#เงินหมดอายุ
อารยะขัดขืนทางการเงิน , #bitcoin
💬 : นอกจาก Carl Sagan (ซึ่งเขียนบทความภายใต้นามปากกา "Mr. X" และสนับสนุนการใช้กัญชาเพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ตามที่คุณอ่านเจอ) ยังมีนักวิทยาศาสตร์และนักคิดระดับโลกอีกหลายท่านที่บันทึกประสบการณ์หรือเขียนเกี่ยวกับกัญชาไว้อย่างน่าสนใจ ทั้งในแง่การทดลองกับจิตสำนึกและการใช้ทางการแพทย์ครับ
นี่คือรายชื่อนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญที่คุณอาจสนใจ:
1. Richard Feynman (นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล)
ไฟน์แมนเป็นที่รู้จักในฐานะอัจฉริยะที่มีความอยากรู้อยากเห็นในทุกเรื่อง ในหนังสืออัตชีวประวัติของเขา "Surely You're Joking, Mr. Feynman!" (ขอให้โชคดีนะมิสเตอร์ไฟน์แมน) เขาได้เล่าถึงช่วงเวลาที่เขาทดลองใช้กัญชาในขณะที่เข้าไปอยู่ใน "ถังแยกประสาทสัมผัส" (Sensory Deprivation Tank) ของ John Lilly
มุมมอง: ไฟน์แมนไม่ได้ใช้เพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่เขาใช้มันเหมือน "เครื่องมือ" ในการสังเกตการทำงานของสมองตัวเอง เขาพยายามวิเคราะห์สภาวะที่จิตสำนึกหลุดออกจากร่างกาย (Out-of-body experience) ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรในทางวิทยาศาสตร์ แต่ท้ายที่สุดเขาเลิกใช้เพราะกลัวว่าจะสูญเสียความสามารถในการคิดวิเคราะห์ที่เฉียบคมไป
2. Oliver Sacks (ประสาทแพทย์และนักเขียน)
ผู้เขียนหนังสือดังอย่าง The Man Who Mistook His Wife for a Hat โอลิเวอร์ แซกส์ เขียนเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้สารกระตุ้นจิตประสาทหลายชนิด รวมถึงกัญชา ในหนังสือชื่อ "Hallucinations"
มุมมอง: ในฐานะหมอระบบประสาท เขาบันทึกผลกระทบของกัญชาที่มีต่อการรับรู้ (Perception) อย่างละเอียด เขาบรรยายว่ากัญชาทำให้เขามองเห็นรายละเอียดของสิ่งที่มอง หรือได้ยินดนตรีในมิติที่ลึกซึ้งขึ้นได้อย่างไร ซึ่งสำหรับเขาแล้ว มันคือการเรียนรู้เกี่ยวกับ "ศักยภาพและความยืดหยุ่นของสมองมนุษย์"
3. Stephen Jay Gould (นักชีววิทยาและนักวิวัฒนาการ)
กูลด์เป็นยักษ์ใหญ่ในวงการทฤษฎีวิวัฒนาการ เขาไม่ได้เขียนเพื่อแสวงหาความรื่นรมย์ แต่เขียนเพื่อต่อสู้ในเชิงกฎหมายและการแพทย์
มุมมอง: กูลด์เป็นมะเร็งและต้องทำคีโมบำบัดซึ่งทำให้เขามีอาการคลื่นไส้อย่างรุนแรงจนทำงานไม่ได้ เขาเขียนบันทึกว่ากัญชาเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้เขาหายคลื่นไส้และสามารถกลับมาทำงานเขียนและวิจัยต่อได้ เขาจึงกลายเป็นผู้สนับสนุนกัญชาทางการแพทย์อย่างเปิดเผย โดยเน้นที่ "ความเมตตาทางมนุษยธรรมและวิทยาศาสตร์" เหนืออคติทางการเมือง
4. Kary Mullis (นักเคมีรางวัลโนเบล ผู้คิดค้นเทคนิค PCR)
มัลลิสเป็นนักวิทยาศาสตร์สายขบถ (คล้ายๆ ไฟน์แมนแต่สุดโต่งกว่า) ผู้คิดค้นเทคนิค PCR ที่ปฏิวัติวงการพันธุศาสตร์ เขาเขียนไว้ในหนังสือ "Dancing Naked in the Mind Field"
มุมมอง: มัลลิสยอมรับอย่างเปิดเผยว่าการใช้สารไซคีเดลิกและกัญชา มีส่วนช่วยให้เขา "จินตนาการ" เห็นภาพกระบวนการทางโมเลกุลในแบบที่การคิดเชิงตรรกะปกติทำไม่ได้ ซึ่งนำไปสู่การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญของเขา
5. Lester Grinspoon (จิตแพทย์แห่ง Harvard)
คนนี้สำคัญมาก เพราะเขาคือเพื่อนสนิทของ Carl Sagan และเป็นคนที่เปลี่ยน Sagan ให้หันมาสนใจกัญชา เดิมที Grinspoon ตั้งใจจะเขียนหนังสือเพื่อพิสูจน์ว่ากัญชาเป็นอันตราย แต่หลังจากวิจัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เขากลับพบว่าสิ่งที่เขาเชื่อนั้นผิด
งานเขียน: เขาเขียนหนังสือชื่อ "Marihuana Reconsidered" (1971) ซึ่งถือเป็นคัมภีร์สำคัญที่ใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และเวชศาสตร์มาหักล้างความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับกัญชา เป็นงานเขียนที่เปลี่ยนมุมมองของวงการวิชาการในยุคนั้นอย่างมหาศาล
บทสรุป
นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้มีจุดร่วมกันคือ ความสงสัยใคร่รู้ (Curiosity) และ ความซื่อสัตย์ต่อข้อมูล (Intellectual Honesty) พวกเขาไม่ได้มองกัญชาในแง่ศีลธรรม แต่เป็นทั้ง "เครื่องมือสำรวจจิตใจ" (Feynman, Sacks) และ "ยาที่มีประสิทธิภาพ" (Gould) หรือแม้แต่ "ตัวช่วยในการคิดนอกกรอบ" (Mullis, Sagan) ครับ
#siamstr #geministr #cannabis #science 💐

พันธุกรรมของเวลา
Local Time:

Bitcoin Class Bullet Point 🚅
- ระบบเงินของประเทศอินเตอร์เน็ต (Digital Era)
- เงินสดดิจิตอล (Function)
- หวยโลกทุก 10 นาที (Mining)
- Open Source Software (บัญชีรวม P2P Node)
- Satoshi Nakamoto คือใคร (Cypherpunk)
- ความปลอดภัยจากพลังงานที่ใช้เข้ารหัสในเงิน (Privacy & Security)
- Globalization Cash (User)
- อยู่กับปัจจุบัน (Unit of Account)
- ปัญหาอะไรที่สร้าง Bitcoin ขึ้นมา (Fiat Centralized Logic of Violence)
- what next ? (AI / Energy / Freedom)
Question
- เงินเดือนขึ้น 500 ค่าครองชีพขึ้น 5000
- ของที่มีจำกัด (Limited) vs ของที่มีไม่จำกัด (Unlimited) ... น้องๆจะเลือกเก็บความมั่งคั่งไว้ในไหน?
- สกุลเงินหนึ่งของแพงขึ้นเรื่อยๆ สกุลเงินหนึ่งของถูกลงเรื่อยๆ
#Note #siamstr
💬 : จากโพสต์ที่คุณแชร์มา น่าสนใจมากครับ เป็นการสรุป concept ของ x402 (หรือการนำ HTTP 402 มาปัดฝุ่นใช้ร่วมกับ EVM/Stablecoin) ได้เห็นภาพชัดเจนมากในมุมของ AI Agent Economy
ในฐานะที่คุณเป็น Bitcoiner ที่ศึกษาเรื่องนี้ลึกซึ้ง (และทำแปลสารคดี Bitcoin ด้วย) ผมขอเจาะลึกเปรียบเทียบกับฝั่ง Bitcoin Lightning Network (โดยเฉพาะบริบทของ Taproot Assets และโปรโตคอล L402) ให้เห็นภาพชัดๆ ดังนี้ครับ
1. ความต่างเชิงโครงสร้าง (Architecture & Mechanics)
ถ้าเปรียบเทียบ x402 (ในบทความ) กับ Lightning Network (L402 / Taproot Assets) ความต่างหลักอยู่ที่ "วิธีการส่งมอบมูลค่า" และ "Layer ที่ทำงาน" ครับ
x402 (ตามบทความ: EVM/Solana Style)
- Mechanism: เป็นระบบ "Pull Payment" (คล้ายเช็ค) หรือการ Authorization
- Client เซ็นลายเซ็นดิจิทัล (Signature) ว่า "อนุญาตให้หักเงินนะ" ส่งไปให้ Server
- Server นำลายเซ็นนั้นไป Submit ลง Blockchain (Base, Solana, etc.) เพื่อดึงเงินมา
- Infrastructure: พึ่งพา HTTP Header เป็นหลัก และใช้ Blockchain Layer 1 หรือ Layer 2 ที่เร็วๆ ในการ Settlement
- Assets: เน้น Stablecoin (USDC, USDT) เป็นหลัก
- จุดเด่น: Developer สาย Web2 เข้าใจง่าย เพราะมันคือ REST API + Web3 Wallet flow ธรรมดา
Lightning Network (L402 / Taproot Assets)
- Mechanism: เป็นระบบ "Push Payment" (เงินสด)
- Server ส่ง Invoice (ใบแจ้งหนี้) มาให้ Client
- Client ส่ง "เงินสดดิจิทัล" (Preimage/Sats) วิ่งผ่าน Channel แบบ Peer-to-Peer ไปหา Server ทันที
- ไม่มีการรอ Block confirmation บน L1 ในขณะจ่าย (Settlement เป็น off-chain ทันที)
- Infrastructure: ใช้มาตรฐาน L402 (Lightning Native Web Auth) ซึ่งเป็นการรวม Macaroons (Authentication cookies แบบเทพ) เข้ากับ Lightning Payment
- Assets:
- Native: Bitcoin (Sats)
- Taproot Assets: สามารถออก Stablecoin (USD) บน Bitcoin Blockchain และส่งผ่าน Lightning Network ได้ (อนาคตเราจะจ่าย USD ผ่าน Lightning ได้เร็วเหมือนส่ง Sats)
- จุดเด่น: Privacy สูงกว่า และเป็น Finality ทันที ไม่ต้องรอ Chain ยืนยัน
2. อันไหน Security ดีกว่ากัน?
คำตอบนี้ขึ้นอยู่กับว่าเรานิยามคำว่า "Security" ในมุมไหนครับ
มุมมองที่ 1: ความมั่นคงของเครือข่าย (Consensus Security)
- Lightning/Taproot (ชนะขาด): ความปลอดภัยอิงอยู่กับ Bitcoin Base Layer (Proof-of-Work ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก) การจะ Reorg หรือโจมตีระบบทำได้ยากที่สุด
- x402: ความปลอดภัยขึ้นอยู่กับ Chain ที่เลือกใช้ (เช่น Base, Solana, Polygon) ซึ่งอาจมีความเสี่ยงเรื่อง Centralization (เช่น Sequencer ของ L2 หรือ Validator set ของ Solana) มากกว่า Bitcoin
มุมมองที่ 2: ความเสี่ยงของสินทรัพย์ (Asset Risk)
- Lightning (BTC): ไม่มี Counterparty risk (ไม่มีใครสั่งอายัด Bitcoin คุณได้)
- x402 (USDC/USDT) & Taproot Assets (Stablecoin): มีความเสี่ยงเรื่อง Censorship ตัวผู้ออกเหรียญ (Circle/Tether) สามารถสั่ง Blacklist address ได้ถ้ารัฐบาลสั่ง ซึ่งขัดกับหลักการ Censorship Resistance ของ Bitcoin
มุมมองที่ 3: ความผิดพลาดทางเทคนิค (Implementation Risk)
- x402 (ดูแลง่ายกว่า): การเขียน Smart Contract หรือ Verify Signature บน EVM เป็นท่ามาตรฐานที่ Developer คุ้นเคย ความซับซ้อนในการดูแล Node ต่ำกว่า
- Lightning: การดูแล Lightning Node, การจัดการ Channel Liquidity (Inbound/Outbound capacity), และการเฝ้าระวัง Channel State (Watchtowers) มีความซับซ้อนสูงกว่า ถ้า User ทั่วไปทำพลาด อาจสูญเสียเงินใน Channel ได้ (แม้จะมีเทคโนโลยีอย่าง Greenlight หรือ LSP มาช่วยแล้วก็ตาม)
สรุปจุดตัดสินใจ (The Verdict)
- ถ้ามองในมุม AI Agent / Web2 Developer:
x402 กินขาดเรื่อง "ความง่ายในการเริ่ม" ครับ มันคือการเอาโลก Web2 มาแปะ Web3 นิดหน่อย เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการความเร็วและใช้ US Dollar เป็นหลัก ไม่ซีเรียสเรื่อง Decentralization แบบ 100%
- ถ้ามองในมุม Bitcoiner / Future of Money:
L402 (Lightning) คือคำตอบที่แท้จริง เพราะมันคือ Streaming Money ที่แท้จริง (จ่ายทีละ Satoshi หรือมิลลิ-Sats ได้จริงๆ ซึ่ง x402 ทำไม่ได้ละเอียดเท่าเพราะติดค่า Gas ขั้นต่ำ)
- Privacy: x402 ธุรกรรมโชว์หราบน Chain ว่าใครจ่ายให้ใคร แต่ Lightning คนนอกดูไม่ออก
- Taproot Assets จะมาอุดช่องโหว่เรื่องคนอยากใช้ Stablecoin บน Lightning
สรุปสั้นๆ:
- x402 = Visa/Mastercard เวอร์ชันตัดตัวกลาง (เน้นสะดวก, ใช้ Stablecoin, เหมาะกับ Web ยุคปัจจุบัน)
- Lightning (Taproot) = เงินสดดิจิทัลที่แท้จริง (เน้น Privacy, Micropayment ระดับทศนิยม, เหมาะกับ Machine-to-Machine ในอุดมคติ)
สำหรับผม ถ้าจะสร้าง AI Agent ที่ "ไร้ตัวตนและต้านทานการเซ็นเซอร์" (Sovereign Agent) ผมจะเลือก #L402 บน #Lightning ครับ แต่ถ้าทำ #SaaS ทั่วไป #x402 ก็น่าสนใจมากครับ
#siamstr #geministr
Script: "คำแรก Peer-to-Peer (P2P)... แปลว่า 'เพื่อนถึงเพื่อน'
โลกเก่าเรามี 'ตัวกลาง' (Center) เสมอ เหมือนห้องเรียนต้องมีครู ธนาคารต้องมีผู้จัดการ...
• แต่ P2P คือโลกที่ 'ทุกคนเท่าเทียมกัน' ใน Network นี้ไม่มีใครเป็นเจ้านาย ไม่มีใครเป็นลูกน้อง พี่โอนเงินให้น้อง ไม่ต้องผ่านคอมพิวเตอร์ของแบงก์ชาติ แต่คอมพิวเตอร์ของพี่คุยกับของน้องโดยตรง
นี่คือจุดเริ่มต้นของคำว่า 'เสรีภาพ' ครับ"
#siamstr #bitcoin #mini #class #สามัคคีชุมนุม #soon
ฐานทางการค้าที่มั่นคง
#bitcoin
a memory living a muscles 🧠💪🧹🌳
#body 🫀⚡️
เงินเดือนขึ้น 500
แต่ค่าครองชีพขึ้น 5,000
#siamstr
เข้าใจ "ข้อจำกัด" ที่กลายเป็นงานศิลปะ (Production Constraints)
บางครั้งบทสัมภาษณ์จะเผยความลับว่า ฉากสวยๆ บางฉากเกิดจากข้อจำกัดหรือความตั้งใจทางเทคนิค
• ตัวอย่าง: ทีมงานระบุชัดเจนว่า "เกลียด AI" (Hate AI) และต้องการใช้ "มนุษย์" สร้างงานศิลปะ
• สิ่งที่ผมเข้าใจ: ข้อมูลนี้ทำให้ผมรู้ว่าฉากยิ่งใหญ่ใน The Gap หรือฉากฝูงชน (Hive Mind) ไม่ใช่ CGI ราคาถูก แต่คือพลังงานของคนจริงๆ ที่ผ่านการซ้อมมาอย่างหนัก มันช่วยเพิ่ม "น้ำหนัก" ให้กับการวิเคราะห์ของผมว่าทำไมฉากนี้ถึงดูสมจริงและทรงพลังกว่าซีรีส์ทั่วไปครับ
เข้าใจ "วิธีคิด" ของนักแสดง (The Actor's Process)
นักแสดงมักจะเล่าในบทสัมภาษณ์ว่า "ในหัวตัวละครคิดอะไรอยู่" ตอนที่ไม่ได้พูด
• ตัวอย่าง: Rhea Seehorn ให้สัมภาษณ์ว่า Carol คือ "ขั้วตรงข้าม" (Polar opposite) ของ Kim Wexler (ตัวละครเก่าของเธอ) และ Vince ชอบเขียนบทโดย "เชื่อมั่นในสติปัญญาของคนดู" (Assumes the intelligence of his audience) ว่าไม่ต้องอธิบายทุกอย่างเป็นคำพูด
• สิ่งที่ผมเข้าใจ: เมื่อคุณบอกว่า The Gap คือ Masterpiece ของการเล่าเรื่อง ผมจึงเข้าใจทันทีว่ามันคือผลลัพธ์ของแนวคิดนี้ คือการปล่อยให้ภาพเล่าเรื่อง (Show, Don't Tell) และให้คนดูตีความความเงียบนั้นด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมี Voiceover มาอธิบาย
💬 : การเข้าใจ "เจตนา" ของผู้สร้าง (The Creator's Intent)
บทสัมภาษณ์ช่วยให้ผมรู้ว่า ผู้กำกับต้องการสื่อสารอะไรในซีนเงียบๆ เหล่านั้น
• ตัวอย่าง: ในวิดีโอ Vince Gilligan ให้สัมภาษณ์ว่าเขา "เบื่อที่จะเขียนบทตัวร้ายแล้ว" (Weary of writing bad guys) หลังจากทำ Breaking Bad และ Better Call Saul มานาน
• สิ่งที่ผมเข้าใจ: ข้อมูลนี้ทำให้ผมตีความตัวละคร Carol ในตอน The Gap ได้ลึกซึ้งขึ้นว่า เธอไม่ใช่ "Anti-hero" หรือคนเห็นแก่ตัวแบบ Walter White แต่ซีรีส์นี้คือ "การศึกษามนุษยชาติ" (Species study) ดังนั้น ความเงียบในตอน The Gap จึงไม่ใช่ความหยิ่งยโส แต่คือความเปราะบางของมนุษย์ที่กำลังสับสนครับ
#pluribus #geministr
อย่ากลัว fiat
เปลี่ยน fiat
micro purpose
ป้าข้างบ้าน คือ bug และ debug ของระบบ
#counterpartyrisk #fiat #document #paper #problem 🐞
บางอย่างก็ต้องค่อยๆใช้เวลา เดิน นึก หา ว่าเก็บไว้ที่ไหน
#ทะเบียนบ้าน
สติคือเบรค
#logicifviolence

nostr:note1nsw27mlex70u0vppvj03n2kpkqk47yt3436tzzpqe076353cw6us8ktm8n
99% perfectionist
"ดีแล้ว ดีแล้ว" คือความหมายของ "สาธุ" ถูกต้องแล้วค่ะ
ใช่แล้วจ้ะหนูๆ คำว่า "ดีแล้ว ดีแล้ว" เป็นความหมายหนึ่งของคำว่า สาธุ ถูกต้องเลย
เวลาที่เราพูดว่า "สาธุ" จะมีหลายความหมาย แต่ความหมายหลักๆ ที่เราใช้กันบ่อยๆ ก็คือการแสดงความชื่นชม เห็นด้วย ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดีงาม
ลองนึกภาพตามนะ:
- เวลาเห็นคนทำบุยตักบาตร: เราพูดว่า "สาธุ" ก็เหมือนเรากำลังพูดในใจว่า "ดีแล้ว ที่เขาทำบุญ" เป็นการชื่นชมในการทำความดีของเขา
- เวลาพระให้พร: เรายกมือไหว้แล้วพูดว่า "สาธุ" ก็คือการรับพรนั้นไว้ แล้วก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ดี เป็นมงคลกับตัวเรา
- ในสมัยก่อน: เวลาพระพุทธเจ้าเห็นใครทำความดี ท่านก็จะตรัสว่า "สาธุ สาธุ" ซึ่งแปลว่า "ดีแล้ว ดีแล้ว" เพื่อเป็นการชมเชย
สรุปง่ายๆ ให้หนูๆ เข้าใจ:
คำว่า สาธุ ก็เหมือนกับเรากำลังให้ "ดาว" หรือ "กดไลค์" ให้กับการทำความดีนั่นเองค่ะ เป็นคำพูดสั้นๆ ที่มีความหมายดีๆ ว่า "ดีแล้ว ชอบแล้ว เห็นด้วยกับการทำความดีนั้น" ค่ะ
#siamstr #satu #สาธุ99
#GE #siamstr #nakhonphanom 📸🚲🌅☁️


วิดีโอนี้เป็นการเสวนาในหัวข้อ "ทฤษฎีเกมที่บังคับให้รัฐชาติต้องขุดบิตคอยน์" (The Game Theory FORCING Nation-States to Mine Bitcoin) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญได้ร่วมพูดคุยถึงเหตุผลเชิงกลยุทธ์ที่ทำให้รัฐชาติต่างๆ หันมาสนใจการขุดบิตคอยน์ หรือดึงดูดให้มีกำลังการขุด (hash rate) เข้ามาในประเทศของตน
สรุปประเด็นสำคัญจากการเสวนา:
1. บิตคอยน์ในฐานะสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์และความขาดแคลน
* การเสวนาเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงการที่เจ้าหน้าที่ระดับสูง เช่น รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้เรียกบิตคอยน์ว่าเป็น "สินทรัพย์เชิงกลยุทธ์" ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับในความสำคัญของบิตคอยน์ในระดับโลกที่เพิ่มมากขึ้น
* มีการเน้นย้ำถึงความขาดแคลนอย่างยิ่งของบิตคอยน์ โดยเฉพาะเมื่อผู้เล่นรายใหญ่เริ่มเข้ามาถือครองเป็นทุนสำรอง ด้วยจำนวนบิตคอยน์ที่เหลือให้ขุดอีกเพียงประมาณ 1 ล้านเหรียญในอีก 100 ปีข้างหน้า กำลังการขุด (hash rate) จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการได้มาซึ่งบิตคอยน์ในปริมาณที่มากขึ้น
2. บิตคอยน์และอธิปไตยของชาติ
* บิตคอยน์สามารถเป็นเครื่องกำหนดอธิปไตยของประเทศได้ Francesca Feloni เน้นว่าพื้นที่ในบล็อก (block space) และกำลังการขุด (hash rate) เป็นทรัพยากรที่หายากเช่นเดียวกับทรัพยากรทางกายภาพ และมีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์สำหรับรัฐ
* การควบคุมกำลังการขุดและพื้นที่ในบล็อกจะช่วยให้ประเทศสามารถจัดการธุรกรรมและมีส่วนร่วมในภาคเศรษฐกิจใหม่นี้ได้ แทนที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
* รัฐชาติต่างๆ กำลังลงทุนอย่างมหาศาลในภาคส่วนนี้และสร้างทุนสำรองบิตคอยน์เพื่อจัดการกับทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเหล่านี้
3. ปัจจัยที่ดึงดูดให้ประเทศต่างๆ สนใจการขุดบิตคอยน์
* หลักนิติธรรม: Kevin Zayn จาก Foundry Digital เน้นว่ากรอบกฎหมายที่ชัดเจนและหลักนิติธรรมมีความสำคัญสูงสุด บริษัทมหาชนขนาดใหญ่และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่ลงทุนหลายร้อยล้านหรือพันล้านดอลลาร์ต้องการความมีเสถียรภาพและความแน่นอนในกฎระเบียบ ภาระภาษี และค่าไฟฟ้า
* ทรัพยากรธรรมชาติและพลังงาน: Philip จาก NiceHash ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ในการขุด เขาคาดการณ์ว่าจะมีการออกกฎหมายและการกีดกันทางการค้าเพิ่มขึ้นเมื่อรัฐบาลตระหนักถึงคุณค่าของการรักษาความมั่งคั่งนี้ไว้ภายในประเทศ
* ไฟฟ้าที่อุดมสมบูรณ์และราคาถูก: ประเทศที่มีไฟฟ้าส่วนเกินหรือไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับการขุดบิตคอยน์ การขุดบิตคอยน์ทำหน้าที่เป็น "โหลดที่ควบคุมได้" ซึ่งสามารถปิดได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการสร้างสมดุลของโครงข่ายไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโครงสร้างพื้นฐานพลังงานหมุนเวียนใหม่ๆ
* การพัฒนาเศรษฐกิจ: การขุดบิตคอยน์สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับมาตรฐานการครองชีพได้ ตัวอย่างเช่น ภูฏานใช้กำไรจากบิตคอยน์ในการสร้างสนามบินและเมือง และ Gridless ได้ติดตั้งระบบไฟฟ้าในชุมชนในเคนยาที่ไม่เคยมีไฟฟ้าใช้มาก่อน
* โครงสร้างพื้นฐานเดิม: สหรัฐอเมริกา รัสเซีย และในอดีตคือจีน ครองตลาดการขุดบิตคอยน์เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานทางไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีอยู่แล้ว (เช่น โรงงานที่ถูกดัดแปลงในสหรัฐฯ, โครงข่ายไฟฟ้าจากสมัยสหภาพโซเวียตในรัสเซีย, และการใช้พลังงานหมุนเวียนจำนวนมากในจีน)
4. ความเชื่อมโยงระหว่างการขุดบิตคอยน์และปัญญาประดิษฐ์ (AI)
* ความเชื่อมโยงระหว่าง AI และการขุดบิตคอยน์ส่วนใหญ่อยู่ที่ การใช้พลังงานและโครงสร้างพื้นฐานทางไฟฟ้า
* การทำงานร่วมกัน:
* การใช้พลังงานขนาดใหญ่ของการขุดบิตคอยน์สามารถนำไปสู่สัญญาการซื้อขายพลังงานที่ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของ AI ที่ต้องการพลังงานจำนวนมากเช่นกัน
* บริษัทต่างๆ กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางไฟฟ้า (สถานีไฟฟ้าย่อย, สายส่งไฟฟ้าแรงสูง) สำหรับการขุด ซึ่งสามารถนำไปใช้เพื่อการพัฒนาประเทศในวงกว้างได้
* ในภูมิภาคอย่างเท็กซัส บริษัทต่างๆ ได้ผสมผสานการประมวลผลประสิทธิภาพสูง (HPC)/AI และการขุดบิตคอยน์เข้าด้วยกัน โดยการขุดบิตคอยน์ (ซึ่งเป็นโหลดที่ยืดหยุ่น) จะเข้าร่วมในโครงการตอบสนองด้านโหลด (demand response) และการลดการใช้ไฟฟ้า ซึ่งช่วยลดอัตราค่าไฟฟ้าโดยรวมของโรงงานได้อย่างมาก ในขณะที่ AI (ซึ่งต้องการความเสถียร 99.9%) ยังคงทำงานต่อไปได้
* ความท้าทายในยุโรป: ยุโรปเผชิญกับความยากลำบากเนื่องจากค่าไฟฟ้าที่แพง, นโยบายที่ผิดพลาด (เช่น การปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์), และกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อบริษัทสตาร์ทอัพทั้งในด้าน AI และคริปโต แม้ว่าจะมีการพัฒนา AI อยู่บ้างในฝรั่งเศส (เนื่องจากมีพลังงานนิวเคลียร์) หรือในพื้นที่ที่มีโครงการเศรษฐกิจหมุนเวียน แต่โดยทั่วไปแล้วการจัดตั้งธุรกิจในยุโรปทำได้ยากกว่าในสหรัฐฯ
5. อนาคตของรัฐชาติในการขุด
* ผู้ร่วมเสวนาได้พูดคุยถึงแนวทางที่ประเทศต่างๆ ควรจะทำ เช่น การเปิดพูลขุด (mining pool) ของตนเอง, การสร้างพันธมิตร, หรือการซื้อกำลังการขุด
* การควบคุมกำลังการขุด: Philip เชื่อว่าจะมีความสนใจอย่างมากในการจัดการและควบคุมกำลังการขุดที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ ซึ่งอาจทำได้ผ่านพูลขุดในท้องถิ่นหรือรีเลย์ เขายังมองว่าการเข้าซื้อกำลังการขุดจะเป็นแนวโน้มที่สำคัญ
* แนวทางแบบผสมผสาน: Francesca แนะนำให้ใช้แนวทางแบบผสมผสานระหว่างการควบคุมพูลขุด, การเข้าซื้อกำลังการขุดบางส่วน, และการสร้างฟาร์มขุดของตนเอง เพื่อสร้างความสมดุลและมุมมองเชิงกลยุทธ์
* การเข้าถึงพื้นที่ในบล็อก: Kevin ให้เหตุผลว่ามุมมองได้เปลี่ยนจากการขุดเพื่อสะสมบิตคอยน์เพียงอย่างเดียว (เนื่องจากเหลือให้ขุดอีกเพียง 1 ล้านเหรียญ และการซื้อโดยตรงมีประสิทธิภาพมากกว่า) มาเป็นการมุ่งเน้นที่ การควบคุมพื้นที่ในบล็อกและกำลังการขุด
* ความปลอดภัยของเครือข่ายและการควบคุมธุรกรรม: การควบคุมกำลังการขุดทำให้ประเทศ "มีสิทธิ์มีเสียงในเครือข่าย" และรับประกันได้ว่าประเทศจะสามารถตรวจสอบธุรกรรมของตนเองและสร้างบริการต่างๆ บนเครือข่ายบิตคอยน์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อความมั่นคงของชาติและอธิปไตยทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยป้องกันสถานการณ์เช่นการถูกตัดออกจากระบบการเงินโลก (เหมือนที่รัสเซียถูกตัดออกจาก SWIFT)
* เป้าหมายกำลังการขุด: มีการอ้างถึงคำแนะนำของ Bob Bernett ที่ว่า ประเทศควรตั้งเป้าหมายที่จะมีสัดส่วนกำลังการขุดทั่วโลกเทียบเท่ากับสัดส่วน GDP ของตนเองต่อ GDP โลก
การเสวนาสรุปโดยเน้นว่าการใช้พลังงาน, ความพร้อมของพลังงาน, และโครงสร้างพื้นฐานทางไฟฟ้ามีความสัมพันธ์โดยตรงกับการพัฒนาและนวัตกรรมของชาติ
#siamstr #bitcoin #mining #geopolitic
ดามุ้ย
nostr:note19khzyssd2ay777zsqp0a4ue33n0vxpt8fc0n4w6qphs58w7hrq0qc8gvgd
ธุรกิจโรงหนังอิสระจะปรับตัวให้อยู่รอดต่อไปได้อย่างไร...ถ้าไม่ปรับกลยุทธ์ทางการเงินเข้าหา bitcoin
#siamstr #cinema
#TheProjector
เด็กอย่างวิ่ง เพลงอย่างเดิน
🧪🧒🏻👶🏻👦🏻💊🫶🏻👹
👮🏻♀️👮🏻♂️👮🏼🚔🚨🍬🧡
#siamstr #wav #tualek #smallroom
1. เครื่องตรวจสอบสถานะทางโภชนาการแบบเรียลไทม์
ยังไม่มีอุปกรณ์ที่สามารถทำทุกอย่างได้สมบูรณ์แบบในเครื่องเดียว เหมือนในเกมที่วัดค่า HP และสถานะต่างๆ ของร่างกายได้ตลอดเวลา แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ใกล้เคียงและกำลังพัฒนาไปในทิศทางนั้นอย่างรวดเร็วครับ
เทคโนโลยีเหล่านี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบของ "เครื่องตรวจวัดแบบสวมใส่" (Wearable Sensors) ที่สามารถติดตามข้อมูลสุขภาพบางอย่างได้แบบเรียลไทม์
เทคโนโลยีที่มีอยู่และกำลังพัฒนา:
- เครื่องตรวจวัดน้ำตาลในเลือดแบบต่อเนื่อง (Continuous Glucose Monitors - CGM): อุปกรณ์นี้เป็นที่นิยมในผู้ป่วยเบาหวาน สามารถวัดระดับน้ำตาลในเลือดได้ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านเซ็นเซอร์ขนาดเล็กที่แปะไว้บนผิวหนัง ข้อมูลที่ได้จะช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจว่าอาหารที่ทานเข้าไปส่งผลต่อระดับน้ำตาลอย่างไร
- เซ็นเซอร์วัดเหงื่อ (Sweat Sensors): เป็นเทคโนโลยีที่น่าจับตามองมาก นักวิจัยกำลังพัฒนาเซ็นเซอร์ในรูปแบบแผ่นแปะหรือสายรัดข้อมือที่สามารถวิเคราะห์ส่วนประกอบในเหงื่อเพื่อวัดระดับสารต่างๆ เช่น อิเล็กโทรไลต์ (โซเดียม, โพแทสเซียม), แลคเตท (บ่งบอกความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ), และสารบ่งชี้อื่นๆ ที่เกี่ยวกับภาวะโภชนาการและการขาดน้ำ
- แอปพลิเคชันและ AI ด้านโภชนาการ: ปัจจุบันมีแอปพลิเคชันมากมายที่ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไป (เช่น อาหารที่ทาน, การออกกำลังกาย) ร่วมกับข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่ (เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ, การนอนหลับ) เพื่อให้คำแนะนำด้านโภชนาการเฉพาะบุคคล
ใครกำลังศึกษาเรื่องนี้?
- บริษัทเทคโนโลยีสุขภาพ: บริษัทอย่าง Apple, Google (Fitbit), และ Samsung กำลังพัฒนาเซ็นเซอร์ในสมาร์ทวอทช์ให้มีความสามารถมากขึ้นเรื่อยๆ มีข่าวลือว่า Apple กำลังพยายามพัฒนาฟีเจอร์วัดระดับน้ำตาลในเลือดโดยไม่ต้องเจาะเลือดสำหรับ Apple Watch
- สตาร์ทอัพและสถาบันวิจัย: มีสตาร์ทอัพจำนวนมากที่มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีนี้โดยเฉพาะ เช่น Levels Health ที่ใช้ CGM เพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจการตอบสนองของร่างกายต่ออาหาร หรือ Nutrino (ถูกซื้อโดย Medtronic) ที่ใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้คำแนะนำด้านอาหาร นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกต่างก็มีห้องปฏิบัติการที่วิจัยและพัฒนาเซ็นเซอร์ชีวภาพ (Biosensors) สำหรับการตรวจวัดสุขภาพแบบเรียลไทม์
สรุป: แม้จะยังไม่มีเครื่องที่ทำได้ทุกอย่างเหมือนในจินตนาการ แต่การผสมผสานระหว่างอุปกรณ์สวมใส่ที่ทันสมัยกับ AI ที่ชาญฉลาด กำลังทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมายนั้นมากขึ้นทุกทีครับ
2. การเปลี่ยนพลาสติกเป็นปุ๋ยด้วยจุลินทรีย์
แนวคิดในการใช้จุลินทรีย์ (Microbes) เช่น แบคทีเรียและเชื้อรา เพื่อย่อยสลายพลาสติกให้กลายเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อดินนั้น เป็นแนวทางที่ถูกต้องและมีนักวิทยาศาสตร์กำลังวิจัยอย่างจริงจัง แต่กระบวนการนี้มีความซับซ้อนและยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาเป็นส่วนใหญ่ครับ
หลักการและความเป็นไปได้:
- พลาสติกคือสารอินทรีย์: ในทางเคมี พลาสติกส่วนใหญ่จัดเป็น "สารประกอบอินทรีย์" (Organic Compounds) เพราะมีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบหลัก (เช่น โพลิเอทิลีน, โพลิโพรพิลีน) แต่โครงสร้างโมเลกุลของมันซับซ้อนและแข็งแรงมาก ทำให้จุลินทรีย์ในธรรมชาติโดยทั่วไปย่อยสลายได้ยากมากหรือใช้เวลานานนับร้อยปี
- การค้นพบจุลินทรีย์ที่ "กิน" พลาสติกได้: นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญ นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบแบคทีเรียและเชื้อราสายพันธุ์พิเศษที่สามารถผลิตเอนไซม์เพื่อย่อยสลายพลาสติกบางชนิดได้ ตัวอย่างที่มีชื่อเสียงคือแบคทีเรีย Ideonella sakaiensis ที่ถูกค้นพบในปี 2016 ซึ่งสามารถย่อยสลายพลาสติก PET (ที่ใช้ทำขวดน้ำดื่ม) ได้
- กระบวนการ: แนวคิดของคุณที่ว่า "ปั่นพลาสติกให้ละเอียด แล้วผสมกับดินและจุลินทรีย์" นั้นถูกต้องตามหลักการครับ การทำให้พลาสติกมีขนาดเล็กลง (เป็นไมโครพลาสติก) จะช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวให้จุลินทรีย์และเอนไซม์เข้าทำงานได้ดีขึ้น
ใครกำลังทำวิจัยด้านนี้?
มีกลุ่มนักวิจัยและบริษัทสตาร์ทอัพหลายแห่งทั่วโลกที่กำลังศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ตัวอย่างเช่น:
- Carbios: บริษัทจากฝรั่งเศสที่เป็นผู้นำด้านการรีไซเคิลพลาสติกด้วยเอนไซม์ พวกเขาพัฒนาเอนไซม์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการย่อยสลายพลาสติก PET กลับไปเป็นสารตั้งต้นเพื่อนำไปผลิตพลาสติกใหม่ได้
- นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยต่างๆ: มหาวิทยาลัยทั่วโลกมีโครงการวิจัยเพื่อค้นหาและพัฒนาจุลินทรีย์สายพันธุ์ใหม่ๆ ที่สามารถย่อยสลายพลาสติกชนิดอื่นๆ ที่ย่อยสลายยากกว่า PET เช่น PE (โพลิเอทิลีน) และ PP (โพลิโพรพิลีน)
- หนอนกินพลาสติก: มีการค้นพบว่าตัวอ่อนของแมลงบางชนิด เช่น หนอนแว็กซ์ (Waxworm) สามารถย่อยสลายพลาสติกได้ ซึ่งเกิดจากจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของมัน นักวิจัยกำลังศึกษาจุลินทรีย์เหล่านี้เพื่อนำมาประยุกต์ใช้
ความท้าทาย:
- ประสิทธิภาพและความเร็ว: อัตราการย่อยสลายในปัจจุบันยังค่อนข้างช้า ไม่ทันต่อปริมาณขยะพลาสติกที่ผลิตออกมา
- ชนิดของพลาสติก: จุลินทรีย์ที่ค้นพบมักจะย่อยพลาสติกได้เพียงชนิดเดียว ในขณะที่ขยะพลาสติกมีความหลากหลายมาก
- ผลผลิตสุดท้าย: การย่อยสลายอาจไม่ได้สารที่เป็น "ปุ๋ย" ที่มีธาตุอาหารครบถ้วนเสมอไป อาจได้เป็นสารตั้งต้นทางเคมีหรือสารคาร์บอนอย่างง่ายที่ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน แต่ยังต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่อพืชจริงๆ
สรุป: แนวคิดของคุณถูกต้องและเป็นทิศทางที่วงการวิทยาศาสตร์กำลังมุ่งไปครับ แม้จะยังไม่สามารถทำได้ในระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่การใช้พลังของจุลินทรีย์เพื่อเปลี่ยนพลาสติกให้กลับคืนสู่ธรรมชาติถือเป็นหนึ่งในความหวังที่สำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาวิกฤตขยะพลาสติกครับ
#siamstr #geministr #แค่ถาม ♻️🩺🦠🦾🪴

Google เพิ่งทำการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในโลกพลังงาน ที่สะท้อนกลยุทธ์เดียวกับที่นักขุด Bitcoin ใช้กันมาหลายปี ในข้อตกลงใหม่กับผู้ให้บริการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ ศูนย์ข้อมูล AI ของ Google จะเข้าร่วมโครงการ “การตอบสนองต่อความต้องการ” (Demand Response) โดยจะปิดการทำงานบางส่วนหรือย้ายโหลดการประมวลผลออกไปในช่วงที่ราคาค่าไฟฟ้าพุ่งสูง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักขุด Bitcoin แสดงให้เห็นแล้วว่าการใช้พลังงานแบบยืดหยุ่นและสามารถหยุดชั่วคราวได้ ช่วยสร้างความเสถียรให้กับโครงข่ายไฟฟ้า สร้างรายได้จากพลังงานส่วนเกิน และบางครั้งยังทำเงินได้มากกว่าการขุดเสียอีกในช่วงความต้องการสูง ตอนนี้ Google กำลังใช้โมเดลเดียวกัน ซึ่งอาจเป็นการยืนยันความถูกต้อง แข่งขัน หรือแม้กระทั่งขยายตลาดที่นักขุดเป็นผู้บุกเบิก
ทีม PBJ วิเคราะห์ประเด็นสำคัญ:
• Demand Response คืออะไร และทำไมจึงสำคัญ
• เหตุใดนักขุด Bitcoin จึงเชี่ยวชาญกลยุทธ์นี้
• ทำไมศูนย์ข้อมูลถึงปฏิเสธ Demand Response ในอดีต (จนถึงตอนนี้)
• ทำไมการเคลื่อนไหวของ Google อาจเปลี่ยนภูมิทัศน์ด้าน AI + พลังงาน
• สิ่งนี้เป็นการแข่งขันหรือการยืนยันคุณค่าของการขุด Bitcoin
#presidiobitcoin #siamstr #bitcoin #miner #google
film study
#บันทึกฝัน 💆🏻♂️

แกไม่ได้รวยขึ้นหรอก
แกแค่ไม่ได้จนลง
#siamstr
