Replying to Avatar Bob

ในบริบทของการถ่ายทอดเรื่องราว หรือการส่งสาร

ไม่ว่าจะกับเรื่องอะไรหรือใช้อะไรเป็นตัวกลาง

ตัวอักษร เสียง ภาพ กลิ่น รส สัมผัส

จุดสำคัญคือ "สาร" หรือ "เรื่องราว" ได้ถูกส่งต่อไปยังผู้รับสารสำเร็จหรือไม่

ไม่ได้หมายถึงความถูกต้องในเชิงทฤษฎี

แต่หมายถึง ผู้รับสามารถเข้าใจสารที่ถูกส่งและสร้าง "แบบจำลองทางความคิด"

หรือปรับเปลี่ยนแบบจำลองทางความคิดเดิมให้เข้ากับข้อมูลใหม่ ได้หรือไม่

นอกเหนือจากสาระสำคัญของสารหรือเรื่องราว แล้ว

สิ่งที่สำคัญคือ "วิธีการในการขนส่งสาร" หรือ "วิธีการสื่อสาร" ไปยังผู้รับ

ในเมื่อจุดประสงค์เพื่อต้องการให้ผู้รับ สามารถปรับปรุง และ/หรือ สร้างแบบจำลองทางความคิดจากสารที่ได้รับ

การสื่อสารจึงควรคำนึงถึงภูมิหลังของผู้รับสาร ว่าอยู่บนพื้นระดับไหน

โดยเฉพาะ การสื่อสารที่มีการตอบโต้กลับ อาทิ การสนทนาในห้องประชุม

การรับรู้ว่าภูมิหลัง หรือแบบจำลองทางความคิด ของผู้รับสารอยู่ระดับไหนและมีโครงสร้างแบบใด

จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้รับสาร สามารถคัดกรองและเรียงลำดับข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารได้

เช่น การจะสอนให้เด็กเข้าใจการ บวกเลข ต้องสอนการนับเลขก่อน เป็นต้น

การเข้าใจว่าแบบจำลองทางความคิดของผู้รับเป็นอย่างไรนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

โดยเฉพาะการสื่อสารในรูปแบบที่ไม่มีการตอบโต้

การอธิบายโดยเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผู้รับมีประสบการณ์หรือมีความเข้าใจอยู่แล้ว

จะเป็นตัวช่วยในการสร้างระดับพื้นที่ชัดเจนให้แก่ ผู้ส่งและผู้รับสาร ว่าระดับพื้นเริ่มต้นของเรื่องที่กำลังสื่ออยู่ที่จุดไหน

และเป็นบันไดขั้นแรกไปสู่การปรับเปลี่ยนหรือสร้างแบบจำลองทางความคิดของผู้รับให้เป็นในแบบที่ผู้ส่งต้องการ

ระดับพื้นที่สร้างเริ่มต้นควรต้องอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจของคนปกติสามัญทั่วไป

หากเป็นสารเฉพาะกลุ่ม งานวิชาชีพหรือเฉพาะด้าน ก็ควรอยู่บนพื้นความเข้าใจของผู้รับกลุ่มนั้น

การใช้ระดับพื้นที่ไม่ถูกต้องก็เปรียบเสมือน

การอธิบายความงามและสีของดอกชบาให้คนตาบอด

เนื่องจากมนุษย์นั้นแตกต่างและมีประสบการณ์ไม่เหมือนกัน

ผู้ส่งควรพิจารณาการสร้างระดับพื้นเริ่มต้นอย่างถี่ถ้วนว่า ผู้รับสารรู้หรือไม่ว่าที่ตรงนั้นมีพื้นอยู่

การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพคือสารที่ทำให้ผู้รับปรับและสร้างแบบจำลองทางความคิดได้ด้วยตนเอง

และ หากคุณเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ คุณจะสามารถให้เด็กประถมเข้าใจได้

Bob, the red panda

#siamstr

ขอขอบคุณ

เพลง "ต้นชบาและคนตาบอด", เฉลียง

สำหรับตัวอย่างการเปรียบเปรย

"ความกระจอก"

.

.

.

อัตตา ego

ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไร

เป็นอันเข้าใจว่าในเนื้อหานี้

หมายถึงตัวตนของบุคคลหนึ่ง

ที่คนๆนั้นได้เลือกสวมใส่

ใช้ในการโต้ตอบกับสภาวะภายนอก

.

.

.

ดังที่เคยเขียนไว้ใน [1]

เมื่อมีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างผู้คน

การปะทะระหว่างอัตตาย่อมเกิดขึ้น

การศิโรราบที่ละทิ้งอัตตาของตน

.

รับรู้สถานการณ์ที่เป็นไป

ด้วยการละทิ้งแว่นกรองออก

รับรู้สิ่งที่เป็นไป ในแบบที่มันควรจะเป็น

เป็นการฟังโดยไม่ผ่านการบิดเบือนด้วยอัตตาแห่งตน [2]

.

.

.

อย่างไรก็ดี ในบริบทสังคมมนุษย์ ณ ปัจจุบัน

การละทิ้งแว่นกรองบางอย่างออกนั้น

อาจไม่สามารถทำได้ตลอดเวลา

โดยเฉพาะในการทำงาน

ซึ่งอาจมีหลายสถานการณ์

จำเป็นต้องออกความเห็น/debate/อภิปราย

.

ซึ่งมิอาจปฏิเสธได้ว่า

แม้จะสามารถรับฟังเรื่องราวอย่างไร้บิดเบือน

แต่การออกความเห็น ย่อมเกิดกระบวนการประมวลผล

ผ่านกระบวนการทางความคิด

ที่เกิดจากการปรับแก้ตามประสบการณ์ที่คนผู้นั้นเป็น [3]

และถ่ายทอดออกมาในรูปแบบหนึ่ง [4]

.

.

.

ความเห็นดังกล่าว

จะเป็นเหมือนสารท้ารบ

เกิดการปะทะระหว่างอัตตา

อัตตาที่อ่อนแอถูกกลืนด้วยอัตตาที่แข็งแกร่ง

แม้การศิโรราบ จะเป็นประตูสู่การรับสาร

อันปราศจากการบิดเบือน

.

หากแต่หาใช่การพัฒนาอัตตาแห่งตน

.

.

การพัฒนาอัตตาแห่งตน

เกิดขึ้นเมื่ออัตตานั้น ศิโรราบ และยอมรับในความอ่อนแอ

เมื่อสังเกตุและรับสารอย่างไม่บิดเบือน

ผนวกกับการเห็นในจุดอ่อนแอของตน

.

อัตตาที่อ่อนแอ จะปรับเปลี่ยนให้คล้ายคลึง

กับอัตตาที่กลืนกินตน

เพราะอัตตานั้น ได้พิสูจน์ถึงข้อเท็จจริง

ว่าเจ้านั่นอ่อนแอในสิ่งใด กระจอกในแบบใด

.

.

.

ความกระจอก

เป็นกลไกหนึ่งของธรรมชาติ

ที่จะคัดสรรตัวตนที่เปี่ยมด้วยพลังจะสืบทอดสายพันธ์ต่อไป

ไม่ว่า "พลัง" นี้จะถูกแสดงออกในรูปแบบไหนก็ตาม

.

.

.

ด้วยกลไกในรูปแบบนี้

จะเกิดอะไรขึ้นกับอัตตาที่ไม่ยอมรับในความอ่อนแอ

.

หากอัตตาที่แข็งแกร่งเป็นเรื่องพื้นฐานทางสังคม

อัตตาที่ไม่ปรับตัวจะถูกถีบออกจากสังคมในปัจจุบัน

บีบบังคับให้ไปตามหาสังคมที่เหมาะสมแก่อัตตาอันไม่ปรับแก้ของตน

.

.

.

ความกระจอก

จึงมิได้เป็นเพียงคำตำหนิ

หากแต่เป็นภาพสะท้อนที่ธรรมชาติส่งกลับมา

ว่าส่วนใดของอัตตายังอ่อนแอและไม่เคยถูกขัดเกลา

มันไม่ใช่ต้นเหตุของความทุกข์

แต่ความพยายามที่จะปฏิเสธมันต่างหากที่กัดกิน

ยิ่งหลบเลี่ยง

ยิ่งบิดเบือน

ยิ่งปกปิด

จุดอ่อนนั้นก็ยิ่งเติบโตในเงามืดของจิตใจ

.

.

.

เมื่ออัตตาศิโรราบต่อความกระจอกได้อย่างไร้เกราะกำบัง

ความหาญเช่นนี้คือสารตั้งต้นของการพัฒนา

ความกระจอกไม่ใช่ข้อบกพร่อง

หากเป็นสัญญาณว่าอัตตายังมีพื้นที่ให้เติบโต ให้เรียนรู้

และปรับเปลี่ยนไปสู่อัตตาที่แข็งแรงกว่าเดิมได้

.

.

อัตตาที่แข็งแกร่ง จึงไม่เคยเริ่มต้นด้วยความแข็งแรง

หากเพียงแต่ยอมรับ

ว่าตนนั้นกระจอกเพียงใด

.

.

.

Bob, the red panda

#siamstr

.

อ้างอิง

[1] อัตตา: nevent1qqsd0gfxjqmrsjl3x7yksysczmrfuf40v0qw79nvu44lm7u0cjmqppq5xexs8

[2] การฟังโดยไม่ตัดสิน: nevent1qqsdznwc8w3rgpnmvsv9qvlttsx5vcqj2gprzjdmqsquca6er4er5sqmg4ltq

[3] ระบบ Mental Model: nevent1qqsqa333ltgfhvy4emwvu3drsl4kd7q5cknzgcjyc9sz9zlpcjndyws4k7e3a

[4] การถ่ายทอดเรื่องราว: nevent1qqsz7vgatuhh5vytytu252hhgw5rugt759ugz582h47l4d0g7m5wpugzk5xgj

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.