ซวยละรูปไม่ขึ้น 555
อตฺโถ อตฺถสฺส นกฺขตฺตํ กึ กริสฺสนฺติ ตารกา.
[คำอ่าน : อัด-โถ, อัด-ถัด-สะ, นัก-ขัด-ตัง, กิง, กะ-ริด-สัน-ติ, ตา-ระ-กา]
“ประโยชน์เป็นฤกษ์ของประโยชน์เอง ดวงดาวจักทำอะไรได้”
(ขุ.ชา.เอก. 27/16)

ผมตีความได้ว่า
กริสฺสนฺติ ตารกา. พระพุทธเจ้าได้ท้าทายความเชื่อเรื่องดวงดาวหรือโหราศาสตร์ ซึ่งยุคนั้นศาสนาที่เชื่อเรื่องพระเจ้า, เทพ,ดวงดาว ต่างๆ ได้แก่ ศาสนาพรหม ฮินดู หลักคิดของฮินดูจะคล้ายๆกับแนวคิดของกรีกโบราณที่มีความเชื่อว่า เราเป็นแค่ฝุ่นที่ลอยเกาะอยู่บนผิวของดวงดาวที่ยิ่งใหญ่กว่าเราในจักรวาล ดังนั้นการโคจรของดวงดาวย่อมมีผลต่อชีวิตเรา เช่น ทุกคนเกิดมาวันที่นี้ เวลานี้ ตรงกับแพทเทิลรูปแบบดวงดาวนี้ จะเป็นคนมีลักษณะนิสัยแบบนั้นแบบนี้ อีกไม่กี่วิหรือกี่นาทีต่อ มาถ้าคนเกิดพร้อมกันก็จะมีนิสัยต่างกันยกตัวอย่างเช่น แฝด หน้าตาเหมือนกันแต่นิสัยไม่เหมือนกัน
แน่นอนว่าพระพุทธเจ้า ก็เป็นหนึ่งคนที่ถูกทำนายด้วยเช่นกันของศาสตร์นี้ แต่พระพุทธเจ้าไม่เชื่อ
จึงท้าทายและมีทัศนคติ ว่าทุกอย่างไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ดวงดาวแต่ขึ้นอยู่กับตัวเรา
ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ถ้าคุณอยากมีความรู้ก็ต้องหาความรู้ ไม่มีใครนั่งเทียนอยู่เฉยๆแล้วก็มีความรู้ขึ้นมาเลย เป็นต้น
แต่เอาจริงๆแนวคิดพึงพาตนเป็นหลักนี้ตามความคิดผม ผมองว่ามีผลในกรอบเวลาเล็กๆ แต่ในกรอบเวลาใหญ่ๆนั้นไม่มีผล ถ้าอยู่ๆมีดาวจากไหนไม่รู้พุ่งมาชนโลกนี่ผมว่าเราก็ทำอะไม่ได้นะ หรือ สมมุติว่าอยู่ๆพระอาทิตย์หายหรือดับไปเลยอันนี้ก็ยังมีผลต่อเรานะ
ดังนั้น ถ้าวิเคราะห์จริงๆ โหราศาสตร์กับแนวคิดของพระพุทธเจ้าผมมองว่าไม่ได้ขัดแย้งกัน
แต่ใช้ในกรอบเวลาหรือวัตถุสิ่งของที่แตกต่างกัน
แต่ถ้าวันหนึ่งมนุษย์พัฒนาตัวเองจนถึงขั้นจับดาวมาชนกันได้ หรือ เปลี่ยนวิถีวงโคจรของดาวใหญ่ๆได้
อันนี้ก็น่าคิดเหมือนกันว่าแท้จริงแล้ว เราอาจมีศักยภาพเหนือดวงดาวตามที่พระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้
#GM ครับ #Siamstr
Ref. : https://www.jaisangma.com/buddhist-proverb-24/
Credit งานวาด FB : Om โอมรัชเวทย์ Style
Discussion
อ้าวขึ้นละ