หลักจาคะ (การสละ) ในพระพุทธศาสนา กับหลักการเงินสร้างยาก (Hard Money)
หลักการจาคะกับการประยุกต์ใช้ด้านเศรษฐกิจ
🧘การลดความโลภและความเห็นแก่ตัว: หลักจาคะช่วยลดกิเลสความโลภ และความเห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นรากฐานของปัญหาเศรษฐกิจหลายอย่าง เช่น การกอบโกยทรัพยากร การผูกขาด การเอารัดเอาเปรียบ หากผู้คนมีจาคะมากขึ้น จะนำไปสู่การแบ่งปัน การช่วยเหลือเกื้อกูล และการทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
🧘เศรษฐกิจพอเพียงและการบริโภคอย่างมีสติ: การสละความอยากเกินความจำเป็น สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่เน้นการผลิตและบริโภคอย่างมีเหตุผล พอประมาณ และมีภูมิคุ้มกัน เป็นการลดการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง และลดหนี้สินที่ไม่จำเป็น
🧘การบริจาคและการทำบุญ: การสละทรัพย์สินเพื่อสาธารณประโยชน์หรือการกุศล เป็นการกระจายความมั่งคั่ง ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และสร้างความสมดุลในสังคม
🧘การสร้างมูลค่าที่ไม่ใช่ตัวเงิน: การให้วิทยาทานหรือการแบ่งปันความรู้ เป็นการสร้าง ทุนมนุษย์ และ ทุนทางสังคม ที่มีคุณค่ามหาศาล ซึ่งไม่สามารถตีมูลค่าเป็นตัวเงินได้โดยตรง แต่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว
💡ความสอดคล้องกับหลักการของ Bitcoi🇳
💡การที่เงินสร้างยาก เช่น Bitcoi🇳 ถูกออกแบบมาให้มีคุณสมบัติที่จำกัดการผลิตและโปร่งใส สามารถตีความได้ว่าสอดคล้องกับหลักจาคะในแง่มุมของการ "สละความสามารถในการเบียดเบียน" และ "สร้างระบบที่เอื้อต่อความเป็นธรรม" ดังนี้:
💡สละการควบคุม/อำนาจรวมศูนย์ (Decentralization and Reduced Centralized Power):
💡หลักจาคะ: การสละอัตตาตัวตน หรือลดความเห็นแก่ตัวของบุคคล/กลุ่มบุคคล
💡ความสอดคล้องกับ Bitcoi🇳: ระบบการเงินแบบดั้งเดิม (Fiat Money) มีลักษณะรวมศูนย์ (Centralized) ทำให้ผู้มีอำนาจ (รัฐบาล ธนาคารกลาง) สามารถ "พิมพ์เงิน" เพิ่มได้ตามต้องการ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อ การลดทอนอำนาจซื้อของประชาชน และการเอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่มที่เข้าถึงเงินทุนใหม่ได้ก่อน
💡Bitcoi🇳 ถูกออกแบบมาให้เป็นระบบกระจายศูนย์ (Decentralized) ไม่มีองค์กรกลางควบคุม ทำให้ "สละ" อำนาจในการพิมพ์เงินตามอำเภอใจ ออกจากมือของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ลดโอกาสในการใช้อำนาจนั้นไปในทางที่เห็นแก่ตัวหรือเบียดเบียนผู้อื่นผ่านการลดค่าเงิน
💡สละการเบียดเบียนผ่านเงินเฟ้อ (Sacrifice of Inflationary Control):
💡หลักจาคะ: การไม่เบียดเบียนผู้อื่น การไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น
💡ความสอดคล้องกับ Bitcoin: เงินเฟ้อที่เกิดจากการพิมพ์เงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีการควบคุม คือการ "เบียดเบียน" ประชาชนผู้ถือเงินทางอ้อม เพราะทำให้เงินที่หามาได้มีมูลค่าลดลงเรื่อยๆ (เหมือนภาษีที่มองไม่เห็น)
💡Bitcoi🇳ด้วยกลไกการจำกัดจำนวนและอัตราการผลิตที่คาดการณ์ได้ "สละ" ความสามารถในการสร้างเงินเฟ้อตามอำเภอใจ ผู้ใช้ Bitcoin จึงได้รับการปกป้องจากภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากการพิมพ์เงิน ซึ่งถือเป็นการไม่เบียดเบียนผู้ถือครองเงินนั้น
💡ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ (Transparency and Verifiability):
💡หลักจาคะ: ความซื่อสัตย์สุจริต ความเปิดเผย
💡ความสอดคล้องกับ Bitcoin: การทำธุรกรรมบนบล็อกเชนของ Bitcoin นั้นมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้โดยสาธารณะ (แม้จะระบุแค่ที่อยู่กระเป๋า ไม่ใช่ชื่อบุคคลโดยตรง) แต่ทุกคนสามารถเห็นและตรวจสอบการไหลเวียนของ Bitcoi🇳 ได้
💡ในแง่นี้ คือการ "สละ" ความลับหรือการซ่อนเร้น ในการบริหารจัดการเงิน ทำให้ระบบการเงินมีความน่าเชื่อถือและยุติธรรมมากขึ้น ลดโอกาสในการทุจริตหรือการจัดการที่ไม่โปร่งใสที่อาจเกิดขึ้นในระบบรวมศูนย์
ความอดทนและผลประโยชน์ระยะยาว (Patience and Long-term Benefit):
🧘♀️หลักจาคะ: การปล่อยวางความอยากได้ในปัจจุบัน และมองเห็นประโยชน์ในระยะยาว
🧘♀️ความสอดคล้องกับ Bitcoi🇳: การถือครอง Bitcoin ในระยะยาว (HODL) นั้นสอดคล้องกับแนวคิดการสละความปรารถนาที่จะทำกำไรระยะสั้นจากการเก็งกำไร และเชื่อมั่นในคุณค่าของเงินสร้างยากที่จะรักษามูลค่าไว้ได้ดีกว่าในระยะยาวเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อที่อาจเกิดขึ้นกับเงินกระดาษ
🧘♀️ข้อควรระวังในการตีความ
แม้จะมีจุดเชื่อมโยงที่น่าสนใจ แต่ก็ควรระมัดระวังในการตีความ:
💡เจตนา: หลักจาคะในพุทธศาสนามีเจตนาเพื่อการพัฒนาจิตใจและหลุดพ้นจากทุกข์ ส่วน Bitcoi🇳 ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเงินและการแก้ปัญหาของระบบเงินแบบรวมศูนย์(อันนี้ต้องดูที่เจตนาของผัสสะอารมณ์แต่ละขณะจิตว่าจิตมีลักษณะใด ขณะ HOLD ,ขณะเทรดสั้น , Longterm ,Shorterm ขณะจิตมีความโลก ความหลง จิตมีความผ่องใสต่างกันในแต่ละลักษณะของการประเมินสินทรัพย์ ต้องใช้หลักโยนิโสมนสิการในการพิจารณาอีกข่ายนึง )
💡ความเสี่ยง: การลงทุนใน Bitcoi🇳 ยังมีความเสี่ยงสูงจากความผันผวนของราคา ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับหลักความไม่ประมาท (กรณี้นี่การแบ่งพอร์ท ตลอดจนหลักการ Not your Keys Not Your coin จะช่วยกระจายความเสี่ยง) มองในทางกลับกันถ้าระบบการเงินโลกจะนั้นท้ายที่สุดมูลค่าของทั้งตลาดจะไปอยู่ในรูปแบบใกล้เคียงกับอุปทานของ 21 ล้านเหรียญ...(อ้างอิงคำ"อนุมาน"ของ อ พิริยะ สัมพันธารักษ์ ในรายการ Inversto🙏) การ HOLD นั้นถือว่าเป็นการลดความเสี่ยงในคลื่นการปฏิวัติทางสังคมระรอกใหญ่ลูกนึงเลยก็ว่าได้
💡การปฏิบัติ: การถือครอง Bitcoi🇳 หรือการสนับสนุนเงินสร้างยาก ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นได้ฝึกฝนหลักจาคะโดยอัตโนมัติ การฝึกจาคะต้องมาจากการปฏิบัติในชีวิตประจำวันและจิตใจที่แท้จริง
ข้อน่าสนใจอีกประการคือเหล่า Bitcoi🇳er จำนวนมากมี Mind set หรือกลุ่มแนวความคิดใกล้เคียงกัน เรื่องการเลือกรับประทานอาหาร , การสละ ,การให้วิทยาทานความรู้แก่เพือนมนุษย์ หลายคนตกผลึกถึงต้นตอของปัญหาทั้งหลายในโลกว่าเกิดจาก "อวิชชา" วิบากกรรมท่ส่งผลต่อ ภพ ชาติ ชรา มรณะ ที่เป็นอยู่ (ไม่ได้มีเจตนาจะเข้าใจปรมัตถ์ธรรมแต่แรกแต่ Bitcoi🇳 กลับสอนธรรมะให้ทีละน้อย)
ซึ่งสอดคล้องกับข้ออ้างอิงในพระคัมภีร์ เช่น ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร, มงคลสูตร,มงคลสูตร ,ปาฏิกสูตร
และหลักพุทธกิจ 5 ประการ หนึ่งในกิจวัตรประจำวันของพระพุทธเจ้าคือ "อัฑฒรัตเต เทวปัญหะนัง" หมายถึงการตอบปัญหาของเทวดาในเวลากลางดึก แสดงให้เห็นว่าเทวดามีความสนใจในธรรมะและมีข้อสงสัยเช่นเดียวกับมนุษย์ หากมองเป็นมุมมองเชิงปรัชญาว่าด้วยตัวคำว่า"เทวดา"ออกไปจากรูปแบบของลักษณะภูมิกำเนิดคุณวิเศษตามแบบที่คนส่วนใหญ่เข้าใจนั้นขอย้อนกลับไปยังอ้างอิงลักษณะของการจุติ เทวดา 3 รูปแบบ คือ
เทวดาโดยกำเนิด (อุปปัตติเทพ)
เทวดาโดยสมมติ (สมมติเทพ)
เทวดาโดยความบริสุทธิ์ (วิสุทธิเทพ)
🚨เทวดาทั้ง 3 รูปแบบนี้หากอนุมานเป็น
แนวคิดอภิปรัชญา(Metaphysics)
กลุ่มชนที่มีฐานะโดยชาติกำเนิดก็ดี ,
กลุ่มชนที่ยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของตนให้สูงขึ้นก็ดี(เริ่มสร้างความมั่งคั่งในGenerationของตน)
กลุ่มชนที่เป็นอริยะชนหรือกำลังทำจิตให้พ้นจากอุปกิเลก อาสสวะทั้งปวง ผู้กำลังก้าวเข้าสู้เส้นทางนิพพาน
🚨หลักการข้างต้นนี้หากผู้อ่านเข้าใจระบบภาพรวมของระบบเงิน fiat คงจะเห็นภาพไม่มากก็น้อยว่าหากชนกลุ่มท่ี่เป็น Employee เต็มระบบวันใดวันหนึ่งพวกเขาล้มป่วย หรือ เผชิญกับ ดอกเบี้ยทบต้น(Compound Interest),การปฏิวัติทางการเงินลูกใหญ่ ,แนวคิดเงิน 4 ด้าน งาน 4 ประเภท (Robert Kiyosaki) และนำไปสู่เรื่อง Active ---Passive Income ,store of Value จะเป็นการยากยิ่งที่สภาวะของจิตจะผ่องใส เกิดปัญญาญาณขั้นวิมุติ หากใช้หลักความเชื่อมโยงของ เงินสร้างยาก-เทวดา-เงินที่ดี จะทำให้เห็นความสอดล้องกันอย่างมีนัยยะ(ตามทิฏฐิของผู้เขียนก็เป็นได้)
บทความนี้เพียงจะสื่อให้เห็นความเชื่อมโยงของเงินสร้างยากกับหลักการของพระพุทธศาสนามิได้มีเจตนาต่อการลงทุนสินทรัพย์ใดๆการลงทุนมีความเสี่ยง....
#siamstr
#fixthemoneyfixtheworld
🫶แพทย์ที่ดีที่สุดคือตัวเอง🫶
นั่งฟังรายการ WorkSmartHealHarder ที่คุณ ท็อป ให้สัมภาษณ์เรื่องสุขภาพส่วนบุคคล ตัดเรื่องการเข้าถึง tech ทางการแพทย์ที่ premium,อาหารเสริม ที่คนธรรมดาๆเข้าถึงยากออกไปสิ่งที่คนธรรมดาๆละเลยและทำได้เลยก็คือ
🧑⚕️-UPF Food ,สาร ins การสำรวจ label ของอาหารก่อนทาน
🧑⚕️-หลีกเลี่ยงน้ำตาล, นมวัว, น้ำมันพืชขัดสี, กลูเตน, อาหารแปรรูปสูง
🧑⚕️-ลำดับการกิน: ไฟเบอร์ -> ไขมัน -> โปรตีน -> คาร์โบไฮเดรต -> น้ำตาล (ตัดน้ำตาลไปเลย) น้ำตาล ,แป้ง ,น้ำมันพืช
🧑⚕️-ทานไขมันดี HDL ,ตัด trans fat
🧑⚕️-ตากแดดและ Grounding
🧑⚕️-ตรวจสุขภาพระดับ genome
🧑⚕️-การออกกำลังกาย (Exercise)เน้น Strength Training หรือ Weightlifting เพื่อสร้างกล้ามเนื้อ
🧑⚕️-ลดการสัมผัสกับมลภาวะ เช่น PM2.5, สารเคมี, รังสีจาก Wi-Fi และมือถือ
🧑⚕️-การนอน (Sleep) นอนให้ครบ 8 ชั่วโมง โดยมี Deep Sleep และ REM Sleep อย่างน้อยอย่างละ 2 ชั่วโมง
🧑⚕️-ควรทำ Fasting อย่างน้อย 17 ชั่วโมงขึ้นไป
🧑⚕️-ควร manage โปรตีนให้เหมาะสมกับอายุ
-No blue light ก่อนนอนพักสายตาจากแสงฟ้า
ส่วนตัวทำได้เกือบครบแล้ว เย้
เชื่อว่าชาว bitcoiner ก็มีกิจวัตรประมาณนี้กันใช่ไหมครับ
#siamstr #healthy

Quote of Sunday

#siamstr #bitcoin #fixthemoneyfixtheworld #youhavelesstime #wealth
ความเชือมโยงของบทพิจารณาอาหาร กับ trend-ชีวจิตของสุขภาพ
🔖เราสามารถเชื่อมโยงหลักธรรมเหล่านี้กับแนวคิด UPF Food และ NCDs ได้ในหลายมิติ:🔖
🤷มิติแห่ง "อนิจจัง" และ "ทุกขัง" (บทพิจารณาสังขาร) กับผลกระทบของ UPF Food ต่อร่างกาย:🤷
🔖สังขารไม่เที่ยง (อนิจจา): ร่างกายของเรามีการเปลี่ยนแปลง เสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา การบริโภค UPF Food ในปริมาณมากและต่อเนื่อง เป็นปัจจัยเร่งให้กระบวนการเสื่อมโทรมของร่างกายเกิดขึ้นเร็วขึ้น หรือเกิดความผิดปกติได้ง่ายขึ้น เช่น การสะสมไขมัน การเกิดการอักเสบในร่างกาย ซึ่งสอดคล้องกับหลักอนิจจังว่าร่างกายย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่พึงปรารถนาหากไม่ดูแล
สังขารเป็นทุกข์ (ทุกขา): การเจ็บป่วยด้วยโรค NCDs ที่เกิดจากการบริโภค UPF Food มากเกินไป เช่น เบาหวาน ความดัน หัวใจ ล้วนนำมาซึ่ง "ทุกข์" ทางกาย ทั้งความเจ็บปวด การต้องพึ่งยา การมีข้อจำกัดในการดำเนินชีวิต การที่ร่างกายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ก็คือลักษณะของ "ทุกข์" ที่เกิดขึ้นกับสังขารนั่นเอง
มิติแห่ง "ปะฏิสังขาโย โยนิโส" (พิจารณาโดยแยบคาย) กับการบริโภค UPF Food:
🔖การขาด "โยนิโสมนสิการ" ในการเลือกอาหาร: บทพิจารณาอาหารสอนให้ "พิจารณาโดยแยบคาย" ก่อนบริโภค คือการใช้ปัญญาไตร่ตรองถึงวัตถุประสงค์ของการกิน ไม่ใช่กินตามใจปาก หรือตามความเพลิดเพลิน
UPF Food มักถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นความอยาก ความเพลิน และความสะดวกสบาย ทำให้ผู้บริโภคขาดการ "พิจารณาโดยแยบคาย" ถึงผลกระทบที่แท้จริงต่อสุขภาพ คนส่วนใหญ่อาจกินเพราะอร่อย สะดวก ราคาถูก โดยไม่ได้ตระหนักถึงส่วนประกอบทางเคมี สารปรุงแต่ง หรือผลกระทบระยะยาว
ผลลัพธ์คือ NCDs: การบริโภค UPF Food โดยขาดการพิจารณาไตร่ตรองอย่างแยบคายนำไปสู่การสะสมพฤติกรรมเสี่ยง และเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิด NCDs
บริโภคเพื่อ "ยาปะนายะ" (เพื่อความเป็นไปได้แห่งอัตภาพ): จุดประสงค์หลักของการกินอาหารตามหลักพุทธศาสนาคือเพื่อดำรงชีวิต เพื่อให้ร่างกายมีกำลังในการประพฤติธรรมหรือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อบำรุงบำเรอ
UPF Food หลายชนิดไม่ได้ให้สารอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีพอย่างแท้จริง หรือมีสารอาหารที่สมดุล แต่เน้นพลังงานว่างเปล่า (Empty Calories) และการกระตุ้นความอยาก ซึ่งขัดแย้งกับหลัก "ยาปะนายะ" เพราะแทนที่จะช่วยให้ร่างกายดำรงอยู่และแข็งแรง กลับบั่นทอนสุขภาพในระยะยาว
"นะ มะทายะ, นะ มัณฑะนายะ" (ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเมามัน, ไม่ให้เป็นไปเพื่อประดับ): หลักธรรมนี้เตือนไม่ให้กินอาหารด้วยความหลงระเริงในรสชาติ หรือเพื่อโอ้อวด
UPF Food หลายชนิดเน้นความอร่อยจัดจ้าน (ซึ่งมาจากการปรุงแต่ง) และการตลาดที่กระตุ้นให้บริโภคด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล ซึ่งอาจนำไปสู่การเสพติดรสชาติ (Food Addiction) และการบริโภคเกินความจำเป็น ทำให้เกิดโรค NCDs จากพฤติกรรมดังกล่าว
การศึกษาเปรียบเทียบในเชิงพุทธปรัชญาและสาธารณสุข:
🔖การแพทย์แผนปัจจุบัน (ผ่านแนวคิด UPF Food และ NCDs) เน้นการศึกษาถึงกลไกทางกายภาพและเคมีของอาหารที่ส่งผลต่อร่างกาย และการป้องกัน/รักษาโรคด้วยวิทยาศาสตร์
พุทธศาสนา (ผ่านบทพิจารณาสังขารและปัจจัย 4) เน้นการศึกษาจิตใจและการรับรู้ของมนุษย์ต่อปัจจัยสี่ (รวมถึงอาหาร) โดยมองว่าการบริโภคอย่างมีสติและปัญญาเป็นหนทางหนึ่งในการลดทุกข์และพัฒนาจิตใจ
บทสรุป:
🔖การศึกษาเปรียบเทียบนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้จะต่างยุคสมัยและต่างสาขาความรู้ แต่หลักการพื้นฐานของการดูแลสุขภาพกายและใจนั้นมีความสอดคล้องกันอย่างน่าทึ่ง
🔖บทพิจารณาสังขาร เป็นการเตือนสติให้เราตระหนักถึงความไม่เที่ยงและความเป็นทุกข์ของร่างกาย ซึ่งการเจ็บป่วยด้วย NCDs จาก UPF Food ก็เป็นประจักษ์พยานของความเสื่อมและความทุกข์ที่เกิดกับสังขาร
บทพิจารณาอาหาร (ปะฏิสังขาโยฯ) เป็นหลักปฏิบัติที่สอนให้เรา "พิจารณาโดยแยบคาย" ในการบริโภค ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันโรค NCDs และการเลือกหลีกเลี่ยง UPF Food การกินอย่างมีสติ ไม่ใช่ตามใจกิเลส จะช่วยให้เราเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และลดความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ
ดังนั้น การนำหลักธรรมเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยการ "พิจารณาโดยแยบคาย" ถึงอาหารที่เรากิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง UPF Food และตระหนักถึงความไม่เที่ยงของสังขาร ย่อมเป็นแนวทางสำคัญในการดูแลสุขภาพกายให้ห่างไกลจาก NCDs และนำมาซึ่งความผาสุกในชีวิตครับ
#siamstr #healthy #dhamma



🕮ความเชือมโยงของบทพิจารณาอาหาร กับ trend-ชีวจิตของสุขภาพ 🕮
🔖เราสามารถเชื่อมโยงหลักธรรมเหล่านี้กับแนวคิด UPF Food และ NCDs ได้ในหลายมิติ:🔖
🤷มิติแห่ง "อนิจจัง" และ "ทุกขัง" (บทพิจารณาสังขาร) กับผลกระทบของ UPF Food ต่อร่างกาย:🤷
🔖สังขารไม่เที่ยง (อนิจจา): ร่างกายของเรามีการเปลี่ยนแปลง เสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา การบริโภค UPF Food ในปริมาณมากและต่อเนื่อง เป็นปัจจัยเร่งให้กระบวนการเสื่อมโทรมของร่างกายเกิดขึ้นเร็วขึ้น หรือเกิดความผิดปกติได้ง่ายขึ้น เช่น การสะสมไขมัน การเกิดการอักเสบในร่างกาย ซึ่งสอดคล้องกับหลักอนิจจังว่าร่างกายย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่พึงปรารถนาหากไม่ดูแล
สังขารเป็นทุกข์ (ทุกขา): การเจ็บป่วยด้วยโรค NCDs ที่เกิดจากการบริโภค UPF Food มากเกินไป เช่น เบาหวาน ความดัน หัวใจ ล้วนนำมาซึ่ง "ทุกข์" ทางกาย ทั้งความเจ็บปวด การต้องพึ่งยา การมีข้อจำกัดในการดำเนินชีวิต การที่ร่างกายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ก็คือลักษณะของ "ทุกข์" ที่เกิดขึ้นกับสังขารนั่นเอง
มิติแห่ง "ปะฏิสังขาโย โยนิโส" (พิจารณาโดยแยบคาย) กับการบริโภค UPF Food:
🔖การขาด "โยนิโสมนสิการ" ในการเลือกอาหาร: บทพิจารณาอาหารสอนให้ "พิจารณาโดยแยบคาย" ก่อนบริโภค คือการใช้ปัญญาไตร่ตรองถึงวัตถุประสงค์ของการกิน ไม่ใช่กินตามใจปาก หรือตามความเพลิดเพลิน
UPF Food มักถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นความอยาก ความเพลิน และความสะดวกสบาย ทำให้ผู้บริโภคขาดการ "พิจารณาโดยแยบคาย" ถึงผลกระทบที่แท้จริงต่อสุขภาพ คนส่วนใหญ่อาจกินเพราะอร่อย สะดวก ราคาถูก โดยไม่ได้ตระหนักถึงส่วนประกอบทางเคมี สารปรุงแต่ง หรือผลกระทบระยะยาว
ผลลัพธ์คือ NCDs: การบริโภค UPF Food โดยขาดการพิจารณาไตร่ตรองอย่างแยบคายนำไปสู่การสะสมพฤติกรรมเสี่ยง และเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิด NCDs
บริโภคเพื่อ "ยาปะนายะ" (เพื่อความเป็นไปได้แห่งอัตภาพ): จุดประสงค์หลักของการกินอาหารตามหลักพุทธศาสนาคือเพื่อดำรงชีวิต เพื่อให้ร่างกายมีกำลังในการประพฤติธรรมหรือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อบำรุงบำเรอ
UPF Food หลายชนิดไม่ได้ให้สารอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีพอย่างแท้จริง หรือมีสารอาหารที่สมดุล แต่เน้นพลังงานว่างเปล่า (Empty Calories) และการกระตุ้นความอยาก ซึ่งขัดแย้งกับหลัก "ยาปะนายะ" เพราะแทนที่จะช่วยให้ร่างกายดำรงอยู่และแข็งแรง กลับบั่นทอนสุขภาพในระยะยาว
"นะ มะทายะ, นะ มัณฑะนายะ" (ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเมามัน, ไม่ให้เป็นไปเพื่อประดับ): หลักธรรมนี้เตือนไม่ให้กินอาหารด้วยความหลงระเริงในรสชาติ หรือเพื่อโอ้อวด
UPF Food หลายชนิดเน้นความอร่อยจัดจ้าน (ซึ่งมาจากการปรุงแต่ง) และการตลาดที่กระตุ้นให้บริโภคด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล ซึ่งอาจนำไปสู่การเสพติดรสชาติ (Food Addiction) และการบริโภคเกินความจำเป็น ทำให้เกิดโรค NCDs จากพฤติกรรมดังกล่าว
การศึกษาเปรียบเทียบในเชิงพุทธปรัชญาและสาธารณสุข:
🔖การแพทย์แผนปัจจุบัน (ผ่านแนวคิด UPF Food และ NCDs) เน้นการศึกษาถึงกลไกทางกายภาพและเคมีของอาหารที่ส่งผลต่อร่างกาย และการป้องกัน/รักษาโรคด้วยวิทยาศาสตร์
พุทธศาสนา (ผ่านบทพิจารณาสังขารและปัจจัย 4) เน้นการศึกษาจิตใจและการรับรู้ของมนุษย์ต่อปัจจัยสี่ (รวมถึงอาหาร) โดยมองว่าการบริโภคอย่างมีสติและปัญญาเป็นหนทางหนึ่งในการลดทุกข์และพัฒนาจิตใจ
บทสรุป:
🔖การศึกษาเปรียบเทียบนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้จะต่างยุคสมัยและต่างสาขาความรู้ แต่หลักการพื้นฐานของการดูแลสุขภาพกายและใจนั้นมีความสอดคล้องกันอย่างน่าทึ่ง
🔖บทพิจารณาสังขาร เป็นการเตือนสติให้เราตระหนักถึงความไม่เที่ยงและความเป็นทุกข์ของร่างกาย ซึ่งการเจ็บป่วยด้วย NCDs จาก UPF Food ก็เป็นประจักษ์พยานของความเสื่อมและความทุกข์ที่เกิดกับสังขาร
บทพิจารณาอาหาร (ปะฏิสังขาโยฯ) เป็นหลักปฏิบัติที่สอนให้เรา "พิจารณาโดยแยบคาย" ในการบริโภค ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันโรค NCDs และการเลือกหลีกเลี่ยง UPF Food การกินอย่างมีสติ ไม่ใช่ตามใจกิเลส จะช่วยให้เราเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และลดความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ
ดังนั้น การนำหลักธรรมเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยการ "พิจารณาโดยแยบคาย" ถึงอาหารที่เรากิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง UPF Food และตระหนักถึงความไม่เที่ยงของสังขาร ย่อมเป็นแนวทางสำคัญในการดูแลสุขภาพกายให้ห่างไกลจาก NCDs และนำมาซึ่งความผาสุกในชีวิตครับ
#dhamma #siamstr #upffood #fiatfood



🥦ความเชื่อมโยงระหว่าง Bitcoiner กับสุขภาพแบบ "Anti-Fiat"🥦
🌿Bitcoiner มักจะมีความเชื่อพื้นฐานว่าระบบรวมศูนย์ไม่ว่าจะเป็นการเงิน การเมือง หรือแม้กระทั่งสาธารณสุข ล้วนมีข้อบกพร่องและอาจถูกบิดเบือนได้ สำหรับเรื่องสุขภาพ พวกเขามองว่า:
🌿ความรู้ทางวิชาการสุขภาพแบบ Fiat: Bitcoiner บางส่วนอาจมองว่าความรู้ทางการแพทย์และคำแนะนำด้านสุขภาพจากหน่วยงานภาครัฐ หรือองค์กรใหญ่ๆ เป็นเหมือน "ความรู้แบบ Fiat" นั่นคือเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นและควบคุมโดยศูนย์กลาง ซึ่งอาจมีวาระซ่อนเร้นหรือผลประโยชน์ทับซ้อน แทนที่จะเป็นความจริงที่ "กระจายอำนาจ" และ "ตรวจสอบได้" พวกเขาอาจตั้งคำถามถึงคำแนะนำที่มาจากอุตสาหกรรมยา หรืออุตสาหกรรมอาหารขนาดใหญ่
🥩เทรนด์การต่อต้าน UPF (Ultra-Processed Foods) และ No Sugar: เทรนด์สุขภาพเหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่ม Bitcoiner เนื่องจากสอดคล้องกับแนวคิดการ "ไม่พึ่งพาระบบ" และ "กลับคืนสู่ธรรมชาติ" พวกเขามองว่าอาหารแปรรูปสูงและน้ำตาลเป็นผลผลิตของอุตสาหกรรมอาหารขนาดใหญ่ที่เน้นผลกำไรมากกว่าสุขภาพ ซึ่งคล้ายกับการที่รัฐบาลพิมพ์เงิน Fiat ออกมาโดยไม่มีขีดจำกัด การหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้จึงเป็นการประกาศอิสรภาพจากระบบที่มองว่า "ไร้ค่า" และ "เป็นอันตราย" พวกเขามักจะเน้นอาหารจากธรรมชาติที่ไม่ได้ผ่านการแปรรูปมากนัก (whole foods)
เทรนด์สุขภาพแบบชาว Bitcoiner (Ancestral Health / Biohacking): แนวคิดสุขภาพในกลุ่ม Bitcoiner มักจะเอนเอียงไปทาง Ancestral Health (สุขภาพแบบบรรพบุรุษ) หรือ Biohacking (การปรับปรุงชีวภาพ) ซึ่งเน้นการกินอาหารที่ใกล้เคียงกับที่มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์เคยกิน เช่น อาหารไขมันสูง โปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ (Carnivore Diet, Keto Diet) การอดอาหารเป็นช่วงๆ (Intermittent Fasting) การออกกำลังกายที่เน้นความแข็งแรง และการใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติมากขึ้น พวกเขาเชื่อว่าร่างกายมนุษย์ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้ดีที่สุดภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้ และระบบสมัยใหม่ได้เบี่ยงเบนเราไปจากวิถีทางธรรมชาติ ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
🥩ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
ความเชื่อใน Self-Sovereignty: Bitcoiner ให้ความสำคัญกับแนวคิด Self-Sovereignty หรือการเป็นเจ้าของตัวเองอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงินหรือร่างกาย พวกเขาเชื่อว่าแต่ละคนควรมีอำนาจตัดสินใจสูงสุดเกี่ยวกับทรัพย์สินและสุขภาพของตนเอง โดยไม่ถูกแทรกแซงจากหน่วยงานภายนอก
🥩การตั้งคำถามกับ Authority: 🥩
เนื่องจาก Bitcoiner มักจะตั้งคำถามกับอำนาจรวมศูนย์ของรัฐบาลและสถาบันการเงิน พวกเขาจึงขยายแนวคิดนี้ไปยังวงการแพทย์และสาธารณสุขด้วย พวกเขาอาจมองว่าองค์ความรู้และคำแนะนำบางอย่างเป็น "Narrative" (เรื่องเล่า) ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างมากกว่าการเป็นความจริงที่บริสุทธิ์
การแสวงหาความจริงที่ "Hard" และ "Uncorruptable": เช่นเดียวกับที่ Bitcoin ถูกมองว่าเป็น "Hard Money" (เงินที่หายากและไม่สามารถบิดเบือนได้) Bitcoiner มักจะแสวงหาความรู้และแนวปฏิบัติที่พวกเขามองว่า "Hard" หรือเป็นความจริงที่ไม่สามารถถูกบิดเบือนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องสุขภาพที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่โดยตรง
โดยสรุปแล้ว ความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่ม Bitcoiner กับมายาคติสุขภาพแบบ Fiat ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากชุดความคิดพื้นฐานที่พวกเขามีต่อระบบรวมศูนย์และอำนาจ พวกเขามองว่าการดูแลสุขภาพของตนเองด้วยแนวทางที่ "กระจายอำนาจ" และ "ตรวจสอบได้" เป็นส่วนหนึ่งของการปลดปล่อยตนเองจากระบบที่พวกเขาไม่ไว้วางใจ และเป็นการกลับคืนสู่การเป็นเจ้าของชีวิตตนเองอย่างแท้จริง
#siamstr #fiatfood

ลองถาม Gemini ดู
🥦ความเชื่อมโยงระหว่าง Bitcoiner กับสุขภาพแบบ "Anti-Fiat"🥦
🌿Bitcoiner มักจะมีความเชื่อพื้นฐานว่าระบบรวมศูนย์ไม่ว่าจะเป็นการเงิน การเมือง หรือแม้กระทั่งสาธารณสุข ล้วนมีข้อบกพร่องและอาจถูกบิดเบือนได้ สำหรับเรื่องสุขภาพ พวกเขามองว่า:
🌿ความรู้ทางวิชาการสุขภาพแบบ Fiat: Bitcoiner บางส่วนอาจมองว่าความรู้ทางการแพทย์และคำแนะนำด้านสุขภาพจากหน่วยงานภาครัฐ หรือองค์กรใหญ่ๆ เป็นเหมือน "ความรู้แบบ Fiat" นั่นคือเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นและควบคุมโดยศูนย์กลาง ซึ่งอาจมีวาระซ่อนเร้นหรือผลประโยชน์ทับซ้อน แทนที่จะเป็นความจริงที่ "กระจายอำนาจ" และ "ตรวจสอบได้" พวกเขาอาจตั้งคำถามถึงคำแนะนำที่มาจากอุตสาหกรรมยา หรืออุตสาหกรรมอาหารขนาดใหญ่
🥩เทรนด์การต่อต้าน UPF (Ultra-Processed Foods) และ No Sugar: เทรนด์สุขภาพเหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่ม Bitcoiner เนื่องจากสอดคล้องกับแนวคิดการ "ไม่พึ่งพาระบบ" และ "กลับคืนสู่ธรรมชาติ" พวกเขามองว่าอาหารแปรรูปสูงและน้ำตาลเป็นผลผลิตของอุตสาหกรรมอาหารขนาดใหญ่ที่เน้นผลกำไรมากกว่าสุขภาพ ซึ่งคล้ายกับการที่รัฐบาลพิมพ์เงิน Fiat ออกมาโดยไม่มีขีดจำกัด การหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้จึงเป็นการประกาศอิสรภาพจากระบบที่มองว่า "ไร้ค่า" และ "เป็นอันตราย" พวกเขามักจะเน้นอาหารจากธรรมชาติที่ไม่ได้ผ่านการแปรรูปมากนัก (whole foods)
เทรนด์สุขภาพแบบชาว Bitcoiner (Ancestral Health / Biohacking): แนวคิดสุขภาพในกลุ่ม Bitcoiner มักจะเอนเอียงไปทาง Ancestral Health (สุขภาพแบบบรรพบุรุษ) หรือ Biohacking (การปรับปรุงชีวภาพ) ซึ่งเน้นการกินอาหารที่ใกล้เคียงกับที่มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์เคยกิน เช่น อาหารไขมันสูง โปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ (Carnivore Diet, Keto Diet) การอดอาหารเป็นช่วงๆ (Intermittent Fasting) การออกกำลังกายที่เน้นความแข็งแรง และการใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติมากขึ้น พวกเขาเชื่อว่าร่างกายมนุษย์ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้ดีที่สุดภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้ และระบบสมัยใหม่ได้เบี่ยงเบนเราไปจากวิถีทางธรรมชาติ ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
🥩ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
ความเชื่อใน Self-Sovereignty: Bitcoiner ให้ความสำคัญกับแนวคิด Self-Sovereignty หรือการเป็นเจ้าของตัวเองอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงินหรือร่างกาย พวกเขาเชื่อว่าแต่ละคนควรมีอำนาจตัดสินใจสูงสุดเกี่ยวกับทรัพย์สินและสุขภาพของตนเอง โดยไม่ถูกแทรกแซงจากหน่วยงานภายนอก
🥩การตั้งคำถามกับ Authority: 🥩
เนื่องจาก Bitcoiner มักจะตั้งคำถามกับอำนาจรวมศูนย์ของรัฐบาลและสถาบันการเงิน พวกเขาจึงขยายแนวคิดนี้ไปยังวงการแพทย์และสาธารณสุขด้วย พวกเขาอาจมองว่าองค์ความรู้และคำแนะนำบางอย่างเป็น "Narrative" (เรื่องเล่า) ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างมากกว่าการเป็นความจริงที่บริสุทธิ์
การแสวงหาความจริงที่ "Hard" และ "Uncorruptable": เช่นเดียวกับที่ Bitcoin ถูกมองว่าเป็น "Hard Money" (เงินที่หายากและไม่สามารถบิดเบือนได้) Bitcoiner มักจะแสวงหาความรู้และแนวปฏิบัติที่พวกเขามองว่า "Hard" หรือเป็นความจริงที่ไม่สามารถถูกบิดเบือนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องสุขภาพที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่โดยตรง
โดยสรุปแล้ว ความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่ม Bitcoiner กับมายาคติสุขภาพแบบ Fiat ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากชุดความคิดพื้นฐานที่พวกเขามีต่อระบบรวมศูนย์และอำนาจ พวกเขามองว่าการดูแลสุขภาพของตนเองด้วยแนวทางที่ "กระจายอำนาจ" และ "ตรวจสอบได้" เป็นส่วนหนึ่งของการปลดปล่อยตนเองจากระบบที่พวกเขาไม่ไว้วางใจ และเป็นการกลับคืนสู่การเป็นเจ้าของชีวิตตนเองอย่างแท้จริง

เรื่องการตีความ อิทธิปาฏิหาริย์ …การเดิน 7 ก้าวของ พุทธะ อีกนัยหนึ่งนั้นก็คือการว่าด้วยโพชฌงค์ 7…นั่นเอง
☸️☸️การกำหนดรู้,ระลึกรู้เริ่มที่สติ (ทุกข์ให้กำหนดรู้) เมื่อเห็นเป็นอาการผัสสะของนามรูปเนืองๆจึงคลายกำหนัดลงในอุเบกขาญาณ..นั่นเอง ☸️☸️
ประเด็นคือมิได้อยู่ที่พุทธะได้เดิน 7ก้าวหลังประสูตรจริงหรือไม่ หรือตำราแต่งขึ้นแบบใด แต่อยู่ที่ว่าผู้ตีความได้ใช้ปัญญาญาณตีความเอาหลักธรรมนั้นๆแบบใด..มากกว่าจะถกเถียงเอาความจริงว่าตำราเล่มนั้น เล่มนี้บันทึกว่าอย่างไร
💡เกร็ดเพิ่มเติมว่าด้วย ปาฏิหาริย์💡
1) อิทธิปาฏิหาริย์ แสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์
2) อาเทศนาปาฏิหาริย์ ทักทายใจได้เป็นอัศจรรย์
3) อนุศาสนีปาฏิหาริย์ สั่งสอน มีเหตุผลที่เป็นอัศจรรย์ ท่าน(ผู้รู้)ได้กล่าวว่าปาฏิหาริย์อันสูงสุดคือ อนุศาสนีปาฏิหาริย์การอบรมสั่งสอนสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ทั้งมวลนั้นนับว่าเป็นปาฏิหาริย์สูงสุด …เอวัง
#dhamma #truth #logic
#siamstr #สัจธรรม #ธรรมะ
พุทธพจน์จึงเปรียบว่าเวไนยสัตว์นั้นเสมือนเขาโค สัตผู้แล่นอยู่ในขอบสงสารวัฏเป็นดังขนโค
อนุโมทาครับขอจงถึงฝั่งพ้นทุกข์ทุกท่านถั่วหน้าเทอญ



“ตถาคตเป็นเพียงผู้บอกจะถึงที่หมายต้องเดินเอาเอง“
#siamstr
#fixthemoneyfixthrworld
#stacksats


gm krub #siamstr #fixthemoneyfixtheworld


พูดความจริงกันบ้างเนาะ #siamstr #custody #fixthemoneyfixtheworld


เก็บไว้ให้ลูกอ่านฮะ #siamstr
ตรงไหนของนครอ่าคับ


Breakfast 19 องศาเช้านี้ #siamstr #bitcoin

test. #siamstr #bitcoin






