ตอนที่ 2: มือกีตาร์กับกลไกราคา

คอร์ด F… ศัตรูตัวฉกาจของมือกีตาร์มือใหม่แทบทุกคน

ใครเคยจับกีตาร์มาแล้วน่าจะรู้ดี นี่แหละครับ “จุดวัดใจ” ว่าจะไปต่อ หรือวางกีตาร์แล้วกลับไปเล่นในสิ่งที่ถนัด สำหรับผมก็คือเป่าขลุ่ยกับตีกลองที่พอเอาตัวรอดได้ ตัวผมเอง…ผมเริ่มหัดเล่นกีตาร์ตอนอายุ 50 ไม่ใช่ช่วงวัยที่นิ้วจะยืดหยุ่นเหมือนเด็กวัยรุ่น แน่นอนครับ เจ็บนิ้วบ้าง เสียงบอดบ้าง จับไม่ติดบ้าง แต่ก็พยายามจน “ผ่านมันมาได้” (และภูมิใจมาก… เหมือนผ่านด่านบอสในเกม) แต่ก็ยังไม่ได้ดีเท่ากับมืออาชีพนะครับ บางคนก็ใช้วิธีลัด เช่น ตัดเพลงที่มีคอร์ด F ออกไปจากเพลย์ลิสต์ หรือจับคอร์ดแบบไม่เต็มฟอร์ม มันก็เล่นได้นะครับ แต่เสียงที่ได้ก็จะไม่กลม ไม่นุ่ม ไม่มีความลื่นไหลที่เพลงบางเพลงต้องการ

ทีนี้…ลองคิดดูดีๆ

สิ่งที่เรากำลัง “ตัดสินใจ” อยู่ตรงนั้นแหละครับ—เศรษฐศาสตร์ ล้วนๆ โดยเฉพาะในมุมมองของ “กลไกราคา” ตามแนวคิดของเศรษฐศาสตร์ออสเตรียน ถ้า:

คอร์ด F = ต้นทุน | เล่นหรือเลี่ยง = การตัดสินใจทางเศรษฐศาสตร์

คอร์ด F ก็เหมือนต้นทุนครับ การเล่นให้ได้ ต้องแลกมาด้วยแรง เวลา และความเจ็บนิ้ว บางคนอาจประเมินแล้วว่า “ไม่คุ้ม” ก็เลยเลี่ยงไปใช้วิธีอื่นแทน เช่น เปลี่ยนเพลง หรือเปลี่ยนคีย์ เหมือนคนที่เลือกจะไม่ลงทุนในบางธุรกิจ เพราะเห็นว่าไม่คุ้มกับความเสี่ยงและต้นทุนที่ต้องจ่าย แต่บางคนมองอีกมุม เขาเห็นว่า ถ้าเล่นคอร์ด F ได้เร็ว เขาจะรับจ๊อบเปิดหมวก หาเงินค่าข้าวเย็นได้ เขาก็ยอมเจ็บนิ้วทุกคืน ฝึกวันละชั่วโมง จนในที่สุดก็เล่นได้ และเริ่มมีรายได้

“ต้นทุน-ผลตอบแทน… เวอร์ชันดนตรีชัดๆ”

แล้วกลไกราคาเกี่ยวอะไรด้วย?

ในโลกเศรษฐกิจ ราคา คือสัญญาณ มันไม่ได้แค่บอกเราว่าของอะไรแพง ของอะไรถูก แต่มันคือ “ตัวบอกจังหวะ” เหมือนโน้ตในเพลง ที่ช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่าควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร

• ถ้าราคาน้ำมันขึ้น → คนหันไปขี่จักรยาน

• ถ้าราคาข้าวเหนียวแพง → แม่ค้าหันไปขายข้าวสวยแทน

• ถ้ากีตาร์คลาสสิกแพง → ผมหยิบกีตาร์โปร่งเก่าๆ มาเช็ดแล้วใช้ต่ออีกปี

ไม่มีใครออกคำสั่งว่าเราต้องทำอะไร แต่ราคาเป็นเหมือนเสียงในวงดนตรี เราฟังมัน แล้วตัดสินใจว่า… ควรเปลี่ยนคอร์ด หรือควรปล่อยให้เพื่อนแบกท่อนฮุคไปก่อน ถ้าราคาโดนควบคุม… เพลงก็เพี้ยน ลองนึกภาพดูครับ ถ้ามีใครออกกฎว่า “วงดนตรีทุกวงต้องเล่นแต่คอร์ด C เพราะมันง่าย” หรือ “ห้ามเล่นคอร์ด F เด็ดขาด เพราะมันยากเกินไปสำหรับมือใหม่”

ผลลัพธ์คืออะไร?

มืออาชีพเบื่อ… เพราะไม่มีความท้าทาย

มือใหม่ก็ไม่ได้พัฒนา… เพราะไม่มีแรงผลักดัน

เพลงก็วนอยู่แต่คอร์ดเดิมๆ ซ้ำซาก ไม่มีสีสัน

----ในที่สุด วงก็เลิกเล่น คนฟังก็เบื่อ ความสร้างสรรค์ก็ตาย----

โลกของเศรษฐกิจก็เช่นกัน

ถ้ารัฐควบคุมราคาสินค้าหรือบริการจนผิดธรรมชาติ เช่น บังคับให้ขายน้ำมันในราคาถูกเกินไป ผู้ผลิตก็ไม่อยากผลิตของขาด คนต้องไปต่อคิวยาวเหยียด สุดท้ายคนที่เดือดร้อนคือ “คนฟังเพลง” ที่ไม่ได้ฟังเพลงดีๆ เพราะมีใครสักคนบังคับให้วงดนตรีเล่นแต่คอร์ดที่ไม่มีใครอยากเล่น

แล้วบิทคอยน์ล่ะ?

บิทคอยน์เป็นระบบที่ไม่มีใคร “ตั้งราคา”ไม่มีธนาคารกลาง ไม่มีรัฐ ราคาขึ้นลงล้วนมาจากอุปสงค์–อุปทานจริงๆ

คนอยากได้มาก → ราคาขึ้น

คนเริ่มเทขายเยอะ → ราคาลง

ไม่มีคนคุมวง… แต่ทุกคนรู้บทบาทของตัวเอง และ “ฟัง” สัญญาณเดียวกันคือ “ราคา” บิทคอยน์ก็เหมือนวงดนตรีที่ไม่มีคอนดักเตอร์ แต่ทุกคนรู้ว่าเมื่อไรควร “เปลี่ยนคอร์ด” หรือ “โซโล่” โดยไม่ต้องรอใครชี้นิ้ว

“สำหรับผม ในโลกของดนตรี ‘ราคา’ ก็คือเพลงที่เราเลือกจะเล่น ส่วน ‘ต้นทุน’ คือคอร์ดในเพลงนั้น — และคอร์ด F นี่แหละ… คือต้นทุนที่สูงที่สุด”

และคนที่เล่นได้ดี ไม่ใช่แค่ “เล่นเก่ง” แต่ต้อง “เข้าใจระบบ” ด้วย ในวงดนตรี ไม่มีใครสั่งคุณว่าให้จับคอร์ดไหน ในเศรษฐกิจเสรี ก็ไม่มีใครสั่งให้คุณซื้อหรือขายอะไร แต่ทุกคนจะฟังสิ่งเดียวกัน ”ราคา”แล้วใช้ข้อมูลของตัวเองในการตัดสินใจ กลไกราคาไม่ใช่สิ่งที่ต้องมีคนอธิบาย

“แค่ฟังมันให้เป็น… แล้วคุณก็จะรู้ว่า ควร “เล่น” หรือ “เงียบ” เมื่อไร”

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.