⁉️ทำไมการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินอย่าง M2 supply ไม่ได้ทำให้เงินเฟ้อเสมอไปในกรณีที่เงินออมเก็บมูลค่าได้ (หรือไม่ได้ถูกทำให้เสื่อมค่าลง เช่นการพิมพ์เงินออกมาเป็นจำนวนมากของธนาคารกลาง)

ในปัจจุบัน เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความซับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินในระบบ (M2 Money Supply), ความเร็วในการหมุนเวียนของเงิน (Money Velocity), และผลกระทบที่มีต่อเงินเฟ้อและมูลค่าเงิน นอกจากนี้ การเสื่อมค่าของเงินยังส่งผลให้ผู้คนมองหาทางเลือกในการรักษามูลค่า เช่น การลงทุนใน Bitcoin และสินทรัพย์อื่น ๆ

ด้านล่างนี้คือคำอธิบายของทั้งสองหัวข้อที่เกี่ยวข้องกัน:

1. Money Velocity และผลกระทบต่อเงินเฟ้อ

Money Velocity หมายถึง ความเร็วที่เงินถูกใช้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งคำนวณได้จากสูตร:

Money Velocity(V) = Price Level(P) x Real GDP(Y)/ Money Supply (M2)

โดย:

• P: ระดับราคาสินค้าในระบบเศรษฐกิจ

• Y: ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่ปรับตามเงินเฟ้อ

• M2: ปริมาณเงินในระบบ

ตัวอย่าง:

สมมติ P=120, Y=20 ล้านล้านดอลลาร์,

M2= 5ล้านล้านดอลลาร์

V= 120 x 20,000,000,000,000/ 5,000,000,000,000 =480

ความหมาย: เงินในระบบหมุนเวียน 480 ครั้งต่อปี

ประเด็นสำคัญ:

1. หาก M2 เพิ่มขึ้น แต่คนใช้จ่ายช้าลง (Velocity ลดลง) เช่น ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ จะทำให้เงินเฟ้อไม่เพิ่มขึ้นทันที

2. GDP หรือการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นทัน อาจช่วยรองรับปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้น ทำให้ไม่เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อ

2. ทำไม M2 Supply ที่เพิ่มขึ้นถึงทำให้เงินเสื่อมค่า และเงินเฟ้อในบางกรณี?

การเพิ่มขึ้นของ M2 เป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนสำคัญของเงินเฟ้อ เนื่องจาก:

• ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นไม่ได้สอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจจริง (Real GDP) ทำให้เงินในมือคนทั่วไปมีมูลค่าลดลง

• การพิมพ์เงินจำนวนมากในช่วงเวลาสั้น ๆ (เช่น ช่วง COVID-19) ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม M2 ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ก่อให้เกิดเงินเฟ้อในทันทีเสมอไป เพราะ:

1. Money Velocity อาจลดลง: หากคนไม่ใช้จ่ายเงิน แต่เก็บออมแทน เช่น ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว

2. เงินอาจไหลไปยังสินทรัพย์อื่น (Asset Inflation): เงินส่วนเกินในระบบไม่ได้ใช้ซื้อสินค้าและบริการ แต่ไหลไปสู่การลงทุนในหุ้น, อสังหาริมทรัพย์, หรือคริปโต

3. เศรษฐกิจสามารถดูดซับเงินได้: เช่น หาก GDP หรือการผลิตสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นทันตามการเพิ่มของ M2

3. ทำไมคนถึงหันมาลงทุนใน Bitcoin?

การที่ M2 เพิ่มขึ้นและเงินเสื่อมค่า ทำให้ผู้คนมองหา Store of Value หรือสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าได้ดี ซึ่ง Bitcoin กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยม เนื่องจาก:

1. จำนวนจำกัด: Bitcoin มีเพียง 21 ล้านเหรียญ ทำให้ไม่เกิดการพิมพ์เงินเพิ่มเหมือนเงินกระดาษ

2. ป้องกันเงินเฟ้อ: Bitcoin ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันมูลค่าของเงินที่ลดลงจากเงินเฟ้อ (Hedge Against Inflation)

3. ไร้การควบคุมจากรัฐบาล (Decentralization): Bitcoin ไม่ขึ้นอยู่กับธนาคารกลางหรือรัฐบาลใด ๆ ซึ่งแตกต่างจากเงินกระดาษที่สามารถถูกพิมพ์เพิ่มได้ไม่จำกัด

4. ความนิยมที่เพิ่มขึ้น: เช่นในช่วง COVID-19 เมื่อรัฐบาลสหรัฐพิมพ์เงินมหาศาล ราคาบิทคอยน์พุ่งสูงจากต่ำกว่า $10,000 ในปี 2020 ไปเกิน $60,000 ในปี 2021

สรุป

การเพิ่มขึ้นของ M2 Money Supply มีผลทำให้เงินเฟ้อและเงินเสื่อมค่าโดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจไม่สามารถรองรับเงินใหม่ได้ทันที แม้ว่าในบางกรณี Velocity ลดลงจะชะลอเงินเฟ้อ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผลกระทบของเงินเสื่อมค่าก็จะเริ่มชัดเจนมากขึ้น ทำให้ผู้คนหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่สามารถรักษามูลค่า เช่น Bitcoin ซึ่งมีคุณสมบัติป้องกันเงินเฟ้อและไม่เสี่ยงต่อการเสื่อมค่าเหมือนเงินกระดาษ

#Siamstr #Economy #economics #bitcoin #nostr #BTC #finance

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.