Avatar
Jackie_LoveReading
1f1019a429d5e393846f79f0f40857e197decbacb2649661545a5f926d719d2f

ความรู้สึกหลังอ่านหนังสือเล่มนี้...

แน่นอนว่ามองระบบการเงินในปัจจุบันด้วยแง่ลบ และให้ความเห็นว่า Bitcoin เป็นสิ่งที่จะมาแก้ไขปัญหาที่ผู้เขียน.. ตั้งใจเปิดเอาไว้ ทั้งการมีอยู่ของตัวกลาง และการที่ระบบการเงินมีโอกาสถูกแทรกแซงจากรัฐบาล และธนาคารกลางได้ แต่.. เอาเข้าจริง ส่วนตัวก็ยังไม่แน่ใจขนานนั้น ที่แน่ใจได้ก็คือราคาของ Bitcoin ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง...​ เนื่องจากมีคนจำนวนไม่น้อยเข้ามาเก็งกำไร หรือต้องการเก็บเงินในรูปแบบที่ปลอยภัยกว่าในระยะยาวก็เป็นได้

#btc

ศาสตร์แห่งหุ้นราคาต่ำกำไรโต เล่มนี้จะชวนให้เราหันกลับมามองหุ้นที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่น่าสนใจ หุ้นนางฟ้าตกสวรรค์ หรือหุ้นที่ถูกละเลย รวมไปถึงหุ้นที่ถูกขายเลหลัง

ส่วนตัวมองว่า

ไม่มีสูตรสำเร็จที่จะทำให้เรา ”รวยเร็ว“ ได้ สำคัญที่สุดคือ เราต้องวิเคราะห์ด้วยตัวเองให้ได้ ไม่ว่าจะอ่านจากรายงานประจำปี หรือช่วงที่บริษัทแถลงอัพเดทข่าวสารต่างๆ อีกอย่างที่สำคัญ... เราจำเป็นต้องมีวินัยให้มาก ค้นหาเทคนิคและวิธีการให้เจอ แล้วเราจะรู้สึกสนุกกับสิ่งที่เป็นแนวทางของเรา

เอาจริงนะ

มีหนังสือการลงทุนมากมายที่สอนให้เรา “ค้นหาวิธีการลงทุนทั้งปัจจัยพื้นฐาน หรือทางเทคนิค” แต่.. น้อยเล่มที่นำเสนอให้เราลงทุนด้วยวิธีที่เหมาะกับเรา

เรียบง่าย แต่มีผลลัพธ์ที่ดี

(อาจจะใช้ไม่ได้กับตลาดหุ้นบ้านเราเท่าไหร่นัก 555)

Unshakeable ของคุณ Tony Robbins

หลังจากอ่านจบ “ภาพของการออมและความมั่งคั่งของคุณจะชัดเจน รวมถึงอาจทำให้เรารู้สึกว่า เป้าหมายสู่อิสรภาพทางการเงินไม่ยุ่งยากและซับซ้อนอย่างที่คิด”

#siam #damus #introductions #nostr #bitcoin

แต่ละคนต่างก็มีมุมมองการแก้ไขปัญหาจากความคิดของตัวเอง ทำให้ปัญหาไม่เคยได้รับการแก้ไข แค่พยายามทำเป็นมองไม่เห็นมัน แต่... ฮารุโตะกลับมองต่าง ทุกครั้งที่เกิดปัญหา เขาพยายามรับฟัง และที่สำคัญ... อาหารที่ฮารุโตะทำในแต่ละตอน ยังทำให้แต่ละคนได้มี “ช่องว่างระหว่างเวลานั้น” ทบทวนและมองภาพใหม่อีกครั้ง

เป็นเล่มที่ “ใจฟู” เลยทีเดียว และรายการเมนูอาหารก็น่ากินมากๆ ด้วย ทั้งเนื้อต้มมันฝรั่ง ไข่ม้วน ช็อกโกแลต พาสต้าเห็ด แกงกะหรี่ และอีกหลายเมนูเลย

#siamstr

เรื่องราวการตามหาหนังสือเกือบ 30 เล่ม ที่ทำให้เจ้าของร้านได้บันทึกผ่านตัวหนังสือ จนกลายเป็น “หลากเรื่องเล่าจากเรื่องหนังสือเก่าแห่งความคิดถึง” ทำให้เราได้เห็นว่า

“ที่จริงแล้ว ชีวิตของทุกคนไม่ได้เริ่มต้นที่ความซับซ้อนเลย เราต่างหากที่ทำให้ทุกอย่างดูซับซ้อนเอง... แล้ววันหนึ่งในอนาคต เราก็อยากจะทำให้มันดูเรียบง่ายขึ้นมาเสียอย่างนั้น ซึ่งมันก็ยากเกินกว่าจะแก้ไขแล้ว หลายคนจึงพยายามตามหาความทรงจำ เพื่อเก็บเกี่ยวสิ่งที่ดีๆ เอาไว้ และนึกย้อนกลับไปถึงช่วงเวลานั้นอีกครั้ง...”

#siamstr

#thailand

#nostr

เคยรึเปล่า... รู้สึกอึดอัดกับคำพูดและการกระทำหลายอย่างของใครบางคนทั้งที่ทำงาน ที่บ้าน หรือบางครั้งก็มาจากเพื่อนบ้านที่แสนดี

สิ่งที่เราแสดงออกกลับไปมักจะอยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า “ไม่เป็นไร” เสมอ

- ทำงานล่วงเวลา ใครๆ ก็ทำกัน เราก็เลยนั่งทำอย่างต่อเนื่อง

- เพื่อนบ้านมักจะมีเรื่องชวนให้เราคิดอยู่เสมอ โดยเฉพาะปัญหาในครอบครัวของเขา แต่... เราก็ยังรับฟัง

- ต้องการความเป็นส่วนตัวในบ้าน ติดขัดที่ไม่กล้าบอกออกไป คนในครอบครัวจึงเข้าใจว่า “เราพร้อม... อยู่เสมอ”

- ต้องการเพื่อนเพื่อพูดคุยและทำกิจกรรมสนุกๆ ร่วมกัน แต่เวลาทั้งหมดกลับกลายเป็นชั่วโมงปรับทุกข์ของเขาหรือเธอแทน

ทั้งหมดนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีอีกสารพัดเรื่องราวที่สูบพลังงานของเราจนหมดลงอย่างรวดเร็ว ภาวะหมดไฟ รวมไปถึงความเครียด และการที่เราไม่อยากเผชิญหน้ากับทุกคน ยิ่งทำมห้ความสัมพันธ์ดิ่งลงเหวอีกต่างหาก

เพราะงั้น... ถึงเวลาที่เราต้องกำหนด “ขอบเขต” ขึ้นมา เพื่อให้ตัวเรากลับมาอยู่ในจุดที่ถูกต้องและเป็นอย่างที่เราต้องการ

ลองกลับมาตั้งหลักด้วยการกำหนดขอบเขตกันดู... อย่าปล่อยให้การละเมิดเป็นเรื่องปกติ จนการกำหนดขอบเขตของเรากลายเป็นความรู้สึกผิดอีกต่อไป

#siamstr

ถ้าจู่ๆ มีใครสักคนถามว่า “ความสุข” คืออะไร แล้วเราจะตอบว่าอย่างไรดีนะ

บางทีด้วยความวุ่นวายในสังคมปัจจุบันที่ทุกอย่างดูเหมือนจะเร่งรีบ และความพยายามที่จะทำให้หลายอย่างกลายเป็น “ความสำเร็จ” ย่อมกดดันจนหลายคน... รู้สึกว่า “ความสุขจริงๆ” นั้นหาได้ยากเหลือเกิน

แต่...

เอาเข้าจริง

ทุกระยะทางที่เราก้าวเดินไป หากเราสังเกตดีๆ ความสุขก็มีอยู่ทั่วไปจริงๆ

อย่าลืมหยอดรอยยิ้มใส่กระปุกแล้วพกความสุขใส่กระเป๋า

#siamstr

การตกผลึกของก็องดิด... เกิดจากการเผชิญหน้ากับความทุกข์ ความสุข และความหวัง รวมถึงภาวะจิตใจของคนต่างๆ ที่พบเจอ ซึ่งทำให้เขาได้รับประสบการณ์แตกต่างกันออกไป

ส่วนตัวมองว่า

”โลกนี้ไม่สามารถมองได้ในแง่ดีดั่งเช่นที่ผู้แต่งอย่างวอลแตร์สื่อไว้“

แต่...

ก็ไม่ใช่ว่าจะมองทุกอย่างในแง่ร้ายอีก เพราะเราได้เห็นตัวอย่างคนบางคนที่มองดีสุดๆ ทำให้ไม่ตระหนักถึงผลร้ายที่จะเกิดขึ้น จึงมิได้หาทางป้องกัน ขณะเดียวกันการมองโลกในแง่ร้ายที่สุด ก็ส่งผลให้เราไม่กล้าลงมือทำสิ่งใดเลย

ดังนั้น

เมื่อการเดินทางมาถึงตอนจบ เราจะตระหนักรู้ได้ด้วยตัวเองว่า ”การทำในสิ่งที่ต้องทำด้วยวิธีการของตัวเอง... อาจจะเป็นการดีที่สุดแล้ว

ไม่ต้องคาดหวัง แต่ให้เล็งเห็นผลจากการกระทำ ผิดก็แก้ไข ถูกก็ทำต่อไป”

ไม่มีคำสอนใดที่ไม่ถูกท้าทาย... การยืนระยะบนความถูกต้องที่ควรจะเป็นไป ต่างหากที่ทำให้คำสอนนั้นได้ไปต่อ และสิ่งที่ที่ดีสุดในกระบวนการนี้ก็คือ “การกระตุ้นให้เราคิดและตั้งคำถามต่อคำสอนนั่นเอง”

#siamstr

สมมติว่า “ถ้าหยิบบทเรียนได้เพียงแค่ 1 บท” ในตอนนี้นะ ส่วนตัวคิดว่าข้อนี้คือ “แก่นที่เราพึงรู้เป็นอันดับต้นๆ เลย”

ขอบเขตแห่งความสามารถ...

เพราะจำนวนครั้งที่เราผิดพลาดและล้มเหลว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าส่วนหนึ่งมาจาก ”ความไม่รู้และเผลอคิดเอาเองว่ารู้แล้ว“

เรานิยามตัวเองเกี่ยวกับ “ความรู้ไว้อย่างไร” พักไว้ก่อน แต่สำหรับวอร์เรน บัฟเฟตต์ได้กล่าวไว้ว่า

ขอบเขตของความสามารถคือ คือพื้นที่ที่เราเชี่ยวชาญขณะที่นอกเหนือจากพื้นที่นี้เป็นสิ่งที่เราอาจรู้เพียงบางส่วนหรือไม่รู้เลย (ศิลปะขอบการมีชีวิตที่ดี สำนักพิมพ์วีเลิร์น)

ประเด็นสำคัญก็คือไม่ได้อยู่ที่ขนาด

แต่อยู่ที่ขอบเขตของมันมากกว่า นั่นหมายความว่าการที่เราออกนอกขอบเขตนั้น ทำให้เราตกอยู่ในภาวะความเสี่ยง อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้บัฟเฟตต์ ไม่ลงทุนในสิ่งที่เขาไม่รู้

ดังนั้นการตระหนักถึงขอบเขตแห่งความสามารถว่า เราเชี่ยวชาญสิ่งใด และเก่งในด้านไหน นั่นยอมทำให้เราอยู่ในเกมที่เราถนัด สิ่งที่ดีก็คือ “เราจะแม่นยำและมีความสุข” ในการอยู่ในขอบเขตนี้

ที่สำคัญ

ทำให้เราสามารถจดจ่ออยู่กับสิ่งนี้ได้นานกว่า...ด้านอื่น แต่...

หากมองในแง่ของการใช้ชีวิต ส่วนนี้ก็ตอบโจทย์ดีอยู่ คำถามคือ

“เราเชี่ยวชาญในพื้นที่นี้จริง และสามารถพัฒนาจนนำไปสู่เป้าหมายหรือความสำเร็จได้รึเปล่า”

ถ้าใช่ ก็ลงมือทำให้เต็มที่

แต่ถ้าไม่ใช่ ขอบเขตนั้นอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของ “งานอดิเรก” หรือกิจกรรมสันทนาการให้ลดความตึงเครียดจากการทำงานก็เป็นได้

โลกออกแบบให้เราอยู่ในกรอบละขอบเขตได้ตามที่เราต้องการ แต่วันหนึ่งเราเองก็อยากจะขยายขอบเขต หรือลองก้าวข้ามไปทดลองสิ่งที่น่าสนใจ

อย่ากลัวที่จะลอง

อย่าขีดเส้น “พื้นที่ปลอดภัย” จนเกินไป ถ้าเราทดลองแล้วไม่ใช่ เราก็ตัด “สิ่งนั้น” ออก เพื่อให้รู้ว่า “ขอบเขตแห่งความสามารถของเราอยู่ตรงไหน” ได้อยู่นะ

การทดลองแล้วล้มเหลวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิต

ลองดูบ้างก็ได้ ถ้าเรายังมีเส้นทางหลักให้ย้อนกลับมา แต่..

ถ้าไม่ ก็ขอให้รู้จัก “ขอบเขตของความสามารถ” ตัวเองให้ดี

#siamstr

บนโลกใบนี้...

สิ่งที่ยาวที่สุด ขณะเดียวกันก็สั้นที่สุด

สิ่งที่รวดเร็วที่สุด ขณะเดียวกันก็ช้าที่สุด

สิ่งที่แบ่งได้เล็กที่สุด ขณะเดียวกันก็ขยายได้ยาวที่สุด

สิ่งที่ดูไม่สลักสำคัญที่สุด ขณะเดียวกันก็ทิ้งความเสียใจไว้มากที่สุด

สิ่งนั้นคือ “เวลา”

เวลาน่าจะเป็นสิ่งเดียวที่พรากทุกอย่างที่เรารักให้จากไปได้ แต่... เวลาก็เป็นสิ่งเดียวที่เชื่อมต่อระหว่างเรากับคนที่เรารักเอาไว้ได้เช่นกัน

โลกที่ “เวลา” เดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว หลายคนไม่สามารถทำบางสิ่งด้วยตัวเองได้ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะมาจากเวลาที่ไม่พอ หรือยังต้องรอคอยให้เวลา “เยียวยา” จิตใจก็ตามที

จึงมีใครสักคนพร้อมจะทำหน้าที่นี้แทน “คนว่าจ้าง” นั่นเอง ร้านขายเวลาที่จะทำให้เราเห็นคุณค่าของเวลามากขึ้น

ส่วนตัวสารภาพเลยว่า

“ทิ้งนิยายเล่มนี้ไว้นานมาก เพราะ..บทแรกที่อ่านยังไม่เข้าใจสิ่งที่นิยายเล่มนี้อยากจะสื่อ อย่างไรก็ตาม หลังจากอ่านไปอีกไม่เท่าไหร่ ก็เห็นภาพที่อนโจกำลังพยายามจะสื่อออกมา“

#nostr #siamnosrt #thailand #bookreview

ในแต่ละวัน... เรามักเผชิญหน้ากับความกดดันหลายรูปแบบทั้งจากภายนอกและตัวเราเอง

เราเองก็มีคำถามมากมายเกี่ยวกับวิธีการใช้ชีวิต

(1) ทำอย่างไรจะรู้สึกสบายใจกับทุกๆ วัน

(2) ทำอย่างไรจะสนุกกว่าที่เป็นในปัจจุบัน

(3) ทำอย่างไรถึงจะเป็นอิสระจากการถูกเร่งจนฝืนพยายามมากเกินไป

(4) ทำอย่างไรถึงจะเผชิญหน้ากับความกังวลต่ออนาคตได้

สังคมที่มุ่งเน้นแต่ผลลัพธ์ โดยเฉพาะคนจำนวนไม่น้อยตัดสินคนจากความสำเร็จบ้าง รูปลักษณ์ภายนอกบ้าง ทำให้เรามักจะแคร์สายตาคนรอบข้างมากเกินไป จริงๆ แล้ว พอลองดูน้องแมวที่เดินผ่านไปมาในแต่ละวัน เราก็พบว่า

“แมวแทบไม่ได้ใส่ใจการคงอยู่ของคนหรือใครก็ตามที่ไม่ได้... มีปฏิสัมพันธ์ด้วยเลย”

ดังนั้นหนึ่งในวิธีที่จะทำให้เราสบายใจ ก็ต้องเริ่มต้นจากให้คะแนนความสำคัญของคนรอบข้างว่า “แต่ละคนมีน้ำหนักและอิทธิพลกับเรามากน้อยแค่ไหน”

ดังนั้น จึงไม่ยากเลยที่เราจะใช้ชีวิตโดยแคร์คนบางคนให้น้อยลง

ลองหยิบเล่มนี้มาอ่านก็ดีอยู่ไม่น้อย (ในเล่มมีความรู้เกี่ยวกับน้องแมวประกอบด้วย)

#nostr #siamnostr #thailand #bookreview

ทุกวันนี้... เราเริ่มต้นติดกระดุมเม็ดแรกที่อาจจะผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง

เรามองที่ผลลัพธ์ และใส่ใจกับผลตอบแทนมากกว่า “การเรียนรู้”

ในระยะสั้นนั้น เราอาจจะพึงพอใจ

แต่...

ระยะที่ยาวขึ้น บางทีกว่าเราจะตระหนักว่า “สูญเสียคุณค่าของช่วงเวลาแห่งการค้นหาตัวตนและเลือกในเส้นทางที่อยากเดินไป”

ใช่แหละที่... เราจำเป็นต้องหางานที่มั่นคง เพราะเรามีภาระมากมาย

แต่เอาเข้าจริง

การค่อยๆ ซึมซับและเรียนรู้ เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ก็สำคัญไม่แพ้เงื่อนไขข้อแรกที่เราวางเอาไว้

”เราต่างคือนักสร้างสรรค์“ เล่มนี้จะพาให้เราดำดิ่งไปกับข้อคิดและวิธีการสร้างสรรค์ผลงานที่ไม่จำกัดว่า “จะต้องเป็นงานศิลปะเท่านั้น” เพราะการทำความเข้าใจและเปิดรับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาเป็นสิ่งสำคัญ

เมื่อเราไม่ตั้งเงื่อนไข เราจะไม่มีกรอบความคิดใดที่ทำให้เรายึดติด ความคิดและวิธีการของเราจะกว้างขึ้น ซึ่งนั่นเองที่จะพาให้เรา “เข้าใจ” บริบทรอบข้างได้ดีขึ้น

ขณะเดียวกัน

การทำงานที่ประสบกับปัญหาต่างๆ อาจจะกดดันเราจนไม่สามารถคิดค้น หรือนำเสนองานได้ วิธีการที่จะช่วยแก้ไขเงื่อนปมนี้ก็คือ

(1) แบ่งปัญหาออกเป็นส่วนๆ และแก้ไขส่วนที่ง่ายที่สุดก่อน

(2) ถอยหลังออกมา เพื่อพาตัวเราออกจากปัญหา และมองภาพกว้างได้ดีขึ้น การมองเห็นปัญหาจากจุดที่ไกลนั้น ทำให้เราค้นหาวิธีแก้ไขได้ตรงจุดกว่า

อีกเรื่องที่น่าสนใจ เรามักยึดติดกับความสำเร็จที่ผ่านมา โดยกอดเอา “วิธีการที่ใช้” และนำมาเป็นตัวเลือกแรกสำหรับงานถัดๆ มาเสมอ แต่... พอได้ใช้จริง เราก็พบว่า “มีหลากหลายจุดที่ทำให้เราเหนื่อยกว่าเดิม” เพราะเราต้องปรับแต่งให้ทุกอย่างเข้ากับวิธีการของเรา ทำให้งานก็ช้า และผลลัพธ์ก็ไม่น่าพอใจ

ดังนั้น สิ่งที่ดีกว่าก็คือ “วิธีการ” เป็นของตายตัว เราต่างหากที่ทำมันให้สำเร็จ จงเลือกให้วิธีการที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับคนและสภาพแวดล้อมในแต่ละขณะ เพื่อให้งานและผลลัพธ์สัมฤทธิผล

ที่สำคัญ

อาการยึดติดกับความสำเร็จนั้นน่ากลัวมาก เพราะมันจะทำให้เราไม่กล้าที่จะไปต่อกับงานถัดไป ความสำเร็จที่แบกไว้มันค้ำ... เราไม่ให้ก้าวหน้า สิ่งที่พอจะเป็นช่วยให้เราไม่เจอกับรูปแบบความคิดลักษณะนี้ก็คือ “พยายามทำตัวให้สดใหม่เสมอ” ทุกงานเป็นการเรียนรู้ใหม่ตลอด

ถ้าเราจะหายใจเข้า เราก็ต้องหายใจออกก่อน การวางความสำเร็จที่ผ่านมาไว้ แล้วก้าวต่อไปอาจจะง่ายกว่าการแบกความสำเร็จไปมา

ทิ้งท้าย...

ไม่มีความสมบูรณ์แบบเกิดขึ้นจากความพยายามเติมสิ่งต่างๆ ลงไป เราทำให้มันสมบูรณ์ได้โดยการตัดสิ่งที่เกินและขาดทิ้งจน “ตัดหรือทิ้งต่อไป” ไม่ได้แล้ว

---

เป็นอีกเล่มที่ “แต่ละบท” สอนให้เรากลับมาตั้งแกนที่ถูกต้อง ไม่เอียงไปทางใดทางหนึ่ง เพราะทุกวินาทีคือการเรียนรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด

#norstr #asknorstr #thailand #siamnorstr #introduction

link หนังสือครับ

(1) https://s.shopee.co.th/6fN0mopbxo

(2) https://s.lazada.co.th/s.LUrVD?cc

ทุกวันนี้... เราเริ่มต้นติดกระดุมเม็ดแรกที่อาจจะผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง

เรามองที่ผลลัพธ์ และใส่ใจกับผลตอบแทนมากกว่า “การเรียนรู้”

ในระยะสั้นนั้น เราอาจจะพึงพอใจ

แต่...

ระยะที่ยาวขึ้น บางทีกว่าเราจะตระหนักว่า “สูญเสียคุณค่าของช่วงเวลาแห่งการค้นหาตัวตนและเลือกในเส้นทางที่อยากเดินไป”

ใช่แหละที่... เราจำเป็นต้องหางานที่มั่นคง เพราะเรามีภาระมากมาย

แต่เอาเข้าจริง

การค่อยๆ ซึมซับและเรียนรู้ เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ก็สำคัญไม่แพ้เงื่อนไขข้อแรกที่เราวางเอาไว้

”เราต่างคือนักสร้างสรรค์“ เล่มนี้จะพาให้เราดำดิ่งไปกับข้อคิดและวิธีการสร้างสรรค์ผลงานที่ไม่จำกัดว่า “จะต้องเป็นงานศิลปะเท่านั้น” เพราะการทำความเข้าใจและเปิดรับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาเป็นสิ่งสำคัญ

เมื่อเราไม่ตั้งเงื่อนไข เราจะไม่มีกรอบความคิดใดที่ทำให้เรายึดติด ความคิดและวิธีการของเราจะกว้างขึ้น ซึ่งนั่นเองที่จะพาให้เรา “เข้าใจ” บริบทรอบข้างได้ดีขึ้น

ขณะเดียวกัน

การทำงานที่ประสบกับปัญหาต่างๆ อาจจะกดดันเราจนไม่สามารถคิดค้น หรือนำเสนองานได้ วิธีการที่จะช่วยแก้ไขเงื่อนปมนี้ก็คือ

(1) แบ่งปัญหาออกเป็นส่วนๆ และแก้ไขส่วนที่ง่ายที่สุดก่อน

(2) ถอยหลังออกมา เพื่อพาตัวเราออกจากปัญหา และมองภาพกว้างได้ดีขึ้น การมองเห็นปัญหาจากจุดที่ไกลนั้น ทำให้เราค้นหาวิธีแก้ไขได้ตรงจุดกว่า

อีกเรื่องที่น่าสนใจ เรามักยึดติดกับความสำเร็จที่ผ่านมา โดยกอดเอา “วิธีการที่ใช้” และนำมาเป็นตัวเลือกแรกสำหรับงานถัดๆ มาเสมอ แต่... พอได้ใช้จริง เราก็พบว่า “มีหลากหลายจุดที่ทำให้เราเหนื่อยกว่าเดิม” เพราะเราต้องปรับแต่งให้ทุกอย่างเข้ากับวิธีการของเรา ทำให้งานก็ช้า และผลลัพธ์ก็ไม่น่าพอใจ

ดังนั้น สิ่งที่ดีกว่าก็คือ “วิธีการ” เป็นของตายตัว เราต่างหากที่ทำมันให้สำเร็จ จงเลือกให้วิธีการที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับคนและสภาพแวดล้อมในแต่ละขณะ เพื่อให้งานและผลลัพธ์สัมฤทธิผล

ที่สำคัญ

อาการยึดติดกับความสำเร็จนั้นน่ากลัวมาก เพราะมันจะทำให้เราไม่กล้าที่จะไปต่อกับงานถัดไป ความสำเร็จที่แบกไว้มันค้ำ... เราไม่ให้ก้าวหน้า สิ่งที่พอจะเป็นช่วยให้เราไม่เจอกับรูปแบบความคิดลักษณะนี้ก็คือ “พยายามทำตัวให้สดใหม่เสมอ” ทุกงานเป็นการเรียนรู้ใหม่ตลอด

ถ้าเราจะหายใจเข้า เราก็ต้องหายใจออกก่อน การวางความสำเร็จที่ผ่านมาไว้ แล้วก้าวต่อไปอาจจะง่ายกว่าการแบกความสำเร็จไปมา

ทิ้งท้าย...

ไม่มีความสมบูรณ์แบบเกิดขึ้นจากความพยายามเติมสิ่งต่างๆ ลงไป เราทำให้มันสมบูรณ์ได้โดยการตัดสิ่งที่เกินและขาดทิ้งจน “ตัดหรือทิ้งต่อไป” ไม่ได้แล้ว

---

เป็นอีกเล่มที่ “แต่ละบท” สอนให้เรากลับมาตั้งแกนที่ถูกต้อง ไม่เอียงไปทางใดทางหนึ่ง เพราะทุกวินาทีคือการเรียนรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด

#norstr #asknorstr #thailand #siamnorstr #introduction