🧐Bitcoin และการประเมินมูลค่าตามมุมมอง JPMorgan: ศักยภาพการเติบโตเมื่อเทียบกับทองคำ

1. บริบทของการเปรียบเทียบ Bitcoin กับทองคำ

ตั้งแต่ Bitcoin (BTC) เปิดตัวในปี 2009 นักลงทุนจำนวนมากมักเรียกมันว่า “ทองคำดิจิทัล” (Digital Gold) เนื่องจากคุณสมบัติที่คล้ายกับทองคำ เช่น ความขาดแคลน (supply จำกัดที่ 21 ล้านเหรียญ), การไม่ขึ้นกับระบบธนาคารกลาง และการใช้เป็นเครื่องมือเก็บมูลค่า (Store of Value, SoV)

อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงสิบปีที่ผ่านมา ความผันผวน (Volatility) ของ Bitcoin สูงกว่าทองคำหลายเท่า ทำให้นักลงทุนสถาบันยังลังเลที่จะมอง BTC เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในระดับเดียวกับทองคำ แต่สถานการณ์กำลังเปลี่ยนไป

2. การวิเคราะห์ของ JPMorgan

รายงานล่าสุดจาก JPMorgan Chase ชี้ว่า อัตราส่วนความผันผวนของ Bitcoin เทียบกับทองคำ ลดต่ำกว่า 2.0 เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกว่า BTC กำลังมีความเสถียรมากขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต

JPMorgan จึงนำเกณฑ์นี้มาใช้ในการประเมิน “มูลค่าที่เหมาะสม” (Fair Value) ของ Bitcoin โดยเทียบกับทองคำ และสรุปว่า:

• หาก Bitcoin จะมีมูลค่า “สมดุล” เมื่อเทียบกับทองคำในแง่ของความเสี่ยง (risk-adjusted basis)

• มูลค่าตลาดรวม (Market Cap) ของ BTC ควรเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 42% จากระดับปัจจุบัน

• ซึ่งสะท้อนถึง Upside ที่สำคัญ (Significant Upside) สำหรับนักลงทุนที่มองระยะยาว

3. ความหมายเชิงเศรษฐศาสตร์และการลงทุน

3.1 การประเมินมูลค่าตามความเสี่ยง (Volatility-adjusted valuation)

โดยปกติการเปรียบเทียบมูลค่าของสินทรัพย์สองชนิดจะคำนึงถึง “ขนาดของความเสี่ยง” ด้วย เช่น

• หาก Bitcoin มีความผันผวนมากกว่าทองคำ 3 เท่า นักลงทุนอาจยอมจ่ายเพียง 1/3 ของราคาเปรียบเทียบ

• แต่เมื่อความผันผวนลดลงใกล้เคียงกับทองคำ (ต่ำกว่า 2 เท่า) การประเมินมูลค่าของ Bitcoin เมื่อเทียบกับทองคำจึง สูงขึ้นตามสัดส่วน

3.2 สัญญาณบวกต่อการยอมรับในระดับสถาบัน

สถาบันการเงินใหญ่เช่น JPMorgan มักเป็น “ตัวแทนความคิด” (thought leader) สำหรับนักลงทุนสถาบันทั่วโลก หากพวกเขาเริ่มมองว่า Bitcoin “Undervalued” เมื่อเทียบกับทองคำ ก็จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นต่อการนำ Bitcoin เข้าไปอยู่ในพอร์ตการลงทุนระยะยาวมากขึ้น

3.3 ความสัมพันธ์กับทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Hedge Asset)

ในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน นักลงทุนมักหันไปหาสินทรัพย์อย่างทองคำ แต่หาก Bitcoin เริ่มมีคุณสมบัติด้านเสถียรภาพมากขึ้น มันอาจกลายเป็น คู่แข่งโดยตรงของทองคำ ในการเป็น “ที่พักมูลค่า” (Safe Haven) ในอนาคต

4. ปัจจัยที่จะหนุนหรือฉุดรั้งการเติบโตของ Bitcoin

ปัจจัยหนุน

1. การยอมรับในเชิงกฎหมายและสถาบัน เช่น การอนุมัติ Bitcoin Spot ETF ในหลายประเทศ

2. การลดลงของ Supply ฝั่งใหม่ จากการ Halving ทุก 4 ปี ซึ่งทำให้ความขาดแคลนเพิ่มขึ้น

3. การลดความผันผวน ตามที่รายงานของ JPMorgan ระบุ จะทำให้ BTC น่าสนใจมากขึ้นสำหรับนักลงทุนรายใหญ่

ปัจจัยเสี่ยง

1. กฎระเบียบของรัฐ ที่อาจจำกัดการใช้คริปโทในบางประเทศ

2. ความผันผวนจากเหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่น ข่าวลบ, การโจมตีทางไซเบอร์, การเทขายของนักลงทุนรายใหญ่ (whales)

3. การแข่งขันจากสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ เช่น Ethereum หรือโครงการ Stablecoin ที่ธนาคารกลางผลักดัน (CBDC)

5. ภาพรวมและข้อสรุป

การวิเคราะห์ของ JPMorgan แสดงให้เห็นว่า Bitcoin กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ ในการถูกยอมรับว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพมากขึ้น เมื่อเทียบกับทองคำในฐานะเครื่องมือเก็บมูลค่า

• หากความผันผวนยังคงลดลง และสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่เริ่มจัดสรรพอร์ตเข้าสู่ Bitcoin มากขึ้น

• Upside ราว 42% ที่ JPMorgan ประเมินไว้อาจไม่ใช่เพียงการคาดการณ์เชิงทฤษฎี แต่สามารถเกิดขึ้นจริงในตลาด

กล่าวอีกอย่างหนึ่ง Bitcoin อาจไม่ใช่แค่ “ทองคำดิจิทัล” อีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาไปสู่การเป็น สินทรัพย์หลักในระบบการเงินโลก (Core Asset Class) ที่ถูกยอมรับในวงกว้างมากขึ้น

Bitcoin, ทองคำ และอนาคตระบบการเงินโลก

6. การเปลี่ยนดุลอำนาจของสินทรัพย์เก็บมูลค่า

ในประวัติศาสตร์การเงินโลก ทองคำ คือ “มาตรฐานแห่งความมั่นคง” มาหลายพันปี ก่อนจะถูกแทนที่ด้วย ดอลลาร์สหรัฐ หลังสงครามโลกครั้งที่สองผ่านระบบ Bretton Woods (1944) และต่อมาเมื่อสหรัฐยกเลิกการผูกดอลลาร์กับทองคำในปี 1971 ดอลลาร์ก็กลายเป็น สกุลเงินสำรองโลก (World Reserve Currency) อย่างเต็มรูปแบบ

แต่หาก Bitcoin สามารถก้าวสู่บทบาทเดียวกับทองคำ — หรือเหนือกว่านั้นในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัยดิจิทัล” — ก็อาจเป็นการเปิดประตูสู่ การเปลี่ยนสมการอำนาจทางการเงินโลกครั้งใหม่

7. CBDC และการแข่งขันเชิงโครงสร้าง

ปัจจุบันหลายประเทศกำลังเร่งออก สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (Central Bank Digital Currency – CBDC) เช่น จีน (Digital Yuan), สหภาพยุโรป (Digital Euro) และโครงการศึกษาในสหรัฐ (Digital Dollar)

• CBDC เน้นควบคุมเสถียรภาพและนโยบายการเงินจากรัฐ

• Bitcoin เน้นความเป็นกลาง โปร่งใส และการกระจายศูนย์ (decentralized)

การแข่งขันระหว่าง CBDC และ Bitcoin จะเป็น เกมสองขั้ว ที่ตัดสินว่าอนาคตของการเงินโลกจะเดินไปทางใด:

• หากรัฐสามารถควบคุมการเงินโลกผ่าน CBDC ได้อย่างมั่นคง บทบาทของ BTC อาจถูกจำกัด

• แต่หากประชาชน/นักลงทุนทั่วโลกเลือก “ความเป็นกลางและขาดการควบคุม” ของ Bitcoin BTC อาจกลายเป็น สกุลเงินสำรองดิจิทัลคู่ขนาน กับ CBDC

8. ผลต่อดอลลาร์สหรัฐ

การที่ JPMorgan มองว่า Bitcoin undervalued เมื่อเทียบกับทองคำ อาจมีนัยว่า BTC กำลังเข้ามาแย่งชิงสถานะบางส่วนของ “Store of Value” ที่เคยเป็นจุดแข็งของดอลลาร์

• ปัจจุบันดอลลาร์แข็งแกร่งเพราะเป็นสกุลเงินหลักในการค้าระหว่างประเทศและเป็นที่เก็บสำรองของธนาคารกลางต่าง ๆ

• แต่หาก Bitcoin ได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นในฐานะสินทรัพย์ที่เก็บมูลค่าและมีสภาพคล่องสูง (ผ่าน ETF, การยอมรับเชิงสถาบัน) ความต้องการดอลลาร์ในบางบริบทอาจ ลดลง

นี่อาจไม่ทำให้ดอลลาร์สูญเสียสถานะในทันที แต่จะเป็นการเริ่มต้นของ การกระจายอำนาจทางการเงินโลก (Monetary Multipolarity) ซึ่งโลกไม่ได้มีสกุลเงินหลักเพียงหนึ่งเดียวอีกต่อไป

9. การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของตลาดทุน

การประเมินว่า Bitcoin undervalued 42% โดย JPMorgan ไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่มันสะท้อนถึง การเปลี่ยนมุมมองของตลาดทุนโลก ที่เริ่มเห็นว่า:

1. Bitcoin ไม่ใช่แค่สินทรัพย์เก็งกำไร (Speculative Asset) อีกต่อไป แต่เริ่มกลายเป็น สินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Asset)

2. นักลงทุนสถาบันใหญ่ เช่น กองทุนบำนาญ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) เริ่มมอง BTC ในมิติ ระยะยาว ไม่ใช่เพียงการเทรดสั้น ๆ

3. การลดความผันผวนของ BTC คือ “กุญแจ” ที่เปิดให้สถาบันการเงินทั่วโลกเข้ามาถือครองในสัดส่วนมากขึ้น

10. บทสรุป: จุดเปลี่ยนของ Bitcoin และระบบการเงิน

สิ่งที่ JPMorgan ระบุไม่ใช่แค่การคาดการณ์ราคา แต่เป็น สัญญาณของการเปลี่ยนผ่านทางโครงสร้างการเงินโลก

• ทองคำ เคยเป็นแกนหลักของระบบการเงิน

• ดอลลาร์ เข้ามาแทนที่หลังสงครามโลก

• Bitcoin อาจเป็น “คลื่นลูกใหม่” ที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสมการนี้

หาก BTC ได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะสินทรัพย์หลัก เท่ากับว่าโลกกำลังเดินเข้าสู่ ระบบการเงินสองขั้ว (Dual Monetary System):

• ฝั่งหนึ่งคือ CBDC ที่รัฐควบคุมได้เต็มที่

• อีกฝั่งคือ Bitcoin ที่กระจายศูนย์และไร้พรมแดน

ซึ่งผลลัพธ์จะไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ แต่คือ การเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจของโลกการเงิน ที่อาจสะเทือนถึงดุลอำนาจระหว่างประเทศ

การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์: ทองคำ – ดอลลาร์ – Bitcoin

1. มิติ Store of Value (สินทรัพย์เก็บมูลค่า)

• ทองคำ

• จุดแข็ง: ประวัติศาสตร์ยาวนาน, ยอมรับในทุกวัฒนธรรม, ไม่ขึ้นกับเทคโนโลยี

• จุดอ่อน: ขาดความคล่องตัวในการโอนย้าย, ต้องใช้การจัดเก็บจริง (vault), มีต้นทุนสูงในการขนส่ง

• ดอลลาร์สหรัฐ

• จุดแข็ง: มีสภาพคล่องสูงสุดในโลก, ทุกประเทศยอมรับ, ใช้งานง่ายในเชิงธุรกรรม

• จุดอ่อน: เสื่อมค่าตามนโยบายการเงิน (inflationary), เสี่ยงต่อหนี้สาธารณะของสหรัฐ, ถูกใช้เป็นอาวุธทางเศรษฐกิจ (sanctions)

• Bitcoin

• จุดแข็ง: Supply จำกัดตลอดกาล (21 ล้านเหรียญ), โอนข้ามโลกได้ทันที, ตรวจสอบได้แบบโปร่งใส

• จุดอ่อน: ยังผันผวนสูง (แม้ลดลง), ขึ้นกับเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ต, การยอมรับเชิงกฎหมายยังไม่ทั่วโลก

ภาพรวม:

ทองคำยังคงครอง “รากฐานความเชื่อมั่น” ในระยะยาว แต่ Bitcoin กำลังไต่อันดับขึ้นมาเป็นคู่แข่งโดยตรง โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่และสถาบันที่ต้องการ “Store of Value แบบดิจิทัล” ขณะที่ดอลลาร์ค่อย ๆ เสียบทบาทในเชิง “เก็บมูลค่า” เพราะถูกพิมพ์ออกมาไม่จำกัด

2. มิติ Medium of Exchange (สื่อกลางการแลกเปลี่ยน)

• ทองคำ → ไม่เหมาะกับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน (ขนย้ายยาก, แบ่งยาก)

• ดอลลาร์ → ยังคงเป็นราชาในมิติการแลกเปลี่ยน เพราะระบบการค้าระหว่างประเทศส่วนใหญ่ใช้ USD เป็นหลัก

• Bitcoin → ยังไม่ใช่สื่อกลางการแลกเปลี่ยนในวงกว้าง เนื่องจากความผันผวนและความเร็วการทำธุรกรรมบน Layer 1 แต่ Lightning Network และ Layer 2 solutions กำลังทำให้ BTC สามารถใช้จ่ายได้จริงในบางประเทศ เช่น เอลซัลวาดอร์

ภาพรวม:

ดอลลาร์ยังคงเป็นแชมป์ในเชิง การใช้งานจริง (Practical Usage) แต่ Bitcoin เริ่มมีบทบาทในฐานะ “เงินทางเลือก” (Alternative Money) โดยเฉพาะในประเทศที่ระบบการเงินไม่มั่นคง

3. มิติ Reserve Asset (สินทรัพย์สำรองระหว่างประเทศ)

• ทองคำ → ธนาคารกลางทั่วโลกยังถือครองทองคำในปริมาณสูงเพราะเชื่อถือในคุณค่า

• ดอลลาร์ → ยังคงเป็นสินทรัพย์สำรองหลัก (กว่า 58% ของ global FX reserves)

• Bitcoin → เพิ่งเริ่มเข้าสู่สมการ โดยมีบางประเทศ เช่น เอลซัลวาดอร์ ถือเป็น Reserve จริง ๆ และบางบริษัทมหาชน (MicroStrategy) ถือครองในปริมาณมหาศาล

ภาพรวม:

• ดอลลาร์ยังครองความเป็นศูนย์กลาง แต่ความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะและการพิมพ์เงินทำให้ประเทศต่าง ๆ มองหาทางเลือก

• ทองคำยังคงเป็น “เสาหลักดั้งเดิม”

• Bitcoin กำลังกลายเป็น Reserve Asset เชิงทดลอง แต่มีศักยภาพสูงหากสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่และประเทศต่าง ๆ เริ่มทยอยเข้ามาถือครอง

4. สมการเชิงกลยุทธ์: โลกกำลังมุ่งสู่ “สามขั้วการเงิน”

ในอนาคตเราอาจเห็นโลกการเงินแบ่งเป็น 3 ขั้วชัดเจน:

1. ทองคำ → รากฐานดั้งเดิม, ใช้รักษาความเชื่อมั่น

2. ดอลลาร์ (และ CBDC) → ใช้ในการหมุนเวียนเศรษฐกิจโลก

3. Bitcoin → สินทรัพย์ดิจิทัลไร้พรมแดน, ทำหน้าที่ทั้งเก็บมูลค่าและเป็น hedge ต่อระบบการเงินที่รัฐควบคุม

5. ข้อสรุป: ใครจะครองความเป็นผู้นำ?

• Store of Value: ทองคำยังแข็งแกร่ง แต่ Bitcoin กำลังเข้ามาแทนที่ในหมู่คนรุ่นใหม่และนักลงทุนเชิงเทคโนโลยี

• Medium of Exchange: ดอลลาร์ยังคงเหนือกว่า แต่ Bitcoin เริ่มไต่อันดับด้วยเทคโนโลยี Layer 2

• Reserve Asset: ดอลลาร์ยังครองโลก แต่ทองคำและ Bitcoin กำลังได้รับบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

สุดท้าย โลกอาจไม่ได้มี “ผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว” แต่เป็นระบบการเงินที่ มีหลายเสาหลัก (Multipolar Financial System) ซึ่งแต่ละสินทรัพย์จะครองความเป็นผู้นำในบริบทของตนเอง

#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.