Avatar
Somnuke
30aeab00931a8a6d4a3f9e8cfa255abf5f87f3091a8efe0bf24afe8c2eec28f5
ผมชื่อสมนึก มาจากองค์การสร้างความปวดกบาลแห่งชาติ

พร้อมมั้ยวัยรุ่นทุ่งม่วง!!!

#Siamstr

การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ คือเครื่องมือส่งเสริมการผูกขาดให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ ช่วยกำจัดรายเล็กไม่ให้ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่ง

ลองนึกดูดีๆ นะครับ ว่าการบังคับขึ้นค่าแรงจะกระทบกับคนกลุ่มใดบ้าง

ถามว่าบริษัทใหญ่ เช่น กลุ่มบริษัทมหาชนที่เป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนประเทศ มีกี่ต่ำแหน่งงานที่ให้เงินเดือนแรงงานต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ?

คำตอบคือ แทบจะไม่มี

แม้กระทั่งตำแหน่งที่เล็กที่สุดอย่าง แม่บ้าน ก็มีเงินเดือนที่หารต่อวันเกินค่าแรงขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้นบริษัทใหญ่ก็ไม่กระทบอะไรอยู่แล้วนี่ ยิ่งสายป่านยาว ค่อยๆ วางแผนปรับเปลี่ยนรับมือเอาสบายๆ

แต่ผู้ประกอบการรายกลางรายเล็ก รวมถึงพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยที่อยู่แบบเดือนชนสองเดือน

เจอนรกของจริง สภาพเหมือนโดนส้นตรีนถีบยอดหน้าอย่างจัง

จริงๆ แล้ว การกำหนดค่าแรงว่าควรจ่ายเท่าไร ควรปล่อยไปตามกลไกตลาดหรือไม่ ตามความสามารถของผู้จ่าย หรือควรให้รัฐมาชี้นิ้วสั่งแบบที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

ทุกการกระทำมี ราคา ต้องจ่าย และการตัดสินใจของคนที่ไม่มีส่วนได้เสีย มักจะทำมันพังเสมอ

ผู้ที่มีปัญญาในการจ่ายต่ำจะทำยังไง?

เมื่อผู้ประกอบการไม่มีทางเลือก ต้องขึ้นค่าแรงตามกฎหมายกำหนด แต่ความสามารถในการจ่ายมีไม่ถึง เขาก็ต้องดิ้นรนสักทาง จะขึ้นค่าแรงยังไงให้อยู่รอด

เลี่ยงไม่พ้น 2 ทาง

1. ขึ้นราคาสินค้า/บริการเพื่อรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่เพียงสินค้าของเรา แต่ในสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน ผู้ประกอบการที่ขายวัตถุดิบขึ้นราคาทั้งหมด

ขึ้นราคาสินค้าก็ไม่ง่าย เพราะเงินเฟ้อได้ไม่จำกัด แต่ราคาสินค้าขึ้นได้จำกัด มันมีเส้นราคาที่ผู้บริโภคเต็มใจจ่ายค้ำคออยู่ เมื่อไรก็ตามที่ตั้งราคาล้ำเส้นนี้ งานอาจจะงอกกว่าเดิม สัดส่วนราคาที่เพิ่มขึ้นไม่มีทางไล่อัตราเงินเฟ้อทัน หมายความว่า กำไรลดลง

2. ลดพนักงานลงเพื่อให้จ่ายเท่าเดิม เคยจ้าง 10 คน ก็เหลือ 7 เหลือ 5 ลดจำนวนคนจนกว่าค่าแรงรวมที่ต้องจ่ายจะอยู่ในจุดที่รับไหว แล้วไปรีดเค้นศักยภาพของคนที่อยู่เพิ่มเอา

Productivity ของแรงงาน 1 คน จำเป็นต้องสูงขึ้นต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อให้ผลผลิตเท่าๆ เดิม

เติบโตยากขึ้น เพราะนอกจากต้นทุนวัตถุดิบและการตั้งราคาสินค้าจะสู้รายใหญ่ยากอยู่แล้ว กำแพงต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้นนี้มันกีดกันการเติบโตไปอีก

การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ จะทำให้การกดค่าแรงหมดไปไหม? คำตอบคือ ไม่

เจ้าของกิจการที่สันดานชอบกดค่าแรง มันก็จะกดอยู่นั่น ไม่ว่ารัฐบาลจะขึ้นหรือไม่ขึ้นค่าแรงก็ตาม และในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่รัฐก็ยากที่จะจัดการ

ลองตอบตัวเองในใจดูครับว่า... ณ วันนี้ที่มีกฎหมายค่าแรงขั้นต่ำ เฉลี่ยราว 350.- ยังมีคนที่แอบกดราคา จ่ายค่าแรงต่ำกว่าอยู่ไหม?

รัฐไม่ควรยุ่ง ควรปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ

ใครมีปัญญาจ่ายเท่าไรก็จ่ายตามนั้น เจ้าของกิจการรายไหนที่สันดานชอบเอาเปรียบ เห็นแก่ได้ ใช้งานลูกน้องหนักเยี่ยงทาส กดค่าแรงต่ำๆ จะถูกลงโทษโดยกลไกตลาดแรงงานเอง

ทำให้เกิดการแข่งขันแบบเสรี แรงงานมีสิทธิ์ที่จะเลือก กิจการไหนให้ค่าแรงอัปปรีย์ กดราคาต่ำกว่าชาวบ้าน คุณก็ยากที่จะหาแรงงานที่ตรงสเป็ก เนื่องจากเขาเลือกไปทำที่อื่น

แต่ถ้ามีคนเลือกทำด้วยค่าแรงที่ต่ำโดยความสมัครใจ ไม่ใช่การถูกบังคับกดขี่ แสดงว่าราคาค่าแรงของเขานั้นยังมีความต้องการในตลาดอยู่ ซึ่งเจ้าของกิจการที่เลือกให้ค่าแรงต่ำก็ต้องแลกกับความเสี่ยงด้านความมั่นของแรงงาน การขับเคลื่อนธุรกิจของตัวเองก็จะเป็นไปได้ยาก เนื่องจากได้คนที่คุณสมบัติไม่ตรง มีการลาออกบ่อย หาคนใหม่ยาก หรืออาจจะหาคนมาทำด้วยไม่ได้เลย

ตลาดเสรีจะบีบบังคับคนทำธุรกิจให้ตั้งค่าแรงที่เหมาะสมโดยธรรมชาติ เพื่อจูงใจให้คนมาทำงานด้วย ไม่งั้นธุรกิจก็ไปต่อไม่ได้

แล้วตลาดจะเจอจุดสมดุลย์ของมันเอง ไม่ใช่ให้คนที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมาเจ้ากี้เจ้าการ

#Siamstr

Replying to Avatar Richter

พวกนายเชื่อเรื่องความรู้ที่ส่งต่อกันโดยความหวังดีไหม ผมจะเล่าให้ฟัง ก่อนหน้านี้ปั้มน้ำมีอาการ งงแง ติดบ้างไม่ติดบ้าง น้ำรั่วบ้าง ผมก็ได้ไปร้านรับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่รู้จักกัน เล่าอาการให้ฟัง ตั้งใจจะมาซื้อ ปะเก็นกันรั่ว น้าแกใจดีบอกไม่ต้องซื้อพร้อมแนะนำวิธีแก้ปัญหาแล้วให้ลองเอาไปทำ แต่ถ้าอยากจะซื้อให้เดินไปร้านข้างๆ และอีกอาการหนึ่งคือปั้มมันดับบ่อยเวลาใช้น้ำ และถ้าก็บอกวิธีผมมาแก้อีกพร้อมพูดแนวล้อเล่นว่าถ้าอยากยกมาให้ซ่อมผมก็จะเป่าฝุ่นออกให้แล้วคิด 100 บาท ผมรีบขอบคุณและกลับมาทำเองอย่างไว!!! แบบนี้สินะที่เรียกว่าองค์ความรู้ที่ส่งต่อกันโดยคนที่จะเริ่มทำไม่ต้องไปเสียเวลากับลองผิดลองถูก ที่น่าดีใจคือน้าแกบอกผมฟรีๆด้วยความจริงใจ 💪🏼🔥🎉🥳💪🏼

#siamstr #siamstrog #nostr

จักรเย็บผ้ารุ่นนี้ใช้ดีมากครับ

ยังไงนะหนุ่ม หนุ่มจะขายอะไร

Replying to Avatar tukjedsadatik

ตื่นรู้

ผมรู้สึกโชคดีที่พ่อแม่ไม่มีหนี้สินทิ้งไว้ให้ ถึงแม้จะไม่ได้ร่ำรวยมากแต่ก็พอกินพอใช้ แต่ผมได้ยินเสียงคลื่นที่กำลังซัดมา ทำให้ผมรู้สึกว่าลำพังเงินเก็บจากการขายของเพียงอย่างเดียว น่าจะไม่เพียงพอในอนาคตแน่นอน

ผมเห็นบางครอบครัวจมน้ำไปแล้ว ใจผมก็คิดว่าเราทำได้แค่ประวิงเวลาความชิบหายวายวอดของครอบครัวตัวเองเหรอ

จะดีกว่ามั้ยถ้าจะมีตัวช่วยให้เราสามารถ เอาตัวรอดจากคลื่นลูกใหญ่นี้ได้ หลังจากที่ผมรู้สึกถึงลางสังหรณ์นี้ ผมก็เริ่มพยายามค้นหาสิ่งที่สามารถช่วยให้เราลอยอยู่เหนือคลื่นน้ำนี้ได้

ผมเป็นคนไม่ค่อยจำรายละเอียดแบบยิบๆ แต่ผมชอบจำเป็นภาพใหญ่ๆ

สมัยก่อนตรงนี้เป็นหนองน้ำธรรมดามีน้ำแค่ประมาณเอว ปู่ย่าตายายเราแช่ตัวอยู่ในหนองน้ำนี้ บรรยากาศตอนนั้นร่มเย็นเป็นสุข ไม่รีบไม่ร้อนแบบทุกวันนี้

แต่อยู่ดีๆก็มีใครก็ไม่รู้ ปล่อยน้ำลงมาปริมาณมหาศาล ส่งผลให้ความร่มเย็นเป็นสุขมันหายไป

เราเริ่มดิ้นรนกันมากขึ้น น้ำเริ่มสูงขึ้นมาท่วมหัว ทุกคนต่างดำผุดดำว่ายเพื่อจะเอาชีวิตรอด

บัดนี้หนองน้ำที่เคยเป็นน้ำนิ่งๆได้หายไปแล้วในบัดดล เรากำลังอยู่ในยุคสมัยน้ำเชี่ยวหลากยิ่งกว่าเขื่อนเชี่ยวหลาน

ผมสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ และถ้าผมไม่ทำอะไรซักอย่าง ในยุคสมัยอีก10ปีข้างหน้ามันอาจจะไม่ใช่น้ำเชี่ยวหลากแล้ว

แต่มันอาจเป็นสึนามิหนี้สินของคนทั้งโลก และลูกผมกำลังจะเจอเรื่องแบบนั้น

ความสามารถทางสมองเท่าจิ๋มมดของผม จึงพยายามหาโอกาสให้ลูกตัวเองมีชีวิตรอดเท่าที่เราจะสามารถทำได้

จนได้มาพบและศึกษาบิตคอยน์ และผมจะส่งต่อตัวช่วยนี้ในยุคคลื่นสึนามิแก่ลูกผม เพื่อให้เค้ามีชีวิตรอดต่อไป

T.tukjedsadatik

#siamstr

#หน้าตึงตอนพิมพ์

#หน้าดำแก้มแดง

Fc ครับคุณติ๊กกลิ่นสี เวลาเอาจริงคุณร้ายไม่เบา

คุณทำงานเฟียตเพื่ออยู่ในเฟียต ผมทำงานเฟียตเพื่อให้เมียยึดเงิน....เราต่างกัน

เงินคือตัวสะท้อนมูลค่าเศรษฐกิจและทรัพยากร ไม่ว่าคุณจะแบ่งมันออกเป็นกี่ส่วน มูลค่ามันก็เท่าเดิมอยู่ดี

ปริมาณเงินจะสะท้อนมูลค่าของประเทศนั้นๆ ไม่ว่าคุณจะแบ่งมันเป็น สิบส่วน พันส่วน แสนส่วน หรือล้านส่วน มันก็ไม่ได้ช่วยอะไร

เพราะมูลค่าโดยรวมมันก็จะเท่าเดิมอยู่ดี แค่มูลค่าเงินต่อหน่วยลดลง..แบงก์ 1000 อันเดิม ซื้อของได้น้อยลงกว่าเดิม

.

การพิมพ์เงินและอัดฉีดเข้ามาในระบบเศรษฐกิจก็เช่นกัน และทางเดียวเท่านั้นที่เงินก้อนใหม่นี้จะไม่ด้อยค่าเงินทั้งระบบ คือการสร้าง productivity เพิ่ม สร้างรายได้สร้างการค้าขายเพื่อให้ได้เงินเข้ามา ทำให้ความมั่งคั่งของประเทศเพิ่ม

.

แต่มันไม่ง่าย เพราะเราไม่สามารถเสกความมั่งคั่งจริงๆ ขึ้นมาได้ มันคือเกมแห่ง Proof of work เราต้องลงทุน ลงแรง สละเวลาและทุ่มเทเพื่อให้ได้มันมา อีกทั้งเรายังต้องแข่งขันเพื่อแย่งชิงลูกค้าให้มาซืัอสินค้าเราแทนที่จะเป็นสินค้าของชาติอื่น ถ้าของเราไม่มีคุณภาพแถมราคาสูง ใครมันจะไปซื้อ และทุกอย่างมันต้องใช้เวลา

.

เปรียบประเทศเป็นคน ๆ นึงที่มีทรัพสินย์ 10,000 บาท ไม่ว่าเราจะแบ่งมันเป็นร้อยก้อนหรือพันก้อน มูลค่ารวมมันก็เท่าเดิมอยู่ดี ยิ่งแบ่งมากมูลค่าเงินต่อหน่วยก็จะน้อยลง แม้มันจะเป็นเงิน แต่มันก็หนีไม่พ้นจากกลไกตลาด ไม่ต่างจากสินค้า Commodity อย่างพวกสินค้าการเกษตรหรือสินแร่

.

เมื่อรัฐบาลทำการเพิ่มปริมาณเงินในระบบ ไม่ว่าจากการกู้หรือการพิมพ์เงินเพิ่มของรัฐก็ดี แม้แต่การปล่อยกู้แก่ประชาชนของสถาบันการเงินก็ดี ล้วนแล้วแต่ทำให้มูลค่าของเงินในกระเป๋าเราผู้เป็นประชาชน ด้อยค่า ลงทั้งสิ้น

.

เราจะเรียกอย่างเป็นทางการว่า เงินเฟ้อ..

.

และปัจจุบันนี้ ในสภาวะปกติของเศรษฐกิจ เงินในกระเป๋าเราจะด้อยค่าลงรางๆ 50% หรือซื้อของได้น้อยลงครึ่งนึง ทุกๆ 10 ปี หมายความว่า ถ้ารายได้เราไม่ได้เพิ่มขึ้นขั้นต่ำ 5% ต่อปี เรากำลัง "จนลง" แบบไม่รู้ตัว

.

เมื่อปริมาณเงินมันเพิ่มเข้ามา ทั้งที่มูลค่าและเศรษฐกิจของประเทศมันเท่าๆ เดิม เงินที่มีอยู่ก่อนจะค่อยๆ เสื่อมค่าลง จากที่เคยถือเงิน 1 ในล้าน ก็กลายเป็นถือ 1 ใน 2 ล้าน ประชาชนทุกคนที่ถือเงินอยู่ก่อนหน้าจะจนลงในเวลาไม่นาน ตราบใดที่เรายังถือเป็นเงินสดหรือเงินฝาก เราไม่มีวันหนีพ้น เพราะกลไกระบบการเงินที่เราใช้อยู่มันทำงานแบบนี้

.

แล้วมูลค่าเงินของเรามันหายไปไหน?

ตามหลักการ แคนทิลอน เอฟเฟ็กต์ (Cantilon Effect) ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการผลิตเงินเพิ่มในระบบคือผู้ที่อยู่ใกล้แหล่งผลิตเงิน อย่างเช่น รัฐบาล นักการเมือง สถาบันการเงินและกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล

.

และคนรับเคราะห์คือประชาชน ที่ถูกสูบความมั่งคั่งออกไปถ้วนหน้า

.

อ้อ ทุกนโยบายประชานิยมบองรัฐบาลที่มาจากการกู้ ก็เข้าข่ายนี้ด้วยนะครับ

.

ไม่ว่ารัฐจะอ้างความชอบธรรมใด ๆ ก็ตาม ผลจะลงเอยไม่แตกต่างกัน การแจกเงินในระยะแรกทำให้ประชาชนสดชื่น แลกกับกล้ำกลืนไปแสนนาน เงินที่ใส่เข้ามาในระบบส่งผลให้เงินที่มีอยู่ด้อยค่าลงถาวร สบายวันสองวันนี้ แลกกับลำบากระยะยาว คุ้มกันดีเนอะ

.

เราผู้ซึ่งเป็นประชาชน ก็ดันยินดีกับการได้เงินมาจับจ่ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยไม่รู้ตัวว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น เพราะไม่มีใครเขาบอกความจริง

.

การด้อยค่าสกุลเงินตัวเองไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นตลอดเวลา เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัยในทุกรัฐบาล

.

ประชาชนต้องรับผลกรรมอย่างแสนสาหัส ใครถือเงินเยอะถือเงินนานก็ยิ่งโดนปล้นเยอะ ทำร้ายคนอดออมเพื่ออนาคต ทำให้เราก้าวมาสู่ยุคที่ทำงานประจำแล้วไม่พอแดก ลำพังดูแลตัวเองยังไม่รอด การสร้างครอบครัวไม่ต้องพูดถึงเพราะไม่มีปัญญา มันทำให้เรากินอาหารโภชนาการเลวลงเรื่อย ๆ เพราะสินค้าที่เคยกินเคยใช้ราคาพุ่งไปไกลจนจ่ายไม่ไหว มันบีบให้เราสร้างหนี้จนมากเกินที่เราจะจ่ายได้ ไม่กู้กินกู้ใช้เพื่อความอยู่รอด ก็เพื่ออวดรวยโง่ๆ

.

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ไม่ใช่ปัญหาตัวบุคคล แต่ต้นตอเป็นที่ "ระบบ" ผู้มีอำนาจแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองและความร่ำรวยของตนและพวกพ้อง จนทุกอย่างมันผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวไปหมดเกินจะเยียวยา และประชาชนตาดำ ๆ ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ รวมถึงเด็กๆในเจเนอเรชันถัดไปคือผู้ต้องรับผิดชอบ

.

มันไม่มีวันแก้ไขได้ เลิกคาดหวังคำตอแหลของนักการเมือง ต่อให้พระถั๋งซัมจั๋งมาเป็นนายกก็ไม่ช่วยอะไร

.

ทางออกเดียวคือเราต้องมี "เงิน" ที่มนุษย์ขี้เหม็นไม่ต้องเสือก

#Siamstr

วอนผู้มีอำนาจช่วยพิจารณาด้วยครับ

#Siamstr

คนปกติที่ไหนเขาวัดความมั่งคั่งร่ำรวยจากแค่รายจ่ายกัน?? แล้วทำไมประเทศถึงต้องวัดแบบนั้น?

รายได้แค่ครึ่งเดียวของรายจ่าย ถือว่ารวยมั้ย?

.

"เฮียนี่รวยจังเลยนะครับ ใช้จ่ายเดือน 2-3 แสน"

"อ๋อ รายได้กุแค่แสนเดียว ที่เหลือกู้มาอ่ะ พอดีเอาที่ดินที่พ่อแม่หามาอย่างยากลำบากไปค้ำ แล้วแบงก์ก็ดันให้กู้เฉย โชคดีจังเล้ย อิอิ ของมันต้องมี"

.

จริงๆ รายจ่ายก็พอเอามาวัดความร่ำรวยได้แหละ เดี๋ยวนี้หลายคนก็ฮิตกัน ฉากหน้าต้องต้องหรูหราไว้ก่อน แม้เบื้องหลังรายได้จะติดลบก็ช่างมัน

.

แต่คิดดีๆ มันคือความร่ำรวยแบบเปลือกๆ ไม่ใช่เหรอ ร่ำรวยจากการดึงเงินในอนาคตมาใช้จนแทบจะไม่เหลืออนาคตอยู่แล้ว มองไม่ออกเลยรึไงอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้

.

เรามองเห็นเขาแค่ความหรูหราภายนอก ก็ย่อมมองว่าเขารวย แต่ถ้าเราเห็นเบื้องหลังว่าหมอนี่หนี้ล้นพ้นตัว ที่หรูทุกวันนี้เพราะเอาเงินในอนาคตมาใช้ทั้งนั้น

.

เราจะมองว่าเขารวยอีกมั้ย...คงไม่

ก็เล่นใช้จ่ายเกินปัญญาในการสร้างรายได้ หนี้พอกขึ้นทุกวัน มันต้องจบที่การล้มละลาย

.

แล้วทำไมการวัดความร่ำรวยของ "ประเทศ" ถึงทำแบบนั้น????

.

หลายคนอาจมึนงงสับสนกับการคำนวณตัวเลขและตัวเลขศัพท์แสงเวิ่นเว้อทางเศรษฐกิจที่ดูซับซ้อนชิบหาย อ่านไปขมวดคิ้วไป อะไรของมันวะ การเงินมันควรเป็นอะไรที่เข้าถึงยากขนาดนั้นเลยรึ

.

แต่โลกเราวัดความเจริญรุ่งเรืองของประเทศกันแบบนั้นจริงๆ "ยิ่งค่าใช้จ่ายเยอะยิ่งถือว่าดี" รายได้น้อยกว่ารายจ่ายเสมอ หนี้มันไม่เคยลด มีแต่เพิ่มมากขึ้นๆ

.

ทุกประเทศในโลก จะวัดความมั่งคั่งร่ำรวยจาก "การใช้จ่าย" ตามหลักที่เรียกว่า GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ จะวัดต่อหัวก็เติม per capita เข้าไป)

.

หลักการของมันไม่มีอะไรเลย คือ วัดมูลค่าประเทศจากค่าใช้จ่าย 4 ส่วน รายได้ 1 ส่วน โดยทุกประเทศล้วน "ติดลบ" รายจ่ายจะมากกว่ารายได้เสมอ

.

จริงเหรอ? มาไล่ดูรายละเอียดกัน

.

สมการ GDP ตามหลักเคนเซี่ยนที่ถูกใช้เป็นมาตรของทั้งโลก จะประกอบด้วย

C+I+G+(x-m)

C = Consumer *รายจ่าย*เพื่อบริโภคของประชาชน - ประชาชนบริโภคมาก มีกำลังซื้อมาก มีรายได้มาก

I = Investment *รายจ่าย*เพื่อการลุงทุนของเอกชน - เอกชนลงทุนมาก เศรษฐกิจก็เติบโต

G = Government spending *รายจ่าย*ของรัฐบาล

- รัฐไหนใช้จ่ายมากแสดงว่ารวยมาก

(x-m) = Export - Import *รายจ่าย*สุทธิจากต่างประเทศ- ส่งออกมากๆ เพื่อชดเชยการนำเข้า สุดท้ายติดลบเสมอ ติดลบมากดีมีตังค์ซื้อเยอะ

.

เกณฑ์การวัดความมั่งคั่งเป็นแบบนี้ ทีนี้เราลองมาดูกันครับว่า "ความจริง" มันเกิดอะไรขึ้น

.

1. C = การบริโภค - ประชาชนยิ่งเอาเงินออกมาใช้มากยิ่งดี รัฐและสถาบันการเงินจะคอยกระตุ้นประชาชนใช้เงินฟุ่มเฟือยเกินตัว ถ้าเป็นเพราะประชาชนหาเงินได้เยอะก็ดี แต่....

สมการมันไม่สนแหล่งที่มาของเงิน จะกู้ จะจำนำ จะเอาทรัพย์สินไปขายก็ได้ทั้งหมด หาเงินได้เท่าไรใช้ให้เกินกว่านั้นได้ยิ่งดี เพราะมันวัดแค่ "ยิ่งเยอะเท่าไรยิ่งเจริญ"แค่นั้น

ผลของมันคือค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของผู้คนหมดไปกับสิ่งที่ฉาบฉวย ตอบสนองความฟินระยะสั้นและไม่ได้สร้างมูลค่าในอนาคต ไม่นานคุณค่ามันก็สูญสลายแล้วก็ต้องหาเงินเยอะๆ มาใช้ใหม่ วนลูป

.

2. I = การลงทุกภาคเอกชน - รัฐอัดฉีดเม็ดเงินสร้างง่ายให้เอกชนเอาไปใช้จ่ายทิ้งๆ ขว้างๆ ธุรกิจเอกชนลงทุนผิดพลาด เม็ดเงินที่ใช้จ่ายไปไร้ผลตอบแทน เหลือทิ้งไว้แค่หนี้ก้อนโตที่ต้องที่ต้องผ่อนจ่ายที่โยนขี้ไว้ให้นักลงทุนต้องรับมัน

ยังไม่นับกลไกที่ซับซ้อนกว่านั้นอย่างการสร้าง หนี้ซ้อนหนี้ โดยเอาสินทรัพย์ที่เป็นหนี้ เช่น เงินกู้ ตราสารหนี้ต่างๆ ไปวางค้ำประกันเพื่อขอเงินกู้เพิ่ม สร้างหนี้จนถึงจุดที่ไม่สามารถขำระคืนได้ และวันนึงมันจะค้องพัง หลายๆ บริษัทกำลังตกอยู่ภาวะนี้

.

3. G = การลงทุนภาครัฐ - ประชาชนต้องจ่ายค่าคุ้มครองให้กับระบบบริหารงานที่ไร้ประสิทธิภาพที่สุด ภาครัฐใช้จ่ายเลอะเทอะเสมอ (อย่างที่เป็นอยู่) สักแต่จะใช้ ผลลัพธ์ไม่เคยคุ้มค่า เงินไม่พอใช้ก็ไปกู้มาเพิ่ม โดยเอาประเทศและประชาชนค้ำประกัน

อะไรควรใช้ไม่ใช้ อะไรไม่ควรก็ใช้จัง โยนทิ้งเม็ดเงินที่สูบมาจากประชาชนในแบบที่ประชาชนแทบไม่ได้รับประโยชน์กลับมา กว่าครึ่งใช้ไปกับค่าจ้างให้กับระบบการทำงานที่ล้มเหลว

อีกก้อนมโหฬารก็ทำสูญหายไประหว่างทาง จากช่องโหว่ที่เอื้อให้ทุจริตทุกหย่อมหญ้า เอาไปเพิ่มอัตราการจ้างงานปลอมๆ เพื่อกดตัวเลขการว่างให้ต่ำแบบปลอม ๆ ช่วยเหลือแบบปลอมๆ และพัฒนาแบบปลอมๆ กว่ามันจะถึงมือประชาชนก็เหลือแค่ 10-20%

ทำอะไรหวังผลระยะสั้นเพราะระยะยาวเดี๋ยวคนจะไม่เห็น เลือกตั้งครั้งหน้าคนไม่เลือกทำไง ปากโม้ไปเรื่อยว่าทำเพื่อประชาชน แต่จริงๆ ทำทุกอย่างเพื่อให้อีก 4 ปีคนจะยังเลือกเราและผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ส่วนอนาคตประเทศระยะยาวจะเป็นยังไงก็ช่าง ประเทศจะฉิบหายยังไงก็ช่าง ไม่เห็นต้องรับผิดชอบอะไรนี่

.

4. x = การส่งออก - อยากรวยจนตัวสั่นพร้อมรับข้อเสนอโดยไม่สนหินสนแดด หลายๆ การกระทำพินิจมุมไหนก็มีแต่เสียกับเสีย โดนล่อลวงด้วยผลประโยชน์จากชาติยักษ์ใหญ่จนโงหัวไม่ขึ้น ปล่อยให้เขาเข้ามาปล้นเราง่ายๆ โดยที่ประชาชนเสียประโยชน์ เอ....แล้วใครได้?

พาประเทศชาติตกอยู่ภายใต้สัญญาทาสโดยไม่รู้ตัว ให้มุ่งเน้นการผลิตสินค้าที่มหาอำนาจต้องการในราคาแสนถูก ปล่อยให้เขาเข้ามาสูบทรัพยากรอันล้ำค่าของประเทศแบบหน้าตาเฉย ลดการผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศเพื่อการส่งออกให้มากที่สุด แต่เกษตรกรและแรงงานจนเหมือนเดิม มีแต่ท่านและพวกพ้องนั่นแหละที่ร่ำรวยขึ่น คนทั้งชาติเสียหาย รัฐกลับประกาศอย่างภาคภูมิใจว่าเราประสบผลสำเร็จ เศรษฐกิจเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้

.

5. m = การนำเข้า - เมื่อถูกชักจูงให้สินค้าส่วนใหญ่ที่ผลิตในประเทศคือการผลิตเพื่อส่งออก สินค้าที่ผู้คนต้องกินต้องใช้ก็ขาดแคลน จำต้องซื้อสินค้าจากประเทศอื่นเข้ามาเพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภค (โดยที่ประเทศร่ำรวยซื้อปัจจัยการผลิตจากเราถูก ๆ เอาไปผลิตและส่งกลับมาขายเราแพง ๆ นี่แหละ) และรัฐก็ประกาศอย่างมั่นหน้ามั่นโหนกว่าตัวเลขการนำเข้าพุ่งสูงขึ้นทำให้ GDP เติบโต สะท้อนว่าประชาชนอยู่ดีกินดี แฮปปี้ซู๊ด ๆ

.

ลูปนรกนี้ส่งผลให้เมื่อเวลาผ่านไปประเทศด้อยพัฒนาก็เข้าสู่สถานะไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้โดยสมบูรณ์ ไม่อนุญาตให้เกิดอุบัติเหตุหรือภาวะฉุกเฉินใด ๆ เพราะเมื่อชักหน้าไม่ถึงหลัง ประเทศขาดสภาพคล่อง ก็จะไม่มีเงินไปนำเข้าสินค้าและจ่ายต้นจ่ายดอกจากหนี้ที่ก่อไว้

.

ประชาชนก็ทยอยตกอยู่ในสถานะอดอยากปากแห้งไม่มีจะแดก และขาดสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิต

แบบ " ฉับพลัน" สินค้าส่วนนึงที่ไหลเข้ามาในประเทศก็จะถูกแย่งกินแย่งใช้จนราคาพุ่งสูงไปไกล สถานะของสกุลเงินชาติก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ

.

จะเห็นว่า GDP โตสูงมากไม่ได้หมายความว่าประเทศเจริญรุ่งเรืองมาก แต่มันหมายถึงการสร้างภาระค่าใช้จ่ายมาก ซึ่งต้องมานั่งดูว่า เศรษฐกิจเติบโตสอดคล้องกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ หรือเป็นเพียงการใช้จ่ายเกินตัว สุรุ่ยสุร่าย ไร้ประโยชน์ เพื่อให้ตัวเลขดูดีได้แค่สั้นๆ และสร้างหายนะในระยะยาว

.

สมการเหล่านี้ ไม่มีการให้ความสำคัญกับ "รายได้" เลยแม้แต่นิด การวัดความร่ำรวยมั่งคั่งด้วยการดูว่าใช้จ่ายเงินไปเท่าไร สร้างประโยชน์มั้ยหรือใช้ฟุ่มเฟือยทิ้งขว้าง โดยที่รายได้ "ติดลบ" มโหฬาร และดูเหมือนจะติดลบมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าประเทศเปรียบเป็นสถานะคนๆ นึง คิดว่ามันจะรอดมั้ยล่ะครับ?

.

รากฐานแห่งความเจริญรุ่งเรืองของ "ยุคทอง" ต่างๆ ในประวัติศาสตร์จองมนุษยชาติ มาจากการ "ออม" โว้ย ไม่ใช่ "หนี้"

ถ้าการสร้างหนี้ไม่รู้จบมันดี แล้วทำไมคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่ถึงเลวลงทุกวัน เอาเวลาทั้งวันไปทำงาน เพียงเพื่อจะมีชีวิตแบบเดือนชนเดือนไปจนตาย

สำหรับใครที่มีรายได้ที่ดี คุณภาพชีวิตที่ดี สร้างทรัพย์สมบัติได้ ในยุค Hard Mode นี้ โดยที่ไม่ได้พึ่งพาสิ่งที่พ่อแม่สร้างมา คุณเก่งมากๆ ครับ ถือเป็นคนกลุ่มน้อยสุดๆ ในสังคม แต่คนส่วนใหญ่กำลังดิ้นรนกันอย่างหนักจริงๆ ขยันแล้ว ประหยัดแล้ว แต่ยังไงมันก็ไม่พออยู่ดี

#Siamstr

Replying to Avatar tukjedsadatik

-หมวกว่ายน้ำที่ซื้อด้วยตัวเองอันแรกในชีวิต-

ย้อนไปเมื่อช่วงก่อนโควิด ด้วยความที่ผมไม่ค่อยสนใจที่จะซื้ออะไร ผมไม่ใช่คนประหยัดแต่ผมไม่รู้จะซื้อไปทำไม เวลาทำกิจกรรมอะไร ผมก็มักจะหยิบของในบ้านที่มีอยู่มาใช้ ไม่เว้นแม้แต่หมวกว่ายน้ำของเมีย

ด้วยสีชมพูแป้นแหล๋นเห็นแล้วขัดลูกหูลูกตา ผมจึงมักโดนถามเสมอว่าเมื่อไหร่มึงจะซื้อหมวกว่ายน้ำซักที ในเวลาทุกครั้งที่ผมต้องออกไปเจอสังคม แต่ข้อดีของมันคือผมว่าทุกคนสามารถเห็นผมได้จากระยะไกล ด้วยสีที่โดดเด่นขนาดนี้ ถ้าผมเกิดอุบัติเหตุพลัดตกลงน้ำ ต้องมีคนมองเห็นแน่นอน แต่เห็นแล้วจะมาช่วยมั้ย นั่นอีกเรื่องนึง

หลังจากนั้นก็เกิดโควิดขึ้น พวกเราขังตัวเองอยู่ในบ้านตามเทรนด์

ช่วงนั้นผมสงสารลูกมาก ที่ไม่ได้ออกไปไหนเลย พอโรงแรมเด็กเริ่มเปิด ผมก็เลยตัดสินใจว่าผมจะซื้อหมวกว่ายน้ำเป็นของตัวเองซักทีในชีวิต ผมอยากหลุดพ้นจากวงจรที่ผู้คนหันมามองหัวผม

ผมทุ่มเททั้งชีวิตไถหน้าจอด้วยนิ้วโป้งของผมจนนิ้วแทบถลอก จนไปพบกับหมวกว่ายน้ำอันนึงซึ่งไม่มียี่ห้อ แล้วแม่งราคาแค่สิบกว่าบาท!!

คือแม่งใช้โคตรดี ใช้โคตรทน 3ปีแล้วยังไม่พังอ่ะ ผมแม่งภูมิใจสุดๆ ที่ได้พบกับ Rare item นี้

ใครยังไม่มีหมวกว่ายน้ำเป็นของตัวเองลองกดสั่งดูได้เลยนะ

T.tukjedsadatik

#อยากให้คนไทยมีหมวกว่ายน้ำของตัวเอง

#siamstr

ซื้อผิดอัน นั่นมันหมวกละหลาด

ลดการเผาไหม้ด้วยการเผาเงิน เครื่องมือผูกขาดอีก 1 ตัว ที่จะดึงความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจส่วนใหญ่ ไปถวายให้อีลีท

สำหรับท่านที่คิดไม่ตกว่าจะซื้อไม่ซื้อดีเอาป่านนี้...

เด็ดก้านมะยมมาปรึกษาผมได้ฮะ

#Siamstr

Replying to Avatar Piriya ⚡🟧

อยากจะส่ง nostr:npub1xzh2kqynr29x6j3ln6x05f26ha0c0ucfr280uzljftlgcthv9r6skqe7dt ไปวัดมือ แต่เราก็ตึงมืออยู่

555555

Replying to Avatar Piriya ⚡🟧

หลายคนชอบมองว่าผมมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้

บางคนบอกให้เล็กลง บางคนบอกให้ใหญ่ขึ้น

ผมว่าหลายคนหลงประเด็นครับ

ของผมมันเท่านี้แหละ ใครอยากได้แบบไหนต้องไปทำกันเอาเองละครับ

นั่นคือหนทางเดียวที่พวกเราจะเติบโตได้จริง ๆ

พี่เดชาชอบบอกว่าผมจูงคนมาแล้วไม่พาไปให้สุด เอาเค้ามาทิ้งไว้กลางทาง

ผมจงใจครับ

เพราะการศึกษา หาทางเติบโตด้วยตัวเองเป็นสิ่งที่สนุกที่สุด

และการจะเติบโตได้ มันต้องได้โง่ก่อนครับ

ต้องผ่านประสบการณ์ที่นึกย้อนมาแล้วอับอายหลายต่อหลายครั้ง

แต่นั่นก็จะกลายเป็นสิ่งที่สร้างความแข็งแกร่งให้กับเขาในอนาคต

เหมือนโบราณว่า

เราทำได้แค่พาวัวมาที่แหล่งน้ำ มันจะกิน หรือจะกลายเป็นไมเคิล เฟลป์ส นั่นเรื่องของวัว ไม่ใช่เรื่องของเรา เราแค่มาซ่อมแอร์

สวัสดีครับสมนุ๊ก

Replying to Avatar Jingjo

จากไลฟ์ #สภายาส้ม Ep 29 ที่ nostr:npub1ju8la595yg7h90qm8lm95hvqajgdgu2c6f9mf8uwwe7lurrxarcsycsv5w และ nostr:npub1z7k4pffj7250eaydd3ya0v07mmzecylcq9cw5af68zu39q0k4u3qj6xre4 ร้องเพลง "ระเบิดเวลา อ๊าาาา" จนผมต้องไปหามาฟังว่ามันเพลงอะไร แล้วพบว่ายอดวิวแม่งสูงระดับสามร้อยล้านวิว จน nostr:npub1xzh2kqynr29x6j3ln6x05f26ha0c0ucfr280uzljftlgcthv9r6skqe7dt ทักว่าคนดูเยอะยังกับ Linkin Park ทำเอาครึ่งเช้าวันนี้ผมพาตัวเองกลับไป binge listen อัลบั้มต่าง ๆ ของคณะลินคอล์นพาร์กอีกครั้งในรอบหลายปี (เป็นไม่กี่คณะในโลกที่เวลาฟังเพลงของพวกเขาแล้วต้องฟังรวดเดียวทั้งอัลบั้มถึงจะอิ่มเอม) หลังจากที่ผมหลีกเลี่ยงการฟังเพลงวงนี้มานานจากเหตุการณ์เชสเตอร์ เบนนิงตันปลิดชีพตัวเอง เพราะมันทำให้แทบทุกเพลงของวงเป็นเหมือนจดหมายลาตายในความรู้สึกผม

มาเช้านี้พอไล่ฟังรัว ๆ ก็ค้นพบว่ายังไง Hybrid Theory ก็ยังยืนหนึ่งเป็นผลงานที่ชอบที่สุดของวง ที่เหลือก็ไล่เลี่ยลดหลั่นระดับความชอบกันลงไปตามสไตล์ของวงที่ทดลองทำดนตรีไปเรื่อย ๆ เพื่อตอบสนองต่อมความคิดสร้างสรรค์ของวงที่ลงตัวกับความพาณิชย์ได้อย่างดี และนี่คืออันดับความชอบ "Studio Album" โดยส่วนตัวของผมครับ

อันดับ 7 :

https://youtu.be/5C_Wrt6pNSw?si=hfJRr-yZv-PwQK0x

อันดับ 6 :

https://youtu.be/R3av_1M8rs8?si=MTuduYR6j9QuFnPV

อันดับ 5 :

https://youtu.be/LrbaN38cYhw?si=k2TSA_FvjX4-snjc

อันดับ 4 :

https://youtu.be/vBKrpLzlfa8?si=Vol_rbGqfgM9da7W

อันดับ 3 :

https://youtu.be/fo90nWXy0KQ?si=KichGHQQ8Erwh5J8

อันดับ 2 :

https://youtu.be/0RDXd0_KT60?si=2CnvISCdX8jVpl44

อันดับ 1 :

https://youtu.be/FaqZ4z4SE4s?si=EmdA1oide8e_86zv

แล้วคุณล่ะครับ #siamstr

แน่นอนว่าวัยรุ่นเทสดีแบบผมนั้น ต้องเพลงนี้

https://youtu.be/H1YXGqfcLtA?si=dETKtDNPxVh9WOt1

Replying to Avatar Jingjo

"เหมือนที่เครื่องซักผ้าช่วยประหยัดเวลาของมนุษย์จากที่เคยต้องใช้ไปกับการซักมือ ทั้งยังมอบประสบการณ์การซักผ้าที่เหนือกว่าผ่านการใช้พลังงานไฟฟ้า ผู้คนต่างยินยอมพร้อมใจที่จะจ่ายเงินเพื่อใช้งานมัน เนื่องจากพวกเขาให้ค่ากับผลลัพธ์ที่ได้มากกว่าต้นทุนที่ต้องเสียไป รถยนต์ก็ใช้พลังงานจำนวนมากคล้าย ๆ กัน แต่ผู้คนก็ยังพร้อมจะจ่ายเพื่อที่แลกกับความสามารถในการเดินทางได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยกว่าเดิม และเพื่อไม่ต้องปวดหัวกับปัญหาจากขี้ม้าที่เกลื่อนถนน บ้านที่สร้างด้วยโครงสร้างเสริมเหล็กจำเป็นต้องใช้เตาหลอมถ่านหินที่ใช้พลังงานมหาศาลในการผลิตเหล็กให้กับพวกเขา แต่ผู้คนก็ยังพร้อมที่จะจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งบ้านที่มีโครงสร้างแข็งแรงที่จะสามารถปกป้องพวกเขาจากอันตรายต่าง ๆ ได้ คอมพิวเตอร์ใช้พลังงานมากกว่าลูกคิดหลายเท่า แต่ผู้คนทั่วทั้งโลกก็ยังซื้อคอมพิวเตอร์กันในจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี

กล่าวได้ว่าใครก็ตามที่ต้องเลือกระหว่างการซักผ้าด้วยมือหรือเครื่องซักผ้า การเดินเท้าเป็นระยะทางไกลหรือการขับรถไป การคำนวณด้วยลูกคิดหรือคอมพิวเตอร์ พวกเขาล้วนแต่เลือกทางเลือกที่ใช้พลังงานมากกว่าเสมอ"

- #TheFiatStandard บท 17 : บทวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์จากการใช้งานบิตคอยน์ -

#Siamstr UPDATE

- บท 17 EDIT 1 เสร็จพร้อมส่งซีเอ็ดแล้วครับ

- บท 18 EDIT 1 งานช้างพอสมควร หนาร่วม 30 หน้า จะพยายามให้เสร็จทันเป็นของขวัญคริสมาสต์ให้ทุกคน (เพราะปีใหม่เราจะกินเบียร์ยาว 55555)

- ว่าแต่ทำไม nostr:npub1xzh2kqynr29x6j3ln6x05f26ha0c0ucfr280uzljftlgcthv9r6skqe7dt ยังซักมืออยู่วะเนี่ย ต้องให้เมียอ่าน The Fiat Standard แล้วนะ

ทำไมต้องเหยียดซักมือครับจารย์เซฟ

Replying to Avatar HereTong

get ละครับ ประมาณนี้ไหมครับ

บิทคอยน์ จริงๆมันเหมือน เซลล์ เวลาเราจะใช้ก็ต้องเกิดการ ออโตฟาจี้ ในเฟสสลายเซลล์ ก่อน คือระเบิดเซลล์ออกมา แล้วรวบใหม่ สร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมา ส่วนที่เสียหายก็กลายเป็นรายจ่าย ส่วนที่ใช้ได้ ก็รวบสร้างเป็นเซลล์ใหม่

ทีนี้การ stack ก็คือการที่มีเซลล์เล็กๆมาเกาะรวมกัน พอเราจะใช้พลังงานมัน ก็ต้อง ออโตฟาจี้ ต้องมีการระเบิดของเซลล์หลายเซลล์ ในการทำธุรกรรมครั้งเดียว ซึ่งทำให้กินพลังงานมาก เมื่อใช้พลังงานมาก ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายมาก

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าในธุรกรรมนั้น มูลค่า 100หน่วย การระเบิดของเซลล์ 1หน่วยจำนวน 100เซลล์ กินพลังงานมากกว่า เซลล์100หน่วยจำนวน1เซลล์

ดังนั้น ถ้าเราทำเซลล์ให้โตๆหน่อย จะเป็นดีกว่า EVO ให้เป็นร่างใหญ่ๆ แต่ไม่ใหญ่เกินไป ซึ้งถ่า 1BTC แบ่งเป็นสัก 100เซลล์ ก็คาดว่าน่าจะเพียงพออย่างพอดี นั่นก็เลยเป็นที่มาของตัวเลข 1cell สัก 1ล้าน sat

#siamstr

เงิน1000บาท ที่เป็นเหรียญ กับแบงก์พัน น้ำหนัก(Fee) ต่างกันมากเวลาเคลื่อนย้าย ง่ายๆคงทำนองนี้ล่ะมั่งครับ