Replying to Avatar Khunjibna

สองสัปดาห์ที่ผ่านมาผมเองได้ทดลองการเดินจากสถานที่ทำงานไปยังจุดจอดรถ ระยะเวลาทางประมาณ 1.9 - 2.2 กิโลเมตรหลังเลิกงานทุกๆ วัน ซึ่งแน่นอนเวลาหลังเวลาเลิกงานหลัง 17.00 น. นั้นในช่วงการเดินทางไปยังจุดจอดรถเพื่อเดินทางกลับไปบ้านนั้น มีอะไรที่ได้คิดไป ทบทวนตัวเองไป ว่าวันนี้ได้เต็มที่กับมันหรือยัง หรือ จะเดินไปแบบชิวๆหรือวิ่งเยาะๆ ใส่หูฟัง ฟังเพลง ฟังวีดีโอ ในชุดทำงานไปแบบไม่ต้องกังวลมากมาย

ถึงแม้ว่าจะจะลด CAL ได้ไม่เยอะมากมายนักแต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีโดยไม่ได้คิดว่าตัวเองจะลดน้ำหนักก็ตาม เพราะถ้าคิดแล้วมันจะเกิดความขี้เกียจทันทีไม่รู้เป็นเพราะอะไรเหมือนกัน พอมาวัดแอพ Fitness บน IOS แล้วเดินจริงๆ ใช้ค่าเฉลี่ยเดินรวมๆ 3-4 km ทุกๆ วัน ไม่รวมยกของยกอุปกรณ์ตอนช่วงเวลาทำงานอีก

ทุกๆเย็นก็จะเจอสถานการณ์ที่แตกต่างกัน มีทั้งแดดออก ฝนตก ครึ้มฟ้าครึ่มฝน บางวันก็มีเหงื่อ บางวันก็เปียกฝน และบรรยากาศที่คนที่เดินสวนทางกัน มองบรรยากาศรอบๆ สบตากับคนที่เดินผ่านไปมา ซึ่งก่อนที่จะถึงจุดจอดรถนั้นก็มีช่วงทางที่เป็นทางดิน ปนหินกรวด ก็ลองถอดรองเท้าเหยียบดินและเศษหินที่วางตามทางเดินไปยังจุดจอดรถ เอาเข้าจริงมันเจ็บนะ เหยียบหินพวกนี้ ทำให้คิดว่ารู้เลยมีสภาพอักเสบทั่วร่างกายแน่ๆ จากการนั่งทำงานนานเกินไป (ไปนวดแผนไทยทุกครั้งก็ยังเจ็บทุกครั้ง หมอบอกเส้นตึง หรือไปนวดอย่างอื่นน่าจะดีขึ้น 555 เราข้ามไปเรื่องนั้นได้ยังไง) แต่ก็เป็นการเดินเท้าเปล่าในระยะทางสั้นๆ แบบไม่ให้ใครเห็น (เดี๋ยวหาว่าบ้าอีกใครมาถอดรองเท้าเหยียบดินหิน สกปรกเปล่าๆ)

มีช่วงวันหนึ่งที่ตอนเช้าที่ตื่นมาฝนตกอย่างหนัก จนถามกับตัวเองว่าจะไปทำงานไหม ฝนตกหนักขนาดนี้ ในใจคิดนะว่ายังไงก็ต้องออกไป ไม่ได้ลาไว้ ก็ใส่เสื้อกันฝนไป จนไปถึงจุดจอดรถเสื้อกันฝนไม่ได้ช่วยอะไรเลย ก็เปียกไปเกือบทั่วตัว จนถึงสถานที่ทำงาน หัวหน้างานก็บอกไปเช็ดตัวหาเสื้อมาใส่ชะ แต่มันไม่มีเสื้อแล้วก็อยู่ในสภาพเปียกทั้งตัวไปเกือบทั้งวัน เปิดแอร์แบบพัดลมค่อยๆ ให้มันไปแห้งไปช้าๆ แต่ก็ไม่ได้เป็นไข้หรือเป็นหวัดอะไรนะ

ซึ่งพอเดินทดลองผ่านไปประมาณ สามสี่วันทำให้รู้สึกว่าร่างกายมีบางอย่างเปลี่ยนไปจนแปลกใจ คือ พอถึงช่วงเวลาที่ง่วงก็เข้านอนตามปกติ ช่วงประมาณสามทุ่มครึ่งก็เริ่มง่วงๆ ละ แต่มันชอบตื่นก่อนที่นาฬิกาปลุกซึ่งเป็นเวลาเดิมทุกๆ วันก่อนประมาณ 1 ชั่วโมงซึ่งปกติก็จะตั้งเวลาปลุกตื่นไว้ 7 โมงเช้า แบบไม่มีการสลึมสลือหรือเหมือนนอนไม่พอ ตื่นมาหัวโล่งแบบเหมือนโดนรีเซต ไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกัน คือตื่นแล้วแบบว่านอนต่อไม่ได้ เหมือนพอนอนเพียงพอแล้ว เมื่อก่อนเคยเหมือนรู้สึกว่านอนเท่าไรก็นอนไม่พอ ง่วงประจำ มีปัญหานอนกรน แต่พอมาเริ่มทดลองแล้ว ปัญหานอนกรนก็เริ่มลดลงมาบ้างแล้ว นอนหลับเต็มอิ่ม การทำงานและการทำกิจกรรมต่างๆ ก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

บางทีผมก็ไม่นึกหรอกแค่ตากแดด/ตากฝน/เหยียบพื้นดินด้วยเท้าเปล่า ทำให้ร่างกายได้ปรับสภาพอย่างที่มันควรจะเป็น ถึงแม้จะรับรู้ รับฟังใครมา แต่ถ้าไม่ได้ทดลองด้วยตนเองและรับรู้ด้วยตนเอง ก็ไม่รู้หรอกว่าจะเป็นอย่างไรไป บางทีเร็วๆนี้ผมอาจจะไม่ต้องไปร้านนวดมันก็ได้ แค่ใช้เท้าเหยียบพื้นดินพื้นหินก็เพียงพอ แต่ผมเองยังชอบเสียตังแลกความเจ็บปวดอยู่ โอ๊ยโดนเส้น เจ็บมากเลยหมอ (เส้นมันตึงแหนะ ต้องมาแก้เส้นบ่อยๆ นะ มาทุกอาทิตย์นะ)

การทดลองนี่ก็คงจะทำไปเรี่ยๆ จนกว่าน้ำหนักลงอย่างที่ต้องการ แน่นอนผมเองยังมีปัญหาความอ้วนอยู่ที่พุง ซึ่งมีที่พุงอยู่จุดเดียว มันค่อยๆ เพิ่มมา มาตลอดหลายปี ส่วนอื่นร่างกายนี่ผอมมีกล้าม แน่นอนมันยังอันตรายอยู่ ในการตรวจสุขภาพล่าสุด ไขมันในเลือดสูงมีโอกาสเป็นเบาหวานนะ มีค่านั่นนี่สูงอยู่นะ ซึ่งผมคงไม่แคร์ค่าอะไรเหล่านี้แล้วละ เพียงแค่เดินทุกๆ วัน ปรับพฤติกรรมการกิน ปรับมุมมองให้รู้สึกดีกับตัวเอง สุขภาพน่าจะดีขึ้นในทุกๆ วัน อาจจะไม่ได้ใช้ในเวลาแปบเดียว และอาจจะใช้ระยะเวลาเท่าๆ กับที่เราสะสมไขมันมา

หลายอย่างที่จะเริ่มทดลองในอนาคต อาจจะลองเดินในช่วงเช้าด้วย ถ้าฝนมันไม่ตก ถ้าถึงที่ทำงานในสภาพเหงื่อท่วมตัวบางทีก็อาจจะดูไม่ดีเท่าไร ยิ่งช่วงนี้ใกล้หน้าหนาวแล้ว คงได้รับแดดกันเต็มๆ เหงื่อแตกกัน ฮ่าๆ

การย้อนกลับมาใช้ชีวิตธรรมชาติเป็นอะไรที่ดีที่สุดแล้วละ ถึงแม้สภาพแวดล้อมในการทำงานปัจจุบันอาจจะไม่เอื้อ แต่เราก็ต้องสร้างหรือพาไปพบสถานการณ์เอง ก็ต้องปรับตัวไปตามสถานการณ์กันไป

เจอกันในงานปีถัดไป ถ้ายังจองทันหวังว่าพุงหน้าท้องจะยุบนะ

น่าจะผอมแล้วนะ คิดว่าน่าจะแบบนั้นนะ (ถ้าได้ไปนะ) …

#SiamStr

ขอให้สุขภาพดีนะครับ

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

ขอให้สุขภาพดี ร่างกายแข็งแรงเช่นกันครับ