ในมุมมองของคนที่ซื้อ Bitcoin แบบ DCA (Dollar Cost Averaging) เพื่อเก็บมูลค่าทรัพย์สินและป้องกันการเสื่อมค่าของเงินเฟียต:

1. MicroStrategy กับการสะสม Bitcoin: กราฟแสดงให้เห็นว่า MicroStrategy มีการซื้อ Bitcoin อย่างต่อเนื่องในปริมาณที่เพิ่มขึ้นแม้ราคาจะแกว่งตัว ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดระยะยาวที่เชื่อมั่นในมูลค่าของ Bitcoin ว่าเป็นสินทรัพย์ที่เก็บรักษามูลค่าได้ดีกว่าเงินเฟียตที่อาจเสื่อมค่าลงจากภาวะเงินเฟ้อ

2. Ethereum Foundation กับการขาย ETH: กราฟนี้ชี้ให้เห็นว่า Ethereum Foundation มีการขาย ETH เป็นระยะ แม้ในช่วงที่ราคามีการปรับตัวขึ้นลง โดยการกระทำเช่นนี้อาจทำให้ผู้ที่เก็บ ETH รู้สึกกังวล เนื่องจากแม้แต่ผู้สร้างเองยังมีการเทขายอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในมูลค่าของ ETH ระยะยาว

3. เปรียบเทียบมุมมองการลงทุน:

• Bitcoin ถูกมองว่าเป็น “store of value” หรือทองคำดิจิทัล ที่มีจำนวนจำกัดและสามารถต้านทานเงินเฟ้อได้

• Ethereum แม้จะมีประโยชน์ในด้าน smart contracts และการพัฒนา DeFi แต่ความจริงที่ว่าผู้พัฒนายังคงขายออกอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้ ETH ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากกว่า

ดังนั้น สำหรับผู้ที่ต้องการเก็บมูลค่าในระยะยาว Bitcoin ดูจะเป็นตัวเลือกที่น่าเชื่อถือกว่าจากมุมมองนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาเรื่องความเชื่อมั่นในตัวสินทรัพย์จากกราฟที่แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมของผู้ใช้งานหลักในตลาดทั้งสอง

**เพิ่มเติม:

Ethereum (ETH) เปรียบเสมือน “บริษัทเฟียต” เพราะลักษณะของมันมีความคล้ายคลึงกับระบบของเงินเฟียต (Fiat) ในหลายๆ ด้าน โดยอธิบายง่ายๆ ดังนี้:

1. ETH ไม่มีจำนวนจำกัด

ต่างจาก Bitcoin ที่มีจำนวนจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญ ETH สามารถผลิตเพิ่มได้เรื่อยๆ ผ่านระบบการขุดและกลไกอื่นๆ เช่น Staking ในระบบ Proof of Stake

• เมื่อสิ่งใดมีจำนวนไม่จำกัด (เหมือนเงินเฟียตที่พิมพ์เพิ่มได้เรื่อยๆ) มูลค่าจะลดลง เพราะอุปทานล้นตลาด

• ผู้ที่ถือ ETH อาจเสี่ยงต่อการเจือจางมูลค่า (Dilution) ในอนาคต เนื่องจากไม่มีการกำหนดเพดานที่แน่นอน

2. ทีมผู้สร้างหรือองค์กรมีอำนาจในการควบคุม

Ethereum มีผู้ก่อตั้งและทีมงานหลัก เช่น Vitalik Buterin และ Ethereum Foundation ที่สามารถ ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงระบบได้

• ตัวอย่างเช่น การอัปเกรดระบบหรือการตัดสินใจที่เกี่ยวกับการเผาเหรียญ (Burn) หรือการเพิ่มอุปทาน

• สิ่งนี้เหมือนกับรัฐบาลหรือธนาคารกลางที่สามารถกำหนดนโยบายการเงินเพื่อพิมพ์เงินหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ

3. Ethereum Foundation ขาย ETH ต่อเนื่อง

กราฟแสดงให้เห็นว่าผู้พัฒนาหรือเจ้าของระบบยังขาย ETH เป็นระยะๆ แม้ในช่วงราคาสูง

• การขายออกอย่างต่อเนื่องเหมือน “ธนาคารกลางปล่อยเงินเฟียตเข้าสู่ระบบ” ซึ่งอาจลดความเชื่อมั่นในมูลค่าของ ETH

• ถ้าผู้ก่อตั้งยังเทขายเองเรื่อยๆ นักลงทุนรายย่อยอาจตั้งคำถามว่า “แล้วเราจะถือ ETH ไว้ทำไม?”

4. การพึ่งพาโครงสร้างคล้ายบริษัท

Ethereum ทำงานผ่านระบบ Smart Contract และมีการใช้งานในแอปพลิเคชัน Decentralized Finance (DeFi) แต่ระบบทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับ โครงสร้างพื้นฐานและการตัดสินใจของทีมงาน

• หากเทียบกับ Bitcoin ซึ่งเป็นเครือข่ายที่กระจายศูนย์ (Decentralized) อย่างแท้จริง Ethereum อาจถูกมองว่าคล้ายกับ “บริษัทเทคโนโลยี” มากกว่า เพราะยังมี “เจ้าของ” ที่มีอำนาจควบคุม

5. ETH มีประโยชน์แต่ไม่ใช่ที่เก็บมูลค่าที่แท้จริง

ETH มีบทบาทในระบบ DeFi และการพัฒนาเทคโนโลยี Web3 ซึ่งน่าสนใจในระยะสั้นและกลาง แต่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเป็นที่เก็บมูลค่า (Store of Value) เพราะมีการเพิ่มปริมาณเหรียญได้เรื่อยๆ

• ในขณะที่ Bitcoin ถูกมองว่าเป็น “ทองคำดิจิทัล” ที่เก็บมูลค่าได้ในระยะยาว Ethereum อาจเปรียบได้กับ “หุ้นบริษัท” ที่มีประโยชน์ แต่มีความเสี่ยงสูงและไม่มีการการันตีมูลค่าระยะยาว

สรุป: ETH = บริษัทเฟียต

Ethereum เปรียบเสมือน “บริษัท” ที่ผู้ก่อตั้งและองค์กรสามารถควบคุมและเปลี่ยนแปลงได้ คล้ายกับเงินเฟียตที่รัฐบาลและธนาคารกลางสามารถพิมพ์เพิ่มหรือกำหนดนโยบายได้ สำหรับผู้ที่ต้องการเก็บมูลค่าระยะยาว ETH อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่มั่นคง เพราะยังมีความเสี่ยงจากการขายของผู้ก่อตั้งและจำนวนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต่างจาก Bitcoin ที่มีจำนวนจำกัดและเป็นสินทรัพย์ที่กระจายศูนย์อย่างแท้จริง

#Siamstr #economy #economics #bitcoin #nostr #BTC #finance

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.