Avatar
NOEM
2953d712457df1dd186680cf57bbf01f60aca3e32cadaef5b0128c7112696c24

ตอนช่วงปี 2020 ผมศึกษาพวกการลงทุนหุ้นอะไรต่างๆนาๆ และพวกคริปโตที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด รู้สึกว่ามันเข้าใจยากจัง ปวดหัวต้องมาอ่านงบการเงินที่ซับซ้อนยากเกินกว่าที่สมองเด็กน้อยอย่างผมจะเข้าใจ ก็เลยหมดไฟและเลิกศึกษาไป

จนมาปี 2024 เรามีไฟที่จะมาศึกษาเกี่ยวกับเรื่องเงินอีกครั้ง จากการที่เรารู้สึกว่าชีวิตเราทำไมมันยากขึ้นจังเพราะผลจากเงินเฟ้อ เราก็เลยตั้งคำถามใหม่อยากจะศึกษาว่าเงินคืออะไร ศึกษาขุดคุ้ยดำดิ่งมาเรื่อยๆ จนมาเจอทีม Right Shift ที่ให้ความรู้เรื่อง Bitcoin แบบไม่เหมือนที่ไหน ทำความเข้าใจได้ไม่นานมันก็คลิ๊กเลย แบบเข้าใจแล้วหนึ่งครั้งคือเข้าใจตลอดไป ชีวิตตอนนี้ดีขึ้นมากๆ สบายใจได้เยอะเลย

Replying to Avatar Lord Voldemort

*โพสต์นี้เป็นฉบับสมบูรณ์จากในเฟซ*

*มีย่อยไปบ้างแต่อยากให้อ่านจนครบแล้วแยกประเด็นไปทีละข้อนะครับ*

*********************************

"เงินสดคือหนี้"

ตัวเรามองเห็นปัญหาที่คนส่วนใหญ่งงกันมีดังนี้

1.นิยามไม่ตรงกัน (definition) บางคนหยิบนิยามตามบัญชี นิยามตามเศรษฐศาสตร์การเงินกระแสหลัก (ไม่ใช่ออสเตรียน) นิยามตามกฎหมาย นิยามอะไรก็ตามแต่ทำให้มันเข้าใจผิด นิยามที่หลากหลายทำให้การโต้ตอบประเด็นมันไม่ได้ตรงกันและหาข้อสรุปลงตัวได้ยาก กล่าวคือไม่คุยคนละภาษาก็คุยคนละเรื่อง การจะทำความเข้าใจระหว่างกันได้จะต้องจับต้นชนปลายว่าสิ่งที่เราพูดด้วยกันนั้นใช่เรื่องเดียวกันภาษาเดียวกันหรือไม่

2.สืบเนื่องจากข้อแรก คนพูดประโยคนี้ต้อง "พูดให้ชัด" ว่ายึดตามนิยามไหน แต่หลักๆผมคิดว่าเหล่า apologist (หลายคน) ก็พยายามจะดีเฟ้นด้วยวิชาความรู้บนแนวคิดออสเตรียนกัน ซึ่งมันก็ถูกต้องในแง่:

2.1) สถานการณ์ ณ ปัจจุบันมันเป็น "fiat standard" ด้วยเหตุนี้คำอธิบายนิยามที่สะท้อนกับสถานการณ์นี้ที่มัน “เป็น” มากที่สุด ไม่ใช่คำนิยามการเงินสมัยใหม่ตามแนวทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลักปัจจุบัน แต่เป็นออสเตรียนที่ชัดเจนและถูกต้องกว่า

2.2) จากข้อ (2.1) “การนิยาม” ที่ถูกต้องไม่ใช่แค่เรื่องการทำความเข้าใจ “fiat standard” เท่านั้น มันยังรวมไปถึงนิยามทางเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบันที่นำไปสู่ปัญหาอย่างอื่นที่เราเห็นในปัจจุบันได้

ยกตัวอย่างปัญหา: การเกิดตลาดล้มเหลว (market failure) นักคิดสายนีโอเคนส์ (neo-keynesianism) มักจะอธิบายว่าเป็นเพราะตลาดเสรีทำงานผิดพลาดและมันไม่สมบูรณ์แบบไงละ ตลาดตามจริงแล้วมันมันไม่ได้มีการกำกับตัวเอง (self-regulating) หมายความว่ามันไม่ได้มีความเป็นระบบระเบียบอะไร กรณีที่เห็นภาพมากที่สุดในเรื่องของตลาดล้มเหลวที่ชอบหยิบยกมาบ่อยก็คือ 1.การผูกขาด (monopoly) 2.อันตรายบนศีลธรรม (moral hazard) 3.การจัดสรรทรัพยากรในภาคเอกชนไม่มีประสิทธิภาพ (productive andallocative inefficiency) 4.สิ่งแวดล้อมเสียหายเพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ฯลฯ

ทางออกของนีโอเคนส์: รัฐแทรกแซง (government interventionism) ภายใต้ตามหลักนิยามทางเศรษฐศาสตร์และการจำแนกปัญหาทางเศรษฐศาสตร์ มันจะต้อง “ทำอย่างไรก็ได้ให้เกิดความสมบูรณ์” หมายถึง ถ้าตลาดล้มเหลวมันลดทอนความพึงพอใจของปัจเจก รัฐก็ต้องเข้าไปช่วยเหลือเสีย หรือ ถ้าเกิดความไม่แฟร์ตาม “กลไกตลาด” (?) อย่างการผูกขาด รัฐบาลจะต้องเข้าไปแทรกแซงเพื่อให้เกิดการแข่งขันเสรีขึ้นตามโมเดล “การแข่งขันสมบูรณ์” (perfect competition) …

Keys: การแทรกแซงของรัฐ, การแข่งขันสมบูรณ์, อรรถประโยช์นิยม (ความพึงพอใจ)

ตรงกันข้ามการนิยามเศรษฐศาสตร์ที่ถูกต้องอย่างแท้จริงไม่ใช่การนิยามตามแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ของสำนักคลาสสิค (classical economics) ไม่ใช่การนิยามตามสำนักนีโอคลาสสิค (neoclassical economics) หรือสำนักเคนส์จนถึงโพสต์เคนส์ เพราะทุกนิยามมันจะวนเวียนอยู่กับการจำกัดมนุษย์อยู่เพียงแค่ “สัตว์ทางเศรษฐกิจ” (homo economicus) แต่นิยามที่ถูกต้องคือนิยามของออสเตรียนครับ เพราะอะไร?

การนิยามเศรษฐศาสตร์ตามความเป็นจริงที่ออสเตรียนเสนอมาตลอดคือศาสตร์ที่ศึกษา “Man act” คือมองมนุษย์ในภาพกว้างไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพราะมันซับซ้อน ไม่ใช่นิยามแบบ "utilitarianism-style economics" ต้อง maximize สิ่งที่เรียกว่า 'ความพึงพอใจ' 'กำไร' 'ความสุข' หรืออะไรก็แล้วแต่ ตรงนี้ผมพอจะอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายครับยังไม่ต้องลงดีเทลลึก แต่ผมอยากบอกปัญหาส่วนหนึ่งที่ไม่ว่าคนที่เป็น bitcoiner หรือใครก็ตามที่สมาทานสำนักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียน หรือ สายตลาดเสรีทั้งหลาแหล่มักจะตกอยู่ในกับดักนิยามทางเศรษฐศาสตร์ที่เล่าเรียนและถูกปูมาอย่างมีปัญหา แล้วบางครั้งเราก็ดันไปใช้โดยไม่รู้ตัว...

(2.2.1) ยกตัวอย่างกับดับทางนิยามทางเศรษฐศาสตร์:

(1) 'กลไกตลาดคือสิ่งที่ดีที่สุดในทุกเรื่อง' ซึ่งคำนี้ถ้ามองโดยตามปกติไม่มีปัญหา แต่หากมองบนประเด็นจริยศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนตามจริงมันมีปัญหาเต็มๆ เพราะตลาดเนี่ยมันเป็นสภาวะ "asymmetric information" มันจึงไม่เพอร์เฟคหรือดีที่สุด ถ้าพูดโดยคงให้คำมันดูดีก็ต้องพูดว่า "กลไกตลาดไม่ได้ดีที่สุด แต่มันดีกว่ารัฐบาล"

ตรงนี้ให้ระวังนิยามเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันเพราะหลายคนศึกษาออสเตรียน แต่เอา neoclassical economics ไปปนนิยามซะแล้ว

(2) ‘เงินเฟ้อ คือ การเพิ่มขึ้นของระดับราคาสินค้าและบริการและเงินฝืด คือ การลดลงของราคาสินค้าและบริการ’ อันนี้ไม่ต้องลงรายละเอียดอะไรมากเพราะปัญหามันก็กลับไปที่ “Keynesian revolution” นิยามความหมายเงินเฟ้อถูกบิดเบือนไปจากเดิม

มีอีกหลายอันแต่ผมนึกไม่ออก ตัวอย่างอื่นมักจะรวมไปถึง “มายาคติ” ทางเศรษฐศาสตร์ที่เพี้ยนอันเกิดจากนิยามทางเศรษฐศาสตร์มันมีปัญหาด้วย

3.เนื่องจากคนออกมาไม่เห็นด้วยในประเด็น “เงินสดคือหนี้” ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มปัญญาชน "เทคโนแครต" (technocrat) ก่อนอื่นสหายที่รักทุกท่านต้องเข้าใจว่าคนทำงานเป็นเทคโนแครต หรือ กลุ่มชนชั้นผู้จัดการ (Managerialism) ย่อมดำรงอยู่ด้วยความไม่เป็นมิตรและประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง พวกเขามีทัศนคติที่จะต้องคำนึงถึงสถาบันและหน้าที่ของตนเองโดยอ้างทำเพื่อประชาชน (กี่โมง?)

คนพวกนี้มีความเป็นมืออาชีพที่มักจะมีพลังในการตัดสินใจทิศทางขององค์กรใดก็ตามสูงไม่ว่าจะภาครัฐ ภาคเอกชน กลุ่มนอกภาครัฐ ซ้ำร้ายคือยุคปัจจุบันเทคโนแครตคอ่นข้างอินกับประเด็นซ้ายมากหลายเรื่อง อย่างเช่น เรื่องเศรษฐกิจให้เท่าเทียมกันยันการสร้างวัฒนธรรมแบบพลเมืองโลกนิยม เป็นต้น

แต่คนเหล่านี้แตกต่างจากคอมมิวนิสต์ช่วงสงครามเย็น เพราะเทคโนแครตคือฝ่ายซ้ายใหม่ที่ผลิบานช่วงระหว่างสงครามเย็น แล้วเมื่อกระบวนทัศน์โลกที่ "เสรีนิยม" ชนะสงครามเย็น ก็เหลือเพียงกลุ่มพวกเขา (เทคโนแครต) ที่คุมทิศทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของทั่วโลก กลุ่มนี้มีโอกาสรอดในยุคที่รัฐมีบทบาทกับโลกนี้สูงเพราะพวกเขาคือบุคลากรสำคัญในบริบทโลกปัจจุบัน

ย้อนกลับมาในเรื่องของ "เงิน" หน้าที่ของพวกเขาคือต้องรักษาสถานภาพของตนเองด้วยการไม่ให้สถาบันตัวเองเกิดความเสื่อมและต้องพิทักษ์รักษาระบอบการปกครองแบบนี้เอาไว้ให้มั่นคงยืนนานสืบไป

กล่าวคือ ความเป็นเทคโนแครตทำให้ต้อง "รักษาสถานภาพของระบอบในปัจจุบัน" แม้แต่เรื่องความรู้วิชาการเรียนในเศรษฐศาสตร์การเงินกระแสหลักที่เป็นอยู่แบบนี้ แน่นอนว่าในทางกลับกันพวกเขาก็กลัวจนหัวหดว่าระบอบของตัวเองกำลังพังทลายลงเพราะความจริงใหม่เข้ามาแทนที่ (สื่อถึงยุค “หลังความจริง” หรือ post-truth ตามบริบททางการเมืองแบบยุคหลังสมัยใหม่)

แน่นอนว่าเมื่อเรา tracking ปัญหาตรงนี้จะพบว่าจะเจอมันเกิดขึ้นหลัง “Keynesian revolution” จะเห็นว่าผลกระทบมันกว้างไกลมาก เพราะมันนำไปสู่ความขัดแย้งในนิยามเศรษฐศาสตร์ นิยามแนวคิดทางการเมือง นิยามความรู้เฉพาะทางใดๆ ก็ตามถูกเปลี่ยนแปลงเพราะ "ชนชั้นนำหัวก้าวหน้า”

4.ต้องยอมรับอย่างทั่วกันว่าคนทั่วไปไม่ได้เก็ทออสเตรียนขนาดนั้น ไม่ได้เก็ทสิ่งที่ นักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียน หรือ ใครหลายคนเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจตรงนี้

แม้ว่าฝั่งหนึ่งจะต้องยืนยันว่า 'Fiat standard" มันมีปัญหาอย่างไร … คนส่วนใหญ่อาจไม่ได้เข้าใจสิ่งที่สื่อนักหากเป็นประเด็นที่ซับซ้อนเกินไป ยกเว้นแต่จะนำเข้าไอเดียที่ถูกย่อยเข้าใจง่ายแล้วเกิด gaslighting ขึ้นพร้อมกับความเหมาะสมของสถานการณ์ (ทุกฝ่ายใช้หมดไม่ว่าใคร) หรือ เทคโนแครตบางกลุ่มที่มีความคิดความเข้าใจว่า “Fiat standard” มีปัญหาอย่างไรและข้อเสนอของสำนักออสเตรียนสำคัญอย่างไร แต่พวกเขามีหน้าที่ในชีวิตที่สำคัญกว่าตามข้อ (3) หมายความว่าหน้าที่สำคัญกว่าแต่นั้นก็คือการรักษาระบอบปัจจุบันเอาไว้

แต่ผมเห็นว่าระบอบมันกล่อมเกลาและหล่อหลอมความเชื่อความคิดคนได้เหมือนกันมันจึงมีแค่คนเพียงหยิบมือเท่านั้นที่จะเป็นสิ่งแปลกแยกจากระบอบนี้แล้วไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ในระบอบแบบนี้ด้วยคนเพียงหยิบมือที่อยู่ภายในระบบแล้วหวัง “ปฏิรูป” ผมเข้าใจได้ว่าคนที่เป็นเทคโนแครต ไม่ใช่คนแบบนโปเลียน ซีซาร์ ฮิตเลอร์ หรือมหาบุรุษทั้งหลายที่มีพละกำลังและบารมีที่จะ “ปฏิวัติ” เพื่อเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ได้

ในท้ายที่สุดคนหลายคนที่ตาสว่างแล้วก็ต้องจำใจยอมรับความเป็น “ขี้ข้า” ในระบบ "ทุนนิยมผู้จัดการ" ที่สร้างสภาวะทาสภายใต้รัฐ-ชาติสมัยใหม่

5.หากเรามองประเด็นนี้ไปไกลกว่านั้น หรือ ไม่ใช่แค่ประเด็นนี้แต่รวมไปถึงการมีอยู่ของขั้วตรงข้ามของรัฐ ขั้วตรงข้ามขององค์กรนอกรัฐ ขั้วตรงข้ามของแนวคิดฝ่ายซ้ายทั้งปวงย่อมเป็นอุปสรรคของชนชั้นนำที่ปกครองโลกอยู่

สำหรับกรณีของ “เงิน” การมีอยู่ของอิสรภาพทางการเงินในโลกย่อมเป็นอุปสรรคของชนชั้นนำยิวที่ควบคุมเงินโลก ยกตัวอย่าง World Economic Forum ช่วงหนึ่งที่ Klaus Schwab พยายามจะพูดถึงความอันตรายต่อระบบโลกปัจจุบันที่เกิดจาก anti-system movement อย่าง “libertarianism” ตรงนี้สำคัญอย่างยิ่งยวดถ้าใครนำไปขมวดปมหรือขยายความตรงนี้เพิ่มให้จะเป็นพระคุณยิ่ง

#siamstr

ข้อมูลดีมากครับ ได้เข้าใจอะไรหลายอย่างเพิ่มขึ้นมากเลย

Replying to Avatar xyzy

อรุณสวัสดิ์ครับเพื่อนๆ ปีนี้เป็นปีที่มหัศจรรย์สำหรับผมจริงๆ🥹🥹🥹

ว่าแล้วไง พอถึงเวลาในวันงานจริงๆจะไม่ได้โน๊ตอะไรลง nostr เป็นไปตามนั้นทุกงาน

ขอบคุณเพื่อนๆที่แวะเข้ามาคุย ที่บูธ คุ้นหน้าคุ้นตากันทั้งนั้นเลยพอผมถามไปว่า "พี่ใช้ #nostr กันไหมครับ" พอเพื่อนเปิด nostr ให้ดูเท่านั้นละ อ๋อเลย นี้เรารู้จักกันมาตั้งนานแล้วนี้พี่😍 555 ผมกางแขนโค้งตัวขอสวมกอดทันที น้ำตาคลอทุกครั้ง ขอบคุณมากครับ

บูธมีผมอยู่คนเดียว นอกจากข้อมูลเรื่องเครื่องอุปกรณ์แล้ว ขออภัยหากไม่ได้เอ๋ยถามทุกๆคนว่า "พี่ๆมาจากไหน มาจาก noStr หรือเปล่า พี่ๆชื่อว่าอะไรกันบ้าง" ต้องขอรับข้อผิดพลาดนี้ไว้เพื่อเป็นบทเรียน ครั้งนี้เป็นการออกบูธครั้งแรกของผมเลยครับ ผมเป็นคนตัวเล็กตัวน้อยที่ได้โอกาส ผมคว้ามันและทำเท่าที่ผมทำได้ มีสิ่งมากมายยังต้องเรียนรู้อีก ขอบคุณทุกๆสิ่งในงาน #TBC2024 ขอบคุณคอมมูนิตี้ #siamstr

ยินดีที่ได้เจอได้รู้จักครับ ได้คุยกันนิดหน่อยและกอดกันไปหนึ่งที แม้จะเป็นการเจอกันครั้งแรกแต่ก็เป็นการกอดที่จริงใจและอบอุ่นมากๆครับ💖

ยืนยันอีกเสียงครับ ไอติมพี่บิตอร่อยมาก

พอได้ zap แล้วโคตรมัน ยั้งมือไม่อยู่เลยครับ⚡️⚡️⚡️

สวัสดีครับ

สวัสดีครับคุณตุ๊กเจษฎาติ๊ก ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ขอบคุณที่ต้อนรับกันครับ❤️🙏🔥

Hello Nostr from TBC2024 #siamstr

Post from #Wherostr

Replying to Avatar FaizTT

TBC2024 Day1

ด้วยการที่มาคนเดียวไม่ได้รู้จักใคร จริงๆก็แอบเกร็งๆมาตั้งแต่ตอนเช้ายันงานกลางคืน ตอนนี้เข้าใจคำว่า bitcoiner แค่มองตาก็รู้ว่าอีกฝ่าย POW มาหนักเท่าไหร่ ซึ่งเราก็รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ รู้สึกทุกคนดูมีออร่ากันไปหมดไม่ว่าจะมองไปทางไหน ซึ่งตัดภาพมาที่ตัวเองที่เป็น nobody และไม่มีออร่าไรกะเขา(ถ้าเป็นในการ์ตูนรู้สึกเหมือนแรงดันกดวิญญาณไรงี้ 555555)

Dinner party

เราได้ทำความรู้จักกับพี่และน้อง bitcoiner ที่โต๊ะที่เรายืนกินข้าวด้วยกัน ได้แลกเปลี่ยนความเห็น แลกเปลี่ยนว่าเป็นใครยังไง รู้จักbtcได้ยังไง แล้วก็ได้คุยเรื่องนึงเป็นเรื่องที่เรากลัวมาตลอดที่ยังเอาออกไปจากหัวไม่ได้ เราก็เลยถามพี่ไปว่า

”ทุกวันนี้ผมอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ชีวิตที่ดีขึ้นคือชีวิตที่เราเลือกได้ ผมทำงานที่ผมไม่ชอบเอาเวลา เอาแรงกายที่แลกมาไปเก็บในภาชนะที่ไม่มีใครเอามันไปจากผมได้ แต่ผมกลัวว่าวันนึงถ้ามีอะไรเกิดขึ้นแล้วทำให้ภาชนะที่กักเก็บเวลาของผมพังไปเหลือ0 ผมจะทำยังไงดี เพราะกับสินทรัพย์อื่นผมก็ทำใจเอาเวลาไปเก็บไม่ได้“

พี่เขาบอกผมว่า “อย่าเพิ่งไปกลัวกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นหรอก ไม่ว่าอะไรมันก็สามารถพังได้หมด แต่ ณ เวลานี้ บิทคอยน์ก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ดีกว่าหลายๆสินทรัพย์ที่เรารู้จักกันแล้วนี่ ตอนนี้เราก็ใจเย็นๆ เรายังโชคดีที่ได้รู้จักbtcมาก่อนพี่ มีเวลามากกว่าพี่ ตอนนี้ก็ค่อยๆทำงานเก็บเงินไป ค่อยๆเอาเวลาที่มีค่าของเราหยอดใส่กระปุกไป แล้วรอวันที่เราพร้อม วันที่เรามีสิทธิ์เลือกชีวิตของเราได้ ถึงตอนนั้น มันจะถึงเวลาของเราเอง ตอนนี้เราก็ทำในสิ่งที่เราทำได้ไปก่อน มันยากที่เราจะได้สิ่งที่ชอบ กับ สิ่งที่ทำเงินได้เป็นสิ่งเดียวกัน แต่ก็นั้นแหละ ค่อยๆรอวันนั้น พี่ก็เก็บเงินให้กับอนาคตของลูกพี่เหมือนกัน” พอพี่เขาพูดเสร็จก็รู้สึกเหมือนได้ปลดพันธนาการที่อยู่ในหัวมานานออกไป ขอบคุณคำแนะนำหลายๆอย่างมากๆเลยนะครับ

Bitcoin fixes this, BTC ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น อย่างน้อยก็กับผมคนนึงแหละ

ขอบคุณงานนี้ที่ทำให้เราได้เจอกันครับ

ขออนุญาตเอาเรื่องที่เราคุยกันมาเล่านะครับ

#TBC2024

#siamstr

ยินดีที่ได้รู้จักฮะ เป็นช่วงเวลาที่ดีๆมากที่เราได้พูดคุยกัน เจอกันครั้งแรกอาจมีเขินๆกันบ้าง พรุ่งนี้ก่อนจากกันก็มาเม้ากันให้สุดไปเลย

ขอบคุณค้าบ