Are you ready for Unfiat(Uncensored) ?
Sunday 9:00 PM.
On discord Local Bitcoin Thailand
nostr:npub1rrumu7nmxwxtk4gfnp4d69lepm2wdakmfwm6qljfxpqr3wf2jg9qzz5deh
nostr:npub1pygnpec6nqn2aqdmgq9y9y9guf6cgjyy2y24ng8sz07uqujm939qsn0ugu
#siamstr
พร้อมมมมม 🤩
ขอยาดเกียด 55555555
มีอะไรให้ช่วยมั้ยครับ ผมยังไม่ค่อยเชี่ยวบิตคอยน์ แต่ถ้าเรื่องเศรษฐศาสตร์และกานวางแผนการเงินถามได้เลยครับ 😆
คนไทยต้องรอดดดด
เท่าที่ผมเคยไปคุยกับชาวบ้านทั่วๆ ไป เอาแค่คุยเรื่องการเก็บเงินก่อนใช้ก็ยากแล้วครับ
แม้ว่าคนส่วนมากรู้ดีว่าเงินเสื่อมค่าเพราะของแพงขึ้นเรื่อยๆ แต่เอาแค่ให้เค้าแบ่งเงินสดมาออมทองบ้างก็เก่งแล้วครับ ยังไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องการ DCA ในสินทรัพย์อื่น หรือการวางแผนการเงินตามหลัก financial pyramid เพื่อบริหารความเสี่ยง หรือการจัด asset allocation เลยนะ มันต้องใช้เวลาปูกันยาวๆ สำหรับคนไม่มีความรู้ ต่อให้คุณย่อยมันให้ง่ายให้ตายยังไง ก็ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจหรือสนใจมันได้ในทันทีครับ
คนออกแบบระบบที่บังคับให้ทุกคนต้องมีความรู้ทางการเงินไม่งั้นหมดสิทธิ์สร้างเนื้อสร้างตัว ไอ้พวกนี้เลวระยำที่สุดครับ ผิดศีลข้อ 2 ในสเกลระดับโลก ตายไปคงได้ไปเป็นเปรตความสูงเท่าระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์ ให้สมกับกองธนบัตรดอลลาร์ขออปริมาณหนี้สาธารณะที่พวกมันสร้างขึ้นมา
#siamstr nostr:note1d3cwm8csw3g7nw4lvzrhymf3tjzuupavxdgkj0prsyqacx2t4h5slqwr8p
ผมมองว่าปัญหามันลึกกว่านั้นลงไปอีกครับ ทุกวันนี้ต้นทุนที่คนๆ นึงต้องจ่ายเพื่อการมีชีวิตของตัวเองและดูแลตัวเองได้ (บ้าน, รถ, ค่ารักษาพยาบาล, ประกันสุขภาพและประกันอื่นๆ) มันสูงเกินกว่าที่เค้าจะเอื้อมถึง เค้าไม่สามารถ afford มันด้วยตัวเองได้อีกแล้ว จนต้องมาหวังพึ่งใบบุญภาครัฐ
ถึงจุดนี้มันก็วนลูปแล้วครับ ยิ่งประชาชนต้องการพึ่งรัฐมาก รัฐยิ่งต้องมีค่าใช้จ่ายมาก ยิ่งรัฐมีค่าใช้จ่ายมากยิ่งต้องรีดภาษีหรือเสกเงินเพิ่ม ยิ่งเสกเงินเพิ่มยิ่งทำลายเงินเก็บประชาชนจนซื้อสินค้าหรือบริการเพื่อดูแลตัวเองไม่ได้ ยิ่งประชาชนดูแลตัวเองไม่ได้ยิ่งต้องคลานกลับมาพึ่งรัฐ
กระบวนการทั้งหมดทั้งมวลนี้ส่งเสริมให้รัฐมีขนาดใหญ่ขึ้น และรัฐไม่มีทางจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพได้เท่าเอกชน (รัฐได้เงินมาจากคนอื่นและเอามาใช้เพื่อคนอื่น เป็นรูปแบบการใช้เงินที่แย่ที่สุดใน 4 แบบ) เท่ากับว่าเรากำลังเดินสู่หนทางที่ยิ่งจนแต่ยิ่งต้องใช้เงินแบบประสิทธิภาพต่ำครับ
สืบเนื่องจากพาดหัวข่าวนี้
“โรงพยาบาลเอกชนขาดทุนบาน จ่อออกจากประกันสังคม ผลพวงลดงบค่ารักษากลุ่มโรคค่าใช้จ่ายสูงถึง 40% ผ่าน 10 ปี โรงพยาบาลเอกชนแห่ออกเกือบ 30 แห่ง หายกว่า 22% ” (BTimes)
(https://www.facebook.com/share/p/uxQvyVuyKZuVxkS5/?)
ผมเตือนอยู่เสมอครับ ว่าปัญหา healthcare บ้านเราหนักไม่แพ้ชาติอื่น อย่าชะล่าใจว่าเรามีสวัสดิการรัฐช่วยนักเลย ด้วยโครงสร้างมันอยู่ไม่ได้อยู่แล้ว มันคือแชร์ลูกโซ่ครับ เอาเงินคนทำงานมายืดอายุให้คนป่วย ให้ค่าใช้จ่ายบานปลายไปเรื่อยๆ ในขณะที่ประชากรรุ่นใหม่มีจำนวนลดลงเรื่อยๆ แม้ดูดีในทางจริยธรรมแต่มันจะพาเราชิบหายกันหมด
เราต้องยอมรับความจริงอันดับแรกกันก่อนว่าแม้จะอยากช่วยแค่ไหนแต่เราช่วยไม่ได้ทุกคน สิ่งที่เราควรจะทำคือทำยังไงก็ได้ให้ทุกคนใช้เงินอย่างรู้คุณค่าและไม่ถลุงเงินกองกลาง จะได้มีเงินเหลือไปช่วยคนอื่นมากขึ้น ระบบประกันคือหนึ่งในหนทางไปสู่สิ่งนี้ครับ
คุณลองคิดดูง่ายๆ นะ ขนาด บ.ประกันที่มุ่งหากำไร มี incentive ที่จะดูแลเงินที่ตัวเองรับมาให้มีประสิทธิภาพเพื่อให้เหลือกำไรเข้ากระเป๋า ยังขาดทุนกันยับๆ ตัว รพ. เองที่รับผู้ป่วยประกันสังคมก็ยังขาดทุนจนต้องขอถอนตัว แล้วนับประสาอะไรกับภาครัฐเอง จะเข้าเนื้อเละเทะขนาดไหน ที่มันยังดูไม่รุนแรงเพราะเราเอาภาษีมาอุ้มอยู่หรอก แต่เอาเงินมาอุ้มค่าใช้จ่ายแบบนี้มีแต่ทำให้เราจนลงๆ แล้วคิดว่าในระยะยาวสวัสดิการต่างๆ แบบนี้มันจะอยู่รอดได้ยังไงในวันที่เราทั้งจนทั้งคนน้อย
ระบบประกันมันไม่เพอร์เฟ็กต์หรอกครับ แต่เชื่อเถอะ ราคาค่ารักษาพยาบาลต่างๆ ในยุคนี้มันไปไกลเกินกว่าที่เราจะเลือกแบกรับความเสี่ยงด้วยตัวเองคนเดียวเป็น solution หลักแล้ว อย่างน้อยมีประกันสุขภาพติดตัวเอาไว้เป็นทางเลือกบ้างเพื่อบริหารความเสี่ยงเถอะ ต่อให้ซวยขึ้นมาจริงๆ จะได้ไม่เจ็บหนัก ถ้าชีวิตเรายังไม่ล้มละลายก็ยังพอไปต่อได้นะ
avoid pain สำคัญกว่า gain pleasure ความเจ็บปวดส่งผลกระทบต่อจิตใจเรามากกว่าความรู้สึกพึงพอใจครับ
คิดเรื่องการวางแผนการเงินและบริหารความเสี่ยงกันเอาไว้ด้วย จะได้ไม่ไปกระทบคนข้างหลัง เราจะไม่สามารถลดอำนาจรัฐได้เลยครับถ้าภาคเอกชนยังดูแลกันเองไม่ดี ความช่วยเหลือจากภาครัฐจะถูกเรียกหาอยู่ร่ำไป
#siamstr
มันเลยเป็นเหตุผลนึงที่ทำให้ผมหันมาสนใจเรื่องระบบการเงิน เศรษฐศาสตร์ และระบบประกันครับ ผมมองว่าคนไทยจำนวนมากรอดยากแน่ๆ ถ้ายังใช้ชีวิตแบบเดิม ยิ่งมาโดนเงินเฟ้อปล้นทุกวันอีก
เมื่อการดูแลพึ่งพาตัวเองได้กลายเป็นเรื่องไกลเกินเอื้อม (รายได้โตไม่ทันเงินเฟ้อ ต้องขายทรัพย์สินกิน ประกันสุขภาพก็ซื้อเองไม่ไหว ฯลฯ) ประชาชนก็จะยิ่งหวังพึ่งรัฐ สนับสนุนให้ขยายขนาดรัฐบาลไปเรื่อยๆ แต่ยิ่งให้อำนาจเยอะประชาชนยิ่งพึ่่งตัวเองไม่ได้ วนลูปนรกต่อไปแบบนี้
กลัวตอนช่วงตัวเองแก่ๆ เลยครับ หลายอย่างจะหนักกว่าตอนนี้แน่ๆ 😓
มีประเด็นอะไรเด็ดๆ มั้ยครับ
ขอบคุณครับ หนังสือน่าสนใจดี
อ่านโพสต์แล้วกลัวประเทศเราเป็นแบบนั้นเลย ยิ่งดูมีแนวโน้มอยู่ด้วย เด็กเกิดน้อย รายได้ต่ำ คนขาดความรู้ทางการเงิน เกษียณไม่ได้ หลายคนไม่มีเงินซื้อประกันสุขภาพเพื่อดูแลตัวเองด้วยซ้ำ เลยได้แต่หวังพึ่งสวัสดิการจากภาครัฐ ซึ่งด้วยโครงสร้างประชากรปิระมิดหัวคว่ำแบบตอนนี้ก็ไม่รู้จะยื้อไปได้ถึงเมื่อไหร่
(แต่เราต่างเรียกร้องจะเอาแต่รัฐสวัสดิการ ฝันลมๆ แล้งๆ ว่ามันจะแก้ปัญหาได้ ขนาดญี่ปุ่นรวยกว่าเรายังลำบากเลย 😓)
เห็นด้วยเลยครับเรื่องพันธบัตรรัฐบาลมันเทียบเท่ากับการขอกู้เงินโดยไม่มีหลักประกัน อยากจะเสริมว่าจริงๆ ฝั่งธนาคารกลางก็ตั้งบัญชีฝั่งหนี้สินต่างๆ ขึ้นมาโดยแทบไม่ต้องมีกำหนดเวลาใช้คืนเลยเหมือนกัน ถึงแม้จะอ้างว่าเสกเงินขึ้นมาเพื่ออัดฉีดสภาพคล่องชั่วคราว แต่ก็ไม่เคยบอกเลยว่าต้องดูดปริมาณเงินที่เสกขึ้นมาใหม่นี้ออกให้หมดภายในเมื่อไหร่ ขึ้นอยู่กับ judgment ล้วนๆ
และเมื่อผนวกกับเป้าหมายของรัฐบาลและธนาคารกลางที่อ้างว่าต้องทำเงินให้เฟ้ออ่อนๆ แล้ว มันคือข้ออ้างในการเสกเงินใหม่ได้เรื่อยๆ เลย
ขอเกาะด้วยคนครับ เพิ่งเล่น มึนๆ อยู่เหมือนกัน 😂
การอำพรางความจริง: ระบบธนาคาร, กลไกการเสกเงิน และการสร้างฮีโร่ที่จำเป็น
==========
ออกตัวไว้ก่อนว่าเป็นคนเขียนไม่ค่อยเก่งนะครับ อยากเขียนให้ดีขึ้น กระชับขึ้น เร็วขึ้นกว่านี้เหมือนกันครับ 😂 ผิดถูกอย่างไร แนะนำติชมกันได้ (ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ที่เขียนนี้ผมศึกษาเอาเองหมดเลย ถ้ามีตรงไหนที่ให้ข้อมูลผิดพลาดแจ้งได้เลยนะครับ กำลังเรียนรู้ไปเรื่อยๆ เหมือนกัน)
ที่จริงผมอยากจะเขียนบทความยาวเกี่ยวกับระบบธนาคารกลางกับการอำพรางความจริง โดยโยงเข้ากับดราม่าเรื่องเงินสดคือหนี้สินนะ (หลังจากไปวอร์กับชาวบ้านมาหลายคน 555+) แต่ยังมีเวลาไม่เยอะนัก เอาเป็นว่าถ้ามีเวลาอาจจะเขียนถึงนะครับ
วันนี้ขอเขียนเกี่ยวกับระบบธนาคารกลางและกลไกการเสกเงินแล้วกันนะ ผมอยากจะชวนทุกคนลงไปดูว่าระบบธนาคารกลางที่แทรกแซงเศรษฐกิจร่วมกับรัฐบาลเป็นสิ่งจำเป็นและฮีโร่ของชาติอย่างที่คนเชื่อกันจริงหรือไม่ (โดยส่วนตัวผมมองว่ามัน Do more harm than good ครับ)
—————
กลไกการเสกเงินโดยย่อ:
ขอไม่เท้าความเยอะ เพราะคิดว่าหลายๆ คนในนี้น่าจะได้เห็นได้ฟังคนอธิบายผ่านๆ มาบ้างแล้วว่ากลไกการเสกเงินภายใต้ระบบ Fiat Money เป็นอย่างไร
(Disclaimer: ผมไม่ได้เจตนาโจมตีธนาคารพาณิชย์และธนาคารกลางของบ้านเรานะครับ บทความนี้เราวิจารณ์คนออกแบบระบบหรือก็คือธนาคารกลางของอเมริกาล้วนๆ ประเทศอื่นๆ ทำอะไรแทบไม่ได้เลยนอกจากต้องเล่นตามเกมในระบบที่เค้าสร้างขึ้น)
ผมขอสรุปแบบ Recap ให้รวบรัดที่สุดดังนี้: ภายใต้ระบบ Fiat เงิน (Money) ถูกสร้างขึ้นมาจากหนี้ เป็นเพียงการสัญญากันว่าแต่ละฝ่ายมีภาระผูกพันที่ต้องชำระคืนในอนาคตด้วยสิ่งที่ตกลงกัน
การเสกเงิน = การปล่อยกู้ โดยผ่านธนาคารพาณิชย์ และธนาคารกลาง
นั่นแปลว่า ทุกๆ ครั้งที่มีการกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์ หรือธนาคารกลางเป็นคนเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลโดยตรงหรือโดยอ้อม (คือไปกว้านซื้อพันธบัตรรัฐบาลจากธนาคารพาณิชย์มาถือเองอีกที) เงินจะถูกเสกเพิ่มขึ้นมาจากอากาศ
โดยหนี้ที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดของระบบนี้คือพันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) เพราะมันเป็นทั้งสินทรัพย์แรกที่ถูกเสกขึ้นมาเพื่อนำมาให้ธนาคารกลางถือ (อาจพูดได้ว่าเงินถูกค้ำโดยพันธบัตรรัฐบาล) และมีบทบาทเป็นเครื่องมือในการ Manipulate อัตราดอกเบี้ยให้สูง/ต่ำตามที่ธนาคารกลางต้องการ ซึ่งโดยส่วนมากธนาคารกลางมักต้องการกดดอกเบี้ยให้ต่ำเพื่อจูงใจให้คนกู้ยืมจากธนาคารมากๆ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือจูงใจให้คนเป็นหนี้เพื่อเสกเงินเพิ่มจากอากาศไปเรื่อยๆ โดยเชื่อว่าการทำแบบนี้จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ
—————
ตั้งเป้าเงินเฟ้อ…อ้างเหตุผลเพื่อตั้งเป้าเสกเงิน:
เราน่าจะเคยได้ยินคำกล่าวจากภาครัฐและนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักบ่อยๆ ว่าต้องทำให้เงินเฟ้ออ่อนๆ ถึงจะดีต่อเศรษฐกิจ ในที่นี้แปลไทยเป็นไทยอีกทีก็คือหมายความว่า เค้า ‘ตั้งเป้าว่าจะกระตุ้นการกู้ยืมเพื่อเสกเงินเพิ่มทีละน้อยๆ’ นั่นเอง
เพื่อให้ทุกคนมีเงินอยู่ในมือ รู้สึกตัวเองร่ำรวยเพราะมีตัวเลขยอดเงินในบัญชีเพิ่มขึ้น และออกมาใช้จ่าย ปาเงินที่ถูกเสกขึ้นมาใหม่ใส่กันเพื่อแย่งกันซื้อสินค้าและบริการ (ซึ่งมีปริมาณเท่าเดิม) จนดันให้ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น ซึ่งก็คือเงินเฟ้อตามนิยามสมัยใหม่
(ปกติรัฐบาลมักจะอ้างตามหลักการเศรษฐศาสตร์ของสำนัก Keynesian ว่าต้องการทำให้เงินเฟ้อหน่อยๆ เพราะถ้าราคาไม่ขึ้นประชาชนจะไม่ยอมออกมาใช้จ่าย จะมัวรอให้ราคาสินค้าลง และธุรกิจจะอยู่ไม่ได้หากของราคาถูกลง ทำให้เจ๊งกันถ้วนหน้า ซึ่งเป็นตรรกะที่แทบไม่มีความจริงอยู่ในนั้นเลยครับ)
—————
ภาวะการอยู่ร่วมกันของรัฐบาลและธนาคารกลาง:
ถึงแม้ว่าโดยหลักการแล้วเค้ามักจะอ้างว่ารัฐบาลกับธนาคารเป็นอิสระต่อกัน แต่ผมมองว่าการมีอยู่ของทั้งสององค์กรนี้มันส่งเสริมกันเอง เป็นองค์ประกอบสำคัญของกันและกันในการค้ำจุนวาทกรรมว่าระบบเศรษฐกิจของประเทศจำเป็นต้องมีการควบคุมและเข้าแทรกแซงโดยภาครัฐ
ลองพิจารณาเหตุผลต่อไปนี้ดู
รัฐบาลออกพันธบัตร เพื่อมาใช้ค้ำสกุลเงินของประเทศ ซึ่งออกโดยธนาคารกลาง
ธนาคารกลางใช้พันธบัตรเป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักในการควบคุมปริมาณเงินขึ้นลง รวมถึงเสกเงิน
เป้าหมายของรัฐบาลกับธนาคารกลางไปในทางเดียวกัน คือการทำให้เศรษฐกิจโต แต่ทำบนกรอบแนวคิดที่ว่าต้องทำเงินให้เฟ้อ
ต้องทำเงินให้เฟ้อ = ต้องเสกเงินให้เยอะขึ้น = ต้องจูงใจให้เกิดการกู้ยืมมากขึ้น = ธนาคารกลางต้องกดดอกเบี้ยให้ต่ำๆ เข้าไว้
แต่สภาพแวดล้อมที่ดอกเบี้ยต่ำยิ่งเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล เพราะยิ่งกู้เงินผ่านการออกพันธบัตรได้ง่ายขึ้น เสกเงินมาใช้ได้ด้วยต้นทุนดอกเบี้ยต่ำๆ
ทีนี้มันมีจุดที่ Tricky ตรงนี้ครับ
เพื่อความเป็นอิสระต่อกัน และไม่ให้เกิดข้อครหาว่าธนาคารกลางพิมพ์เงินให้รัฐบาลใช้ฟรีๆ ธนาคารกลางเลยมักไม่เข้าซื้อพันธบัตรที่รัฐบาลออกตรงๆ ปล่อยให้รัฐบาลขายพันธบัตรให้กับธนาคารพาณิชย์และภาคเอกชนทั่วไปเอาเอง
แต่เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี (ซึ่งก็อาจเกิดจากรัฐบาลกู้เงินไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายและไม่รับผิดชอบเท่าที่ควร เพราะกู้มาด้วยต้นทุนต่ำ) ธนาคารกลางก็อ้างความจำเป็นในการเข้าแทรกแซงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการเสกเงินเข้าระบบเพิ่ม เอาเงินที่เสกใหม่เข้ากว้านซื้อพันธบัตรเหล่านั้นอยู่ดี เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องและกดดอกเบี้ยให้ต่ำ แก้ปัญหาแบบวนลูป เป็นการตามเช็ดขี้ให้รัฐบาลด้วยการทำลายอำนาจซื้อของประชาชนที่อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบ
ในทางกลับกัน หากปัญหาเศรษฐกิจเกิดมาจากธนาคารกลางเสียเอง (เช่น กดดอกเบี้ยต่ำผิดธรรมชาตินานเกินไป จนภาคเอกชนตัดสินใจลงทุนผิดพลาด (Malinvestment) เอาเงินไปลงในสิ่งที่ไม่สำคัญและไม่ควรลง) และการแก้ไขผ่านนโยบายการเงินของธนาคารกลางเห็นผลช้าไม่ทันการหรือไม่เพียงพอ รัฐบาลก็จะอ้างความจำเป็นในการเข้าแทรกแซงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินมาลงทุนสร้างเมกะโปรเจ็กต์เพื่อสร้างงาน การใช้งบประมาณขาดดุล การแจกเงินหรือสวัสดิการ ฯลฯ เป็นการตามเช็ดขี้ธนาคารกลางที่บิดเบือนดอกเบี้ยจนภาคเอกชนตัดสินใจลงทุนผิดพลาด
มันดูเผินๆ เหมือนจะสมเหตุสมผลนะครับ ที่มี 2 องค์กรคอยเป็นเครื่องมือช่วย Balance และแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ขาดมือใครไปไม่ได้ เป็นฮีโร่ที่สังคมจำเป็นต้องมี
แต่ถ้าเกิดเรามองมุมกลับว่าปัญหาเศรษฐกิจใหญ่ๆ ทั้งหลายมันเกิดมาจาก 2 องค์กรนี้เสียเองล่ะ?!
มันจะแปลว่าจริงๆ แล้วเราอาจไม่จำเป็นต้องให้ธนาคารกลางและรัฐบาลคอยเข้ามาแทรกแซงเศรษฐกิจตั้งแต่แรกเลยก็ได้
—————
ตัวอย่างคำกล่าวอ้างแสนคลาสสิก:
ผมขอยกตัวอย่างเหตุการณ์และ Narrative ที่เราเห็นจนชินตานะครับ
พอธนาคารกลางกระตุ้นการเสกเงินเยอะเกินไป บิดเบือนอัตราดอกเบี้ยเยอะๆ จนเกิดการจัดสรรทรัพยากรผิดพลาด เกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นมา ก็ค่อยออกมาเพิ่มดอกเบี้ยเงินกู้ให้สูงๆ เพื่อชะลอการกู้ยืมเพิ่ม เบรคคันเร่งซึ่งตัวเองเป็นผู้เหยียบแรงเกินมาอย่างยาวนานจนแหกโค้ง ฆ่าคนที่เคยถูกหลอกให้กู้มาลงทุนด้วยดอกเบี้ยต่ำให้ตายคามือ โดยบอกว่าพวกเราจำเป็นต้องทำนะ เพื่อช่วยเศรษฐกิจของประเทศเอาไว้ จำเป็นต้องมีคนเสียสละ เราจะพยายาม Soft Landing พาทุกคนฝ่าวิกฤตนี้ไปอย่างนุ่มนวลที่สุด
และหากมองว่าลำพังการควบคุมอัตราดอกเบี้ยมันช้าและไม่เพียงพอต่อการกู้วิกฤต ก็จะให้รัฐบาลเข้ามาช่วยลงทุนสร้างโครงการใหญ่ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน ให้ทุกคนยังรู้สึกว่ามีเงินหมุนเวียนเข้าออกจากกระเป๋า ยังมีงานทำ ชีวิตยังดำเนินต่อไปได้
นี่เป็นภาพจำปกติที่เราเห็น (หรือเค้าปลูกฝังให้เราเห็น) ว่าธนาคารกลางและรัฐบาลคือสิ่งที่จำเป็นต่อความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ และเป็นฮีโร่ผู้กอบกู้
แต่ผมอยากชวนคิดย้อนกลับกันซักนิดนะครับ ว่าถ้าหากเราไม่มีธนาคารกลางและรัฐบาลคอยแทรกแซงดอกเบี้ยและการจัดสรรทรัพยากร... เราอาจไม่เกิดวิกฤตรุนแรงแบบนั้นตั้งแต่แรกแล้วก็ได้
Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลเคยแซวธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ไว้ว่า จากการที่เค้าต้องอ่านรายงานประจำปีของ Fed 50 กว่าฉบับ สิ่งเดียวที่ช่วยสร้างความขำขันให้เค้าได้ คือการเขียนแต่ละครั้งช่างดู Fed มีอำนาจแกว่งเหลือเกิน
เวลาเศรษฐกิจดี Fed จะบอกว่าเป็นเพราะนโยบายและการบริหารที่ชาญฉลาดของพวกเรา
แต่เวลาเศรษฐกิจแย่ Fed จะบอกว่า แม้พวกเราจะพยายามอย่างดีที่สุด แต่เป็นเพราะผลพวงจากปัจจัยภายนอกต่างๆ จึงทำให้สถานการณ์ยากลำบาก และหากเราไม่ช่วยไว้ปัญหาคงรุนแรงกว่านี้ไปแล้ว (เดี๋ยวแปะ Link ให้นะ)
…นั่นแหละครับ ธรรมชาติของมนุษย์เราชอบคิดหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองและโน้มน้าวให้คนอื่นคล้อยตามเสมอ
ทุกสิ่งที่เราเคยได้ยินมา ที่ได้รับการบอกต่อๆ กันมาเชื่อถือได้แค่ไหน
ธนาคารกลางจำเป็นจริงๆ หรือ? รัฐบาลควรมีบทบาทเป็นผู้เล่นในเกมเศรษฐกิจขนาดไหน? กลไกนี้คือฮีโร่ที่จำเป็น หรือผู้ร้ายใส่หน้ากาก หรือเป็นแค่ระบบทางเลือกหนึ่ง ผมอยากชวนทุกคนตั้งคำถามนะครับ
ปล. กะเขียนสั้นๆ แต่ยาวเฉยเลย 🤣
แบบนี้เลย 55555 โดนถล่ม โดยเฉพาะพอเป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบการเงินและเศรษฐศาสตร์ 🤪 
อย่างเหี้ย 555555555
ทดสอบโพสต์เนื้อหาแบบแนบ link เป็นครั้งแรกนะครับ
สืบเนื่องจากโพสต์ของ ดร. ท่านหนึ่ง
(รายละเอียดตามแนบ: https://www.facebook.com/share/p/b8F1R165MHgpeJ6H/?)
ผมมีความเห็นต่อสิ่งที่เค้าโพสต์ดังนี้ครับ
"เงินสดเป็น asset-backed money" <-- ครับ มันแบ็คด้วยหนี้ของรัฐบาลซึ่งก็คือพันธบัตรไงครับ
"เงินสดออกเพิ่มเองไม่ได้" <-- สาบานได้นะครับว่ามนุษยชาติไม่มีปัญญาพิมพ์กระดาษออกมา และมันทำได้ยากกว่าไปขุดหาทองคำ ดังนั้นมันเชื่อถือได้เทียบเท่าทองคำแน่ๆ พวกคุณจะไม่มีวันซูเอี๋ยกัน?
"การหมุนของเงินในระบบที่ทำให้ปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจเติบโตขึ้น…" + "ใครลองออกเงินสดดูค่ะ ไม่ว่าอยู่ในประเทศไหนก็คุก" <-- แปลว่ายอมรับแล้วใช่มั้ยครับว่าพวกคุณต้องการสงวนสิทธิ์ในการแอบเสกเงินเข้าระบบเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว เพราะคุณมองว่าประชาชนมันเป็นควาย ถ้าปล่อยให้มันแอบพิมพ์แบงค์ปลอมมาใช้ *แม้ในทางเทคนิคมันจะกระตุ้น ศก. ได้เหมือนกัน* แต่ประชาชนมันโง่ เห็นแก่ตัว มันจะแอบพิมพ์แบงค์ปลอมจนล้นตลาดและเกิด hyperinflation ในที่สุด ไม่เหมือนพวกฉันที่เป็นคนดีมีศีลธรรมและความรู้ พวกฉันรู้ลิมิต ไม่มือเติบ ดังนั้นพวก technocrat อย่างฉันควรจะเป็นคนเพียงกลุ่มเดียวที่มีสิทธิ์ในการพิจารณาว่าจะกระตุ้น ศก. ด้วยการเสกเงินเข้าระบบเพื่อหลอกคนให้ออกมาจับจ่ายใช้สอยเท่าไหร่ดี
นี่ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องความแฟร์เลยนะครับ ประชาชนจะเก็บเงินไว้เฉยๆ หรือเอาออกมาซื้ออะไร มันเป็นเรื่องของประชาชนครับ รัฐบาลไม่ควรยุ่ง ไม่ควรมาตัดสินใจลงโทษคนที่รู้จักเก็บออมด้วยการทำให้เงินของเค้าเสื่อมค่าลง
อ้อ แต่ขอโทษครับ ลืมไป ผมไม่เคยเห็น technocrat พวกนี้พูดถึงความแฟร์ในสิทธิในการเก็บรักษา private property อยู่แล้ว!!! 😡
สวัสดีครับ ยังเล่นไม่ค่อยเป็น อาจจะไม่ค่อยได้โพสต์ หรือโพสต์อะไรแบบอ๊องๆ หน่อยนะครับ ฮรือออ 😂


