09
Ex nihilo
091130e71a9826ae81bb400a4290a8e275844884511559a0f013fdc0725b2c4a
Whadddddd

มีอะไรให้ช่วยมั้ยครับ ผมยังไม่ค่อยเชี่ยวบิตคอยน์ แต่ถ้าเรื่องเศรษฐศาสตร์และกานวางแผนการเงินถามได้เลยครับ 😆

คนไทยต้องรอดดดด

เท่าที่ผมเคยไปคุยกับชาวบ้านทั่วๆ ไป เอาแค่คุยเรื่องการเก็บเงินก่อนใช้ก็ยากแล้วครับ

แม้ว่าคนส่วนมากรู้ดีว่าเงินเสื่อมค่าเพราะของแพงขึ้นเรื่อยๆ แต่เอาแค่ให้เค้าแบ่งเงินสดมาออมทองบ้างก็เก่งแล้วครับ ยังไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องการ DCA ในสินทรัพย์อื่น หรือการวางแผนการเงินตามหลัก financial pyramid เพื่อบริหารความเสี่ยง หรือการจัด asset allocation เลยนะ มันต้องใช้เวลาปูกันยาวๆ สำหรับคนไม่มีความรู้ ต่อให้คุณย่อยมันให้ง่ายให้ตายยังไง ก็ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจหรือสนใจมันได้ในทันทีครับ

คนออกแบบระบบที่บังคับให้ทุกคนต้องมีความรู้ทางการเงินไม่งั้นหมดสิทธิ์สร้างเนื้อสร้างตัว ไอ้พวกนี้เลวระยำที่สุดครับ ผิดศีลข้อ 2 ในสเกลระดับโลก ตายไปคงได้ไปเป็นเปรตความสูงเท่าระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์ ให้สมกับกองธนบัตรดอลลาร์ขออปริมาณหนี้สาธารณะที่พวกมันสร้างขึ้นมา

#siamstr nostr:note1d3cwm8csw3g7nw4lvzrhymf3tjzuupavxdgkj0prsyqacx2t4h5slqwr8p

ผมมองว่าปัญหามันลึกกว่านั้นลงไปอีกครับ ทุกวันนี้ต้นทุนที่คนๆ นึงต้องจ่ายเพื่อการมีชีวิตของตัวเองและดูแลตัวเองได้ (บ้าน, รถ, ค่ารักษาพยาบาล, ประกันสุขภาพและประกันอื่นๆ) มันสูงเกินกว่าที่เค้าจะเอื้อมถึง เค้าไม่สามารถ afford มันด้วยตัวเองได้อีกแล้ว จนต้องมาหวังพึ่งใบบุญภาครัฐ

ถึงจุดนี้มันก็วนลูปแล้วครับ ยิ่งประชาชนต้องการพึ่งรัฐมาก รัฐยิ่งต้องมีค่าใช้จ่ายมาก ยิ่งรัฐมีค่าใช้จ่ายมากยิ่งต้องรีดภาษีหรือเสกเงินเพิ่ม ยิ่งเสกเงินเพิ่มยิ่งทำลายเงินเก็บประชาชนจนซื้อสินค้าหรือบริการเพื่อดูแลตัวเองไม่ได้ ยิ่งประชาชนดูแลตัวเองไม่ได้ยิ่งต้องคลานกลับมาพึ่งรัฐ

กระบวนการทั้งหมดทั้งมวลนี้ส่งเสริมให้รัฐมีขนาดใหญ่ขึ้น และรัฐไม่มีทางจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพได้เท่าเอกชน (รัฐได้เงินมาจากคนอื่นและเอามาใช้เพื่อคนอื่น เป็นรูปแบบการใช้เงินที่แย่ที่สุดใน 4 แบบ) เท่ากับว่าเรากำลังเดินสู่หนทางที่ยิ่งจนแต่ยิ่งต้องใช้เงินแบบประสิทธิภาพต่ำครับ

สืบเนื่องจากพาดหัวข่าวนี้

“โรงพยาบาลเอกชนขาดทุนบาน จ่อออกจากประกันสังคม ผลพวงลดงบค่ารักษากลุ่มโรคค่าใช้จ่ายสูงถึง 40% ผ่าน 10 ปี โรงพยาบาลเอกชนแห่ออกเกือบ 30 แห่ง หายกว่า 22% ” (BTimes)

(https://www.facebook.com/share/p/uxQvyVuyKZuVxkS5/?)

ผมเตือนอยู่เสมอครับ ว่าปัญหา healthcare บ้านเราหนักไม่แพ้ชาติอื่น อย่าชะล่าใจว่าเรามีสวัสดิการรัฐช่วยนักเลย ด้วยโครงสร้างมันอยู่ไม่ได้อยู่แล้ว มันคือแชร์ลูกโซ่ครับ เอาเงินคนทำงานมายืดอายุให้คนป่วย ให้ค่าใช้จ่ายบานปลายไปเรื่อยๆ ในขณะที่ประชากรรุ่นใหม่มีจำนวนลดลงเรื่อยๆ แม้ดูดีในทางจริยธรรมแต่มันจะพาเราชิบหายกันหมด

เราต้องยอมรับความจริงอันดับแรกกันก่อนว่าแม้จะอยากช่วยแค่ไหนแต่เราช่วยไม่ได้ทุกคน สิ่งที่เราควรจะทำคือทำยังไงก็ได้ให้ทุกคนใช้เงินอย่างรู้คุณค่าและไม่ถลุงเงินกองกลาง จะได้มีเงินเหลือไปช่วยคนอื่นมากขึ้น ระบบประกันคือหนึ่งในหนทางไปสู่สิ่งนี้ครับ

คุณลองคิดดูง่ายๆ นะ ขนาด บ.ประกันที่มุ่งหากำไร มี incentive ที่จะดูแลเงินที่ตัวเองรับมาให้มีประสิทธิภาพเพื่อให้เหลือกำไรเข้ากระเป๋า ยังขาดทุนกันยับๆ ตัว รพ. เองที่รับผู้ป่วยประกันสังคมก็ยังขาดทุนจนต้องขอถอนตัว แล้วนับประสาอะไรกับภาครัฐเอง จะเข้าเนื้อเละเทะขนาดไหน ที่มันยังดูไม่รุนแรงเพราะเราเอาภาษีมาอุ้มอยู่หรอก แต่เอาเงินมาอุ้มค่าใช้จ่ายแบบนี้มีแต่ทำให้เราจนลงๆ แล้วคิดว่าในระยะยาวสวัสดิการต่างๆ แบบนี้มันจะอยู่รอดได้ยังไงในวันที่เราทั้งจนทั้งคนน้อย

ระบบประกันมันไม่เพอร์เฟ็กต์หรอกครับ แต่เชื่อเถอะ ราคาค่ารักษาพยาบาลต่างๆ ในยุคนี้มันไปไกลเกินกว่าที่เราจะเลือกแบกรับความเสี่ยงด้วยตัวเองคนเดียวเป็น solution หลักแล้ว อย่างน้อยมีประกันสุขภาพติดตัวเอาไว้เป็นทางเลือกบ้างเพื่อบริหารความเสี่ยงเถอะ ต่อให้ซวยขึ้นมาจริงๆ จะได้ไม่เจ็บหนัก ถ้าชีวิตเรายังไม่ล้มละลายก็ยังพอไปต่อได้นะ

avoid pain สำคัญกว่า gain pleasure ความเจ็บปวดส่งผลกระทบต่อจิตใจเรามากกว่าความรู้สึกพึงพอใจครับ

คิดเรื่องการวางแผนการเงินและบริหารความเสี่ยงกันเอาไว้ด้วย จะได้ไม่ไปกระทบคนข้างหลัง เราจะไม่สามารถลดอำนาจรัฐได้เลยครับถ้าภาคเอกชนยังดูแลกันเองไม่ดี ความช่วยเหลือจากภาครัฐจะถูกเรียกหาอยู่ร่ำไป

#siamstr

Replying to Avatar Mint TK

ส่วนตัวเรามองว่าไทยเป็นแบบนั้นแล้วค่ะ แต่อาจจะยังไม่มีเคส 'เขา' ที่เป็นฆาตกรเพื่อเรียกร้องให้คนมองเห็นปัญหานี้แบบในนิยาย หรืออาจจะมีแต่ยังไม่เป็นข่าวเพราะถ้าเอาตามนิยายคือวิธีฆ่าแยบยลใช้ได้ประกอบกับความหละหลวมในการชันสูตรศพของระบบ กว่าจะสืบสวนจริงจังและเป็นข่าวก็ 3 ปีกว่า ๆ แล้ว

ประกันสุขภาพของเรา ณ ปัจจุบันยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยค่ะ เพราะทั่ว ๆ ไปคุ้มครองแค่อายุสูงสุด 75 - 80 ปีเอง แถมเบี้ยแพงมากจนมีแค่คนรายได้สูงเท่านั้นที่จ่ายได้ ประกันสังคม...อย่าหวัง

ตัวเราเองยังนึกไม่ออกเลยว่าถ้าอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นจะทำยังไง จะไหวรึเปล่า ทั้งเหนื่อยกาย เหนื่อยใจ เครียด เรื่องเงินอีก ยากจริง ๆ ค่ะ

มันเลยเป็นเหตุผลนึงที่ทำให้ผมหันมาสนใจเรื่องระบบการเงิน เศรษฐศาสตร์ และระบบประกันครับ ผมมองว่าคนไทยจำนวนมากรอดยากแน่ๆ ถ้ายังใช้ชีวิตแบบเดิม ยิ่งมาโดนเงินเฟ้อปล้นทุกวันอีก

เมื่อการดูแลพึ่งพาตัวเองได้กลายเป็นเรื่องไกลเกินเอื้อม (รายได้โตไม่ทันเงินเฟ้อ ต้องขายทรัพย์สินกิน ประกันสุขภาพก็ซื้อเองไม่ไหว ฯลฯ) ประชาชนก็จะยิ่งหวังพึ่งรัฐ สนับสนุนให้ขยายขนาดรัฐบาลไปเรื่อยๆ แต่ยิ่งให้อำนาจเยอะประชาชนยิ่งพึ่่งตัวเองไม่ได้ วนลูปนรกต่อไปแบบนี้

กลัวตอนช่วงตัวเองแก่ๆ เลยครับ หลายอย่างจะหนักกว่าตอนนี้แน่ๆ 😓

Replying to Avatar Mint TK

โอบเอื้อเจือตาย (Lost Care)

นิยายที่ตีแผ่ปัญหาสังคมผู้สูงอายุของญี่ปุ่น เปิดเรื่องมาที่ 'เขา' ได้เข้าไปฆ่าผู้สูงอายุตามบ้านที่อยู่ในสภาพที่ติดเตียง ช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้ โดยวางแผนไว้อย่างละเอียด

เนื้อเรื่องดำเนินไปต่อด้วยเรื่องราวของความเหนื่อยยากของลูกที่ต้องรับผิดชอบพ่อ/แม่ที่อายุมากและพ่วงมาด้วยโรคอัลไซเมอร์ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ วันดีคืนดีก็หลงลืมว่าคนที่เช็ดตัวทำความสะอาดหลังขับถ่ายนี้คือลูก ก็มักจะอาละวาดด้วยคำพูดและทำร้ายร่างกาย

คนที่เป็นลูกเองก็มีลูก (หลานของผู้ป่วย) แล้วดันเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่สามีทำร้ายร่างกายเลยหนีมาอยู่กับแม่ ต้องดูแลไปรับ-ส่งลูกที่โรงเรียน งานประจำที่เคยทำก็ต้องออกมาทำพาร์ทไทม์แทนเพราะต้องคอยดูแลแม่ รายได้ก็ไม่ค่อยพอสำหรับ 3 ชีวิต ต้องมีค่ารักษาพยาบาล เหนื่อยสายตัวแทบขาดและโดนแม่อาละวาดใส่เพราะจำไม่ได้ว่าตนเป็นใคร บางวันก็เดินออกจากบ้านไปต้องไปตามหากันอีก พอเหนื่อยเข้าก็เผลออารมณ์เสียและลงไม้ลงมือกับลูกชาย นั่งรู้สึกผิดและแวบหนึ่งอยากให้แม่ 'เสียชีวิต' ไปซะ จะได้สบายกันทั้งสองฝ่าย

เมื่อวันที่รู้ว่าแม่เสียชีวิต (แต่ยังไม่รู้ว่า 'เขา' ฆ่า) ตัวเองก็รู้สึกเสียใจปะปนกับความโล่งใจที่จะได้เป็นอิสระเสียที

นิยายยังพาเราไปเห็นปัญหาของการออกกฎหมายต่าง ๆ หลังจากที่ธุรกิจบ้านพักผู้สูงอายุเอกชนสำหรับคนระดับบนที่มีเงินพอจ่ายแต่ไม่มีเวลานั้นได้รับความนิยมสูง เริ่มมีการปฏิรูประบบประกันของผู้สูงอายุ เช่น การติดตามผู้ใช้บริการไปเดินเล่นได้ถูกตัดออกจากความคุ้มครองเนื่องจากถือว่าเป็นบริการเกินความจำเป็น ดังนั้นบ้านพักผู้สูงอายุในหน่วยงานท้องถิ่นจึงไม่มีกิจกรรมนี้ให้ผู้สูงอายุอีกต่อไป แต่เจ้าหน้าที่หลาย ๆ คนที่บริการด้วยใจรักก็ไม่กล้าปฏิเสธหากมีผู้ใช้บริการร้องขอให้พาไปเดินเล่น เพราะในสัญญาที่เซ็นก่อนเข้ารับบริการถือว่าเป็นบริการที่อยู่ในความคุ้มครอง แต่หากอ้างกฎหมายใหม่จะถือว่าเป็นการทุจริต กลายเป็นความเครียดที่สะสมทั้งผู้ใช้บริการและเจ้าหน้าที่

ระบบประกันที่ปฏิรูปใหม่นี้หลาย ๆ คนจึงมองว่าเป็นระบบประกันที่ใช้การไม่ได้ ภาระทั้งหมดจึงตกอยู่กับเจ้าหน้าที่ที่ต้องมารองรับอารมณ์ เป็นเหตุให้ turnover สูง คนที่อยู่เพราะอุดมการณ์จริง ๆ ก็เริ่มไม่ไหวค่อย ๆ หมดไฟกันไป นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ผู้หญิงยังถูกลวนลามโดยผู้ใช้บริการ เดิมทีที่มาทำงานนี้ด้วยอุดมการณ์ที่เปี่ยมล้นและมุ่งมั่นกลายเป็นซอมบี้ วันนึงก็รับไม่ไหว สุดท้ายก็ต้องลาออกไปทำอาชีพอื่นที่สบายกว่า

ส่วนตัวเราชอบบทท้าย ๆ ที่อัยการผู้ตงฉิน รักความยุติธรรม เกิดมาเพื่อทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ มีอุดมการณ์ที่แน่วแน่ และเป็นหนึ่งในคนที่ส่งพ่อเข้าไปรับบริการที่บ้านพักผู้สูงอายุของคนรวยได้พูดคุยกับ 'เขา' ที่ถูกพิพากษาประหารชีวิต อัยการพยายามทำให้ 'เขา' สำนึกผิดในสิ่งที่ทำและเชื่อว่าไม่มีใครสมควรถูกฆ่าเพียงเพราะเป็นภาระ แต่ 'เขา' ก็โต้ตอบไปว่าทีอัยการพูดแบบนี้ได้เพราะอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย เกิดมาพร้อมทุกอย่างไม่ว่าจะฐานะทางสังคม ชื่อเสียงเงินทอง แตกต่างจากคนที่อยู่ปากเหวพร้อมที่จะตกลงไปได้ทุกเมื่อ ไม่เคยรู้ว่าคนที่สิ้นหวังนั้นรู้สึกยังไง และหากอัยการจะเรียก 'เขา' ว่าฆาตกรแล้ว คนที่สั่งประหารก็ไม่ต่างอะไรจากฆาตกรอยู่ดี

และอีกช่วงที่เรารู้สึกว่ามันสะกิดต่อมให้คิดว่าถ้าเราตกอยู่ในสถานการณ์นั้นเราจะรู้สึกแบบไหนคือ ระหว่างที่ทีมอัยการได้คุยกับญาติของผู้สูงอายุที่ถูก 'เขา' ฆ่าว่ารู้สึกอย่างไร เพื่อหาหลักฐานและข้อมูลไปโน้มน้าวศาลให้พิพากษาตัดสินโทษสูงสุด แต่อัยการก็ต้องแปลกใจว่าญาติหลาย ๆ คนนั้นยอมรับว่ารู้สึกโล่งเมื่อพ่อแม่เสียชีวิต เนื่องจากตัวเองก็เหนื่อยที่ต้องมารับผิดชอบ แต่อัยการก็เลือกที่จะมองข้ามและไม่นำส่วนนี้บันทึกลงไป

แต่หลังจากที่ทีมอัยการกลับไป ญาติเองก็รู้สึกแย่กับตัวเองที่มีความคิดแบบนี้และนึกย้อนกลับไปเมื่อตอนตัวเองยังเด็ก แม่ที่เลี้ยงดูตัวเองในอดีต จนกระทั่งแม่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ติดเตียง ความรู้สึกสับสนปนเปทำให้ตัวเองแทบจะเป็นบ้า

"ผู้คนมากมายดิ้นรนอยู่ท่ามกลางความรักกับความรับผิดชอบตรงก้นหลุม หนำซ้ำคนในประเทศนี้ยังยัดเยียดสำนึกอันดีที่ไน้ความสร้างสรรค์โดยไม่คิดจะช่วยฝังกลบหลุมพวกนั้น แถมยังไล่ต้อนพวกเขาให้จนมุมยิ่งขึ้น"

"ที่กล้าผู้แบบนั้นเพราะคุณอยู่ในที่ปลอดภัยจริง ๆ สินะ คุณกำลังสั่งสอนคนจมน้ำไร้ที่พึ่งให้ยึดเกาะว่าชีวิตคืออะไร ความดีคืออะไรจากบนเรือสำราญอยู่นะครับ วิเศษจริง ๆ ยอดเยี่ยมมาก! หากเป็นไปได้ผมก็อยากมีชีวิตแบบนั้นเหมือนกัน"

#Siamstr #Book #Bookstr #Reading

ขอบคุณครับ หนังสือน่าสนใจดี

อ่านโพสต์แล้วกลัวประเทศเราเป็นแบบนั้นเลย ยิ่งดูมีแนวโน้มอยู่ด้วย เด็กเกิดน้อย รายได้ต่ำ คนขาดความรู้ทางการเงิน เกษียณไม่ได้ หลายคนไม่มีเงินซื้อประกันสุขภาพเพื่อดูแลตัวเองด้วยซ้ำ เลยได้แต่หวังพึ่งสวัสดิการจากภาครัฐ ซึ่งด้วยโครงสร้างประชากรปิระมิดหัวคว่ำแบบตอนนี้ก็ไม่รู้จะยื้อไปได้ถึงเมื่อไหร่

(แต่เราต่างเรียกร้องจะเอาแต่รัฐสวัสดิการ ฝันลมๆ แล้งๆ ว่ามันจะแก้ปัญหาได้ ขนาดญี่ปุ่นรวยกว่าเรายังลำบากเลย 😓)

โอ้ ขอบคุณมากครับผม 🤩

Replying to Avatar HGGlobal

มีคนบอกว่า #เงินคือหนี้ แต่คนที่ถือเงินอยู่ในสถานะเจ้าหนี้ธนาคาร(ด่าไอ้พวกที่บอกว่าเงินคือหนี้ว่ามรึงปัญญาอ่อน เป็นเจ้าหนี้อยู่ดีๆจะไปแคร์ทำห่าอะไร)

โอเค… ผมเห็นด้วย แต่เคยฉุกคิดหรือเปล่าว่าเจ้าหนี้แปลว่าอะไร ??? มันแปลว่าเงินที่เคยเป็นของคุณได้กลายเป็นเงินลูกหนี้ไปแล้ว และลูกหนี้ยินดีจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 1.5 ต่อปี

ถ้าเจ้าหนี้ทุกคนพร้อมใจกันมาถอน คนที่ซวยก็ตัวเจ้าหนี้ หรือประชาชนอย่างเราที่ไว้ใจให้ธนาคารเป็นลูกหนี้นั่นแหละ

และถ้าจะพิจารณาเงินสด คนจำนวนมากในประเทศนี้ยังคิดว่า ทองคำเป็นสินทรัพย์ในการค้ำประกันเพื่อพิมพ์ธนบัตร ทั้งที่จริงๆแล้วสินทรัพย์ส่วนใหญ่ในการค้ำประกัน กลับเป็นพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐ

พันธบัตรพื้นฐานของมันคือกระดาษหนึ่งใบที่รัฐบาลสัญญาว่ายืมเงินของเราในวันนี้แล้วอีก 10 ปีจะใช้คืนให้พร้อมดอกเบี้ย หรือนั่นก็คือสัญญากู้ยืมเงินโดยไม่มีหลักประกัน

แปลว่าคนที่ถือเงินสดหากรัฐบาลล้มละลายคุณไม่ต้องไปคาดหวังเลยว่าจะได้ทองคำคืนจากรัฐ

ที่เลวกว่านั้นคือลูกหนี้สามารถก่อหนี้เพิ่มได้เรื่อยๆ เพื่อลดมูลค่าหนี้ที่ต้องใช้ หรือพูดง่ายๆ เจ้าหนี้ทุกคนโดนบังคับมูลหนี้ให้มีค่าลดลงทุกปี เพราะลูกหนี้มันเสกเงินได้

อย่าบอกครับว่าเงินเสื่อมค่า กับเงินคือหนี้มันเป็นคนละเรื่อง มันโคตรจะเรื่องเดียวกันเลย แล้วก็แปลกนะที่ยอมให้ลูกหนี้ชั้นเลวแมร่งปล้นเงินไปทุกวัน เพราะคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าหนี้

#สมองงอกได้ #Siamstr #freedom

เห็นด้วยเลยครับเรื่องพันธบัตรรัฐบาลมันเทียบเท่ากับการขอกู้เงินโดยไม่มีหลักประกัน อยากจะเสริมว่าจริงๆ ฝั่งธนาคารกลางก็ตั้งบัญชีฝั่งหนี้สินต่างๆ ขึ้นมาโดยแทบไม่ต้องมีกำหนดเวลาใช้คืนเลยเหมือนกัน ถึงแม้จะอ้างว่าเสกเงินขึ้นมาเพื่ออัดฉีดสภาพคล่องชั่วคราว แต่ก็ไม่เคยบอกเลยว่าต้องดูดปริมาณเงินที่เสกขึ้นมาใหม่นี้ออกให้หมดภายในเมื่อไหร่ ขึ้นอยู่กับ judgment ล้วนๆ

และเมื่อผนวกกับเป้าหมายของรัฐบาลและธนาคารกลางที่อ้างว่าต้องทำเงินให้เฟ้ออ่อนๆ แล้ว มันคือข้ออ้างในการเสกเงินใหม่ได้เรื่อยๆ เลย

Replying to Ex nihilo

การอำพรางความจริง: ระบบธนาคาร, กลไกการเสกเงิน และการสร้างฮีโร่ที่จำเป็น

==========

ออกตัวไว้ก่อนว่าเป็นคนเขียนไม่ค่อยเก่งนะครับ อยากเขียนให้ดีขึ้น กระชับขึ้น เร็วขึ้นกว่านี้เหมือนกันครับ 😂 ผิดถูกอย่างไร แนะนำติชมกันได้ (ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ที่เขียนนี้ผมศึกษาเอาเองหมดเลย ถ้ามีตรงไหนที่ให้ข้อมูลผิดพลาดแจ้งได้เลยนะครับ กำลังเรียนรู้ไปเรื่อยๆ เหมือนกัน)

ที่จริงผมอยากจะเขียนบทความยาวเกี่ยวกับระบบธนาคารกลางกับการอำพรางความจริง โดยโยงเข้ากับดราม่าเรื่องเงินสดคือหนี้สินนะ (หลังจากไปวอร์กับชาวบ้านมาหลายคน 555+) แต่ยังมีเวลาไม่เยอะนัก เอาเป็นว่าถ้ามีเวลาอาจจะเขียนถึงนะครับ

วันนี้ขอเขียนเกี่ยวกับระบบธนาคารกลางและกลไกการเสกเงินแล้วกันนะ ผมอยากจะชวนทุกคนลงไปดูว่าระบบธนาคารกลางที่แทรกแซงเศรษฐกิจร่วมกับรัฐบาลเป็นสิ่งจำเป็นและฮีโร่ของชาติอย่างที่คนเชื่อกันจริงหรือไม่ (โดยส่วนตัวผมมองว่ามัน Do more harm than good ครับ)

—————

กลไกการเสกเงินโดยย่อ:

ขอไม่เท้าความเยอะ เพราะคิดว่าหลายๆ คนในนี้น่าจะได้เห็นได้ฟังคนอธิบายผ่านๆ มาบ้างแล้วว่ากลไกการเสกเงินภายใต้ระบบ Fiat Money เป็นอย่างไร

(Disclaimer: ผมไม่ได้เจตนาโจมตีธนาคารพาณิชย์และธนาคารกลางของบ้านเรานะครับ บทความนี้เราวิจารณ์คนออกแบบระบบหรือก็คือธนาคารกลางของอเมริกาล้วนๆ ประเทศอื่นๆ ทำอะไรแทบไม่ได้เลยนอกจากต้องเล่นตามเกมในระบบที่เค้าสร้างขึ้น)

ผมขอสรุปแบบ Recap ให้รวบรัดที่สุดดังนี้: ภายใต้ระบบ Fiat เงิน (Money) ถูกสร้างขึ้นมาจากหนี้ เป็นเพียงการสัญญากันว่าแต่ละฝ่ายมีภาระผูกพันที่ต้องชำระคืนในอนาคตด้วยสิ่งที่ตกลงกัน

การเสกเงิน = การปล่อยกู้ โดยผ่านธนาคารพาณิชย์ และธนาคารกลาง

นั่นแปลว่า ทุกๆ ครั้งที่มีการกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์ หรือธนาคารกลางเป็นคนเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลโดยตรงหรือโดยอ้อม (คือไปกว้านซื้อพันธบัตรรัฐบาลจากธนาคารพาณิชย์มาถือเองอีกที) เงินจะถูกเสกเพิ่มขึ้นมาจากอากาศ

โดยหนี้ที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดของระบบนี้คือพันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) เพราะมันเป็นทั้งสินทรัพย์แรกที่ถูกเสกขึ้นมาเพื่อนำมาให้ธนาคารกลางถือ (อาจพูดได้ว่าเงินถูกค้ำโดยพันธบัตรรัฐบาล) และมีบทบาทเป็นเครื่องมือในการ Manipulate อัตราดอกเบี้ยให้สูง/ต่ำตามที่ธนาคารกลางต้องการ ซึ่งโดยส่วนมากธนาคารกลางมักต้องการกดดอกเบี้ยให้ต่ำเพื่อจูงใจให้คนกู้ยืมจากธนาคารมากๆ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือจูงใจให้คนเป็นหนี้เพื่อเสกเงินเพิ่มจากอากาศไปเรื่อยๆ โดยเชื่อว่าการทำแบบนี้จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ

—————

ตั้งเป้าเงินเฟ้อ…อ้างเหตุผลเพื่อตั้งเป้าเสกเงิน:

เราน่าจะเคยได้ยินคำกล่าวจากภาครัฐและนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักบ่อยๆ ว่าต้องทำให้เงินเฟ้ออ่อนๆ ถึงจะดีต่อเศรษฐกิจ ในที่นี้แปลไทยเป็นไทยอีกทีก็คือหมายความว่า เค้า ‘ตั้งเป้าว่าจะกระตุ้นการกู้ยืมเพื่อเสกเงินเพิ่มทีละน้อยๆ’ นั่นเอง

เพื่อให้ทุกคนมีเงินอยู่ในมือ รู้สึกตัวเองร่ำรวยเพราะมีตัวเลขยอดเงินในบัญชีเพิ่มขึ้น และออกมาใช้จ่าย ปาเงินที่ถูกเสกขึ้นมาใหม่ใส่กันเพื่อแย่งกันซื้อสินค้าและบริการ (ซึ่งมีปริมาณเท่าเดิม) จนดันให้ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น ซึ่งก็คือเงินเฟ้อตามนิยามสมัยใหม่

(ปกติรัฐบาลมักจะอ้างตามหลักการเศรษฐศาสตร์ของสำนัก Keynesian ว่าต้องการทำให้เงินเฟ้อหน่อยๆ เพราะถ้าราคาไม่ขึ้นประชาชนจะไม่ยอมออกมาใช้จ่าย จะมัวรอให้ราคาสินค้าลง และธุรกิจจะอยู่ไม่ได้หากของราคาถูกลง ทำให้เจ๊งกันถ้วนหน้า ซึ่งเป็นตรรกะที่แทบไม่มีความจริงอยู่ในนั้นเลยครับ)

—————

ภาวะการอยู่ร่วมกันของรัฐบาลและธนาคารกลาง:

ถึงแม้ว่าโดยหลักการแล้วเค้ามักจะอ้างว่ารัฐบาลกับธนาคารเป็นอิสระต่อกัน แต่ผมมองว่าการมีอยู่ของทั้งสององค์กรนี้มันส่งเสริมกันเอง เป็นองค์ประกอบสำคัญของกันและกันในการค้ำจุนวาทกรรมว่าระบบเศรษฐกิจของประเทศจำเป็นต้องมีการควบคุมและเข้าแทรกแซงโดยภาครัฐ

ลองพิจารณาเหตุผลต่อไปนี้ดู

รัฐบาลออกพันธบัตร เพื่อมาใช้ค้ำสกุลเงินของประเทศ ซึ่งออกโดยธนาคารกลาง

ธนาคารกลางใช้พันธบัตรเป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักในการควบคุมปริมาณเงินขึ้นลง รวมถึงเสกเงิน

เป้าหมายของรัฐบาลกับธนาคารกลางไปในทางเดียวกัน คือการทำให้เศรษฐกิจโต แต่ทำบนกรอบแนวคิดที่ว่าต้องทำเงินให้เฟ้อ

ต้องทำเงินให้เฟ้อ = ต้องเสกเงินให้เยอะขึ้น = ต้องจูงใจให้เกิดการกู้ยืมมากขึ้น = ธนาคารกลางต้องกดดอกเบี้ยให้ต่ำๆ เข้าไว้

แต่สภาพแวดล้อมที่ดอกเบี้ยต่ำยิ่งเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล เพราะยิ่งกู้เงินผ่านการออกพันธบัตรได้ง่ายขึ้น เสกเงินมาใช้ได้ด้วยต้นทุนดอกเบี้ยต่ำๆ

ทีนี้มันมีจุดที่ Tricky ตรงนี้ครับ

เพื่อความเป็นอิสระต่อกัน และไม่ให้เกิดข้อครหาว่าธนาคารกลางพิมพ์เงินให้รัฐบาลใช้ฟรีๆ ธนาคารกลางเลยมักไม่เข้าซื้อพันธบัตรที่รัฐบาลออกตรงๆ ปล่อยให้รัฐบาลขายพันธบัตรให้กับธนาคารพาณิชย์และภาคเอกชนทั่วไปเอาเอง

แต่เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี (ซึ่งก็อาจเกิดจากรัฐบาลกู้เงินไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายและไม่รับผิดชอบเท่าที่ควร เพราะกู้มาด้วยต้นทุนต่ำ) ธนาคารกลางก็อ้างความจำเป็นในการเข้าแทรกแซงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการเสกเงินเข้าระบบเพิ่ม เอาเงินที่เสกใหม่เข้ากว้านซื้อพันธบัตรเหล่านั้นอยู่ดี เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องและกดดอกเบี้ยให้ต่ำ แก้ปัญหาแบบวนลูป เป็นการตามเช็ดขี้ให้รัฐบาลด้วยการทำลายอำนาจซื้อของประชาชนที่อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบ

ในทางกลับกัน หากปัญหาเศรษฐกิจเกิดมาจากธนาคารกลางเสียเอง (เช่น กดดอกเบี้ยต่ำผิดธรรมชาตินานเกินไป จนภาคเอกชนตัดสินใจลงทุนผิดพลาด (Malinvestment) เอาเงินไปลงในสิ่งที่ไม่สำคัญและไม่ควรลง) และการแก้ไขผ่านนโยบายการเงินของธนาคารกลางเห็นผลช้าไม่ทันการหรือไม่เพียงพอ รัฐบาลก็จะอ้างความจำเป็นในการเข้าแทรกแซงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินมาลงทุนสร้างเมกะโปรเจ็กต์เพื่อสร้างงาน การใช้งบประมาณขาดดุล การแจกเงินหรือสวัสดิการ ฯลฯ เป็นการตามเช็ดขี้ธนาคารกลางที่บิดเบือนดอกเบี้ยจนภาคเอกชนตัดสินใจลงทุนผิดพลาด

มันดูเผินๆ เหมือนจะสมเหตุสมผลนะครับ ที่มี 2 องค์กรคอยเป็นเครื่องมือช่วย Balance และแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ขาดมือใครไปไม่ได้ เป็นฮีโร่ที่สังคมจำเป็นต้องมี

แต่ถ้าเกิดเรามองมุมกลับว่าปัญหาเศรษฐกิจใหญ่ๆ ทั้งหลายมันเกิดมาจาก 2 องค์กรนี้เสียเองล่ะ?!

มันจะแปลว่าจริงๆ แล้วเราอาจไม่จำเป็นต้องให้ธนาคารกลางและรัฐบาลคอยเข้ามาแทรกแซงเศรษฐกิจตั้งแต่แรกเลยก็ได้

—————

ตัวอย่างคำกล่าวอ้างแสนคลาสสิก:

ผมขอยกตัวอย่างเหตุการณ์และ Narrative ที่เราเห็นจนชินตานะครับ

พอธนาคารกลางกระตุ้นการเสกเงินเยอะเกินไป บิดเบือนอัตราดอกเบี้ยเยอะๆ จนเกิดการจัดสรรทรัพยากรผิดพลาด เกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นมา ก็ค่อยออกมาเพิ่มดอกเบี้ยเงินกู้ให้สูงๆ เพื่อชะลอการกู้ยืมเพิ่ม เบรคคันเร่งซึ่งตัวเองเป็นผู้เหยียบแรงเกินมาอย่างยาวนานจนแหกโค้ง ฆ่าคนที่เคยถูกหลอกให้กู้มาลงทุนด้วยดอกเบี้ยต่ำให้ตายคามือ โดยบอกว่าพวกเราจำเป็นต้องทำนะ เพื่อช่วยเศรษฐกิจของประเทศเอาไว้ จำเป็นต้องมีคนเสียสละ เราจะพยายาม Soft Landing พาทุกคนฝ่าวิกฤตนี้ไปอย่างนุ่มนวลที่สุด

และหากมองว่าลำพังการควบคุมอัตราดอกเบี้ยมันช้าและไม่เพียงพอต่อการกู้วิกฤต ก็จะให้รัฐบาลเข้ามาช่วยลงทุนสร้างโครงการใหญ่ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน ให้ทุกคนยังรู้สึกว่ามีเงินหมุนเวียนเข้าออกจากกระเป๋า ยังมีงานทำ ชีวิตยังดำเนินต่อไปได้

นี่เป็นภาพจำปกติที่เราเห็น (หรือเค้าปลูกฝังให้เราเห็น) ว่าธนาคารกลางและรัฐบาลคือสิ่งที่จำเป็นต่อความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ และเป็นฮีโร่ผู้กอบกู้

แต่ผมอยากชวนคิดย้อนกลับกันซักนิดนะครับ ว่าถ้าหากเราไม่มีธนาคารกลางและรัฐบาลคอยแทรกแซงดอกเบี้ยและการจัดสรรทรัพยากร... เราอาจไม่เกิดวิกฤตรุนแรงแบบนั้นตั้งแต่แรกแล้วก็ได้

Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลเคยแซวธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ไว้ว่า จากการที่เค้าต้องอ่านรายงานประจำปีของ Fed 50 กว่าฉบับ สิ่งเดียวที่ช่วยสร้างความขำขันให้เค้าได้ คือการเขียนแต่ละครั้งช่างดู Fed มีอำนาจแกว่งเหลือเกิน

เวลาเศรษฐกิจดี Fed จะบอกว่าเป็นเพราะนโยบายและการบริหารที่ชาญฉลาดของพวกเรา

แต่เวลาเศรษฐกิจแย่ Fed จะบอกว่า แม้พวกเราจะพยายามอย่างดีที่สุด แต่เป็นเพราะผลพวงจากปัจจัยภายนอกต่างๆ จึงทำให้สถานการณ์ยากลำบาก และหากเราไม่ช่วยไว้ปัญหาคงรุนแรงกว่านี้ไปแล้ว (เดี๋ยวแปะ Link ให้นะ)

…นั่นแหละครับ ธรรมชาติของมนุษย์เราชอบคิดหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองและโน้มน้าวให้คนอื่นคล้อยตามเสมอ

ทุกสิ่งที่เราเคยได้ยินมา ที่ได้รับการบอกต่อๆ กันมาเชื่อถือได้แค่ไหน

ธนาคารกลางจำเป็นจริงๆ หรือ? รัฐบาลควรมีบทบาทเป็นผู้เล่นในเกมเศรษฐกิจขนาดไหน? กลไกนี้คือฮีโร่ที่จำเป็น หรือผู้ร้ายใส่หน้ากาก หรือเป็นแค่ระบบทางเลือกหนึ่ง ผมอยากชวนทุกคนตั้งคำถามนะครับ

ปล. กะเขียนสั้นๆ แต่ยาวเฉยเลย 🤣

ลืมติดแท็กอีกแล้ว 555555 #siamstr ใครเห็นผ่านมารบกวนกดดูต้นโพสต์ด้วยครับ เขียนอยู่นานมาก 😭

ปล. อันนี้คลิปของ Friedman ที่ผมกล่าวถึงในบทความ (นาทีที่ 3:02 - 5:05)

https://youtu.be/dgyQsIGLt_w?si=6DMNSonMSlT2W5r8

การอำพรางความจริง: ระบบธนาคาร, กลไกการเสกเงิน และการสร้างฮีโร่ที่จำเป็น

==========

ออกตัวไว้ก่อนว่าเป็นคนเขียนไม่ค่อยเก่งนะครับ อยากเขียนให้ดีขึ้น กระชับขึ้น เร็วขึ้นกว่านี้เหมือนกันครับ 😂 ผิดถูกอย่างไร แนะนำติชมกันได้ (ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ที่เขียนนี้ผมศึกษาเอาเองหมดเลย ถ้ามีตรงไหนที่ให้ข้อมูลผิดพลาดแจ้งได้เลยนะครับ กำลังเรียนรู้ไปเรื่อยๆ เหมือนกัน)

ที่จริงผมอยากจะเขียนบทความยาวเกี่ยวกับระบบธนาคารกลางกับการอำพรางความจริง โดยโยงเข้ากับดราม่าเรื่องเงินสดคือหนี้สินนะ (หลังจากไปวอร์กับชาวบ้านมาหลายคน 555+) แต่ยังมีเวลาไม่เยอะนัก เอาเป็นว่าถ้ามีเวลาอาจจะเขียนถึงนะครับ

วันนี้ขอเขียนเกี่ยวกับระบบธนาคารกลางและกลไกการเสกเงินแล้วกันนะ ผมอยากจะชวนทุกคนลงไปดูว่าระบบธนาคารกลางที่แทรกแซงเศรษฐกิจร่วมกับรัฐบาลเป็นสิ่งจำเป็นและฮีโร่ของชาติอย่างที่คนเชื่อกันจริงหรือไม่ (โดยส่วนตัวผมมองว่ามัน Do more harm than good ครับ)

—————

กลไกการเสกเงินโดยย่อ:

ขอไม่เท้าความเยอะ เพราะคิดว่าหลายๆ คนในนี้น่าจะได้เห็นได้ฟังคนอธิบายผ่านๆ มาบ้างแล้วว่ากลไกการเสกเงินภายใต้ระบบ Fiat Money เป็นอย่างไร

(Disclaimer: ผมไม่ได้เจตนาโจมตีธนาคารพาณิชย์และธนาคารกลางของบ้านเรานะครับ บทความนี้เราวิจารณ์คนออกแบบระบบหรือก็คือธนาคารกลางของอเมริกาล้วนๆ ประเทศอื่นๆ ทำอะไรแทบไม่ได้เลยนอกจากต้องเล่นตามเกมในระบบที่เค้าสร้างขึ้น)

ผมขอสรุปแบบ Recap ให้รวบรัดที่สุดดังนี้: ภายใต้ระบบ Fiat เงิน (Money) ถูกสร้างขึ้นมาจากหนี้ เป็นเพียงการสัญญากันว่าแต่ละฝ่ายมีภาระผูกพันที่ต้องชำระคืนในอนาคตด้วยสิ่งที่ตกลงกัน

การเสกเงิน = การปล่อยกู้ โดยผ่านธนาคารพาณิชย์ และธนาคารกลาง

นั่นแปลว่า ทุกๆ ครั้งที่มีการกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์ หรือธนาคารกลางเป็นคนเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลโดยตรงหรือโดยอ้อม (คือไปกว้านซื้อพันธบัตรรัฐบาลจากธนาคารพาณิชย์มาถือเองอีกที) เงินจะถูกเสกเพิ่มขึ้นมาจากอากาศ

โดยหนี้ที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดของระบบนี้คือพันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) เพราะมันเป็นทั้งสินทรัพย์แรกที่ถูกเสกขึ้นมาเพื่อนำมาให้ธนาคารกลางถือ (อาจพูดได้ว่าเงินถูกค้ำโดยพันธบัตรรัฐบาล) และมีบทบาทเป็นเครื่องมือในการ Manipulate อัตราดอกเบี้ยให้สูง/ต่ำตามที่ธนาคารกลางต้องการ ซึ่งโดยส่วนมากธนาคารกลางมักต้องการกดดอกเบี้ยให้ต่ำเพื่อจูงใจให้คนกู้ยืมจากธนาคารมากๆ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือจูงใจให้คนเป็นหนี้เพื่อเสกเงินเพิ่มจากอากาศไปเรื่อยๆ โดยเชื่อว่าการทำแบบนี้จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ

—————

ตั้งเป้าเงินเฟ้อ…อ้างเหตุผลเพื่อตั้งเป้าเสกเงิน:

เราน่าจะเคยได้ยินคำกล่าวจากภาครัฐและนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักบ่อยๆ ว่าต้องทำให้เงินเฟ้ออ่อนๆ ถึงจะดีต่อเศรษฐกิจ ในที่นี้แปลไทยเป็นไทยอีกทีก็คือหมายความว่า เค้า ‘ตั้งเป้าว่าจะกระตุ้นการกู้ยืมเพื่อเสกเงินเพิ่มทีละน้อยๆ’ นั่นเอง

เพื่อให้ทุกคนมีเงินอยู่ในมือ รู้สึกตัวเองร่ำรวยเพราะมีตัวเลขยอดเงินในบัญชีเพิ่มขึ้น และออกมาใช้จ่าย ปาเงินที่ถูกเสกขึ้นมาใหม่ใส่กันเพื่อแย่งกันซื้อสินค้าและบริการ (ซึ่งมีปริมาณเท่าเดิม) จนดันให้ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น ซึ่งก็คือเงินเฟ้อตามนิยามสมัยใหม่

(ปกติรัฐบาลมักจะอ้างตามหลักการเศรษฐศาสตร์ของสำนัก Keynesian ว่าต้องการทำให้เงินเฟ้อหน่อยๆ เพราะถ้าราคาไม่ขึ้นประชาชนจะไม่ยอมออกมาใช้จ่าย จะมัวรอให้ราคาสินค้าลง และธุรกิจจะอยู่ไม่ได้หากของราคาถูกลง ทำให้เจ๊งกันถ้วนหน้า ซึ่งเป็นตรรกะที่แทบไม่มีความจริงอยู่ในนั้นเลยครับ)

—————

ภาวะการอยู่ร่วมกันของรัฐบาลและธนาคารกลาง:

ถึงแม้ว่าโดยหลักการแล้วเค้ามักจะอ้างว่ารัฐบาลกับธนาคารเป็นอิสระต่อกัน แต่ผมมองว่าการมีอยู่ของทั้งสององค์กรนี้มันส่งเสริมกันเอง เป็นองค์ประกอบสำคัญของกันและกันในการค้ำจุนวาทกรรมว่าระบบเศรษฐกิจของประเทศจำเป็นต้องมีการควบคุมและเข้าแทรกแซงโดยภาครัฐ

ลองพิจารณาเหตุผลต่อไปนี้ดู

รัฐบาลออกพันธบัตร เพื่อมาใช้ค้ำสกุลเงินของประเทศ ซึ่งออกโดยธนาคารกลาง

ธนาคารกลางใช้พันธบัตรเป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักในการควบคุมปริมาณเงินขึ้นลง รวมถึงเสกเงิน

เป้าหมายของรัฐบาลกับธนาคารกลางไปในทางเดียวกัน คือการทำให้เศรษฐกิจโต แต่ทำบนกรอบแนวคิดที่ว่าต้องทำเงินให้เฟ้อ

ต้องทำเงินให้เฟ้อ = ต้องเสกเงินให้เยอะขึ้น = ต้องจูงใจให้เกิดการกู้ยืมมากขึ้น = ธนาคารกลางต้องกดดอกเบี้ยให้ต่ำๆ เข้าไว้

แต่สภาพแวดล้อมที่ดอกเบี้ยต่ำยิ่งเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล เพราะยิ่งกู้เงินผ่านการออกพันธบัตรได้ง่ายขึ้น เสกเงินมาใช้ได้ด้วยต้นทุนดอกเบี้ยต่ำๆ

ทีนี้มันมีจุดที่ Tricky ตรงนี้ครับ

เพื่อความเป็นอิสระต่อกัน และไม่ให้เกิดข้อครหาว่าธนาคารกลางพิมพ์เงินให้รัฐบาลใช้ฟรีๆ ธนาคารกลางเลยมักไม่เข้าซื้อพันธบัตรที่รัฐบาลออกตรงๆ ปล่อยให้รัฐบาลขายพันธบัตรให้กับธนาคารพาณิชย์และภาคเอกชนทั่วไปเอาเอง

แต่เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี (ซึ่งก็อาจเกิดจากรัฐบาลกู้เงินไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายและไม่รับผิดชอบเท่าที่ควร เพราะกู้มาด้วยต้นทุนต่ำ) ธนาคารกลางก็อ้างความจำเป็นในการเข้าแทรกแซงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการเสกเงินเข้าระบบเพิ่ม เอาเงินที่เสกใหม่เข้ากว้านซื้อพันธบัตรเหล่านั้นอยู่ดี เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องและกดดอกเบี้ยให้ต่ำ แก้ปัญหาแบบวนลูป เป็นการตามเช็ดขี้ให้รัฐบาลด้วยการทำลายอำนาจซื้อของประชาชนที่อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบ

ในทางกลับกัน หากปัญหาเศรษฐกิจเกิดมาจากธนาคารกลางเสียเอง (เช่น กดดอกเบี้ยต่ำผิดธรรมชาตินานเกินไป จนภาคเอกชนตัดสินใจลงทุนผิดพลาด (Malinvestment) เอาเงินไปลงในสิ่งที่ไม่สำคัญและไม่ควรลง) และการแก้ไขผ่านนโยบายการเงินของธนาคารกลางเห็นผลช้าไม่ทันการหรือไม่เพียงพอ รัฐบาลก็จะอ้างความจำเป็นในการเข้าแทรกแซงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินมาลงทุนสร้างเมกะโปรเจ็กต์เพื่อสร้างงาน การใช้งบประมาณขาดดุล การแจกเงินหรือสวัสดิการ ฯลฯ เป็นการตามเช็ดขี้ธนาคารกลางที่บิดเบือนดอกเบี้ยจนภาคเอกชนตัดสินใจลงทุนผิดพลาด

มันดูเผินๆ เหมือนจะสมเหตุสมผลนะครับ ที่มี 2 องค์กรคอยเป็นเครื่องมือช่วย Balance และแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ขาดมือใครไปไม่ได้ เป็นฮีโร่ที่สังคมจำเป็นต้องมี

แต่ถ้าเกิดเรามองมุมกลับว่าปัญหาเศรษฐกิจใหญ่ๆ ทั้งหลายมันเกิดมาจาก 2 องค์กรนี้เสียเองล่ะ?!

มันจะแปลว่าจริงๆ แล้วเราอาจไม่จำเป็นต้องให้ธนาคารกลางและรัฐบาลคอยเข้ามาแทรกแซงเศรษฐกิจตั้งแต่แรกเลยก็ได้

—————

ตัวอย่างคำกล่าวอ้างแสนคลาสสิก:

ผมขอยกตัวอย่างเหตุการณ์และ Narrative ที่เราเห็นจนชินตานะครับ

พอธนาคารกลางกระตุ้นการเสกเงินเยอะเกินไป บิดเบือนอัตราดอกเบี้ยเยอะๆ จนเกิดการจัดสรรทรัพยากรผิดพลาด เกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นมา ก็ค่อยออกมาเพิ่มดอกเบี้ยเงินกู้ให้สูงๆ เพื่อชะลอการกู้ยืมเพิ่ม เบรคคันเร่งซึ่งตัวเองเป็นผู้เหยียบแรงเกินมาอย่างยาวนานจนแหกโค้ง ฆ่าคนที่เคยถูกหลอกให้กู้มาลงทุนด้วยดอกเบี้ยต่ำให้ตายคามือ โดยบอกว่าพวกเราจำเป็นต้องทำนะ เพื่อช่วยเศรษฐกิจของประเทศเอาไว้ จำเป็นต้องมีคนเสียสละ เราจะพยายาม Soft Landing พาทุกคนฝ่าวิกฤตนี้ไปอย่างนุ่มนวลที่สุด

และหากมองว่าลำพังการควบคุมอัตราดอกเบี้ยมันช้าและไม่เพียงพอต่อการกู้วิกฤต ก็จะให้รัฐบาลเข้ามาช่วยลงทุนสร้างโครงการใหญ่ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน ให้ทุกคนยังรู้สึกว่ามีเงินหมุนเวียนเข้าออกจากกระเป๋า ยังมีงานทำ ชีวิตยังดำเนินต่อไปได้

นี่เป็นภาพจำปกติที่เราเห็น (หรือเค้าปลูกฝังให้เราเห็น) ว่าธนาคารกลางและรัฐบาลคือสิ่งที่จำเป็นต่อความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ และเป็นฮีโร่ผู้กอบกู้

แต่ผมอยากชวนคิดย้อนกลับกันซักนิดนะครับ ว่าถ้าหากเราไม่มีธนาคารกลางและรัฐบาลคอยแทรกแซงดอกเบี้ยและการจัดสรรทรัพยากร... เราอาจไม่เกิดวิกฤตรุนแรงแบบนั้นตั้งแต่แรกแล้วก็ได้

Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลเคยแซวธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ไว้ว่า จากการที่เค้าต้องอ่านรายงานประจำปีของ Fed 50 กว่าฉบับ สิ่งเดียวที่ช่วยสร้างความขำขันให้เค้าได้ คือการเขียนแต่ละครั้งช่างดู Fed มีอำนาจแกว่งเหลือเกิน

เวลาเศรษฐกิจดี Fed จะบอกว่าเป็นเพราะนโยบายและการบริหารที่ชาญฉลาดของพวกเรา

แต่เวลาเศรษฐกิจแย่ Fed จะบอกว่า แม้พวกเราจะพยายามอย่างดีที่สุด แต่เป็นเพราะผลพวงจากปัจจัยภายนอกต่างๆ จึงทำให้สถานการณ์ยากลำบาก และหากเราไม่ช่วยไว้ปัญหาคงรุนแรงกว่านี้ไปแล้ว (เดี๋ยวแปะ Link ให้นะ)

…นั่นแหละครับ ธรรมชาติของมนุษย์เราชอบคิดหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองและโน้มน้าวให้คนอื่นคล้อยตามเสมอ

ทุกสิ่งที่เราเคยได้ยินมา ที่ได้รับการบอกต่อๆ กันมาเชื่อถือได้แค่ไหน

ธนาคารกลางจำเป็นจริงๆ หรือ? รัฐบาลควรมีบทบาทเป็นผู้เล่นในเกมเศรษฐกิจขนาดไหน? กลไกนี้คือฮีโร่ที่จำเป็น หรือผู้ร้ายใส่หน้ากาก หรือเป็นแค่ระบบทางเลือกหนึ่ง ผมอยากชวนทุกคนตั้งคำถามนะครับ

ปล. กะเขียนสั้นๆ แต่ยาวเฉยเลย 🤣

คนคลั่งรัก 555

แบบนี้เลย 55555 โดนถล่ม โดยเฉพาะพอเป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบการเงินและเศรษฐศาสตร์ 🤪

Replying to Avatar Lord Voldemort

*โพสต์นี้เป็นฉบับสมบูรณ์จากในเฟซ*

*มีย่อยไปบ้างแต่อยากให้อ่านจนครบแล้วแยกประเด็นไปทีละข้อนะครับ*

*********************************

"เงินสดคือหนี้"

ตัวเรามองเห็นปัญหาที่คนส่วนใหญ่งงกันมีดังนี้

1.นิยามไม่ตรงกัน (definition) บางคนหยิบนิยามตามบัญชี นิยามตามเศรษฐศาสตร์การเงินกระแสหลัก (ไม่ใช่ออสเตรียน) นิยามตามกฎหมาย นิยามอะไรก็ตามแต่ทำให้มันเข้าใจผิด นิยามที่หลากหลายทำให้การโต้ตอบประเด็นมันไม่ได้ตรงกันและหาข้อสรุปลงตัวได้ยาก กล่าวคือไม่คุยคนละภาษาก็คุยคนละเรื่อง การจะทำความเข้าใจระหว่างกันได้จะต้องจับต้นชนปลายว่าสิ่งที่เราพูดด้วยกันนั้นใช่เรื่องเดียวกันภาษาเดียวกันหรือไม่

2.สืบเนื่องจากข้อแรก คนพูดประโยคนี้ต้อง "พูดให้ชัด" ว่ายึดตามนิยามไหน แต่หลักๆผมคิดว่าเหล่า apologist (หลายคน) ก็พยายามจะดีเฟ้นด้วยวิชาความรู้บนแนวคิดออสเตรียนกัน ซึ่งมันก็ถูกต้องในแง่:

2.1) สถานการณ์ ณ ปัจจุบันมันเป็น "fiat standard" ด้วยเหตุนี้คำอธิบายนิยามที่สะท้อนกับสถานการณ์นี้ที่มัน “เป็น” มากที่สุด ไม่ใช่คำนิยามการเงินสมัยใหม่ตามแนวทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลักปัจจุบัน แต่เป็นออสเตรียนที่ชัดเจนและถูกต้องกว่า

2.2) จากข้อ (2.1) “การนิยาม” ที่ถูกต้องไม่ใช่แค่เรื่องการทำความเข้าใจ “fiat standard” เท่านั้น มันยังรวมไปถึงนิยามทางเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบันที่นำไปสู่ปัญหาอย่างอื่นที่เราเห็นในปัจจุบันได้

ยกตัวอย่างปัญหา: การเกิดตลาดล้มเหลว (market failure) นักคิดสายนีโอเคนส์ (neo-keynesianism) มักจะอธิบายว่าเป็นเพราะตลาดเสรีทำงานผิดพลาดและมันไม่สมบูรณ์แบบไงละ ตลาดตามจริงแล้วมันมันไม่ได้มีการกำกับตัวเอง (self-regulating) หมายความว่ามันไม่ได้มีความเป็นระบบระเบียบอะไร กรณีที่เห็นภาพมากที่สุดในเรื่องของตลาดล้มเหลวที่ชอบหยิบยกมาบ่อยก็คือ 1.การผูกขาด (monopoly) 2.อันตรายบนศีลธรรม (moral hazard) 3.การจัดสรรทรัพยากรในภาคเอกชนไม่มีประสิทธิภาพ (productive andallocative inefficiency) 4.สิ่งแวดล้อมเสียหายเพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ฯลฯ

ทางออกของนีโอเคนส์: รัฐแทรกแซง (government interventionism) ภายใต้ตามหลักนิยามทางเศรษฐศาสตร์และการจำแนกปัญหาทางเศรษฐศาสตร์ มันจะต้อง “ทำอย่างไรก็ได้ให้เกิดความสมบูรณ์” หมายถึง ถ้าตลาดล้มเหลวมันลดทอนความพึงพอใจของปัจเจก รัฐก็ต้องเข้าไปช่วยเหลือเสีย หรือ ถ้าเกิดความไม่แฟร์ตาม “กลไกตลาด” (?) อย่างการผูกขาด รัฐบาลจะต้องเข้าไปแทรกแซงเพื่อให้เกิดการแข่งขันเสรีขึ้นตามโมเดล “การแข่งขันสมบูรณ์” (perfect competition) …

Keys: การแทรกแซงของรัฐ, การแข่งขันสมบูรณ์, อรรถประโยช์นิยม (ความพึงพอใจ)

ตรงกันข้ามการนิยามเศรษฐศาสตร์ที่ถูกต้องอย่างแท้จริงไม่ใช่การนิยามตามแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ของสำนักคลาสสิค (classical economics) ไม่ใช่การนิยามตามสำนักนีโอคลาสสิค (neoclassical economics) หรือสำนักเคนส์จนถึงโพสต์เคนส์ เพราะทุกนิยามมันจะวนเวียนอยู่กับการจำกัดมนุษย์อยู่เพียงแค่ “สัตว์ทางเศรษฐกิจ” (homo economicus) แต่นิยามที่ถูกต้องคือนิยามของออสเตรียนครับ เพราะอะไร?

การนิยามเศรษฐศาสตร์ตามความเป็นจริงที่ออสเตรียนเสนอมาตลอดคือศาสตร์ที่ศึกษา “Man act” คือมองมนุษย์ในภาพกว้างไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพราะมันซับซ้อน ไม่ใช่นิยามแบบ "utilitarianism-style economics" ต้อง maximize สิ่งที่เรียกว่า 'ความพึงพอใจ' 'กำไร' 'ความสุข' หรืออะไรก็แล้วแต่ ตรงนี้ผมพอจะอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายครับยังไม่ต้องลงดีเทลลึก แต่ผมอยากบอกปัญหาส่วนหนึ่งที่ไม่ว่าคนที่เป็น bitcoiner หรือใครก็ตามที่สมาทานสำนักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียน หรือ สายตลาดเสรีทั้งหลาแหล่มักจะตกอยู่ในกับดักนิยามทางเศรษฐศาสตร์ที่เล่าเรียนและถูกปูมาอย่างมีปัญหา แล้วบางครั้งเราก็ดันไปใช้โดยไม่รู้ตัว...

(2.2.1) ยกตัวอย่างกับดับทางนิยามทางเศรษฐศาสตร์:

(1) 'กลไกตลาดคือสิ่งที่ดีที่สุดในทุกเรื่อง' ซึ่งคำนี้ถ้ามองโดยตามปกติไม่มีปัญหา แต่หากมองบนประเด็นจริยศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนตามจริงมันมีปัญหาเต็มๆ เพราะตลาดเนี่ยมันเป็นสภาวะ "asymmetric information" มันจึงไม่เพอร์เฟคหรือดีที่สุด ถ้าพูดโดยคงให้คำมันดูดีก็ต้องพูดว่า "กลไกตลาดไม่ได้ดีที่สุด แต่มันดีกว่ารัฐบาล"

ตรงนี้ให้ระวังนิยามเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันเพราะหลายคนศึกษาออสเตรียน แต่เอา neoclassical economics ไปปนนิยามซะแล้ว

(2) ‘เงินเฟ้อ คือ การเพิ่มขึ้นของระดับราคาสินค้าและบริการและเงินฝืด คือ การลดลงของราคาสินค้าและบริการ’ อันนี้ไม่ต้องลงรายละเอียดอะไรมากเพราะปัญหามันก็กลับไปที่ “Keynesian revolution” นิยามความหมายเงินเฟ้อถูกบิดเบือนไปจากเดิม

มีอีกหลายอันแต่ผมนึกไม่ออก ตัวอย่างอื่นมักจะรวมไปถึง “มายาคติ” ทางเศรษฐศาสตร์ที่เพี้ยนอันเกิดจากนิยามทางเศรษฐศาสตร์มันมีปัญหาด้วย

3.เนื่องจากคนออกมาไม่เห็นด้วยในประเด็น “เงินสดคือหนี้” ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มปัญญาชน "เทคโนแครต" (technocrat) ก่อนอื่นสหายที่รักทุกท่านต้องเข้าใจว่าคนทำงานเป็นเทคโนแครต หรือ กลุ่มชนชั้นผู้จัดการ (Managerialism) ย่อมดำรงอยู่ด้วยความไม่เป็นมิตรและประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง พวกเขามีทัศนคติที่จะต้องคำนึงถึงสถาบันและหน้าที่ของตนเองโดยอ้างทำเพื่อประชาชน (กี่โมง?)

คนพวกนี้มีความเป็นมืออาชีพที่มักจะมีพลังในการตัดสินใจทิศทางขององค์กรใดก็ตามสูงไม่ว่าจะภาครัฐ ภาคเอกชน กลุ่มนอกภาครัฐ ซ้ำร้ายคือยุคปัจจุบันเทคโนแครตคอ่นข้างอินกับประเด็นซ้ายมากหลายเรื่อง อย่างเช่น เรื่องเศรษฐกิจให้เท่าเทียมกันยันการสร้างวัฒนธรรมแบบพลเมืองโลกนิยม เป็นต้น

แต่คนเหล่านี้แตกต่างจากคอมมิวนิสต์ช่วงสงครามเย็น เพราะเทคโนแครตคือฝ่ายซ้ายใหม่ที่ผลิบานช่วงระหว่างสงครามเย็น แล้วเมื่อกระบวนทัศน์โลกที่ "เสรีนิยม" ชนะสงครามเย็น ก็เหลือเพียงกลุ่มพวกเขา (เทคโนแครต) ที่คุมทิศทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของทั่วโลก กลุ่มนี้มีโอกาสรอดในยุคที่รัฐมีบทบาทกับโลกนี้สูงเพราะพวกเขาคือบุคลากรสำคัญในบริบทโลกปัจจุบัน

ย้อนกลับมาในเรื่องของ "เงิน" หน้าที่ของพวกเขาคือต้องรักษาสถานภาพของตนเองด้วยการไม่ให้สถาบันตัวเองเกิดความเสื่อมและต้องพิทักษ์รักษาระบอบการปกครองแบบนี้เอาไว้ให้มั่นคงยืนนานสืบไป

กล่าวคือ ความเป็นเทคโนแครตทำให้ต้อง "รักษาสถานภาพของระบอบในปัจจุบัน" แม้แต่เรื่องความรู้วิชาการเรียนในเศรษฐศาสตร์การเงินกระแสหลักที่เป็นอยู่แบบนี้ แน่นอนว่าในทางกลับกันพวกเขาก็กลัวจนหัวหดว่าระบอบของตัวเองกำลังพังทลายลงเพราะความจริงใหม่เข้ามาแทนที่ (สื่อถึงยุค “หลังความจริง” หรือ post-truth ตามบริบททางการเมืองแบบยุคหลังสมัยใหม่)

แน่นอนว่าเมื่อเรา tracking ปัญหาตรงนี้จะพบว่าจะเจอมันเกิดขึ้นหลัง “Keynesian revolution” จะเห็นว่าผลกระทบมันกว้างไกลมาก เพราะมันนำไปสู่ความขัดแย้งในนิยามเศรษฐศาสตร์ นิยามแนวคิดทางการเมือง นิยามความรู้เฉพาะทางใดๆ ก็ตามถูกเปลี่ยนแปลงเพราะ "ชนชั้นนำหัวก้าวหน้า”

4.ต้องยอมรับอย่างทั่วกันว่าคนทั่วไปไม่ได้เก็ทออสเตรียนขนาดนั้น ไม่ได้เก็ทสิ่งที่ นักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียน หรือ ใครหลายคนเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจตรงนี้

แม้ว่าฝั่งหนึ่งจะต้องยืนยันว่า 'Fiat standard" มันมีปัญหาอย่างไร … คนส่วนใหญ่อาจไม่ได้เข้าใจสิ่งที่สื่อนักหากเป็นประเด็นที่ซับซ้อนเกินไป ยกเว้นแต่จะนำเข้าไอเดียที่ถูกย่อยเข้าใจง่ายแล้วเกิด gaslighting ขึ้นพร้อมกับความเหมาะสมของสถานการณ์ (ทุกฝ่ายใช้หมดไม่ว่าใคร) หรือ เทคโนแครตบางกลุ่มที่มีความคิดความเข้าใจว่า “Fiat standard” มีปัญหาอย่างไรและข้อเสนอของสำนักออสเตรียนสำคัญอย่างไร แต่พวกเขามีหน้าที่ในชีวิตที่สำคัญกว่าตามข้อ (3) หมายความว่าหน้าที่สำคัญกว่าแต่นั้นก็คือการรักษาระบอบปัจจุบันเอาไว้

แต่ผมเห็นว่าระบอบมันกล่อมเกลาและหล่อหลอมความเชื่อความคิดคนได้เหมือนกันมันจึงมีแค่คนเพียงหยิบมือเท่านั้นที่จะเป็นสิ่งแปลกแยกจากระบอบนี้แล้วไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ในระบอบแบบนี้ด้วยคนเพียงหยิบมือที่อยู่ภายในระบบแล้วหวัง “ปฏิรูป” ผมเข้าใจได้ว่าคนที่เป็นเทคโนแครต ไม่ใช่คนแบบนโปเลียน ซีซาร์ ฮิตเลอร์ หรือมหาบุรุษทั้งหลายที่มีพละกำลังและบารมีที่จะ “ปฏิวัติ” เพื่อเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ได้

ในท้ายที่สุดคนหลายคนที่ตาสว่างแล้วก็ต้องจำใจยอมรับความเป็น “ขี้ข้า” ในระบบ "ทุนนิยมผู้จัดการ" ที่สร้างสภาวะทาสภายใต้รัฐ-ชาติสมัยใหม่

5.หากเรามองประเด็นนี้ไปไกลกว่านั้น หรือ ไม่ใช่แค่ประเด็นนี้แต่รวมไปถึงการมีอยู่ของขั้วตรงข้ามของรัฐ ขั้วตรงข้ามขององค์กรนอกรัฐ ขั้วตรงข้ามของแนวคิดฝ่ายซ้ายทั้งปวงย่อมเป็นอุปสรรคของชนชั้นนำที่ปกครองโลกอยู่

สำหรับกรณีของ “เงิน” การมีอยู่ของอิสรภาพทางการเงินในโลกย่อมเป็นอุปสรรคของชนชั้นนำยิวที่ควบคุมเงินโลก ยกตัวอย่าง World Economic Forum ช่วงหนึ่งที่ Klaus Schwab พยายามจะพูดถึงความอันตรายต่อระบบโลกปัจจุบันที่เกิดจาก anti-system movement อย่าง “libertarianism” ตรงนี้สำคัญอย่างยิ่งยวดถ้าใครนำไปขมวดปมหรือขยายความตรงนี้เพิ่มให้จะเป็นพระคุณยิ่ง

#siamstr

ระเบิดฟอร์มแล้วครับ 555

ลองให้เพื่อนสอนโอนบิตคอยน์เข้า on chain ครั้งแรกครับ 😂

#siamstr

ทดสอบโพสต์เนื้อหาแบบแนบ link เป็นครั้งแรกนะครับ

สืบเนื่องจากโพสต์ของ ดร. ท่านหนึ่ง

(รายละเอียดตามแนบ: https://www.facebook.com/share/p/b8F1R165MHgpeJ6H/?)

ผมมีความเห็นต่อสิ่งที่เค้าโพสต์ดังนี้ครับ

"เงินสดเป็น asset-backed money" <-- ครับ มันแบ็คด้วยหนี้ของรัฐบาลซึ่งก็คือพันธบัตรไงครับ

"เงินสดออกเพิ่มเองไม่ได้" <-- สาบานได้นะครับว่ามนุษยชาติไม่มีปัญญาพิมพ์กระดาษออกมา และมันทำได้ยากกว่าไปขุดหาทองคำ ดังนั้นมันเชื่อถือได้เทียบเท่าทองคำแน่ๆ พวกคุณจะไม่มีวันซูเอี๋ยกัน?

"การหมุนของเงินในระบบที่ทำให้ปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจเติบโตขึ้น…" + "ใครลองออกเงินสดดูค่ะ ไม่ว่าอยู่ในประเทศไหนก็คุก" <-- แปลว่ายอมรับแล้วใช่มั้ยครับว่าพวกคุณต้องการสงวนสิทธิ์ในการแอบเสกเงินเข้าระบบเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว เพราะคุณมองว่าประชาชนมันเป็นควาย ถ้าปล่อยให้มันแอบพิมพ์แบงค์ปลอมมาใช้ *แม้ในทางเทคนิคมันจะกระตุ้น ศก. ได้เหมือนกัน* แต่ประชาชนมันโง่ เห็นแก่ตัว มันจะแอบพิมพ์แบงค์ปลอมจนล้นตลาดและเกิด hyperinflation ในที่สุด ไม่เหมือนพวกฉันที่เป็นคนดีมีศีลธรรมและความรู้ พวกฉันรู้ลิมิต ไม่มือเติบ ดังนั้นพวก technocrat อย่างฉันควรจะเป็นคนเพียงกลุ่มเดียวที่มีสิทธิ์ในการพิจารณาว่าจะกระตุ้น ศก. ด้วยการเสกเงินเข้าระบบเพื่อหลอกคนให้ออกมาจับจ่ายใช้สอยเท่าไหร่ดี

นี่ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องความแฟร์เลยนะครับ ประชาชนจะเก็บเงินไว้เฉยๆ หรือเอาออกมาซื้ออะไร มันเป็นเรื่องของประชาชนครับ รัฐบาลไม่ควรยุ่ง ไม่ควรมาตัดสินใจลงโทษคนที่รู้จักเก็บออมด้วยการทำให้เงินของเค้าเสื่อมค่าลง

อ้อ แต่ขอโทษครับ ลืมไป ผมไม่เคยเห็น technocrat พวกนี้พูดถึงความแฟร์ในสิทธิในการเก็บรักษา private property อยู่แล้ว!!! 😡

ขอบคุณครับ

มีคนบอกให้ลองโพสต์ 555 #siamstr

สวัสดีครับ 🤩

สวัสดีครับ ยังเล่นไม่ค่อยเป็น อาจจะไม่ค่อยได้โพสต์ หรือโพสต์อะไรแบบอ๊องๆ หน่อยนะครับ ฮรือออ 😂

#siamstr สวัสดีครับ