Avatar
Thita@98⚡️
cc2783215f21a578e492ac0cf31e5038be7a9f7b8b8d696ac753c48bcd6074a5

ทางนี้สู้ไม่รู้อะไรกินอาหารตาม(ฤดูเอา ไม่สบายบ้างตามเหตุตามวิถีเพิ่นให้มา (กินเยอะจังสู้ๆนะพรุน)มากินตำบักฮุงบ้านข่อยแข่งแรงเด้ มาๆ😊GM❄️🧣☕️

Replying to Avatar maiakee

“ส่งความสุข” — วิเคราะห์เชิงลึกอิงพุทธวจน

(ในแนวคำสอนของ พุทธทาส ภิกขุ แต่ยึดแก่นจากพระพุทธวจนโดยตรง)

“ฉันไม่มีสุขไปไหน ส่งใครดอก

มีแต่บอกให้ประนม แล้วก้มหัว

ถือพระธรรมเป็นพระเจ้า เลิกเมามัว

ความสุขแท้ เกิดในตัว ทั่วกันเอย”

ถ้อยคำสั้น ๆ นี้ มิใช่คำปลอบใจ

มิใช่คำอวยพรแบบโลก ๆ

แต่เป็นการ ตัดความเข้าใจผิด เรื่อง “ความสุข” อย่างถึงราก

๑. ในพุทธวจน — ไม่มีใคร “ส่งความสุข” ให้ใครได้

พระพุทธเจ้ามิได้ตรัสว่า

ความสุขเป็นสิ่งที่ ให้กัน หรือ ยืมกัน

ตรงกันข้าม พระองค์ตรัสชัดว่า

“สุขหรือทุกข์ ย่อมเกิดเพราะเหตุ”

(ยทิทํ สุขํ ทุกฺขํ ตทปิ ปจฺจยา)

ความสุขในพุทธวจน

ไม่ใช่วัตถุ ไม่ใช่พลังงาน ไม่ใช่สิ่งของ

แต่เป็น เวทนา ที่อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้นในจิต

ดังนั้น

ไม่มีใคร “ส่งสุข” ออกไปนอกตัวได้

เพราะสุข ไม่เคยอยู่ข้างนอกตั้งแต่แรก

๒. “มีแต่บอกให้ประนม แล้วก้มหัว” — ความหมายเชิงธรรม

คำว่า ประนมมือ ก้มศีรษะ

มิใช่พิธีกรรม

แต่คือ ท่าทีของจิตที่ยอมรับความจริง

ในพุทธวจน การก้มลง ไม่ใช่การยอมแพ้

แต่คือการ วางอัตตา

“อัตตาหิ อัตตโน นาโถ”

ตนแล เป็นที่พึ่งของตน

การก้มศีรษะในทางธรรม

คือการยอมรับว่า

• ไม่มีใครพาเราพ้นทุกข์ได้

• ไม่มีใครแบกสุขมาให้เรา

นอกจาก การเห็นตามจริงด้วยตนเอง

๓. “ถือพระธรรมเป็นพระเจ้า” — ไม่ใช่เทวนิยม

ประโยคนี้ลึกและคมมาก

ในพุทธวจน

พระพุทธเจ้าไม่ทรงสอนให้พึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ไม่ทรงสอนให้วิงวอน

ไม่ทรงสอนให้รอความเมตตาจากภายนอก

แต่ตรัสว่า

“ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา”

การถือ พระธรรมเป็นพระเจ้า

จึงหมายถึง

• ยอมรับกฎเหตุปัจจัย

• ยอมรับอริยสัจ

• ยอมรับความจริงของไตรลักษณ์

ไม่ใช่การนับถือบุคคล

แต่คือการน้อมชีวิตให้ตรงกับความจริง

๔. “เลิกเมามัว” — เมาอะไร?

ในพุทธวจน พระพุทธเจ้าตรัสถึง ความเมา (มทะ) ๓ อย่างคือ

• เมาในวัย

• เมาในสุขภาพ

• เมาในชีวิต

ทั้งหมดคือความหลงว่า

“ยังไม่ถึงเรา”

“ยังไม่เป็นเรา”

“เราคุมได้”

การเลิกเมามัว

จึงไม่ใช่การเลิกอบายมุขอย่างเดียว

แต่คือการเลิก หลงว่าความสุขต้องมาจากภายนอก

๕. “ความสุขแท้ เกิดในตัว” — ตรงกับพุทธวจนอย่างไร

พระพุทธเจ้าตรัสถึง สุข หลายระดับ

แต่สุขที่ไม่ถูกพราก คือสุขที่เกิดจาก

• ความไม่ยึดถือ

• ความดับตัณหา

• ความสิ้นอุปาทาน

“นิพพานัง ปรมัง สุขัง”

นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

นิพพานในพุทธวจน

ไม่ใช่สถานที่

แต่คือ สภาพที่จิตไม่ถูกบีบคั้น

สุขนี้

ไม่ต้องรอใครให้

ไม่ต้องรอโลกเปลี่ยน

ไม่ต้องรอเงื่อนไขสมบูรณ์

เพราะมันเกิดจาก

การดับเหตุแห่งทุกข์

๖. “ทั่วกันเอย” — สุขแท้ไม่เลือกชนชั้น

ประโยคสุดท้ายสำคัญมาก

ความสุขทางโลก

• แข่งกัน

• แย่งกัน

• ไม่พอทั่ว

แต่ความสุขในพุทธวจน

เกิดจากการ ไม่เอา

ไม่ใช่การ ได้มากกว่า

ใครก็ตาม

ไม่ว่าจนหรือรวย

ไม่ว่ามีหรือไม่มี

ถ้าเห็นเหตุแห่งทุกข์ และดับมันได้

สุขนั้นเกิดได้เสมอ และเท่ากัน

บทสรุป

คำว่า “ส่งความสุข”

ในทางพุทธวจน

ไม่ใช่การส่งออก

แต่คือการ ชี้กลับเข้ามา

• ไม่มีใครส่งสุขให้เราได้

• ไม่มีใครแบกทุกข์ออกไปจากเราได้

• มีแต่เรา ที่จะรู้หรือไม่รู้เหตุแห่งทุกข์

และเมื่อรู้แล้ว

ไม่ต้องส่งอะไรให้ใคร

เพราะความสุขแท้

เกิดขึ้นเอง ในใจที่ไม่หลง

๗) สุขในพุทธวจน = เวทนา ไม่ใช่เป้าหมาย

พระพุทธเจ้าตรัสชัดว่า

สุขเป็นเพียง เวทนา

เวทนาคือสิ่งที่ “ถูกรู้” ไม่ใช่สิ่งที่ควร “ยึด”

สุขเวทนาเกิด → แปรปรวน → ดับ

ทุกขเวทนาเกิด → แปรปรวน → ดับ

อทุกขมสุขเวทนาก็เช่นเดียวกัน

ดังนั้น “สุข” ในความหมายพุทธ

ไม่ใช่ของมีค่าให้สะสม

แต่เป็น สิ่งให้เห็นความไม่เที่ยง

ผู้ที่ยัง “ไล่สุข”

ย่อมยังอยู่ในวงจรเดียวกับการ “หนีทุกข์”

๘) สุขที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญ = สุขจากความคลาย

ในพระสูตร พระองค์ไม่ทรงสรรเสริญสุขจากการเสพ

แต่ทรงสรรเสริญสุขจากการ คลาย

• คลายกำหนัด

• คลายความยึด

• คลายความเป็นตัวกู–ของกู

สุขแบบนี้

ไม่ได้รู้สึก “หวือหวา”

แต่มีลักษณะ เบา โล่ง ไม่ถูกบีบ

นี่คือสุขที่ ไม่ต้องรักษา

เพราะไม่มีอะไรให้กลัวหาย

๙) ทำไม “ส่งสุข” จึงเป็นความเข้าใจผิดเชิงธรรม

การอวยพรว่า “ขอให้มีความสุข”

ในทางโลกไม่ผิด

แต่ในทางพุทธ ถ้าเข้าใจผิด จะกลายเป็นการชี้ออกนอก

เพราะฟังเหมือนกับว่า

• สุขเป็นสิ่งที่ให้กันได้

• สุขมาจากคนอื่น

• สุขขึ้นกับเหตุภายนอก

ทั้งที่พระพุทธเจ้าตรัสตรงข้ามว่า

สุข–ทุกข์ เกิดเพราะ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน

และดับเพราะ ปัญญา

ฉะนั้น การ “ส่งสุข” ที่ถูกต้องในทางธรรม

คือการ ชี้เหตุแห่งสุข

ไม่ใช่ส่งความรู้สึก

๑๐) “เลิกเมามัว” = เลิกเมาในความหวัง

คำว่า เมามัว ในที่นี้ ลึกกว่าการเมาสุรา

แต่คือการเมาในความคิดว่า

• เดี๋ยวจะดีขึ้นเอง

• เดี๋ยวสุขจะมา

• เดี๋ยวโลกจะเปลี่ยน

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

ผู้ไม่ประมาท คือผู้เห็นความเกิด–ดับ เดี๋ยวนี้

ไม่รอ

ไม่ผลัด

ไม่หวัง

การเลิกเมามัว

คือการหันมาเห็นจิตตรงหน้า

ในขณะนี้

โดยไม่ขออะไรเพิ่ม

๑๑) สุขแท้ไม่ต้อง “รู้สึกดี” แต่ต้อง “ไม่ถูกครอบงำ”

นี่คือจุดที่ลึกมาก

สุขในพุทธวจน

ไม่จำเป็นต้องเป็นความรู้สึกสบายเสมอไป

แต่คือ สภาพที่จิตไม่ถูกลาก

• มีเวทนา แต่ไม่ถูกเวทนาพาไป

• มีโลก แต่จิตไม่จมโลก

• มีเหตุ แต่ไม่หลงเหตุ

จิตแบบนี้

แม้เจอทุกข์ทางกาย

ก็ไม่ทุกข์ทางใจ

นี่แหละที่พระองค์เรียกว่า

พ้นจากโลกธรรม

๑๒) “ทั่วกันเอย” — ความเสมอภาคในทางธรรม

ในทางโลก

ความสุขไม่เคยทั่ว

เพราะต้องแย่ง ต้องมี ต้องได้

แต่ในทางพุทธ

ความสุขแท้ไม่ต้องแย่ง

เพราะเกิดจากการ ไม่เอา

ใครก็ตาม

• ไม่ว่าชาติไหน

• ไม่ว่าฐานะใด

• ไม่ว่าการศึกษาสูงหรือต่ำ

ถ้าเห็นตามจริง

สุขนั้น เกิดได้เสมอ และเสมอกัน

นี่คือความยุติธรรมสูงสุดของธรรมะ

บทสรุปสุดท้าย

คำว่า “ส่งความสุข”

ในสายตาพุทธวจน

ไม่ใช่การให้

แต่คือการ เตือน

เตือนว่า

• อย่าหลงหานอกตัว

• อย่าฝากชีวิตไว้กับเงื่อนไข

• อย่ารอความสุขจากโลก

เพราะความสุขที่พระพุทธเจ้าชี้

ไม่ต้องรอใครส่ง

ไม่ต้องรอใครอนุญาต

มันเกิดขึ้นเอง

เมื่อจิต หยุดหลง

#Siamstr #nostr #พุทธวจน #ธรรมะ

🙏🙏🙏🪷

#siamstr

สวัสดีเดือนใหม่กับรอบวิตามินใหม่ในราคาครึ่งหมื่น.. ถ้ามีโอกาสให้ซื้ออยากกินกินเถอะ แต่ในเมื่อไม่สะดวกก็ต้องใช้ตัวข่วย

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณเอฟซีที่น่ารักที่ใจปล้ำส่งมาให้ราวกับจะเป็นสปอนเซอร์หลักของผ้มมากๆครับ🙏

ปีก่อนหยอดยี่ห้อ Blackmore ไปทั้งปีสุขภาพดีตามลำดับ แต่ปีนี้เริ่มต้นใหม่ด้วยตัวใหม่ ว่างๆจะมารีวิวความแตกต่างทั้งหมดให้อ่านฮะ

ใดๆแล้วชีวิตที่ดีที่สุดคือ ชีวิตที่กินอาหารครบห้าหมู่ กินน้ำเยอะๆ ตากแดด ออกกำลังกายฉ่ำๆ ชีวิตที่ต้องเติมวิตามินสังเคราะห์ไม่ได้มีเบื้องหลังที่ดีเท่าไหร่

บุญรักษาทุกท่านฮะ 🙏

😲นี้คือทั้งปีบ่พรุน

💧เย็นนนนนนนๆ🧣☕️🍋‍🟩🐝❄️😊GN💤

สวัสดีปีมะเมีย GM อุ่น🌞🌱😊จิ๊บ

สวัสดีปีมะเมีย 2026 GM อุ่นๆคุณณัฐ😊🎉🌱🌞

หามะพร้าวกิน GM 🎉🎉🎉😊อุ่นสวัสดีปีใหม่

Replying to Avatar maiakee

🌾 อุทายี !

เพราะสิ้นตัณหา จึงสิ้นกรรม

เพราะสิ้นกรรม จึงสิ้นทุกข์

“อุทายี ! เพราะสิ้นตัณหา จึงสิ้นกรรม

เพราะสิ้นกรรม จึงสิ้นทุกข์

ด้วยประการดังนี้แล”

ถ้อยคำนี้มิใช่เพียงถ้อยคำปลอบใจ

มิใช่คำสรุปแบบย่อ

แต่คือ โครงสร้างแห่งการดับทุกข์ทั้งระบบ

ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้โดยตรง

๑. ตัณหา : รากแห่งการดิ้นรนทั้งปวง

ในพุทธวจน พระพุทธเจ้าตรัสชัดว่า

“ตัณหา เป็นเหตุให้เกิดทุกข์”

ตัณหา มิใช่เพียง “ความอยากหยาบ”

แต่หมายถึง ความกระหาย ความดิ้นรน ความแสวงหา ความยึดเอา

ไม่ว่ารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หรือธรรมารมณ์

ในภาพ

บุคคลทางซ้ายแบกสิ่งพันยุ่ง หนักอึ้ง

มีสายโซ่ผูกโยงกับคำว่า “กรรม”

มีเมฆดำชื่อว่า “ทุกข์” ลอยอยู่เบื้องบน

นี่ตรงกับพุทธวจนว่า

“เพราะอาศัยตัณหา กรรมจึงปรุงแต่ง

เพราะกรรมปรุงแต่ง วิญญาณจึงตั้งอยู่”

ตัณหาจึงเปรียบเหมือน แรงดึงดูด

ที่ฉุดให้จิตเข้าไปกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทั้งทางกาย วาจา ใจ

๒. กรรม : โซ่ตรวนที่เกิดจากการกระทำด้วยเจตนา

พระพุทธเจ้าตรัสชัดเจนว่า

“เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง วทามิ”

เรากล่าวว่า เจตนาเป็นกรรม

กรรมในที่นี้

มิใช่สิ่งลึกลับ

มิใช่ชะตาฟ้าลิขิต

แต่คือ การกระทำที่มีเจตนาอันเกิดจากตัณหา

ในภาพ

โซ่ตรวนไม่ได้ถูกใครมาล่าม

แต่เกิดจากการกระทำของตนเอง

นี่ตรงกับพุทธวจนว่า

“สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้มีกรรมเป็นของตน

เป็นผู้สืบต่อกรรม

เป็นผู้มีกรรมเป็นแดนเกิด”

ตราบใดที่ยังมีตัณหา

กรรมย่อมยังถูกผลิต

และตราบใดที่กรรมยังถูกผลิต

ผลคือทุกข์ย่อมตามมา

๓. ทุกข์ : มิใช่สิ่งที่ต้องหนี แต่ต้องรู้ตามจริง

พระพุทธเจ้า ไม่เคยตรัสว่าโลกนี้ไม่มีทุกข์

ตรงกันข้าม พระองค์ตรัสว่า

“นี้แล อริยสัจ คือ ทุกข์”

ทุกข์ในภาพ

มิใช่เพียงความเจ็บปวดทางกาย

แต่คือ ความแบก ความฝืน ความคับแค้น ความหนักอึ้งของใจ

เมฆดำในภาพ

ไม่ได้อยู่เพราะโชคร้าย

แต่อยู่เพราะเหตุยังไม่ดับ

๔. การสิ้นตัณหา : จุดเปลี่ยนของทั้งกระบวนการ

ตรงกลางภาพ

บุคคลหนึ่งกำลัง ปล่อยโซ่ตรวนออกจากมือ

มิใช่เพราะมีใครมาตัด

แต่เพราะ ไม่ถือไว้แล้ว

นี่ตรงกับพุทธวจนอย่างยิ่ง

“เมื่อใดแล อริยสาวกเห็นโทษในตัณหา

เห็นอานิสงส์แห่งความสละออก

เมื่อนั้น ตัณหาย่อมสิ้นไป”

การสิ้นตัณหา

ไม่ใช่การกดข่ม

ไม่ใช่การหนี

แต่คือ การรู้ตามจริง จนไม่จำเป็นต้องยึด

๕. เพราะสิ้นตัณหา → กรรมย่อมไม่งอก

เมื่อไม่มีตัณหาเป็นเชื้อ

การกระทำย่อมไม่ปรุงแต่งเป็นกรรมใหม่

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“เมื่อไม่มีตัณหา

กรรมย่อมไม่งอกงาม

วิญญาณย่อมไม่ตั้งอยู่”

นี่คือเหตุที่ในภาพ

โซ่ตรวนหลุดออกเอง

โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง

๖. เพราะสิ้นกรรม → ทุกข์ย่อมดับ

ปลายทางของภาพ

คือพระพุทธเจ้า ประทับนั่งอย่างสงบ

ใต้ต้นไม้ที่งอกงาม

ไม่มีเมฆทุกข์

ไม่มีโซ่

ไม่มีภาระ

นี่ตรงกับพุทธวจนว่า

“เพราะความดับแห่งกรรม

ความเกิดย่อมดับ

เพราะความดับแห่งความเกิด

ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ย่อมดับ”

การดับทุกข์

จึงไม่ใช่การแก้ที่ปลายเหตุ

แต่คือ การดับที่ต้นตอ

๗. สรุปตามพุทธวจนโดยไม่เพิ่มเติม

พระพุทธเจ้า ไม่ตรัสซับซ้อน

แต่ตรัสตรงไปตรงมาอย่างยิ่งว่า

• มีตัณหา → มีกรรม

• มีกรรม → มีทุกข์

• สิ้นตัณหา → กรรมสิ้น

• กรรมสิ้น → ทุกข์สิ้น

ดังที่ตรัสว่า

“อุทายี ! เพราะสิ้นตัณหา จึงสิ้นกรรม

เพราะสิ้นกรรม จึงสิ้นทุกข์

ด้วยประการดังนี้แล”

นี่มิใช่ปรัชญา

มิใช่สัญลักษณ์

แต่คือ หนทางพ้นทุกข์ที่พิสูจน์ได้ด้วยตนเอง

๘. ตัณหาไม่สิ้น เพราะ “ยังเห็นว่าน่าถือ”

พระพุทธเจ้ามิได้ตรัสว่า

ตัณหาสิ้นเพราะการอธิษฐาน

หรือเพราะการบังคับใจ

แต่ตรัสว่า ตัณหาสิ้นได้ เพราะการเห็นตามความเป็นจริง

“เมื่อเห็นความไม่เที่ยงในรูป

เมื่อเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา

เมื่อเห็นความไม่เที่ยงในสัญญา

เมื่อเห็นความไม่เที่ยงในสังขาร

เมื่อเห็นความไม่เที่ยงในวิญญาณ

ความกำหนัดย่อมคลาย

เพราะความคลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น”

ตัณหาอยู่ได้

เพราะจิต ยังเห็นว่าสิ่งนั้นควรยึด ควรเอา ควรเป็น

เมื่อความเห็นนี้ดับ

ตัณหาจึงดับตามเหตุ

๙. กรรมใหม่ไม่เกิด เพราะจิต “ไม่เข้าไปปรุง”

พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสว่า

พระอรหันต์ไม่มีการกระทำ

แต่ตรัสว่า

“ภิกษุทั้งหลาย

การกระทำของพระตถาคต

ไม่เป็นไปเพื่อการสั่งสมภพใหม่”

นั่นคือ

ยังมีการเคลื่อนไหว

ยังมีการพูด

ยังมีการทำกิจ

แต่ ไม่มีเจตนาเพื่อเอา เพื่อเป็น เพื่อสืบต่อภพ

ในภาพ

บุคคลตรงกลางไม่ได้หยุดเดิน

แต่เดินโดย ไม่ถูกโซ่ลากไว้

นี่คือ “กรรมที่ไม่ให้ผลเป็นทุกข์”

เพราะไม่มีตัณหาเป็นราก

๑๐. ทุกข์ดับ มิใช่เพราะโลกหายไป แต่เพราะใจไม่ยึดโลก

พระพุทธเจ้าตรัสชัดว่า

“โลกยังมีอยู่

แต่ผู้รู้โลกย่อมไม่ทุกข์เพราะโลก”

ทุกข์มิได้เกิดจาก

รูป เสียง กลิ่น รส

แต่เกิดจาก ความยึดในรูป เสียง กลิ่น รส

ดังนั้น

เมื่อไม่มีการยึด

โลกยังคงเป็นโลก

แต่ไม่เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์

ในภาพ

ดอกบัวยังอยู่

ต้นไม้ยังอยู่

แต่จิตสงบ ไม่หวั่นไหว

๑๑. การหลุดพ้น ไม่ได้เกิดจากการหนีทุกข์ แต่จากการรู้ทุกข์

พระพุทธเจ้ามิได้สอนให้หนีโลก

มิได้สอนให้กลัวทุกข์

แต่ตรัสว่า

“ทุกข์ควรกำหนดรู้”

เมื่อทุกข์ถูกกำหนดรู้ตามจริง

จะเห็นเหตุของมัน

และเมื่อเห็นเหตุ

การดับย่อมปรากฏ

นี่คือเหตุที่พระองค์ตรัสว่า

“ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท

ผู้นั้นเห็นธรรม

ผู้ใดเห็นธรรม

ผู้นั้นเห็นเรา”

๑๒. เพราะสิ้นตัณหา → ไม่ต้องแบกอะไรอีก

ภาพทางซ้าย

คือชีวิตที่ “แบก”

ภาพทางขวา

คือชีวิตที่ “วาง”

แต่สิ่งที่วาง

ไม่ใช่ทรัพย์

ไม่ใช่ร่างกาย

ไม่ใช่โลก

สิ่งที่วาง คือ ความถือว่าเป็นของเรา

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“สิ่งใดไม่ใช่ของเรา

เราไม่ควรยึดสิ่งนั้น”

เมื่อไม่มีการยึด

ภาระจึงไม่มี

๑๓. พระนิพพาน : ความสงบที่ไม่ต้องสร้าง

พระนิพพาน

ไม่ใช่สิ่งที่ต้องสร้าง

ไม่ใช่ภพใหม่

ไม่ใช่โลกอีกใบ

แต่คือ

“ความดับไม่เหลือแห่งตัณหา

ความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน

ความดับไม่เหลือแห่งภพ”

ในภาพ

พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงทำอะไร

แต่ ไม่มีอะไรต้องทำอีก

นี่ตรงกับพุทธวจนว่า

“กิจที่ควรทำ ได้ทำเสร็จแล้ว

กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก”

๑๔. สรุปตามพุทธวจนโดยไม่เพิ่มถ้อยคำ

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนหลายทาง

แต่สอน ทางเดียวที่ตรง

คือ

• เห็นทุกข์ตามจริง

• เห็นเหตุของทุกข์ตามจริง

• เห็นความดับของทุกข์ตามจริง

• ดำเนินไปตามทางที่ทำให้ถึงความดับนั้น

จึงตรัสว่า

“อุทายี ! เพราะสิ้นตัณหา จึงสิ้นกรรม

เพราะสิ้นกรรม จึงสิ้นทุกข์

ด้วยประการดังนี้แล”

#Siamstr #nostr #พุทธวจน #ธรรมะ

🙏🙏🙏🙏🙏❄️

Gปีใหม่❄️🧣