Avatar
Hleang ₿⚡️
021027d6cb3676a4c4bf34411261890f0d0f52f83d4dce299121abb54349d8f1

When I grow up, I will understand the world more than anyone else truly understands.

อาชีพช่างของแทร่

Replying to Avatar Piriya ⚡🟧

ตอบเรื่อง Lightning Network Vulnerability

ตอนนี้ยังไม่มีเวลาอธิบาย

แต่จะสรุปแค่ว่า

ในส่วนของ Replacement Cycling

การโจมตีนี้ จำเป็นต้องมี Node สมรู้ร่วมคิดกัน (หรืออาจเป็นของคน ๆ เดียวกัน)

และโหนดของคุณจะต้องมี Channel กับทั้งสองโหนดนี้

ผู้โจมตีจะต้องทำธุรกรรมผ่านโหนดของคุณ แล้วให้ปลายทางเบี้ยวเงิน

จนคุณจะเคลมเงินคืน แล้วผู้โจมตีจะใช้ RBF หรือ CPFP ในการเตะถ่วงธุรกรรมเคลม HTLC ดังกล่าวจนกว่า Timelock จะหมดอายุ แล้วจึงยิงธุรกรรมโขมยเงินคุณไปได้

สำหรับ user ทั่วไปที่ไม่ได้รันโหนดเอง ไม่ได้มีความเสี่ยงเท่าไหร่

แต่สำหรับคนรันโหนด อาจโดนโจมตีได้ แต่ในกรณีแบบนี้ก็จะรู้ได้อย่างชัดเจนว่าโหนดไหนเป็นผู้โจมตี และก็ไม่สามารถโจมตีซ้ำได้อีก ก็ระวัง ๆ เวลาไปเปิด channel สามเหลี่ยมใน LN+ นิดนึงละกัน เห็นโหนดใหม่ ๆ ไม่มีประวัติมาขอเชื่อมก็ดูดี ๆ หน่อย โหนดส่วนใหญ่ที่ทำงานกันมานานไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว เพราะชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของโหนดคือทุกสิ่งทุกอย่างของการรันโหนดเลยนะ

ทางแก้มีหลายวิธี หลายอย่างแก้ได้โดยไม่ต้อง Soft fork

หรือ Pinning ก็เป็นการเตะถ่วงธุรกรรมเคลม HTLC ในช่วงค่าฟีสูง แต่ผู้โจมตีจำเป็นต้องมีโหนดสมรู้ร่วมคิดจำนวนมากพอสมควร ไม่ได้เสี่ยงอะไร ยิ่งสมัยนี้ mempoolfullrbf เยอะขึ้นแล้วด้วย

ยังไม่แน่ใจมันมีอะไรอันตรายมากมั๊ย แต่เท่าที่อ่านดู มันเป็นช่องโหว่ทางเทคนิค ที่ดูเหมือนจะอันตรายแต่จริง ๆ ก็ไม่มีอะไรมากถ้าเข้าใจว่าระบบมันรันกันยังไง

ส่วนเจ้า WhaleWatcher อะไรนั่นมันเพ้อเจ้อ ชอบเขียนข่าวใส่ร้ายด้วยการโกหกหน้าด้าน ๆ อยู่เป็นประจำอยู่แล้ว ทั้ง account ก็สร้างมาเพื่อใส่ร้ายหรือจับผิด Blockstream / Tether โดยไม่มีหลักฐานอะไรซักทีมาหลายปีละ (ซึ่งในกรณีนี้ยิ่งต้องอาศัยความพยายามในการโยงมากกว่าปกติด้วยซ้ำ) ไม่มี backdoor ไม่มีดราม่าอะไรแบบที่มันเขียนเกิดขึ้นเลย

ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับอาจารย์

#เรียนรู้จากอดีต

รู้จัก 100 ปีแห่งความอัปยศของจีน ก่อนจะมีวันนี้พี่เจ็บมาเยอะ

ประเทศจีนในปัจจุบัน กลายเป็นประเทศที่ขนาดทางเศรษฐกิจ ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกและเติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจุบันเม็ดเงินจากจีนมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจไทยมาก หลายธุรกิจในหลายประเทศทั่วโลกก็ไม่ต่างกัน เรียกว่าปัจจุบันจีนกลายเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่และมีอิทธิพลมาก ประเทศหนึ่งของโลก

แต่เชื่อหรือไม่? ว่าภาพที่ยิ่งใหญ่ที่เรารู้จักในปัจจุบันนั้น มีจุดเริ่มต้นในช่วง 1970

หรือใช้เวลาประมาณ 50 ปีเท่านั้น

และก่อนหน้านั้นจีนต้องเผชิญกับ 100 ปีแห่งความยากลำบาก (1845-1945)

ซึ่งเป็นช่วงที่ตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์จีน และเป็นช่วงที่หลายอย่างถูกปูพื้นฐานให้จีนกลายเป็นจีนอย่างที่เห็นทุกวันนี้ บทความนี้เราจะมาสรุปเรื่องราวในช่วงเวลานั้นให้ฟังแบบสั้น ๆ ง่าย ๆ กันครับ

#จุดเริ่มต้นของความอัปยศของจีน

เริ่มในช่วง 1800 จากปัจจัยภายใน ซึ่งราชวงศ์ชิงอ่อนแอและเต็มไปด้วยการคอร์รัปชั่น ทำให้เกิดการต่อต้านอย่างรุนแรงจากประชาชน

ในขณะที่ปัจจัยภายนอกคือการเรืองอำนาจของอังกฤษซึ่งเศรษฐกิจและนวัฒกรรมต่าง ๆ เติบโตอย่างรวดเร็วจากการเป็นศูนย์กลางปฏิวัติอุตสาหกรรมโลกครั้งที่ 1

ในยุคนั้น สินค้าจากจีนเช่น เครื่องเซรามิค ชา ผ้าไหม เป็นสินค้าหรูที่ราคาสูงและเป็นที่ต้องการอย่างมากในยุโรป อังกฤษจึงต้องการแลกเปลี่ยนสินค้ากับจีนมาก ๆ

แต่ทางฝั่งจีนนั้นไม่มีสินค้าใด ๆ ที่ต้องการจากอังกฤษเลย

อังกฤษจึงทำการซื้อสินค้าจากจีนด้วยแร่เงิน จนในที่สุดอังกฤษก็ไม่มีแร่เงินให้ซื้อ/ขายกับจีน

อังกฤษเลยคิดไอเดียดี ๆ ออก โดยการนำฝิ่นที่ปลูกที่อินเดีย ซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษไปแลกกับสินค้าในจีน

ในที่สุดจีนก็ติดฝิ่นกันงอมแงม ทางการจีนเห็นท่าไม่ดีจึงพยายามหยุดการค้านั้น นำมาสู่ความขัดแย้งกับอังกฤษเกิดเป็นสงครามฝิ่น (1849-1852) และจีนพ่ายแพ้ให้อังกฤษอย่างหมดรูป จากเทคโนโลยีเรือปืนกลของอังกฤษ ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม

การพ่ายแพ้ดังกล่าว ทำให้อังกฤษไม่ต้องทำตามกฏหมายในจีน เรียกร้องแร่เงินจำนวน 18,000 ตัน (ซึ่งทำให้จีนเป็นหนี้ไปอีก 40 ปีต่อจากนั้น) ประชาชนติดฝิ่นกันเละเทะ รวมถึงอังกฤษได้เกาะฮ่องกงไว้ในครอบครองเพื่อทำเป็นท่าเรือสินค้า

แน่นอน เรื่องแบบนี้เหมือนเลือด 1 หยดกลางฝูงฉลาม พอจีนพ่ายแพ้ให้อังกฤษ ก็ตามมาด้วยการเสียดินแดนเพิ่มเติมให้ฉลามอื่น ๆ เช่น เสียส่วนมองโกเลียให้รัสเซีย เสียไต้หวันให้ญี่ปุ่น

นอกจากสงครามระหว่างประเทศ สงครามในประเทศก็หนักเช่นกัน เมื่อพ่ายแพ้ให้กับต่างชาติ จึงเกิดคนที่ต่อต้านกับระบอบการปกครองเดิมจำนวนมากและทำให้มีการก่อกบฏและพยายามปฏิวัตินับครั้งไม่ถ้วน ครั้งที่ใหญ่ที่สุดเรียกว่า “กบฏ Boxer” ซึ่งมีคนเสียชีวิตกว่า 1แสนคน (ที่เรียกแบบนี้เพราะสมาชิกกลุ่มกบฏมีการฝึกมวยจีนเพื่อใช้ในต่อสู้)

สงครามทั้งในและระหว่างประเทศนำมาสู่การใช้จ่ายและกู้หนี้ยืมสินจำนวนมากของทางการ ทำให้การคลังอ่อนแอ ตามมาด้วยเงินเสื่อมค่าและเงินเฟ้ออย่างรุนแรง

ด้วยการถูกประเทศทุนนิยมหลายชาติทำร้ายอย่างรุนแรงมาเป็นเวลานาน คนในประเทศจึงเกลียดทุนนิยม รวมถึงเกลียดระบอบกษัตริย์ที่ทำให้ประเทศบอบช้ำมาเป็นร้อยปี เป็นปัจจัยทำให้หลังจากสิ้นสุดระบอบกษัตริย์จากการการปฏิวัติซินไฮ่ (1911) ของซุน ยัตเซ็น จีนเลยหันหลังให้ระบอบทุนนิยมและระบอบกษัตริย์

แต่จีนก็ยังอ่อนแอจากทั้งสงครามทั้งในและนอกต่อไปอีกกว่า 30 ปี มีความพยายามเปลี่ยนประเทศให้เป็นระบอบประชาธิปไตยอยู่นานปี แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะถูกเผด็จทางทหารครองอำนาจ

ภายหลังจากเผด็จการทหารเสื่อมอำนาจไปในปี 1916

ประเทศจีนก็แตกเป็นเสี่ยง ๆ โดยแต่ละพื้นที่ของประเทศมีการปกครองที่หลากหลายมาก ๆ

และเริ่มกลับมารวมเป็นปึกแผ่นได้โดย 2 แนวคิดระบอบการปกครองหลัก คือระหว่างประชาธิปไตยที่นำโดยเจียง ไคเชก และ คอมมิวนิสต์ นำโดยเหมา เจ๋อตุง ในช่วง 1927 เป็นต้นมา

ซึ่งทั้ง 2 แนวคิดตีกัน อย่างรุนแรงเป็นเวลาร่วม 10 ปี แต่หันมาจับมือกันเพราะญี่ปุ่นยกทัพบุกจีนที่นานจิงและเกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ที่นั้น ซึ่งอยู่ในช่วงต่อเนื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นเอง

การนับ 100 ปีของความอัปยศจีน เพิ่งจบลงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

หลังจากโลกทั้งใบบอบช้ำจากสงครามโลก พอที่จะมีเวลาให้จีนได้หยุดพักหายใจ

ความขัดแย้งในประเทศจบลงด้วยบทสรุปที่ ระบอบคอมมิวนิสต์ก่อตั้งในจีน และจีนที่มีแนวคิดประชาธิปไตยหนีไปไต้หวัน นับเป็นการจบช่วงเวลาอันยากลำบากของจีนกว่า 100 ปี

BottomLiner

=====

ไม่อยากพลาดสาระเนื้อหาในการลงทุนต่างประเทศ อย่าลืมติดตามเรา

เพราะตอนนี้โซเชียลต่าง ๆ ถูกปิดการเข้าถึงมาก ๆ

ไม่งั้นอาจพลาดโพสต์ดี ๆ จากเรา

https://linktr.ee/bottomliner