GM ครับ เรื่องราวของคำชีแจงของพุทธทาส ยังดำเนินต่อไป ผมพยายามย่นบางส่วนเพื่อให้กระชับ แต่บางส่วนก็ตัดออกไม่ได้กลัวว่าจะขาดตรงไหนไป ค่อยๆ ทำไปก็แล้วกันครับ

เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ อาจมีได้เป็น 2 อย่าง คืออย่างที่อธิบายผิดหรือเฟ้อ จนปฏิบัติอะไรไม่ได้ อธิบายกันมาผิดๆ ตั้งพันปีแล้ว(มีให้อ่านครับตอนท้ายๆ) และอีกอย่างคืออธิบายถูกต้องตามพุทธประสงค์ ใช้ปฏิบัติได้ที่นี่เดี๋ยวนี้ ได้รับผลที่นี่เดี๋ยวนี้ ได้แก่ การระวังเมื่อมีการกระทบทางอายตนะ(ตา+รูป, หู+เสียง) อย่าให้ ความรู้สึก(เวทนา) ปรุงเป็นความอยาก(ตัณหา)ขึ้นมาได้ ปฏิบัติกันอยู่ทั่วๆ ไปโดยไม่เรียกปฏิจจสมุปบาทก็มี และได้ผลเปฌนที่น่าพอใจอยู่ตลอดเวลา ผู้สนใจต้องระวังให้ดี ในเมื่อมันปนเปกันอยู่สองชนิดนี้ ปฏิจจสมุปบาทไม่ใช่ ความขาดสูญ(อุจเฉททิฏฐิ) ที่จะให้คนไม่ดี ไม่รับผิดชอบ ใช้เป็นข้ออ้าง ไม่ใช่ทั้งความมีตัวมีตน(สัสสตทิฏฐิ) ทำให้คนหลงตัวเอง หลงทุกอย่างที่เป็นตัวตนของตน อย่างคนบ้าหลัง ปฏิจจสมุปบาทไม่ใช่เรื่องเฟ้อทางปริยัติ เหมือนที่พูดกันอยู่โดยมาก แต่ต้องเป็นเรื่องปฏิบัติที่รัดกุม คือ มีสติควบคุมความรู้สึก เมื่อมีการกระทบทางอายตนะ อย่าให้เกิดตัณหา อุปาทาน โดยไม่ต้องใช้คำว่า ปฏิจจสมุปบาท ก็ยังได้

สิ่งที่ต้องช่วยกันระวัง ก็คืออย่าอธิบายปฏิจจสมุปบาท อันเป็นหัวใจนี้ ให้กลายเป็นลัทธิ ที่มี จิต เจตภูต วิญญาณอะไร ในทำนองเป็นผีมีตัวตนไปเกิด หรือสิ่งที่เกิดร่างแล้ว อยู่ตลอดเวลาเลย เดี๋ยวนักศึกษา หรือฝรั่งเขาจะหัวเราะเยาะเอา อย่าเอาการสอนศีลธรรมด้วยภาษาคนหรือสัสสตทิฏฐิ มาปนกับการสอนปรมัตถธรรม ด้วยภาษาธรรมหรือภาษาสัมมาทิฏฐิ กล่าวคือ เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท

การปฏิบัติตามหลักของธรรมนี้นั้น จัดเป็น ทางสายกลางฝ่ายปรมัตถธรรม อยู่ระหว่างกลาง ระหว่างความมีตัวตน กับความขาดสูญจากตัวตน และเป็นเรื่องที่มีหลักของตัวเองว่า “เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ” และหลักนี้เองที่ทำให้พุทธศาสนาอยู่ตรงกลาง ดูให้ดีๆ อย่าให้เรื่องมันกลายเป็นว่าเรากำลังสอนเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทอย่างไม่ใช่พุทธ แต่กลายเป็นฮินดูหรือพราหมณ์ไปเสีย

ข้อความในบาลี คือ พุทธวจนะ ในสูตรทั้งหลายที่เป็นของเดิมๆ พิจารณาดูแล้วจะเห็นว่า มีการแยกกันได้อย่างชัดเจน ว่าเป็นเรื่องทางศีลธรรม ของพวกที่ยึดความมีตัวมีตนอยู่พวกหนึ่ง และเป็นเรื่องทางปรมัตถธรรมเพื่อทำลายทิฏฐิเสีย และไม่ก็เลยไปถึงอุจเฉททิฏฐิด้วย นี้ก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง ครั้นตกมาถึงยุคอรรถกถาเกิดการโน้มเอียงขึ้นมากมายทั่วโลก คือ อธิบายปรมัตถธรรม ไปในรูปของ สัสสตทิฏฐิ แม้กระทั้งเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท มีโอกาสสักนิดหนึ่งเมื่อไหร่ก็จะอธิบายไปในรูปที่มีตัวตน ตายแล้วไปเกิดโดยคนคนเดียวกัน หรือกลายเป็นเรื่องวัตถุไปหมด ตัวอย่างเช่น นรก ก็จะอธิบายแต่นรกใต้ดิน หลังจากตายแล้วทั้งนั้น ไม่ชี้ นรก ในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ที่น่ากลัวกว่า และอยู่ที่นี่แล้ว หากจะมีนรกที่ตรัสไว้ในลักษณะที่เกิดทางเวทนาในปฏิจจสมุปบาท ก็พาเอาไปไว้ใต้ดินหลังแต่ตายแล้วเสียอีกตามเคย ดังนั้นในการศึกษาปฏิจจสมุปบาทนี้ ต้องถือเอาบาลีเดิมเป็นหลัก อย่ามอบตัวให้กับอรรถกถาอย่างไม่ลืมหูลืมตา หรืออย่ามอบตัว 100% ให้กับหนังสือที่แต่งชั้นหลัง เช่นคัมภีร์วิสุทธิมรรค (ซึ่งเชื่อกันว่าผู้แต่งเป็นบุคคลเดียวกันกับผู้รวบรวมอรรถกถาทั้งหมด) ซึ่งจะทำให้ได้ยินได้ฟังแต่เพียงอย่างเดียว เหมือนการผูกขาด แต่จะต้องพิจารณาโดยหลักแห่ง กาลามสูตร และมหาปเทสฝ่ายสุตันตะ มาเป็นเครื่องคุ้มครอง ป้องกันการตกเป็นทาสของหนังสือที่แต่งหรืออธิบายในชั้นหลัง ซึ่งเอียงไปทางมีตัวมีตนยิ่งขึ้นทุกที แต่ถ้ามีมหาปเทสเป็นต้นชนิดที่อยู่ในมือ เราจะสามารถเลือกเห้นเอาแต่ของที่ถูกต้อง ออกมาจากกองขยะกองใหญ่นั้นได้เหมือนกัน ไม่ใช่จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย เว้นแต่ว่าจะต้องเลือกคัดอย่างเคร่งครัด ตามกฎเกณฑ์ที่พุทธองค์ทรงวางไว้ ว่า สิ่งใดหรือปัญหาใด ลงกันไม่ได้กับหลักการส่วนใหญ่ในธรรมและวินัยแล้ว ให้ถือว่าฟังมาผิด จำมาผิด อธิบายผิด หรือสอนผิดแล้วแต่กรณี สำหรับกรณีของ ปฏิจจสมุปบาทนี้ มีหลักการใหญ่เพื่อกำจัดสัสสติทิฏฐิและไม่เลยออกไปสู่อุจเฉททิฏฐิด้วยในขณะเดียวกัน ดังนั้นการสอนเรื่องนี้ในทำนองว่าเป็น บุคคลเดียวกัน 3 ชาตินั้น เป็นสิ่งที่รับไม่ได้โดยมหาปเทส หนังสือ ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ ที่พิมพ์ขึ้นแล้วนี้จะช่วยพิสูจน์อย่างมากในข้อนี้ #siamstr #ปฏิจจสมุปบาท

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.