#siamstr
#nostr 
ภาพแสดงกราฟการเปลี่ยนแปลงราคาบ้านใน 30 เมืองใหญ่ของสหรัฐอเมริกา เปรียบเทียบระหว่างปี 1991 และ 2022 โดยแสดงค่าร้อยละการเปลี่ยนแปลง
**เมืองที่มีราคาบ้านเพิ่มสูงสุด:**
1. ออสติน (Austin) เพิ่มขึ้น 576%
2. เดนเวอร์ (Denver) เพิ่มขึ้น 513%
3. พอร์ตแลนด์ (Portland) เพิ่มขึ้น 491%
4. ซีแอตเทิล (Seattle) เพิ่มขึ้น 491%
5. ไมอามี่ (Miami) เพิ่มขึ้น 425%
6. ฟีนิกซ์ (Phoenix) เพิ่มขึ้น 422%
**เมืองที่มีราคาบ้านเพิ่มต่ำสุด:**
1. ดีทรอยต์ (Detroit) เพิ่มขึ้น 130%
2. คลีฟแลนด์ (Cleveland) เพิ่มขึ้น 135%
3. ชิคาโก (Chicago) เพิ่มขึ้น 163%
4. เซนต์หลุยส์ (St. Louis) เพิ่มขึ้น 163%
5. บัลติมอร์ (Baltimore) เพิ่มขึ้น 182%
**ปัจจัยที่ทำให้ราคาบ้านเพิ่มสูงขึ้น:**
* **ภาวะเงินเฟ้อ:** เงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกาพุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 7.5% ในเดือนมกราคม 2566 ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงราคาบ้าน
* **นโยบายการเงิน:** ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยและพิมพ์เงินจำนวนมหาศาล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 นโยบายเหล่านี้ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น
* **อุปสงค์และอุปทาน:** อุปสงค์บ้านในสหรัฐอเมริกามีสูงมาก แต่จำนวนบ้านที่มีอยู่นั้นจำกัด ส่งผลให้ราคาบ้านปรับตัวสูงขึ้น
* **การลงทุน:** นักลงทุนจำนวนมากทุ่มเงินซื้อบ้านเพื่อเก็งกำไร ทำให้ราคาบ้านสูงขึ้น
**ผลกระทบของการเพิ่มขึ้นของราคาบ้าน:**
* **ประชาชนมีภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อบ้านมากขึ้น:** ประชาชนต้องกู้ยืมเงินจำนวนมากเพื่อซื้อบ้าน ส่งผลให้ภาระหนี้สินครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น
* **ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม:** ประชาชนที่มีรายได้น้อยมีโอกาสซื้อบ้านน้อยลง ส่งผลให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมรุนแรงขึ้น
* **ปัญหาเศรษฐกิจ:** การเพิ่มขึ้นของราคาบ้านอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว
**แนวโน้มของราคาบ้านในอนาคต:**
* **ราคาบ้านมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อไป:** ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มปรับนโยบายการเงินให้ตึงตัวขึ้น แต่คาดว่าจะใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่งกว่าที่ราคาบ้านจะเริ่มปรับตัวลดลง
* **ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีความเสี่ยง:** นักลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยงอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
**แหล่งข้อมูล:**