Avatar
Somnuke
30aeab00931a8a6d4a3f9e8cfa255abf5f87f3091a8efe0bf24afe8c2eec28f5
ผมชื่อสมนึก มาจากองค์การสร้างความปวดกบาลแห่งชาติ

#วิกฤติซับไพรม์

วันนี้จะมาเล่าเรื่องวิกฤติซับไพรม์แบบสรุปย่อสุดๆ ให้ฟังกัน

เรื่องมันย้อนไปไกลๆ ตั้งแต่ยุค New Deal เลยแต่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง แต่องค์กรที่เกิดขึ้นตอนยุค New Deal มามีส่วนเกี่ยวข้องกับวิกฤติในครั้ง subprime ด้วย องค์กรนั้นก็คือ Fannie Mae

ถ้าอธิบายแบบง่ายๆ ว่าแฟนนี่เมคืออะไร มันก็คือองค์กรการเคหะแห่งชาติเวอชั่นเมกานั่นเอง

มาว่าเรื่องซับไพรม์กัน คือตัวแฟนนี่เมเนี่ยเหตุผลหนึ่งในการก่อตั้งองค์กรนี้ขึ้นมาก็เพื่อให้ประชาชนสามารถกู้เงินเพื่อซื้อบ้านได้ง่ายขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

เริ่มต้นมันก็เหมือนนโยบายปกติทั่วไป แฟนนี่เมปล่อยกู้ให้กับประชาชนที่ต้องการซื้อบ้านโดยที่มีรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกันให้ว่าถ้ามีปัญหาอะไรขึ้นมารัฐจะเป็นผู้เข้ามาอุ้มเอง

ในเวลาต่อมาตัวแฟนนี่เมก็ได้แยกร่างออกเป็นสองส่วนเพื่อความคล่องตัวในการทำงาน ขณะเดียวกันสภาสหรัฐก็ได้ตั้งองค์กรใหม่ที่มีหน้าที่ในการปล่อยกู้อีกอันออกมาด้วยก็คือ Freddie Mac ตอนที่เพิ่งมีเรื่องวิกฤติซับไพรม์ หลายคนน่าจะคุ้นสองชื่อนี้อยู่เพราะเป็นองค์กรรัฐที่มีบทบาทสำคัญมากในวิกฤตครั้งนี้

ทีนี้ทั้งแฟนนี่เมและเฟรดดี้แม็ค ก็ปล่อยกู้บ้านไปตามเรื่องตามราวที่ตัวเองโดนก่อตั้งมาโดยมีรัฐเป็นแบ็คว่าเกิดปัญหาออะไรรัฐจะช่วย ก็ปล่อยกู้ไปเรื่อยๆ ซึ่งก็ทำให้ทั้งแฟนนี่กับเฟรดดี้เป็นเจ้าของหนี้ก้อนมหึมาเพื่อให้ปล่อยกู้ได้ต่อเนื่องและเพิ่มสภาพคล่อง จึงได้มีประดิษฐกรรมส่วนหนึ่งเกิดขึ้นนั่นก็คือ Mortgage-backed Security หรืออธิบายสั้นๆ ก็คือหลักทรัพย์ที่มีหนี้กู้ซื้อบ้านค้ำประกัน คนที่ซื้อหลักทรัพย์ตัวนี้ไปก็จะได้ดอกเบี้ยจากดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน พูดง่ายๆ ก็คือคนที่ซื้อก็จะกลายเป็นเจ้าหนี้แทนแฟนนี่และเฟรดดี้ ผลก็คือทำให้แฟนนี่และเฟรดดี้สามารถปล่อยกู้ต่อไปได้เรื่อยๆ เพราะทุกครั้งที่เริ่มขาดสภาพคล่องก็ออกหลักทรัพย์มาขายได้ แล้วหลังจากนั้นพวกบริษัทเอกชนอื่นๆ ก็เริ่มออกขายหลักทรัพย์แบบนี้ตามแฟนนี่ด้วยโดยที่รัฐไม่ว่าอะไรเพราะตอนนั้นต้องการให้คนมีเงินซื้อบ้าน

หลังปล่อยกู้ไปมหาศาล มันจะมีใครมากู้เพิ่มนักหนาล่ะ ลูกค้าชั้นดีมันก็หดหายไปเรื่อยๆ พวกบริษัทที่ทำเรื่องปล่อยกู้รวมทั้งแฟนนี่กับเฟรดดี้ก็ปล่อยกู้ให้ลูกหนี้ชั้นที่มีความสามารถชำระหนี้ที่ต่ำๆ ลงมา พอดีกันกับที่ตอนนั้นมีกฎหมายว่าด้วยการเลือกปฏิบัติทำให้มีการกระตุ้นให้ทุกๆ ภาคส่วนปล่อยกู้ให้ลูกหนี้ทุกระดับโดยไม่เลือกปฏิบัติ พูดง่ายๆ ก็คือถึงมันไม่มีหลักทรัพย์ก็ต้องให้กู้ พอเป็นยังงี้ธุรกิจปล่อยกู้ซื้อบ้านก็รุ่งเรืองขึ้นไปอีกเพราะลูกหนี้เพิ่มขึ้นบานเลย

อ๋อ ตกไปเรื่องหนึ่งก็คือในช่วงนี้ธุรกรรมการกู้ส่วนใหญ่ของเอกชนจะมีแฟนนี่กับเฟรดดี้เป็นผู้ค้ำให้ จึงทำให้ภาคเอกชนเองก็พร้อมปล่อยกู้โดยไม่ลังเล

ต่อมาก็มีนวัตกรรมทางการเงินอีกอย่างปรากฎตัวขึ้น นั่นก็คือการเอาหนี้ซื้อบ้านทั้งหลายมากองรวมกันแล้วมัดช่อแบ่งขายแบ่งเป็นลำดับๆ เช่น

มัดนี้ประกอบด้วยหนี้ชั้นดี 80% หนี้ห่วย 20% เป็นต้น เพื่อออกขายให้ผู้ลงทุนที่มีความต้องการแตกต่างกันไป อย่างเช่น กองทุน กองทุนต่างๆ จะโดนกฎหมายบังคับเอาไว้ว่าซื้อได้เฉพาะหลักทรัพย์ที่มีเรตติ้งระดับ A+ ขึ้นไปเท่านั้น

ซึ่งเรื่องช่อหนี้เนี่ยก็มีที่มาที่ต้องเล่าย้อนไปอีก เพราะเรื่องราวนี้ยาวนานมากข้ามวิกฤติการเงินย่อยๆ ครั้งอื่นด้วย อย่างในท่อนแรกที่เล่าไปเนื้อเรื่องส่วนใหญ่ก็เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980-1990s ก่อนวิกฤติดอทคอมซะอีก

ก่อนหน้านี้เราพูดถึงกองทุนซึ่งต้องซื้อหลักทรัพย์ที่เรตติ้งดีๆ ไปแล้ว แต่ใครล่ะที่ทำหน้าที่จัดเรตติ้ง?

คนที่ทำหน้าที่จัดเรตติ้งเกิดขึ้นพร้อมๆ กันกับตอนที่รัฐบาลสหรัฐอนุญาตให้เอกชนออกหลักทรัพย์ที่ค้ำประกันด้วยสัญญากู้ซื้อบ้านได้นั่นเอง ผลสืบเนื่องมาจากว่าในตอนแรกหลักทรัพย์ค้ำประกันโดยสัญญากู้บ้าน (MBS หรือ Mortgage-backed Security ต่อไปจะเรียกชื่อนี้นะ สั้นๆ ดี)

คือตอนแรกผู้ที่ออก MBS ได้มีแต่ธนาคารปล่อยกู้บ้านที่เป็นของรัฐก็คือพวกแฟนนี่เมนั่นแหละ ซึ่งทำให้ธนาคารเอกชนปล่อยกู้สู้รัฐไม่ได้เพราะแปรหนี้ให้กลายเป็นหลักทรัพย์ไม่ได้ จึงออกกฎหมายการจัดเรตติ้งหลักทรัพย์ขึ้นมา เพื่อให้เอกชนออก MBS ได้ และให้สถาบันจัดเรตติ้งเป็นผู้จัดเรตว่า MBS อันไหนเรตติ้งเท่าไหร่ ใครควรซื้อ และตามที่เล่าไป กองทุนทั้งหลายถูกบังคับให้ซื้อได้เฉพาะสินทรัพย์ที่เรตติ้งระดับ A+เท่านั้น ซึ่งต่อไปในภายภาคหน้าจากความหละหลวมในการกำกับดูแลภาคการเงินของกลต.และรัฐบาลทำให้มีการปั่นการจัดเรตติ้งทั้งการ lobby และการสอดไส้ MBS, CDO อีกหลากหลายรูปแบบ

เหตุการณ์ทุกอย่างก็ดำเนินไปเรื่อยๆ โดยที่รัฐออกมาปลดล็อคนั่น นี่ให้เป็นระยะๆ เพื่อให้ปล่อยกู้กันได้เรื่อยๆ และก็มีนวัตกรรมแบบเดียวกับ MBS เกิดขึ้นเป็นระยะๆ เพื่อให้กองหนี้ที่มีสามารถตอบโจทย์นักลงทุนที่แตกต่างกันออกไปได้ ทั้งนักลงทุนที่พร้อมรับความเสี่ยงและกองทุนทั้งหลายด้วย

หนึ่งในนโยบายที่รัฐออกมากระตุ้นตลาดก็คือ Tax Reform Act ปี 1986 ซึ่งปลดล็อคการลดหย่อนภาษีด้วยดอกเบี้ยเงินกู้จากเดิมที่ลดหย่อนภาษีได้แค่เงินกู้บ้านเท่านั้น เป็นเงินกู้ชนิดอื่นๆ ได้ ซึ่งก็ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่ง เอาบ้านมาจำนองเพื่อใช้หนี้ประเภทอื่น เช่น บัตรเครดิต ทำให้ยอดหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น

ต่อมา มีนวัตกรรมมาอีกแล้วครับ ครั้งนี้คือ CDO - collateralized debt obligation ซึ่งแต่เดิมสร้างขึ้นเพื่อมัดช่อสินทรัพย์ต่างๆ ของบริษัทออกมาขาย เช่น พันธบัตรหรือโครงการการลงทุนของบริษัท โดยแต่ละรายการก็มีสินทรัพย์ปลีกย่อยหลายๆ อย่างรวมกันเพื่อขายให้นักลงทุนต่างประเภทกัน อย่างที่อธิบายไปแล้ว และด้วยความร้อนแรงของ MBS นั่นเอง ระยะหลังๆ CDO หลายๆ ตัวก็มาจากมัดช่อของ MBS

จนกระทั่งทศวรรษที่ 1990 ก็เกิดฟองสบู่ซับไพรม์ครั้งแรกแต่ครั้งนี้ยังไม่ใหญ่โตเท่าไหร่เพราะกองหนี้ยังไม่เยอะมาก ในช่วงทศวรรษนี้เองที่ JP Morgan ได้ประดิษฐ์นวัตกรรมใหม่ออกมา คือ CDS - credit default swaps ความหมายของมันก็คือ การทำประกันนั่นเอง ผู้ซื้อ CDS จะต้องจ่ายเบี้ยประกันให้กับผู้ออก CDS แลกกับว่าหากเกิดหนี้สูญหรือการเบี้ยวหนี้ (default) ผู้ออก CDS จะชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้ซื้อ

เหตุการณ์ทั้งหลายก็ดำเนินไปจนสหรัฐเจอวิกฤติดอทคอม ซึ่งทำให้คลินตันออกนโยบายเกี่ยวกับการซื้อบ้านอีกรอบ (ประเทศเหี้ยนี่บ้า เกิดวิกฤติอะไรก็กระตุ้นด้วยการปล่อยกู้ซื้อบ้าน จริงๆ มันมีที่มาแต่ยาวสัส ข้ามไปก่อน)

หลังจากนั้นก็มีการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินทั้งหลายที่ว่าไปข้างต้นต่อไปเรื่อยๆ ทั้ง MBS, CDO, CDS ด้วยเหตุผลทั้งการระดมทุน รักษาสภาพคล่อง ฯลฯ

พระเอกในงานนี้ก็คือ CDS ครับ

หลังจากนี้เหตุการณ์ก็อย่างที่หลายๆ คนเดาได้ ลูกหนี้ผิดชำระหนี้มากขึ้นเรื่อยๆ และประกอบกับรัฐบาลเริ่มตระหนัก (พึ่งนึกได้เหรอ สัส) จึงขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดความร้อนแรงของตลาดเงินกู้แต่ก็ไม่ทันแล้วแถมยิ่งซ้ำเติมให้ผู้กู้เดิมไม่มีตังใช้หนี้ด้วย จนทำให้ราคาของ MBS, CDO หลายๆ ตัวลดมูลค่าลง ธนาคารหลายๆ แห่งก็กระทบจากเรื่องนี้จนขาดทุน

แล้วพระเอกเราก็เข้ามามีบทบาทครับ คือ เจ้า CDS ซึ่งก็อย่างที่เล่าไปว่ามันคือการทำประกันกันเบี้ยวหนี้นั่นเอง ปัญหาหลักๆ ของการออก CDS ก็คือในตอนนั้นกฎหมายประกันของสหรัฐหละหลวมมาก ทำให้ออก CDS ไปเกินกว่าเงินทุนสำรองที่ตนมี ถามทำไมถึงกล้าออกเกินเพราะในตอนนั้นไม่คิดว่าตลาดจะล่มเพราะรัฐค้ำประกันไว้

ทีนี้ที่ทุกอย่างล้มเป็นโดมิโนเพราะมีบริษัทการเงินที่เห็นโอกาสจาก CDS ที่ออกมาค้ำตลาดซับไพรม์ สิ่งที่เขาเห็นก็คือ ตลาดต้องล้มแน่ๆ และรัฐก็ไม่มีทางอุ้มไหว ที่เขาทำก็คือไปซื้อ CDS ซับไพรม์หรือพูดง่ายๆ ว่า แทงว่าตลาดจะล่มนั่นแหละ

นึกภาพง่ายๆ คือนายเอซื้อประกันอุบัติเหตุรถยนต์ตัวเองและก็มีนายบี นายซี นายดีและอื่นๆ อีกมาซื้อประกันตัวเดียวกันเพราะรู้ว่าเดี๋ยวรถนายเอต้องชนแน่ๆ ปัญหาก็คือตรงนี้แหละ โดยทั่วไปในการบังคับใช้กฎระเบียบเราไม่ควรมีสิทธิซื้อประกันสินทรัพย์ที่เราไม่ได้ถือครอง

พอถึงเวลาตลาดล้มจริงๆ จึงไม่ล้มแค่ธนาคารที่ปล่อยกู้แต่ล้มไปถึงบริษัทประกันด้วย อย่างหลายคนจะเห็นว่าตอนมีรายงานข่าวเรื่องซับไพรม์ AIG ซึ่งเป็นบริษัทประกันใหญ่ของสหรัฐจะล้มด้วย นั่นก็เพราะ CDS กับ CDO ที่ AIG ถือไว้นั่นเอง เพราะเมื่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ล้ม ประกันไม่ได้เพียงแค่ต้องชดใช้ให้นักลงทุนที่ซื้อ CDO เท่านั้น แต่ต้องจ่ายให้บริษัทที่แทงว่า CDO จะพินาศด้วย

นี่คือเล่าแบบคร่าวมากๆ ข้ามส่วนย่อยๆ ไปพอสมควร ถ้ามีท่อนไหนงงๆ ก็มาเม้นถามกันได้เลย จะพยายามหาคำตอบมาให้เท่าที่หาได้

#siamstr

สุดยอดการคิดค้นนวัตกรรมแสนระยำ

FC ครับคุณอิทโสฟเออร์ แอนนัลค์อิน, แอลฮาเว่เซอะฮิจช์โกรอุนด์เพื่อนรัก

โอโห้หิวเลนครับ ผัดฟักทองทานคู่กับปลาสวรรค์สไลซ์

เห็นด้วยครับ เพราะถ้าจับด้ามยื่นออกไปล้ำหน้าต่าง จะเรียกว่าสันนอกทันที หรือเรียกเต็มๆ ว่า สันขอบหน้าต่างด้านนอกบ้าน โอยเล่นเองเครียดเอง

งุ้ยยยน ชื่อน้องน่ารักมากกก สวัสดีลูก "ฮารุเคยรัก"

ขออะหำสิเกาที่แวะจอดชม

ฟากฟ้ายามเย็น เห็นแสงรำไร อาทิตย์จะลับโลกไป เปิดจอชักหำขึ้นมา

ซักผ้าตากไม่ได้แล้ว พรุ่งนี้ซักใหม่ แต่เช้าตรู่ ไม่เป็นไรเช่นกัน

Absolutely only sats for me aswell cuz I got paralysis sir.

Replying to Avatar Tungkukk🇹🇭

nostr:npub1xzh2kqynr29x6j3ln6x05f26ha0c0ucfr280uzljftlgcthv9r6skqe7dt ไปหางูแถวนี้ไหมครับ

โอเค เดี๋ยวๆๆๆๆ

ฝั่งฝามันหมายฟามว่า คู่สนทนาอ่านแล้ว

สวัสดีครับคุณฮีรี่ทอนจี ผมชื่อสมนึกครับ ยินดีอย่างยิ่งที่จะบอกว่าใส่ Ln address ด้วยครับ zap มิได้

อยากตะโกนดังๆ ให้โลกรู้ว่าผมเป็น

ชายแท้ที่ "รัก" nostr:npub1prya33fnqerq0fljwjtp77ehtu7jlsjt5ydhwveuwmqdsdm6k8esk42xcv "ครับ"

#Siamstr #ThailandZapathon #Thainostrich