Avatar
Lord Voldemort
6d9b428fc24568e5df18cd358e93ebc0001adb676a0a212528704553dd7d4bd0
Enlightenment is doomed
Replying to Avatar Lord Voldemort

เห็นอิสรนิยมศึกษาบรีฟเรื่อง Bitcoin (แต่เขาเขียนยาว) ผมสนับสนุนข้อความคิดเขานะ โดยเฉพาะในเชิง Praxis ผมให้แนวความคิดดังต่อไปนี้โดยสรุปละกัน:

1. ผมไม่เชื่อว่า "อำนาจ" เป็นสิ่งที่เกิดมาจากล่างขึ้นบน เมื่อมองประวัติศาสตร์ของมนุษย์ "อำนาจ" เป็นสิ่งที่เกิดจากบนลงล่างเสมอ ยกตัวอย่างเช่น มหาบุรุษ vs มวลชน (Great man vs people's history)

.

2. ตลอดประวัติศาสตร์-การแยกเงินออกจากรัฐ ไม่สามารถทำได้โดยประชาชนไปสร้างคอมมูนอะไรกันเอง เพราะรัฐเดินเข้ามาคุณถึงแม้คุณจะปกป้องตัวเองมากน้อยแค่ไหน

.

3. รัฐเป็นองค์กรผูกขาดความรุนแรง > มีปืน, กองทัพ, ตำรวจ > ผูกขาดเงิน ดังนั้น การแยกเงินออกจากรัฐในแง่ทฤษฏีการเมืองมันอาจเป็นไปได้ด้วยการ "ลดอำนาจรัฐ" แต่ในทางปฏิบัติ "รัฐไม่เคยคิดจะลดอำนาจตัวเอง" ตามแนวคิดเสรีนิยมดั้งเดิม แต่ทางออกของกลุ่ม Austro-libertarianism คือคุณต้อง "ไร้รัฐ" (รายละเอียดเป็นไงไว้ว่ากัน)

.

ตัวอย่างเห็นได้ชัดคือ สกุลเงินดอลลาร์ มีคนพยายามย้อนกลับกฎ Gresham's law โดยเชื่อว่า "เงินที่มีค่าต่ำกว่าจะไหลเวียนแทนเงินที่มีค่าสูงกว่า" ด้วยการทดลองทางเศรษฐกิจในยุโรปตะวันออก (บริบทอาจขาดเหลือยังไงแย้งได้เลย) เพื่อสร้างกฎใหม่คือ Thiers' law มันเสนอว่า

.

"ประสบการณ์ของการใช้ดอลลาร์ในประเทศที่มีเศรษฐกิจและสกุลเงินอ่อนแอ (เช่น อิสราเอลในทศวรรษ 1980, ยุโรปตะวันออกและประเทศต่างๆ ในช่วงเวลาหลังการล่มสลายของกลุ่มสหภาพโซเวียต, หรือเอกวาดอร์ตลอดปลายศตวรรษที่ 20 และต้นศตวรรษที่ 21) อาจถือได้ว่าเป็นการทำงานของกฎเกรแชมในรูปแบบที่ตรงข้าม เพราะโดยทั่วไปแล้ว ดอลลาร์ไม่ได้เป็นเงินที่ชำระหนี้ตามกฎหมายในสถานการณ์เหล่านั้น และในบางกรณี การใช้มันยังถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย"

.

"อดัม เฟอร์กัสสัน (Adam Fergusson) และ คอสแตนติโน เบรสชาเนีย-ตูโรนี (Costantino Bresciani-Turroni) ในหนังสือ Le vicende del marco tedesco ที่ตีพิมพ์ในปี 1931 ได้ชี้ให้เห็นว่า ในช่วงเงินเฟ้อรุนแรงในสาธารณรัฐไวมาร์ปี 1923 เมื่อเงินสกุลทางการสูญเสียมูลค่าจนแทบไม่มีใครยอมรับ มนุษย์จึงหยุดใช้เงินดังกล่าวในการแลกเปลี่ยนสินค้า ซึ่งสร้างปัญหาร้ายแรง โดยเฉพาะเมื่อเกษตรกรเริ่มกักตุนอาหารไว้เอง ดังนั้น สกุลเงินใดก็ตามที่ได้รับการสนับสนุนด้วยมูลค่าบางประการจึงกลายเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าแทน สถานการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้เริ่มปรากฏให้เห็นในปี 2009 ระหว่างช่วงเงินเฟ้อรุนแรงในซิมบับเว"

.

"ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ในกรณีที่ไม่มีการบังคับใช้กฎหมายเงินตราที่มีผลบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ กฎเกรแชมจะทำงานในทางกลับกัน หากประชาชนมีทางเลือกในการรับเงิน พวกเขาจะเลือกรับเงินที่เชื่อว่ามีมูลค่าสูงในระยะยาว และปฏิเสธเงินที่พวกเขาเชื่อว่ามีมูลค่าต่ำในระยะยาว แต่หากไม่มีทางเลือกและถูกบังคับให้รับเงินทุกประเภท ทั้งดีและไม่ดี พวกเขาจะมีแนวโน้มที่จะเก็บเงินที่มีมูลค่าสูงกว่าไว้กับตัวเอง และส่งต่อเงินที่มีมูลค่าต่ำกว่าให้ผู้อื่น"

.

#siamstr

#มีแต่ควายเท่านั้นที่เลือกพรรคประชาชน

ต่อ

....

4. สันติวิธี (สายปฏิรูป) บ่อยครั้งก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จมากเท่าที่ควร บ่อยครั้งยังนึกไม่ออกว่าจะสู้กับคนพยายามรักษาอำนาจได้อย่างไร

.

5. ความปรารถนาเพื่อจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเกิดจากการตั้งเป้าหมายอย่างสุดขั้ว ไม่ใช่ครึ่งๆกลางๆ ดังนั้น สันติวิธีจึงเป็นรองแค่การใช้ความรุนแรง ความรุนแรงคือดาบสองคม มีอนุภาพที่รุนแรงและมีผลที่ตามมา แต่ทำให้เป้าหมายตรงหน้าประสบความสำเร็จ

.

6. วิธีที่สมบูรณ์แบบของการแยกเงินออกจากรัฐ คือ รัฐต้องสละทุกสิ่งทุกอย่างออกเพื่อถ่ายอำนาจไปสู่ในมือประชาชน แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายในยุคเสรีนิยมประชาธิปไตย

.

7. ผู้เสนอ "การแยกเงินออกจากรัฐ" (denationalization of money) โดยเฉพาะ F.A Hayek ก็เลือกเส้นทาง นักปฏิบัติมากกว่านักทฤษฏี บ่อยครั้งการเข้าหารัฐในแง่การเปลี่ยนไอเดียจึงมองว่า การเปลี่ยนแปลงของอำนาจมาจากบนลงล่าง ไม่ใช่ล่างขึ้นบน เห็นได้จากเขามีส่วนรู้เห็นและแนวทางความคิดของเขามีอิทธิพลต่อหลายประเทศในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

.

8. สรุป ถ้ามองในมุม "elite theory" จะเห็นว่ามันมีบางอย่างตะงิดๆ ในเรื่องนี้ และบางครั้งก็ต้องเสริมมุมมองอื่นที่พูดในเชิง praxis ว่า "เอ้ย อย่างนี้มันแปลกๆ มันไม่น่าใช่นะ" (นั่งเฉยๆก็เปลี่ยนแปลงโลกได้) เป็นต้น

.

#จากใจคนเลี้ยงงูจงอาง

#siamstr

#มีแต่ควายเท่านั้นที่เลือกพรรคประชาชน

เห็นอิสรนิยมศึกษาบรีฟเรื่อง Bitcoin (แต่เขาเขียนยาว) ผมสนับสนุนข้อความคิดเขานะ โดยเฉพาะในเชิง Praxis ผมให้แนวความคิดดังต่อไปนี้โดยสรุปละกัน:

1. ผมไม่เชื่อว่า "อำนาจ" เป็นสิ่งที่เกิดมาจากล่างขึ้นบน เมื่อมองประวัติศาสตร์ของมนุษย์ "อำนาจ" เป็นสิ่งที่เกิดจากบนลงล่างเสมอ ยกตัวอย่างเช่น มหาบุรุษ vs มวลชน (Great man vs people's history)

.

2. ตลอดประวัติศาสตร์-การแยกเงินออกจากรัฐ ไม่สามารถทำได้โดยประชาชนไปสร้างคอมมูนอะไรกันเอง เพราะรัฐเดินเข้ามาคุณถึงแม้คุณจะปกป้องตัวเองมากน้อยแค่ไหน

.

3. รัฐเป็นองค์กรผูกขาดความรุนแรง > มีปืน, กองทัพ, ตำรวจ > ผูกขาดเงิน ดังนั้น การแยกเงินออกจากรัฐในแง่ทฤษฏีการเมืองมันอาจเป็นไปได้ด้วยการ "ลดอำนาจรัฐ" แต่ในทางปฏิบัติ "รัฐไม่เคยคิดจะลดอำนาจตัวเอง" ตามแนวคิดเสรีนิยมดั้งเดิม แต่ทางออกของกลุ่ม Austro-libertarianism คือคุณต้อง "ไร้รัฐ" (รายละเอียดเป็นไงไว้ว่ากัน)

.

ตัวอย่างเห็นได้ชัดคือ สกุลเงินดอลลาร์ มีคนพยายามย้อนกลับกฎ Gresham's law โดยเชื่อว่า "เงินที่มีค่าต่ำกว่าจะไหลเวียนแทนเงินที่มีค่าสูงกว่า" ด้วยการทดลองทางเศรษฐกิจในยุโรปตะวันออก (บริบทอาจขาดเหลือยังไงแย้งได้เลย) เพื่อสร้างกฎใหม่คือ Thiers' law มันเสนอว่า

.

"ประสบการณ์ของการใช้ดอลลาร์ในประเทศที่มีเศรษฐกิจและสกุลเงินอ่อนแอ (เช่น อิสราเอลในทศวรรษ 1980, ยุโรปตะวันออกและประเทศต่างๆ ในช่วงเวลาหลังการล่มสลายของกลุ่มสหภาพโซเวียต, หรือเอกวาดอร์ตลอดปลายศตวรรษที่ 20 และต้นศตวรรษที่ 21) อาจถือได้ว่าเป็นการทำงานของกฎเกรแชมในรูปแบบที่ตรงข้าม เพราะโดยทั่วไปแล้ว ดอลลาร์ไม่ได้เป็นเงินที่ชำระหนี้ตามกฎหมายในสถานการณ์เหล่านั้น และในบางกรณี การใช้มันยังถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย"

.

"อดัม เฟอร์กัสสัน (Adam Fergusson) และ คอสแตนติโน เบรสชาเนีย-ตูโรนี (Costantino Bresciani-Turroni) ในหนังสือ Le vicende del marco tedesco ที่ตีพิมพ์ในปี 1931 ได้ชี้ให้เห็นว่า ในช่วงเงินเฟ้อรุนแรงในสาธารณรัฐไวมาร์ปี 1923 เมื่อเงินสกุลทางการสูญเสียมูลค่าจนแทบไม่มีใครยอมรับ มนุษย์จึงหยุดใช้เงินดังกล่าวในการแลกเปลี่ยนสินค้า ซึ่งสร้างปัญหาร้ายแรง โดยเฉพาะเมื่อเกษตรกรเริ่มกักตุนอาหารไว้เอง ดังนั้น สกุลเงินใดก็ตามที่ได้รับการสนับสนุนด้วยมูลค่าบางประการจึงกลายเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าแทน สถานการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้เริ่มปรากฏให้เห็นในปี 2009 ระหว่างช่วงเงินเฟ้อรุนแรงในซิมบับเว"

.

"ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ในกรณีที่ไม่มีการบังคับใช้กฎหมายเงินตราที่มีผลบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ กฎเกรแชมจะทำงานในทางกลับกัน หากประชาชนมีทางเลือกในการรับเงิน พวกเขาจะเลือกรับเงินที่เชื่อว่ามีมูลค่าสูงในระยะยาว และปฏิเสธเงินที่พวกเขาเชื่อว่ามีมูลค่าต่ำในระยะยาว แต่หากไม่มีทางเลือกและถูกบังคับให้รับเงินทุกประเภท ทั้งดีและไม่ดี พวกเขาจะมีแนวโน้มที่จะเก็บเงินที่มีมูลค่าสูงกว่าไว้กับตัวเอง และส่งต่อเงินที่มีมูลค่าต่ำกว่าให้ผู้อื่น"

.

#siamstr

#มีแต่ควายเท่านั้นที่เลือกพรรคประชาชน

Replying to Avatar Tungkukk🇹🇭

nostr:npub1dkd59r7zg45wthcce56cayltcqqp4km8dg9zzffgwpz48htaf0gqsa47gq เมื่อไหร่จะได้อ่าน nostr:note1jvhmmumqfdze5n7299sdazg50w5kdja9g503fm80p7hglmqhkg7q457ksd

ชาตินี้ว่างแล้วเขียน

ใช่ครับ แต่แม้แต่ mainstream economics มันก็บอกให้ชัดเจนไม่ได้เหมือนกัน ตอนต้มยำกุ้งเคยมีเทคโนแครตไทยพยายามหาทางหลีกเลี่ยงแล้วมันก็ทำไม่ได้

สุดท้ายผมมองว่าออสเตรียนเข้าใจกลไกของระบบทำให้อย่างน้อยบอกได้ว่าามาเวย์นี้ยังไงก็เกิดขึ้นแน่นอน

ส่วนที่ผมบอก economic boom ผมเอามาจากการประเมินตอนช่วง รบ ประยุทธ แค่มาตรการเราชนะ คนละครึ่งยังเพิ่มราคาของให้ขึ้นขนาดนี้ได้ ถ้า รบ เพื่อไทยแจกอีกมันจะไม่สะท้อนให้ราคาสินค้าและบริการมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหรอกหรือ ผมเลยคิดว่าก่อนเลือกตั้ง 70 ปห.หลายอย่างจะเห็นได้ชัดเจน

ตย.ในสมัยรัฐบาลประยุทธของแพงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังเกิดเชื้อโควิด-19 แล้วรัฐบาลทั่วโลกออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาหลายที่ โดยของไทยแจกเงินไม่ถึงปีสองปีหลายร้านค้าทะยอยขึ้นราคาสินค้าและบริการกันหมด

จึงไม่แปลกที่หลังจากนี้มันจะเกิดผลกระทบตามมาเร็ว (เกิดหลังมาตรการแจกเงินจบ)

ตอนนี้กำลังเกิด economic boom แล้วจากนั้นไม่นานปี 69-70 economic bust ก็จะเกิดตามมา

รอดูกันครับพี่น้อง ABCT ไม่เคยพลาดกับจังหวะรัฐบาลเป็นผู้เริ่มสร้างความเสียหายกับประเทศ

#siamstr

Replying to Ex nihilo

ผมมองว่าปัญหามันลึกกว่านั้นลงไปอีกครับ ทุกวันนี้ต้นทุนที่คนๆ นึงต้องจ่ายเพื่อการมีชีวิตของตัวเองและดูแลตัวเองได้ (บ้าน, รถ, ค่ารักษาพยาบาล, ประกันสุขภาพและประกันอื่นๆ) มันสูงเกินกว่าที่เค้าจะเอื้อมถึง เค้าไม่สามารถ afford มันด้วยตัวเองได้อีกแล้ว จนต้องมาหวังพึ่งใบบุญภาครัฐ

ถึงจุดนี้มันก็วนลูปแล้วครับ ยิ่งประชาชนต้องการพึ่งรัฐมาก รัฐยิ่งต้องมีค่าใช้จ่ายมาก ยิ่งรัฐมีค่าใช้จ่ายมากยิ่งต้องรีดภาษีหรือเสกเงินเพิ่ม ยิ่งเสกเงินเพิ่มยิ่งทำลายเงินเก็บประชาชนจนซื้อสินค้าหรือบริการเพื่อดูแลตัวเองไม่ได้ ยิ่งประชาชนดูแลตัวเองไม่ได้ยิ่งต้องคลานกลับมาพึ่งรัฐ

กระบวนการทั้งหมดทั้งมวลนี้ส่งเสริมให้รัฐมีขนาดใหญ่ขึ้น และรัฐไม่มีทางจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพได้เท่าเอกชน (รัฐได้เงินมาจากคนอื่นและเอามาใช้เพื่อคนอื่น เป็นรูปแบบการใช้เงินที่แย่ที่สุดใน 4 แบบ) เท่ากับว่าเรากำลังเดินสู่หนทางที่ยิ่งจนแต่ยิ่งต้องใช้เงินแบบประสิทธิภาพต่ำครับ

ประมาณนี้ 🤧

ผมอยากพูดถึงเรื่องแจกเงินหมื่นสักหน่อย

(ผ่านบัตรประชารัฐ-บัตรคนจน)

เรื่องนี้มันมีอยู่ว่าผมเคยคุณกับคุณอาร์ม nostr:nprofile1qqsqjyfsuudfsf4wsxa5qzjzjz5wyavyfzz9z92e5rcp8lwqwfdjcjs6jqxr0 เกี่ยวกับการจะนำเสนอแนวคิดทางการเมือง ความเชื่อทางเศรษฐกิจ หรือ การสอนว่าเราควรจะบริหารการเงินภายในอย่างไรให้ชาวบ้านเขาเข้าใจ ซึ่งเรื่องนี้มันเป็นเรื่องยากมากครับ... ต้องยอมรับว่าในความเป็นจริงคนไทยทั่วไปขาดความรู้ทางการเงิน (lack of financial literacy) ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนไทยในยุคข้าวยากหมากแพงครับ

มันยากมากที่จะสื่อสารไม่รู้ทำอย่างไร วันนี้ผมตามข่าวเรื่องเงินหมื่นจะเห็นว่าพี่น้องชาวบ้านภาคอีสาน ภาคเหนือหลายคนที่ได้รับสิทธิ์ในบัตรคนจนได้เงินไป ก็เฮโลจนถึงขั้นเป็นลมร้องไห้น้ำตาคอลก็มี 😔

สำหรับคนทั่วไปมันเป็นเรื่อง "น่ายินดี" ในสถานการณ์เฉพาะหน้าที่พวกเขาไม่มีรายได้แล้วพอรัฐให้ก็มีความหวังกับรัฐบาลมากขึ้น ....

แต่สำหรับผู้ที่เข้าใจเศรษฐศาสตร์จะเห็นว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงินมันเป็นแค่การเยียวยาในระยะสั้น คือคนได้ซื้อของกิน ซื้อสิ่งที่จำเป็น บางคนก็ไปซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็นในชีวิต ยกตัวอย่างเช่น การลงอ่าง การซื้อเหล้าซื้อเบียร์ เป็นต้น ซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมาก

แต่สำหรับผมมันหดหู่ที่คนธรรมดาหลายคนที่ไม่รู้แม้แต่ความรู้ด้านการเงินขั้นพื้นฐาน พวกเขามีหน้าที่ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำ ไม่มีเวลามานั่งศึกษาหาความรู้ลำพังแค่เอาชีวิตรอดแบกรับภาระจากครอบครัวและลูกหลานก็หมดวันแล้ว โดยที่พวกเขาต้องมาแบกรับผลกระทบทางเศรษฐกิจหลังจากนี้อีกที่ไล่บี้คนตัวเล็กตัวน้อยให้ต้องล้มหายตายจาก

แล้วเรื่องนี้คือโจทย์ที่ยากที่สุดว่าเราจะแก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรมอย่างไรทั้ง

1.การสื่อสารกับชาวบ้าน และ;

2.แนวทางของทางเลือกอื่นที่ไม่ใช่ Keynesianism จะแก้วิกฤตอย่างไร

#siamstr

คิดว่าในเกมประชาธิปไตยนี้ คอนเซ็ป "อิสรภาพทางเศรษฐกิจ" จะสามารถมีชัยเหนือกว่าอำนาจรัฐอย่างไรครับ?

ในกรณีที่บ่อยครั้งผมเห็นหลายคนพยายามถลำลึกลงไปหาเทคโนโลยีที่รัฐไม่สามารถแตะต้องได้ แต่ก็อย่าลืมว่าการวางรากฐานของรัฐหลายประเด็นในยุคดิจิทัลนี่เองสร้างสภาวะให้ตัวเราในโลกความเป็นจริงไม่สามารถหลุดพ้นจากรัฐได้ ยกตัวอย่างเช่น

1.การผลักดัน "สังคมไร้เงินสด" (cashless society) มันเป็นอีกเครื่องมือนึงที่รัฐจะสามารถควบคุมเงินในเทคโนโลยีที่ตนเองสามารถควบคุมได้ เผลอ ๆ ดูเงินในบัญชีแล้วสุดท้ายต้องบังคับให้คุณต้องจ่ายภาษี กล่าวคือ รัฐผลักดันเทคโนโลยีที่สร้างการรวมศูนย์คนในประเทศตลอดเวลายิ่งรวมศูนย์เท่าไหร่ยิ่งดี (มุมมองของรัฐ)

2.มโนทัศน์ว่าด้วยเรื่อง "ทุนนิยมสอดส่อง" (Surveillance capitalism) ทุกวันนี้เทคโนโลยีที่เป็นในปัจจุบันพยายามศึกษาเรียนรู้พฤติกรรมของมนุษย์ทุกอย่างก้าว ในมุมที่อันตรายของเรื่องนี้คือมันสามารถเอาความเป็นส่วนตัวของเราไปให้รัฐบาลได้ทุกเมื่อโดยเหตุผลเรื่อง "ความมั่นคง" เป็นต้น

ฯลฯ

ในเกมการเมืองแบบประชาธิปไตยหลายคนอาจถอดหวังกับนักการเมืองไปแล้วว่ามันไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรหรอก <<คุณพูดถูกครับ>> การปฏิรูประบอบจากนักการเมืองที่เข้ามาในระบบมันเปลี่ยนอะไรไม่ได้เท่าที่ควร ประวัติศาสตร์มักถูกเขียนโดยวีรบุรุษที่ไม่ได้เดินตามระบบอย่างการปฏิรูป แต่เป็นการปฏิวัติ

การใช้ "นักการเมือง" เป็นเพียงแค่กลยุทธ์หนึ่งเท่านั้นที่จะใช้ขึ้นมาทำให้อุดมคติให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งกลยุทธ์ต่างๆมีดีและเสียตามกันไป

แต่สาระสำคัญที่อยากจะพูดก็คือ โลกเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพราะนั่งเฉยๆ แต่ต้องทำอะไรสักอย่างที่เป็นการ antithesis กับสิ่งที่เรียกว่าอำนาจรัฐ (เรื่องนี้ขยายความเพิ่มต่อในบทความเรื่องแยกเงินออกจากรัฐ ตอนที่ 2 กับ 3 นะครับ)

#siamstr

มีแหละแต่จะไล่ฟังก็ขี้เกียจมีหลายคลิป แต่ละคนคุ้นหน้ากันทั้งนั้นคนับ 😁