องธุรกรรมที่บันทึกบนบล็อกเชน (On-chain) ทุกคนตรวจสอบเองได้ (เหมือนทองคำดิบ) แต่เมื่อใช้งานจริง ก็มีการสร้างชั้นอื่นตามมา —

.

Lightning Network เครือข่ายของ payment channel บนบิตคอยน์ ทำให้การโอนเงินเร็วขึ้น ค่าธรรมเนียมต่ำลง โดยไม่ต้องบันทึกทุกธุรกรรมบนบล็อกเชนหลัก

.

Taproot Assets เปิดทางให้ออกสินทรัพย์ดิจิทัลรูปแบบต่าง ๆ บนบิตคอยน์ เช่น stablecoin

.

Cashu / Fedimint ระบบเงินสดอิเล็กทรอนิกส์ (eCash) ที่ใช้งานง่ายขึ้น และยังรักษาความเป็นส่วนตัวแก่ผู้ใช้งาน

.

และในอนาคตก็จะมีเทคโนโลยีอีกหลายอย่างที่พัฒนาขึ้นเป็นลำดับชั้นถัดไป

.

แม้ว่าตอนนี้ลำดับชั้นของบิตคอยน์ยัง “ไม่ชัดเจน” เพราะอยู่ระหว่างการพัฒนาและทดลองจริงอย่างต่อเนื่อง

.

และนี่แหละครับคือสิ่งที่น่าตื่นเต้น…

.

เราอาจกำลังอยู่ในยุคที่ได้เห็น “การสร้างพีระมิดเงินแบบใหม่” ที่ไม่ผูกขาดโดยธนาคารหรือรัฐบาล แต่เปิดโอกาสให้ทุกคนเลือกเองได้ว่าจะอยู่บนชั้นไหน — และที่สำคัญ มันคือ ระบบการเงินดิจิทัลที่ไร้ข้อจำกัดทางกายภาพ เข้าถึงได้จากทุกที่บนโลก

.

บทความนี้ผมได้แรงบันดาลใจจาก The Bitcoin Second Layer และหนังสือ Layerd Money โดย Nik Bhatia ใครสนใจแนวคิดนี้ ลองติดตามอ่านกัน แล้วมาพูดคุยถามกันได้ครับ

#siamstr

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.