Avatar
Layman's Economics
0233d45c7639f0108124c6ab0219e9b779a16fb460511e30b9ad62a472d65127
ผมใช้ความรู้เศรษฐศาสตร์แบบงูๆปลาๆของผมในการตั้งคำถามและข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ I ask questions and make observations based on my limited knowledge of economics

เวลาที่เราเห็นธุรกิจที่มีสายป่านยาวเข้ามาแข่งขันกับธุรกิจ SME

หลายคนจะรู้สึกไม่ชอบใจ

หลายคนจะเรียกร้องอยากให้รัฐทำอะไรบางอย่างเพื่อปกป้อง SME

คำถามคือ แล้วรัฐจะเอาทรัพยากรจากไหนมาปกป้อง SME?

แน่นอนครับว่าทรัพยากรนั้นก็ต้องมาจากการเก็บภาษีของทุกๆคนในประเทศ

ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้ ภาษี VAT เงินเฟ้อ หรือภาษีในรูปแบบอื่นๆก็ตาม

พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ทุกคนต้อง “เดือดร้อน” ในการปกป้อง SME

แต่มันจำเป็นต้อง “เดือดร้อน” ทุกคนแบบนี้ไหม?

ไม่เลยครับ

เพราะไม่ว่าธุรกิจขนาดใหญ่จะมีทุนหนาขนาดไหน แต่ถ้าคนในประเทศเราเลือกที่จะไม่ซื้อสินค้าบริการที่ธุรกิจขนาดใหญ่ขายซะอย่าง ธุรกิจขนาดใหญ่เจ้านั้นก็จะอยู่ไม่รอด และ SME ก็ไม่จำเป็นต้องได้รับการปกป้อง

อย่างไรก็ตาม การที่ SME จำเป็นต้องไม่รับการปกป้องนี้ มันเป็นเพราะ SME ขายสินค้าบริการสู้รายใหญ่ไม่ได้

เพราะพวกเราทุกคน (หรือพวกเราส่วนใหญ่) เลือกที่จะซื้อสินค้าบริการของรายใหญ่มากกว่า SME

พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ พวกเราทุกคน vote (ผ่านพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินของตัวเอง) ว่าพวกเราต้องการสินค้าบริการของรายใหญ่มากกว่า SME

พวกเราทุกคน vote (ผ่านพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินของตัวเอง) ว่าพวกเราไม่ได้ต้องการจะปกป้อง SME

แต่คนที่มาเรียกร้องให้รัฐเข้ามาปกป้อง SME นั้น…เขากำลังเรียกร้องให้รัฐเอาเงินของทุกๆคนมาปกป้อง SME!

ฉะนั้น แม้คนที่มาเรียกร้องให้รัฐปกป้อง SME จะบอกว่า พวกเขาต้องการให้รัฐเข้ามา “สร้างความยุติธรรม” ให้เกิดขึ้น

แต่ในความเป็นจริง การเรียกร้องเช่นนี้มันคือพฤติกรรมที่ไม่ยุติธรรมกับคนที่ไม่ได้เรียกร้อง (แต่แสดงออกผ่านพฤติกรรมการใช้จ่ายว่าไม่ได้แคร์เรื่องการปกป้อง SME) อย่างชัดเจนครับ

#siamstr

Many believe gambling is a bad thing because if you get a taste of it, eventually, you’re going to get addicted to it.

This will end up with you being broke.

In order to protect citizens from this ‘poison’, many support making gambling illegal.

However, truth be told, in practice, even if gambling is illegal, I don’t think there’s anyone who would be willing to confidently say this approach is effective in preventing people from gambling.

It’s just like in the old days of USA, where alcohol consumption was illegal.

Despite alcohol being illegal, people still managed to get their hands on alcohol.

They might have to do so secretly but they did it.

Moreover, since alcohol was illegal, this created an incentive for alcohol producers to make alcohol more addictive.

This made alcohol consumers more willing to go through all the trouble to secretly get their hands on alcohol.

In other words, even if the law was passed in order to ‘help the people’, in the end, people still drank alcohol.

And the alcohol they consumed caused more harm to their health than the alcohol made during the time when alcohol wasn’t illegal.

I think gambling is kinda like alcohol.

Outlawing gambling cannot prevent people from gambling.

We have the internet. People can easily start gambling.

And even if certain kinds of gambling are considered illegal in Thailand (e.g. poker), we humans can certainly come up with newer forms of gambling that aren’t considered illegal in Thailand’s laws (e.g. games with Gasha).

I think we need to accept that laws cannot prevent people from gambling.

Furthermore, the laws stunt economic growth.

If gambling isn’t illegal, you can bet that a huge gambling industry will pop up in the country.

A lot more people are going to want to visit Thailand.

This will create jobs for a lot of Thai people.

And to be honest, a sizable chunk of people who turn to gambling do so because they’re poor and they don’t see a way to get themselves out of poverty.

Especially in a country like Thailand whose economy has been stagnating for at least a decade now.

So, if we legalize gambling and our economy starts growing, this group of people will be less likely to turn to gambling.

Of course, if we legalize gambling, there will be people addicted to gambling and losing all their money.

But even if we make gambling illegal, there will still be people addicted to gambling and losing all their money.

Better to legalize gambling and create more jobs for the people, right?

At the very least, if someone’s addicted to gambling and lose all their money because of gambling, he or she has a lot of jobs waiting for him or her to jump right in and start earning some cash (since the economy is booming due to the legalization of gambling).

#gambling #law #government #economics #economy

หลายคนเชื่อว่าการพนันเป็นสิ่งไม่ดี

เพราะถ้าได้มีโอกาสลองเล่นดู ในที่สุด ก็จะติด

และพอติด ก็มีโอกาสหมดเนื้อหมดตัวได้

ฉะนั้น เพื่อเป็นการปกป้องประชาชนจากพิษภัยของการพนัน หลายคนจึงสนับสนุนการทำให้การพนันเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

พวกเขามองว่า หากการพนันเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายเมื่อไหร่ คนก็จะไม่เล่นการพนัน และไม่ต้องลิ้มรสพิษการพนัน

แต่ถ้าจะพูดกันตามตรงนะครับ ในทางปฏิบัติแล้ว ต่อให้การพนันจะเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่มีใครในประเทศนี้ไหมครับที่จะกล้าพูดว่า ประเทศเราไม่มีการพนันเกิดขึ้นเลย?

ไม่มีใครกล้าพูดแบบนั้นหรอกครับ

เหมือนสมัยก่อนที่อเมริกาเคยออกกฎหมายที่ทำให้เหล้าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

สุดท้ายแล้ว คนก็ยังดื่มเหล้าอยู่ดี

เพียงแต่อาจจะแอบดื่ม

ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากเหล้าในตอนนั้นเป็นสิ่งผิดกฎหมาย คนต้มเหล้ายิ่งมีแรงจูงใจที่จะผลิตเหล้าที่ “ติดง่าย”

เพราะกว่าลูกค้าจะแอบเจ้าหน้าที่รัฐมาซื้อได้ทีนึง มันลำบาก

มันไม่ได้สบายๆเหมือนกับทุกวันนี้ที่เดินไปซื้อตามห้างร้านได้ชิลๆ

ถ้าเหล้าที่ขายมันไม่ได้ “ติดง่าย” ลูกค้าอาจจะแอบมาซื้อทีนึง และหายจ๋อมไปได้โดยที่ไม่ได้รู้สึกลงแดงมากนัก

แต่พอเหล้าที่ขายมัน “ติดง่าย” ลูกค้าก็จะมีแรงจูงใจที่จะดั้งด้นหาทางแอบมาซื้อเหล้าได้มากขึ้น

มันจึงกลายเป็นว่า นอกจากการทำให้เหล้าเป็นสิ่งผิดกฎหมายจะไม่สามารถห้ามคนดื่มเหล้าได้แล้ว มันยังทำให้คนที่ดื่มเหล้าได้รับผลกระทบทางลบจากเหล้าเพิ่มเติม (เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่ได้ทำให้เหล้าผิดกฎหมายตั้งแต่แรก) อีกด้วย!

ผมมองว่ากรณีการพนันก็คล้ายๆกับเหล้าเลยครับ

การทำให้การพนันเป็นสิ่งผิดกฎหมายไม่สามารถห้ามคนเล่นการพนันได้

ใครก็ตามที่ใช้ internet ย่อมรู้ดีว่าการพนันมัน “เข้าถึงง่าย” ขนาดไหน

หรือในหลายๆกรณี มันอาจจะไม่ใช่การพนันในรูปแบบที่ผิดกฎหมาย (เช่น เล่นไพ่) แต่มนุษย์เราก็มีความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างการพนันในรูปแบบอื่นๆที่ไม่ผิดกฎหมายได้เสมอ (เช่น การสุ่มกาชาในเกม การจับรางวัลชิงโชค)

ผมมองว่า มันถึงเวลาที่ต้องยอมรับความจริงอย่างตรงไปตรงมาแล้วแหละครับว่า กฎหมายไม่สามารถห้ามคนเล่นการพนันได้

ยิ่งไปกว่านั้น การทำให้การพนันผิดกฎหมายแบบนี้ มันยังเป็นการปิดโอกาสทางเศรษฐกิจด้วย

เพราะถ้าการพนันไม่ได้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย เชื่อได้เลยครับว่า อุตสาหกรรมการพนันจะเกิดขึ้นในประเทศไทย และจะมีคนทั้งโลกที่อยากมาประเทศไทยเยอะขึ้นเป็นกอง

มันจะสร้างงาน สร้างรายได้ให้คนไทยจำนวนมาก

และหากจะพูดกันตามตรง สาเหตุข้อหนึ่งที่ทำให้คนไทยบางส่วนหันไปหาการพนันก็เป็นเพราะพวกเขามีความยากจน และพวกเขาก็มองไม่เห็นโอกาสที่จะเลื่อนฐานะทางเศรษฐกิจตัวเองได้มากนัก (เพราะเศรษฐกิจเราโตช้า)

ฉะนั้น หากเศรษฐกิจเราโตขึ้นเพราะเราเปิดเสรีการพนัน คนไทยกลุ่มนี้ก็จะไม่ถูกสภาพความเป็นอยู่ในชีวิตบีบให้พวกเขาหวัง “รวยทางลัด” ผ่านการพนันอีกด้วย

แน่นอนครับ หากการพนันไม่ผิดกฎหมาย เราก็จะมีคนบางส่วนที่ติดพนันและหมดเนื้อหมดตัว

แต่ต่อให้การพนันผิดกฎหมาย เราก็จะยังมีคนบางส่วนที่ติดพนันและหมดเนื้อหมดตัวอยู่ดี

ดังนั้น สู้เปิดเสรีการพนัน กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ให้ผู้คนไม่ดีกว่าหรือ?

อย่างน้อยที่สุด คนที่ติดพนันจนหมดเนื้อหมดตัวก็จะได้มีโอกาสหางานทำเพื่อกู้สถานการณ์การเงินของตัวเองให้กลับมาลืมตาอ้าปากอีกครั้งได้ง่ายขึ้น หากเราเปิดเสรีการพนันครับ

#siamstr

Many people are afraid of AI.

Not because they’re afraid AI will take over the world like in the movies.

But because they’re afraid AI will make them lose their jobs.

So, they try to ask the government to help them stop AI’s development.

Should the government agree to their request?

I don’t think so.

While it’s true that they might lose their jobs because of AI, they won’t be unemployed for long.

Since AI will increase society’s productivity, it’s going to create new and better jobs.

Better than their old jobs.

They can then work in these new and better jobs.

In some sense, AI is just like cars in the old days.

Back then, we traveled with horse carriages.

One day, we invented something called cars, which had the potential to totally replace horse carriages, make carriage drivers lose their jobs.

Should the government ‘protect’ carriage drivers by stopping the development of cars?

Of course not!

While it was true that a lot of carriage drivers lost their jobs, cars made travelling faster, more comfortable, and cleaner (back then, the streets were littered with horse droppings, unlike the streets we see in the movies).

And many ex-carriage drivers later became taxi drivers.

This is one reason why we shouldn’t get in the way of AI’s development, even if it results in people losing their jobs for a certain period of time.

#economics #government #ai

หลายคนรู้สึกกลัว AI

พวกเขาไม่ได้กลัวว่า AI จะมาครอบโลกเหมือนภาพยนตร์ terminator หรอกนะครับ

พวกเขากลัวว่า AI จะมาทำให้พวกเขาตกงานมากกว่า

พวกเขาจึงพยายามส่งเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลปกป้องพวกเขาด้วยการยับยั้งพัฒนาการของ AI ในรูปแบบต่างๆนานา

คำถามสำคัญก็คือ รัฐบาลควรจะทำตามข้อเรียกร้องของพวกเขาหรือไม่?

ผมไม่คิดว่ารัฐบาลควรทำตามข้อเรียกร้องนี้ครับ

จริงอยู่ครับว่า พวกเขาอาจจะตกงานเพราะ AI

แต่พวกเขาจะตกงานได้ไม่นานนักหรอกครับ

เพราะพอวันเวลาผ่านไปสักระยะ การเข้ามามีบทบาทของ AI มันจะช่วยเพิ่ม productivity ในสังคมมากขึ้น

มันจะทำให้เกิดงานใหม่ๆเพิ่มขึ้นมา

ซึ่งงานใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ก็จะเป็นงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่างานเก่าที่พวกเขาสูญเสียไปในอดีต

พวกเขาจะสามารถเข้าไปทำงานใหม่ๆเหล่านั้นได้

มันเหมือนกับกรณีของรถม้าในสมัยก่อนเลยครับ

สมัยก่อน คนเราเคยเดินทางด้วยรถม้าเป็นหลัก

อยู่มาวันหนึ่ง โลกเราก็เกิดสิ่งที่เรียกว่า “รถยนต์” ขึ้นมา

เจ้ารถยนต์นี้ได้เข้ามาแทนที่รถม้า

ส่งผลให้คนขับรถม้าพากันตกงานเป็นแถว

คำถามคือ รัฐบาลควรจะปกป้องคนขับรถม้าด้วยการ “สกัดขา” พัฒนาการของรถยนต์หรือไม่?

รัฐบาลไม่ควรทำเช่นนั้น!

จริงอยู่ครับว่า ณ ขณะนั้น คนขับรถม้าพากันตกงานเป็นแถว

แต่พอโลกเรามีรถยนต์เข้ามาแทนที่รถม้าแล้ว มันช่วยให้การเดินทางสะดวกขึ้น รวดเร็วขึ้น สกปรกน้อยลง (สมัยก่อน ถนนหนทางเต็มไปด้วยอึม้า ซึ่งต่างจากภาพของถนนหนทางในภาพยนตร์ที่ดูสะอาดสะอ้านเกินจริง)

ส่วนอดีตคนขับรถม้านั้น พวกเขาหลายคนก็ได้ผันตัวจากคนขับรถม้าเป็นคนขับรถยนต์ในเวลาต่อมาแทน

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราไม่ควรต่อต้านการทำงานของ AI (แม้มันจะทำให้หลายคนตกงานในช่วงระยะเวลาหนึ่งก็ตาม) ครับ

#siamstr

Why do today’s wars last longer than yesterday’s wars?

Wars are incredibly expensive.

In the past, if governments wanted to wage wars, they needed to borrow money from their citizens.

So, if the wars were considered by the people to be unjust, the people wouldn’t lend much money to their governments.

Even if the wars were just, the people only had so much money to lend out.

That’s why wars back then generally lasted a few years at most.

They simply ran out of money.

But in today’s world, governments have the ability to print money.

Governments no longer need to care what the people think. They no longer need to care if the wars they want to wage are just.

Governments can easily finance the wars through money printing.

This is one reason why today’s wars last so much longer than yesterday’s wars.

#economics #inflation #moneyprinting #war #government

ทำไมสงครามในโลกทุกวันนี้จึงกินระยะเวลายืดเยื้อยาวนานเหลือเกิน (เมื่อเทียบกับสงครามในอดีต)?

โดยธรรมชาติแล้ว สงครามมันเป็นสิ่งที่ต้องใช้เงินมหาศาล

ถ้าเป็นในอดีต เวลาที่รัฐบาลจะก่อสงครามทีนึง ถ้ารัฐบาลไม่ได้เก็บเงินตุนไว้เยอะๆ ทางเลือกที่รัฐบาลมีคือการกู้เงิน (จากประชาชน) มาทำสงคราม

แต่ปัญหาของการกู้เงินก็คือ ถ้าสงครามนั้นเป็นสงครามที่ไม่มีความชอบธรรม ประชาชนก็มีแนวโน้มที่จะไม่ให้เงินกู้ (หรือให้เงินกู้น้อย)

สงครามเลยกินระยะเวลาไม่เท่าไหร่ก็ต้องจบลงแล้ว (เพราะเงินหมด)

แต่ทุกวันนี้ เราอยู่ในโลกที่รัฐบาลพิมพ์กันได้เป็นว่าเล่น

ต่อให้ประชาชนจะมองว่ารัฐบาลกำลังก่อสงครามที่ไม่เป็นธรรม และไม่ให้รัฐบาลกู้เงินไปทำสงคราม รัฐบาลก็สามารถพิมพ์เงินเพื่อเอาไปใช้จ่ายกับสงครามได้

นี่จึงเป็นสาเหตุข้อหนึ่งที่ทำให้สงครามในยุคหลังๆดูจะมีความยืดเยื้อมากกว่า (เมื่อเทียบกับในอดีต) นั่นเองครับ

#siamstr

Many people support minimum wage laws because they believe this law protects low-skilled workers from being exploited by their employers.

I understand their good intentions.

But in reality, these laws do more harm to low-skilled workers than good.

Let’s say we’re starting a business, and the law says we have to pay our employees at least 16$ per hour, would we hire someone whose productivity is less than 16$ per hour?

Of course not!

Since many of the low-skilled workers have, by definition, little skills, they will become unemployed.

In other words, these laws make it hard for the people they want to ‘protect’ to find jobs!

If you want to protects low-skilled workers from being exploited by their employers, a better alternative is to get rid of these minimum wage laws and start implementing free market policies (e.g. less regulations, less taxes).

With free market policies, it’s a lot easier for people to start a business.

With businesses popping up everywhere, each low-skilled worker has more potential employers.

So, if an employer treats you badly, you can more easily quit your job and find another one.

In other words, with free market policies, it’s a lot more difficult for employers to exploit their employees!

#economics #minimumwage #economy #policy #law #government

กฎหมายค่าแรงขั้นต่ำคือกฎหมายที่ต้องการช่วยเหลือคนตัวเล็กตัวน้อย

กฎหมายค่าแรงขั้นต่ำคือกฎหมายที่ต้องการป้องกันคนตัวเล็กตัวน้อยจากการถูกนายจ้างกดขี่ค่าแรง

ผมเข้าใจในเจตนาที่ดีนี้นะครับ

แต่สิ่งที่กฎหมายนี้ทำก็คือ มันทำให้คนตัวเล็กตัวน้อยตกงาน!

ลองนึกดูนะครับ ถ้าเราเป็นเจ้าของธุรกิจ และเราจ้างพนักงานที่มี productivity อยู่ที่ 200 บาทต่อวัน (ในขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำกำหนดให้เราต้องจ่ายพนักงานอย่างน้อยวันละ 350 บาท)

เราจะจ้างพนักงานคนนั้นหรือ?

แน่นอนว่าเราไม่จ้างพนักงานคนนั้นหรอกครับ!

เราเอาเงินไปจ้างพนักงานที่เก่งๆและมี productivity คุ้มกับค่าจ้างดีกว่า (หรือในหลายๆกรณี เราอาจจะไม่จ้างพนักงานแล้ว เพราะถ้าเราเอาเงินไปซื้อเครื่องจักร มันอาจจะคุ้มค่ามากกว่า)

ถ้าเราอยากป้องกันคนตัวเล็กตัวน้อยจากการถูกนายจ้างกดขี่ค่าแรงจริงๆ หนทางที่ดีกว่าคือการยกเลิกกฎหมายค่าแรงขั้นต่ำไปเสีย และดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจแบบการค้าเสรี

เพราะถ้าเราเปิดเสรี นั่นหมายความว่า คนที่อยากทำธุรกิจก็จะสามารถเริ่มต้นทำธุรกิจได้เต็มที่

ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นไทยหรือชาวต่างชาติก็ตาม

และนั่นก็หมายความว่า ธุรกิจจะผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ทำให้คนตัวเล็กตัวน้อย (ที่อยากหางานทำ) มีตัวเลือกในการทำงานเยอะขึ้น

และเมื่อคนตัวเล็กตัวน้อยมีตัวเลือกเยอะขึ้น นั่นก็เท่ากับว่า คนตัวเล็กตัวน้อยจะมีอำนาจต่อรองกับนายจ้างมากขึ้น

เพราะถ้าทำงานกับนายจ้างคนที่ 1 และถูกนายจ้างกดค่าแรงอย่างไม่เป็นธรรม เราก็สามารถลาออกไปหานายจ้างคนที่ 2 ได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

#siamstr

This recent California causes a lot of damage to a lot of people. And many of them don’t have the insurance that will help them recover from this tragedy too.

Why? Are the insurance premiums too expensive?

No!

In fact, the premiums are relatively cheap because the California government legally forces the companies to keep the price of premiums low.

Sounds good, right?

No!

Because the price of premiums is being kept so low, companies can’t make any profits selling insurance to the people in California, especially those living in ‘high-risk’ areas.

So, companies simply choose to not sell their insurance to the people, especially those living in ‘high-risk’ areas.

That’s why many people, whose houses were consumed by the fires, are uninsured.

These people are doubly miserable.

Not only did they lose their homes, they also don’t have the financial support (from any insurance programs) to help them rebuild their lives as well.

T-T

This is another example of governments meddling in the free market, causing things to get worse.

In fact, if the government did not legally force the companies to keep the price of premiums low, there wouldn’t be a lot of people living in ‘high-risk’ areas in the first place!

Because the premiums would be so expensive in the ‘high-risk’ areas, the only people choosing to live there will be the rich people.

Not only can this group of people afford the high premiums, even if they can’t, they will, most likely, be quite capable of rebuilding their lives after the fires (because they’re rich).

And because there are not a lot of rich people, the population density is the ‘high-risk’ areas will be quite low, making it easier to evacuate when the fires are burning.

These are some of the reasons why (I believe) the California government’s price control policy is (partly) to blame for the tragedy of many Californians.

#economics #california #fire #government #insurance

เหตุการณ์ไฟไหม้ที่เกิดขึ้นใน California สร้างความเสียหายให้กับคนจำนวนมาก

และที่สำคัญก็คือ หลายคนไม่ได้ทำประกันอัคคีภัยไว้เสียด้วย T-T

คำถามคือ…ทำไมหลายคนถึงไม่ได้ทำประกันอัคคีภัยเอาไว้?

มันเป็นเพราะว่าบริษัทประกันเหล่านี้ “หน้าเลือด” และ “ขูดรีด” ประชาชนด้วยการขายประกันราคาแพงจนคน “เอื้อมไม่ถึง” หรือเปล่า?

คำตอบคือ…ไม่ครับ

อันที่จริง หน่วยงานภาครัฐของ California ได้ออกกฎหมายเพื่อกดราคาเบี้ยประกันให้มีราคาถูกมาเป็นระยะเวลานานหลายปีแล้วด้วยซ้ำ

มันชวนให้น่าสงสัยเหมือนกันนะครับว่า ในเมื่อมีกฎหมายควบคุมราคาประกันภัยให้มีราคาถูก ให้มีราคาที่คน “เอื้อมถึง” แบบนี้ แล้วทำไมผู้ประสบภัยจำนวนมากถึงยังไม่มีประกันอัคคีภัยอยู่อีก?

คำตอบคือ…พอหน่วยงานภาครัฐกดราคาเบี้ยประกันจนถูกมากๆ มันทำให้บริษัทหลายเจ้าตัดสินใจว่า การขายประกันในย่านที่ “เสี่ยงไฟไหม้” สูงไม่ใช่สิ่งที่ “คุ้มค่า” อีกต่อไป

นี่ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของนโยบายภาครัฐที่ “หวังดี” (หวังอยากให้คนได้ซื้อประกันราคาถูก) แต่ “สร้างผลเสีย” (บริษัทไม่อยากขายประกันภัย ทำให้ประชาชน “ซวย” ในเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้)

ในทางกลับกัน หากภาครัฐไม่เข้ามา “จุ้น” กับราคาประกันภัย แน่นอนครับว่าบริษัทประกันก็คงคิดราคาเบี้ยประกันแพงๆแหละครับ (โดยเฉพาะในพื้นที่ “ความเสี่ยงไฟไหม้” สูง)

แต่อย่างน้อย ประชาชนบางส่วนที่สามารถ “จ่ายไหว” ก็จะไม่ต้อง “ซวย” แบบไม่มีประกันอัคคีภัย

ส่วนประชาชนที่จ่ายไม่ได้นั้น เขาก็อาจจะต้องเปลี่ยนไปอยู่อาศัยในบริเวณที่มี “ความเสี่ยงไฟไหม้” ต่ำกว่านี้

ซึ่งนี่ก็คือเรื่องดีนะครับ เพราะมันหมายความว่า ราคาเบี้ยประกันที่แพงมันกำลัง “สื่อสาร” ให้ประชาชนรู้ว่า พวกเขาควรไปพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ “ความเสี่ยงไฟไหม้” ต่ำมากกว่าพื้นที่ที่ "ความเสี่ยงไฟไหม้" สูง

ฉะนั้น หากเกิดเหตุไฟไหม้ขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่ที่จะได้รับผลกระทบจากไฟไหม้ก็จะกลายเป็นประชาชนที่มีกะตังค์สักหน่อย (เพราะพวกเขาจ่ายค่าประกันอัคคีภัยราคาแพงได้)

ซึ่งจำนวนประชาชนที่มีกะตังค์ก็จะมีจำนวนไม่เยอะนัก ทำให้การเดินทางหนีไฟไหม้ก็จะคล่องตัว ไม่แออัดอีกด้วย

ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลบางส่วนที่ทำให้ผมมองว่า ความเดือดร้อนของผู้คนที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้ของ California ส่วนหนึ่งมันเกิดจากการที่ภาครัฐเข้าไป “จุ้น” กับราคาเบี้ยประกันภัยนี่แหละครับ!

#siamstr

The idea of taxing the rich to help the poor is one of the most useless ideas I’ve ever heard of.

The rich are the ones with a ton of resources.

They can always use a tiny slice of their resources to make sure that these laws never get passed, or that these laws always have some of kind loophole that they can exploit.

Or, if they fail to do those things, they can always choose to leave the country.

And if a country has no rich people, who then will have enough capital to start new businesses and create new jobs for other people in society?

Sure, you can always borrow money to start a new business.

But why would you take that risk? Even if you somehow succeed, a large portion of your wealth is going to get taken away from you anyway.

This is one reason why ‘taxing the rich to help the poor’ is a useless idea.

In fact, it’s not just a useless idea. It’s actually a harmful idea because it makes things worse!

#tax #economics #economy #politics #rich #poor

หนึ่งในวิธีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่ผมได้ยินบ่อยที่สุดคือการเก็บภาษีคนรวย

เก็บภาษีคนรวยและเอามาแจกจ่ายให้คนอื่นๆในสังคม

คนที่เสนอ idea นี้เชื่อว่านี่คือทางออกที่จะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมได้

แต่ในทางปฏิบัติแล้ว idea ของการเก็บภาษีคนรวยถือเป็น idea ที่ไม่มีทางได้ผลอย่างที่หลายคนคิด

เพราะอะไร?

ก็เพราะคนรวยคือคนที่มีทรัพยากร

คนรวยสามารถเจียดเงินบางส่วนมา lobby นักการเมืองและข้าราชการเพื่อให้เกิด “ช่องว่าง” ที่จะทำให้พวกเขาไม่ต้องจ่ายภาษีได้

หรือต่อให้คนรวยจะไม่ทำเช่นนั้น (หรือพยายามทำแล้วแต่ไม่สำเร็จ) คนรวยก็สามารถขนทรัพย์สินของตัวเองหนีย้ายไปอยู่ต่างประเทศได้

คำถามคือ หากประเทศไม่มีคนรวยเหลืออยู่แม้แต่คนเดียว แล้วใครล่ะที่จะมีเงินมาลงทุนสร้างธุรกิจ สร้างงาน (ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ให้กับคนอื่นๆในสังคม)?

โอเคแหละครับ ต่อให้ประเทศไม่มีคนรวยเหลืออยู่ ต่อให้ประเทศไม่มีใครที่มีเงินมาลงทุนสร้างธุรกิจ สร้างงาน แต่คนเราก็สามารถกู้เงินมาลงทุนได้

แต่มันก็จะเกิดคำถามต่อไปอีกว่า ในเมื่อประเทศมีนโยบายเก็บภาษีคนที่มีรายได้สูง แล้วใครเขาจะอยากแบกรับความเสี่ยงไปกู้เงินมาลงทุน ในเมื่อต่อให้เขาลงทุนและประสบความสำเร็จ เขาก็โดนภาษีดูดความมั่งคั่งไปอยู่ดี?

ฉะนั้น ล้มเลิกความคิดประเภท “เก็บภาษีคนรวยมาช่วยคนจน” เถอะครับ

นอกจากมันจะไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นแล้ว มันยังจะทำให้อะไรๆแย่ลงได้อีกด้วย!

#siamstr

When we work and we get our money, and suddenly, a group of people come up to us and say…

“If you spend that money you earned today, we’re not going to do anything. But if you spend that money next month, we’ll fine you for 0.5% of that money. And if you keep waiting around and spend that money next year, we’ll fine you for 6% of that money.”

Sounds a lot like the mafia, doesn’t it?

That’s exactly what our governments are doing by continuously printing money and creating inflation!

They’re debasing our dollars, euros, yen, etc!

They’re ‘fining’ us for keeping the money we earned in our pockets!

#economics #government #inflation #economy

เวลาที่มีคนกล่าวโทษว่า ปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นเพราะทุนนิยม ผมจะรู้สึกเซ็งๆอยู่ในใจ

เพราะเอาเข้าจริงๆ โลกเราทุกวันนี้ห่างไกลจากคำว่า “ทุนนิยม” โคตรๆเลยครับ

ถ้าสังคมเราทุกวันนี้เป็นสังคมทุนนิยมจริงๆ เราก็ควรจะต้องเห็นบรรยากาศของการแข่งขันเสรีเต็มไปหมด

เราควรจะต้องเห็นผู้คนที่แข่งขันกันขายสินค้า/บริการคุณภาพในราคาที่ต่ำลงเรื่อยๆ

พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ถ้าสังคมเราเป็นสังคมทุนนิยมจริงๆ เราควรจะต้องเห็นภาวะ “เงินฝืด”

แต่ทุกวันนี้ ไม่ว่าเราจะมองไปทางไหน เรากลับเห็นแต่ “เงินเฟ้อ” เต็มไปหมด!

สินค้าบริการมีแต่ราคาแพงขึ้นๆๆๆ คุณภาพสินค้าบริการมีแต่ต่ำลงๆๆๆ

นี่มันคือสัญญาณที่ชัดเจนมากๆว่าสังคมเราทุกวันนี้โคตรจะไม่ทุนนิยมเลย!

เพราะงั้น เวลาที่มีคนกล่าวโทษทุนนิยม สิ่งที่ผมอยากจะพูดกับคนๆนั้นก็คือ “คุณกำลังกล่าวโทษมั่วซั่วแล้วละครับ!”

#siamstr #เศรษฐกิจ #เศรษฐศาสตร์

I hate it when some people blame capitalism for the bad things happening today because I’d argue that the world we live in today is far from being a capitalist world.

If our world today is truly or largely capitalist, we’ll see free and open competition everywhere. People will constantly compete with one another, trying to provide high-quality goods and services at the lowest possible prices.

In other words, if our world today is truly or largely capitalist, deflation should be the norm.

But do we see deflation everywhere today? No!

Instead, we see inflation everywhere!

This is a clear sign that the world today is far from being a capitalist one.

So, when I hear people blaming things on capitalism, what I really want to say to them is this: Stop putting the blame on something that doesn’t even exist!

#economics #economy #capitalism