### 6 Feb 2024 (829,133)

#บันทึกของHipknox #HIPKNOX

## เรื่อง : ตัวอักษรและความเกลียดชัง

“Only the Jew is human. Non-Jews are not called humans, they are seen as animals”

Talmud Bava Metzia 114a-114b

ความรู้สึกแรกหลังจากที่คุณได้อ่านสิ่งนี้แล้ว คุณมีความรู้สึกเกลียดชังต่อ “ชาวยิว” ด้วยหรือเปล่า? พวกเขามีมุมมองต่อเพื่อนมนุษย์คนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ยิวว่าเป็นเพียงแค่สัตว์อย่างนั้นหรือ?

ความอันตรายของการนำเอา Quote ข้อความมาพูดต่อ ๆ กันเอาสนุกและตีความอย่างไม่มีความเข้าใจถึงความหมายของเนื้อหาในประโยคหรือบริบททางภาษาเหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง สามารถสร้างความขัดแย้งและความเกลียดชังกันได้อย่างง่ายดาย

จากข้อความข้างต้น

“มีเพียงชาวยิวเท่านั้นที่เป็นมนุษย์ พวกที่ไม่ใช่ยิวนั้นไม่ถูกเรียกว่ามนุษย์, พวกเขาถูกมองว่าเป็นสัตว์”

ส่วนตัวแล้วไม่รู้ที่มาที่ไปจริง ๆ ว่าประโยคข้างต้นนั้นมีบันทึกจริง ๆ อยู่ในคัมภีร์ทางศาสนาของชาวยิวแบบนั้นจริง ๆ หรือไม่

มีการกล่าวอ้างว่าประโยคข้างต้นนั้นถูกบันทึกเอาไว้ในคัมภีร์ Talmud บทของ Bava Metzia 114a-114b และถูกแชร์ออกไปกันอย่างกว้างขวางบนโลกของโซเชียลมีเดีย

จากการค้นหาพบว่า คัมภีร์ Talmud นั้นเป็นบันทึกทางวิชาการที่รวบรวมเอาคำบอกเล่าของเหล่าธรรมาจารย์ชาวยิว (Oral Tradition) เป็นสิ่งที่ถูกเขียนขึ้นใหม่และแยกออกมาจากระบบการบันทึกของคัมภีร์ Tanakh ที่มีอยู่เดิม

ต้องขอเท้าความก่อนถึงความเข้าใจในระบบของคัมภีร์ทางศาสนายูดาห์ของชาวยิว จะเรียกชื่อโดยรวมของคัมภีร์ว่า Tanakh ซึ่งจะเป็นการรวบรวมหนังสือ 24 เล่ม แบ่งออกเป็น 3 ส่วน

Torah (Teaching) หรือ Five Books of Moses มีด้วยกัน 5 เล่มคือ ปฐมกาล อพยพ เลวีนิติ กันดารวิถี เฉลยธรรมบัญญัติ

Neviim (Prophets) หรือ Historical Books มีด้วยกัน 8 เล่มคือ โยชูวา ผู้วินิจฉัย นางรูธ ซามูเอล พงศ์กษัตริย์ พงศาวดาร เอสรา-เนหะมีย์ เอสเธอร์

Ketuvim (Writings) หรือ Wisdom Books มีด้วยกัน 11 เล่มคือ โยบ เพลงสดุดี สุภาษิต ปัญญาจารย์ เพลงโซโลมอน อิสยาห์ เยเรมีย์ เพลงคร่ำครวญ เอเสเคียล ดาเนียล (อีก 1 เล่ม ที่รวบรวมงานเขียนของ 12 ศาสดาพยากรณ์)

สำหรับใครที่เคยอ่านคัมภีร์ Bible มาก่อนแล้ว ทั้งหมดนี้คือส่วนเดียวกันกับหนังสือ The Old Testament หรือภาคพันธสัญญาเดิมในคัมภีร์ Bible ของชาวคริสต์

ดังนั้น Tanakh จะเป็นคัมภัร์หลักทางศาสนา ส่วน Talmud นั้นจะเป็นการบันทึกอื่น ๆ ทางวิชาการศาสนา กฎหมายศาสนา การนำเอาคำพูดของเหล่าธรรมาจารย์ต่าง ๆ ของชาวยิวมาตีความและบันทึกเอาไว้ รวมไปถึงงานเขียนต่าง ๆ ของเหล่าธรรมาจารย์ที่ใช้ในการโจมตีพระเยซูของผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ในแง่ลบหลังจากที่พระเยซูสิ้นพระชนม์

กลับมากันที่ Quote ข้อความข้างต้นที่มีการหยิบยกนำไปแชร์กันอย่างแพร่หลายบนโลกของโซเชียลมีเดีย จากการค้นหาใน Talmud บทของ Bava Metzia 114a-114b นั้นเหมือนว่าจะไม่ได้มีการเขียนข้อความตาม Quote ข้างต้นเอาไว้อยู่จริง

โดยเฉพาะ Bava Metzia 114b​ ข้อที่ 6 ที่มักจะถูกนำมากล่าวอ้างถึง ภายในบันทึกภาษาฮีบรูนั้นเขียนเอาไว้ว่า

{

ת"ר המלוה את חבירו אינו רשאי למשכנו ואינו חייב להחזיר לו ועובר בכל השמות הללו מאי קאמר אמר רב ששת הכי קאמר המלוה את חבירו אינו רשאי למשכנו ואם משכנו חייב להחזיר לו ועובר בכל השמות הללו אסיפא

The Sages taught: One who lends money to another is not permitted to take collateral from him, and is not obligated to return it to him, and transgresses all of these labels [shemot] of prohibitions. The meaning of this baraita is unclear, and the Gemara asks: What is the tanna saying? Rav Sheshet said: This is what he is saying: One who lends money to another is not permitted to take collateral from him, and if he did take collateral from him, he is obligated to return it to him. As for the clause: And he transgresses all of these labels of prohibitions, this is referring to the latter clause, i.e., the case implicit in the baraita, where the creditor took collateral from the debtor and did not return it, and the baraita explains that such a person violates all of the Torah prohibitions that apply to this situation.

บรรดาปราชญ์สอนว่า ผู้ที่ปล่อยเงินกู้แก่ผู้อื่น ไม่อาจยึดทรัพย์สินเป็นประกัน และไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินแก่เขา แต่ทำไมจึงมีคำกล่าวหาว่ากระทำผิด "shemot" ทั้งหมด นี่คือความไม่ชัดเจนของ บารายตา ซึ่งเกมาราจึงตั้งคำถามว่า ตันนาต้องการสื่ออะไร

รัฟ เช็ท อธิบายว่า บารายตาต้องการสื่อว่า ผู้ปล่อยเงินกู้แก่ผู้อื่น ไม่อาจยึดทรัพย์สินเป็นประกัน แต่ถ้าหากยึดไปแล้ว ต้องคืนให้

ส่วนประโยคที่ว่า "ทำไมจึงมีคำกล่าวหาว่ากระทำผิด 'shemot' ทั้งหมด" นั้น หมายถึงประโยคหลัง กล่าวคือ ในกรณีที่เจ้าหนี้ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ไปแล้วไม่คืน บารายตากำลังอธิบายว่า บุคคลนั้นละเมิดข้อห้ามทั้งหมดในโทราห์ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์นี้

}

ดังนั้นสิ่งที่ถูกกล่าวอ้างแท้จริงแล้วนั้นจะเป็นการสอนในเรื่องของการให้ผู้อื่นหยิบยืมเงิน ซึ่งจะไม่ได้มีข้อความอะไรที่สื่อถึงการที่ยิวนั้นเหยียดเชื้อชาติอื่น ๆ ว่าเป็นเพียงแค่สัตว์สำหรับพวกเขา

แล้ว Quote ข้อความนี้มันมาจากไหน?

มีหลายคนที่นำเอา Quote ข้อความนี้ ไปแนบใส่ในคลิปวีดีโอที่มีชาวยิวเคร่งศาสนากำลังสนทนาพูดคุย หรือตอบคำถามจากผู้ที่กำลังสัมภาษณ์ว่าคุณคิดว่ายิวนั้นเหนือกว่ามนุษย์คนอื่น ๆ หรือไม่? “ผมคิดว่ายิวคือมนุษย์ คนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ยิวเป็นเพียงแค่สัตว์ เพราะพวกเขาไม่ใช้ผู้ที่พระเจ้าเลือกที่จะทำพันธสัญญาด้วย” หรือ “พระเจ้าเลือกเรา, ไม่ใช่พวกคุณ”

เมื่อมีการนำเอา Quote ข้อความที่ให้ความรู้สึกที่เกลียดชังต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันนี้ นำไปแนบกับคลิปวีดีโอการสัมภาษณ์ชาวยิวกลุ่มหนึ่ง มันจึงเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับตัวของ Quote ข้อความนี้และบวกกับอารมณ์ความรู้สึกร่วมของความเกลียดชังจากการดูคลิปวีดีโอเหล่านี้ มันจึงทำให้ไม่มีใครสนใจที่จะไปค้นหาต้นต่อของที่มาที่ไปของมัน หลายคนเชื่ออย่างสนิทใจว่ามันคือสิ่งที่ถูกเขียนเอาไว้จริง ๆ และชาวยิวก็มีความคิดความเชื่อแบบนั้น

ใช่ครับมีชาวยิวบางส่วนที่เชื่อแบบนั้นจริง ๆ เพราะว่าพวกเขามองว่าพระเจ้าได้เลือกทำพันธสัญญาเฉพาะกับ “อับราฮัม”​ หรือก็คือบิดาของชนชาติอิสราเอลเท่านั้น ตามที่มีการเขียนบันทึกเอาไว้ใน Torah พระเจ้าไม่ได้มีน้ำพระทัยที่จะใส่ใจชนชาติอื่น ๆ เพราะว่าในยุคสมัยนั้นผู้คนในแถบเมโสโปเตเมียต่างกราบไหว้บูชา เคารพนับถือรูปเคารพต่าง ๆ และมีการนับถือเทพหลายองค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้ารังเกียจ มีเพียงอับราฮัมเท่านั้นที่ได้รับการยอมรับจากพระเจ้า

สิ่งที่ถูกบันทึกเอาไว้เป็นไปตามบริบททางสังคมในยุคโบราณ นั่นจึงเป็นเรื่องราวของช่วงเวลาที่เกิดขึ้นในอดีต แต่มีชาวยิวบางคนนำมาตีความและใช้มันในปัจจุบัน ชาวยิวที่มองว่าพระเจ้าเลือกพวกเขา ส่วนคนอื่น ๆ ก็มองว่าเพราะแบบนี้ไง พวกยิวมีความคิดแบบนี้เป็นพวกที่ชั่วช้ามองเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกว่าเป็นเพียงแค่สัตว์เดรัจฉาน

แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่ได้แปลว่าคลิปวีดีโอที่สัมภาษณ์ชาวยิวเพียงไม่กี่กลุ่ม หรือการนำ Quote ข้อความนั้น ๆ มาแชร์กันบนสื่อโซเชียลมีเดียจะสามารถบอกได้ว่าชาวยิวทั้งหมดจะมีความคิดที่เป็นแบบนั้น และ Quote ข้อความนี้คือเรื่องโกหกที่มีใครบ้างคนทำขึ้นมาเพื่อสร้างความเกลียดชังต่อชาวยิว

คุณยังคงรู้สึกเกลียดชาวยิวอยู่หรือเปล่าจาก Quote ข้อความในข้างต้น?

ความเกลียดชังที่คล้าย ๆ กันนี้เคยเกิดขึ้นในสมัยก่อนการเกิดสงครามโลก งานเขียนฉบับหนึ่งถูกเขียนขึ้นโดยชาวรัสเซียที่มีชื่อว่า Matvei Vasilyevich Golovinski ในชื่อ “Протоколы сионских мудрецов” หรือ ”The Protocols of The Elders of Zion“ (Published 1903) มีเนื้อหาภายในงานเขียนเกี่ยวกับวิธีการที่ยิวจะใช้ในการครองโลกโดยเหล่าผู้อาวุโสชาวยิว การประชุมลับต่าง ๆ ที่กลุ่มอำนาจของชาวยิวมีการจัดการประชุมขึ้นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพื่อว่าแผนการร้ายในการหาวิธีในการปกครองโลก

เนื่องจากผู้เขียนได้รวบรวมเอาความเชื่อทางศาสนายูดาห์ที่มีการกล่าวถึงยุคสมัยที่พระเมสสิยาห์จะเสด็จมาเพื่อฟื้นฟูอาณาจักรอิสราเอลและปกครองโลกอย่างเป็นธรรมตามคำภีร์ของชาวยิว ดังนั้นงานเขียนงานนี้จึงเป็นงานเขียนที่มโนไปเองว่าชาวยิวนั้นมีความคิดที่จะครองโลก เพราะว่าสิ่งนี้ถูกเขียนเอาไว้ในคัมภีร์ทางศาสนาของพวกเขา

ความน่าสนใจคือวิธีการเขียนของงานเขียนงานนี้ จะใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบปลายเปิด เว้นช่องว่างให้ผู้ที่อ่านนำไปตีความและจินตนาการต่อยอดเอาเอง และบางส่วนยังมีการวางข้อความที่ดักทางไม่ให้ชาวยิวที่ถูกเขียนถึงนั้นสามารถแก้ต่างใด ๆ ให้กับตัวเองได้อีกด้วย คือถ้ามียิวคนไหนแก้ตัวด้วยคำพูดที่ตรงกับสิ่งที่มีในงานเขียนงานนี้ก็จะเท่ากับว่ายิวคนนั้นยอมรับว่าสิ่งที่อยู่ในงานเขียนนั้นเป็นความจริง

งานเขียนนี้แพร่กระจายอยู่ภายในประเทศรัสเซีย และเป็นที่นิยมอย่างมาก เนื่องจากก่อนหน้านี้ในหลายร้อยปีก่อนก็เคยเกิดกระแสของความเกลียดชังชาวยิวในรัสเซียและยุโรปอยู่ก่อนหน้าเหตุการณ์ของงานเขียนนี้ จากอิทธิพลของบทละครที่เขียนโดย William Shakespeare ที่มีชื่อว่า “The Merchant of Venice” (1596-1598) ที่เกี่ยวกับการที่พ่อค้าชาวยิวนั้นมีการปล่อยเงินกู้และจะเก็บค่าปรับเงินกู้เป็นก้อนเนื้อหนึ่งปอนด์จากร่างกายของผู้ที่มากู้เงิน ซึ่งสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อชาวยิวว่าเป็นนักปล่อยเงินกู้หน้าเลือด โดยจากงานเขียนเรื่อง “The Protocols of The Elders of Zion” จึงทำให้มีชาวยิวหลายคนถูกชาวรัสเซียทำร้ายร่างกายเพียงเพราะการอ่านงานเขียนที่ถูกตีพิมพ์ฉบับนี้

ชาวยิวเป็นแบบนั้นจริง ๆ ตามงานเขียนเหล่านั้น หรือพวกเราแค่เชื่อในสิ่งที่มีผู้อื่นเขียนให้เราได้อ่าน?

ความร้ายแรงจากงานเขียนดังกล่าวและความเกลียดชังชาวยิวยิ่งแพร่กระจายออกไปมากขึ้นในช่วงปี 1933 ที่ครูชาวเยอรมันได้รับมอบหมายให้มีการนำเอาเนื้อหาภายในงานเขียน “The Protocols of The Elders of Zion” นำไปบรรจุใส่ไว้ในหนังสือแบบเรียนของเด็ก ๆ ชาวเยอรมันที่เด็กทุกคนจะต้องเรียน จุดกำเนิดของความเกลียดชังที่จะลุกลามไปจนถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวกว่าหกล้านคนที่มาจากคำสั่งของฮิตเลอร์ในช่วงของสงครามโลกครั้งที่ 2

จากงานเขียนของคน ๆ หนึ่งที่ถูกตีพิมพ์ลงในหน้าข่าวหนังสือพิมพ์รัสเซีย กลายเป็นหลักสูตรที่เด็ก ๆ ชาวเยอรมันจะต้องเรียน นอกจากนั้นมันยังถูกนำไปตีพิมพ์เป็นภาษาต่าง ๆ ขายภายในยุโรปและอเมริกาอย่างแพร่หลาย สร้างกำไรและความร่ำรวยให้กับคนที่ตีพิมพ์หนังสือ “The Protocols” อย่างมหาศาลบนความเกลียดชังของผู้คนที่มีต่อชาวยิว

คุณคิดว่าคนที่เขียนงานเขียนเรื่อง “The Protocols of The Elders of Zion” สามารถรับผิดชอบกับความเกลียดชังที่เขาเป็นคนก่อ และรับผิดชอบกับชนชาติหนึ่งที่เขาได้ใส่ร้ายป้ายสีจนเกิดเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และได้ฝังเมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชังชาวยิวเอาไว้มาจนถึงในปัจจุบันนี้ได้หรือไม่

จาก Quote ข้อความข้างต้นที่มีการนำเอามาแชร์บนสื่อโซเชียลมีเดีย มอบสิ่งดีสิ่งใดให้กับตัวคุณที่ได้อ่าน เขาที่เป็นผู้นำเอามาแชร์ หรือบุคคลต้นเรื่องใครสักคนที่สร้าง Quote ข้อความนี้ขึ้นมา คุณไม่มีทางรู้จักกับชนชาติหนึ่งได้ดีพอ ผ่านการอ่านเพียงแค่ Quote ข้อความสั้น ๆ เพียงแค่ไม่กี่บรรทัดได้หรอก

แต่ในความรู้สึกแรกที่คุณได้อ่าน คุณก็รู้สึกเกลียดชังชนชาติที่ถูกกล่าวถึงไปแล้ว มันมาจากสัญชาตญาณการระวังภัยของคุณ หรือมันมาจากการปลูกฝังค่านิยมของความเกลียดชังมาตั้งแต่ครั้งที่คุณยังเป็นแค่เด็ก ผ่านการบอกเล่าของบรรดาผู้ใหญ่ที่กำลังสอนเรื่องนี้กับคุณ พวกที่ไม่ได้รู้เรื่องราวของความเป็นจริง เป็นเพียงสิ่งที่ท่องจำตาม ๆ กันมาเท่านั้น

ความเกลียดชังยังคงเป็นเครื่องมือหนึ่งของระบบการเมืองการปกครอง การสร้างพระเอกหรือคนดี และสร้างตัวร้ายหรือคนชั่วยังคงเป็นสิ่งที่ขายได้ เมื่อมีเหตุการณ์ที่เหล่าชนชั้นปกครองต้องการที่จะบ่ายเบี่ยงความผิดที่พวกเขาเป็นคนก่อ ก็แค่โยนความผิดและสาดความเกลียดชังให้กับตัวร้ายที่พวกเขาเป็นผู้ที่สร้างขึ้นมา

ความเกลียดชังนั้นยังคงขายดีและสร้างผลกำไรให้กับบรรดาสื่อทั้งหลายทั้งในอดีตและปัจจุบัน ความเกลียดชังจะยังคงดำเนินต่อไปและให้ผลกำไรที่สร้างขึ้นบนความเจ็บปวดและการสูญเสียของผู้ที่ถูกกล่าวหา จากเหยื่อที่เป็นทั้งผู้ที่อ่านและผู้ที่ถูกเขียนถึง

คุณเกลียดใครสักคนหนึ่ง จากการที่คุณรู้จักเขาดีพอ หรือคุณแค่สร้างความเกลียดชังนั้นขึ้นมา เพื่อเป็นความจริงที่คุณอยากจะเชื่อมันแบบนั้น

คุณเกลียดเขาจริง ๆ หรือคุณถูกทำให้เชื่อว่าคุณกำลังเกลียดเขา

ผมกำลังพูดอยู่กับคุณอยู่นะครับ คุณ Hipknox, คุณยังคงรู้สึกถึงความเกลียดชังที่มีภายในจิตใจของคุณจากการได้อ่านได้เห็นในสิ่งเหล่านั้นอยู่อีกหรือเปล่า? หลังจากที่ได้ลองค้นหาถึงความเป็นจริงและทบทวนเรื่องราวทั้งหมดแล้ว Quote ข้อความนี้มันยังคงหลงเหลืออิทธิพลด้านลบภายในจิตใจของคุณอยู่หรือเปล่า?

คุณต่างจากคนอื่น ๆ ที่เชื่ออย่างไม่สงสัยหรือเปล่า?

.

.

.

.

.

ปล.1 ”The Protocols of The Elders of Zion“ งานเขียนของ Matvei Vasilyevich Golovinski ในปัจจุบันถูกแปลและตีพิมพ์ในหลายภาษา มีวางจำหน่ายอยู่ทั่วโลก มีผู้ที่ได้อ่านและเชื่อในทุก ๆ ตัวอักษรที่หนังสือได้เขียนเอาไว้ ทั้ง ๆ ที่มีการพิสูจน์แล้วว่างานเขียนที่ถูกเขียนนี้ เป็นเพียงเรื่องแต่งและไม่มีมูลของความจริง

ปล.2 “The Merchant of Venice” บทละครที่เขียนโดย William Shakespeare มีการตีพิมพ์ในภาษาในชื่อหนังสือว่า “เวนิชวานิช” งานพระราชนิพนธ์แปลของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ. 2459

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.