Avatar
Richter
cb084639fe48d997a90d01ad44c49ad58e17696ce6a399edfc89bad42f16502a
แปดริ้ว == ฉะเชิงเทรา

แผนวันหยุดยาวปีนี้!!!

#siamstr #nostr #siamstrog

💰 3 วิธีหลักที่ 'รัฐบาล' ใช้ในการหาเงินมา 'พัฒนาประเทศ' 🇹🇭

คุณเคยสงสัยไหมว่ารัฐบาลเอาเงินจากไหนมาสร้างถนน สร้างโรงเรียน และโครงการต่าง ๆ? มาทำความเข้าใจ 3 ช่องทางหลักที่รัฐบาลใช้ระดมทุนกันครับ!

1. ภาษี: แหล่งรายได้หลักที่คุณมีส่วนร่วม!

นี่คือวิธีที่คุ้นเคยที่สุด รัฐบาลจะเก็บภาษีจากประชาชนและธุรกิจต่าง ๆ เช่น ภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และอื่น ๆ

ข้อจำกัด: การเก็บภาษีต้องมีขีดจำกัด หากเก็บมากเกินไปจะทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นภาระหนัก และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมได้

2. กู้ยืมจากประชาชน: พันธบัตรรัฐบาล (วิธีตรงไปตรงมา)

รัฐบาลจะออกพันธบัตรรัฐบาล (Government Bonds) เพื่อขายให้กับประชาชนทั่วไป สถาบันการเงิน และนักลงทุน

หลักการ: เป็นการกู้ยืมเงินจากประชาชน โดยรัฐบาลจะให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยแก่ผู้ซื้อ ถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดรูปแบบหนึ่ง

บทบาท: เป็นการดึงเงินออมของประชาชนมาใช้ในการพัฒนาประเทศ

3. การกู้ยืมจากธนาคารกลาง: 'พิมพ์เงิน' อ้อม ๆ (วิธีที่ต้องระวัง!)

วิธีนี้ซับซ้อนขึ้นมาอีกขั้น และมักถูกพูดถึงในบริบทของการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือการขาดดุลงบประมาณ

รัฐบาลออกพันธบัตร: เหมือนเดิม

ขายให้ธนาคารกลาง: ธนาคารกลางจะพิมพ์เงินใหม่ (สร้างเงินในระบบดิจิทัล/บัญชี) เพื่อมาซื้อพันธบัตรเหล่านั้น

ธนาคารกลางเก็บพันธบัตร: พันธบัตรกลายเป็นสินทรัพย์ของธนาคารกลาง

เงินใหม่เข้าระบบ: เงินที่ถูกพิมพ์ออกมานั้นจะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายของรัฐบาล

วนซ้ำ: หากรัฐบาลมีความต้องการเงินเพิ่มและธนาคารกลางยังคงเข้าซื้อพันธบัตรต่อไป ก็จะเกิดการเพิ่มปริมาณเงินในระบบอย่างต่อเนื่อง

⚠️ สิ่งที่ต้องระวังสำหรับวิธีที่ 3: การเพิ่มปริมาณเงินในระบบอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วเกินไป อาจนำไปสู่ภาวะ เงินเฟ้อ (Inflation) ที่รุนแรงได้ เนื่องจากมีปริมาณเงินไล่ซื้อสินค้าและบริการในปริมาณเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นไม่ทัน ทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นนั่นเอง

สรุป

ทั้ง 3 วิธีเป็นเครื่องมือทางการเงินที่รัฐบาลใช้ในการบริหารประเทศ แต่ละวิธีมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชนแตกต่างกัน การบริหารจัดการที่สมดุลจึงเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนครับ!

#soundmoneyzap #siamstr #bitcoin

KYC ยิ่งเข้มงวด ยิ่งละเมิดความเป็นส่วนตัวจริงหรือ? 🧐

การทำ KYC (Know Your Customer) ถูกสร้างขึ้นเพื่อความปลอดภัยและป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน แต่วิธีการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลที่เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ก็ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า: เส้นแบ่งระหว่าง 'ความปลอดภัย' กับ 'การละเมิดความเป็นส่วนตัว' อยู่ที่ตรงไหน?

👁️ ความจริงที่ต้องแลก: ข้อมูลส่วนตัวมหาศาลตกอยู่ในมือใคร?

เมื่อเราทำ KYC เรากำลังมอบข้อมูลที่ละเอียดอ่อนที่สุดให้กับสถาบันการเงิน ไม่ใช่แค่ชื่อ-สกุล แต่รวมถึง:

ข้อมูลชีวมิติ (Biometrics): ภาพใบหน้า, การสแกนม่านตา, ลายนิ้วมือ

ข้อมูลระบุตัวตน: สำเนาบัตรประชาชน, หนังสือเดินทาง

ข้อมูลทางการเงิน: แหล่งที่มาของรายได้, ประวัติการทำธุรกรรม

ประเด็นที่น่ากังวล: ภัยเงียบของการรวมศูนย์ข้อมูล (Data Centralization)

การตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี (Data Breach Risk): เมื่อข้อมูลส่วนตัวมหาศาลรวมกันอยู่ที่ศูนย์กลางของสถาบันใดสถาบันหนึ่ง ก็กลายเป็น "ขุมทรัพย์" ล้ำค่าสำหรับแฮกเกอร์ หากเกิดการรั่วไหลเพียงครั้งเดียว ข้อมูลละเอียดอ่อนของเราก็จะหลุดสู่สาธารณะอย่างถาวร

การเฝ้าระวังและการติดตาม (Surveillance): การทำ KYC อย่างเข้มข้นทำให้รัฐบาลหรือหน่วยงานกำกับดูแลสามารถ "ติดตาม" และ "ตรวจสอบ" กิจกรรมทางการเงินของเราได้อย่างง่ายดาย ซึ่งอาจนำไปสู่การเซ็นเซอร์ทางการเงิน (Financial Censorship) หรือการจำกัดอิสระในการใช้จ่าย

การนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม: มีความเสี่ยงที่ข้อมูลที่เราให้ไปเพื่อวัตถุประสงค์หนึ่ง อาจถูกนำไปใช้เพื่อวิเคราะห์, ทำการตลาด, หรือแบ่งปันกับหน่วยงานอื่นโดยที่เราไม่ได้ยินยอมอย่างชัดเจน

❓ คำถามที่เราต้องถาม (ในฐานะผู้บริโภค)

ข้อมูลนี้จะถูกเก็บไว้นานแค่ไหน? และเมื่อเรายกเลิกบริการแล้ว ข้อมูลจะถูกทำลายหรือไม่?

ใครบ้างที่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลไบโอเมตริกของเรา?

มีมาตรการทางเทคโนโลยีอะไรบ้าง (เช่น การเข้ารหัส) ที่ทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลจะไม่รั่วไหล?

🔐 สรุป: KYC เป็นดาบสองคม ในขณะที่มัน "ป้องกัน" อาชญากรรม แต่ก็ "เปิดเผย" ตัวตนและพฤติกรรมทางการเงินของเราอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เราควรเรียกร้องให้มีมาตรฐานที่เข้มงวดกว่านี้ ในการปกป้องข้อมูลส่วนตัวของเราควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัยของระบบ!

คุณคิดว่าผลประโยชน์ด้านความปลอดภัยที่ได้จาก KYC คุ้มค่ากับการ "แลก" ด้วยข้อมูลส่วนตัวของเราหรือไม่? แสดงความคิดเห็นด้านล่างได้เลยครับ!

#soundmoneyzap #siamstr #bitcoin

จริง ๆ แล้วมันคือ "ทามาก็อตจิ" ตะหากล่ะ

"ทามาก็อตจิ" (Tamagotchi) คือ ของเล่นสัตว์เลี้ยงดิจิทัลรูปไข่ จากญี่ปุ่นที่ฮิตมากในยุค 90s ให้ผู้เล่นดูแลเหมือนสัตว์จริง ทั้งให้อาหาร อาบน้ำ เล่นด้วย เพื่อให้มันเติบโตได้หลายสายพันธุ์ เป็นเกมเสริมทักษะ พกพาสะดวก และตอนนี้มีรุ่นใหม่ๆ อย่าง Tamagotchi Paradise ออกมาให้เล่นอีกด้วยนะ

#Soundmoneyzap #siamstr #bitcoin #tamagotchi

🐖🌾 เรื่องเล่าจากหมู่บ้านที่ของแพงขึ้นทุกวัน — แต่ไม่มีใครรู้ว่านี่คือเงินเฟ้อกำลังกัดกินชีวิตเราอยู่ 🌾🐖

ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีลมพัดเอื่อย ๆ ต้นมะม่วงหน้าบ้านยังออกลูกเหมือนเดิม ไก่ก็ยังขันตอนตีห้าเหมือนเคย

แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือ…

ทุกอย่าง…แพงขึ้นเงียบ ๆ โดยไม่มีใครบอก

🧂 ป้าแก้วกับกะปิถุงเดิม แต่ราคาไม่เดิม

ป้าแก้วเปิดร้านขายของชำมานานกว่า 20 ปี

เมื่อก่อนกะปิถุงละ 18 บาท เด็ก ๆ ยังมางอแงขอต่อราคาเล่น

ปีที่แล้วมันขึ้นเป็น 22 บาท

ปีนี้ก็ขึ้นอีกเป็น 25 บาท

ป้าแก้วพูดติดตลกว่า

> “ของมันแพงขึ้นเรื่อย ๆ ลูกเอ๊ย ไม่ขึ้นตามเขาก็อยู่ไม่ได้แล้ว”

เสียงหัวเราะของป้าแก้วดูเหมือนชินชากับมันไปแล้ว

แต่ตาเธอมีแววเหนื่อยล้า… เพราะลูกค้าซื้อของน้อยลงทุกปี

🥬 ลุงคำมีเงินเท่าเดิม แต่ซื้อของได้แค่ครึ่ง

ลุงคำทำไร่ผักมาทั้งชีวิต

ขายผักตามตลาดนัดทุกวันพุธ

แต่เดี๋ยวนี้เงินที่เคยใช้ได้ทั้งอาทิตย์

กลับใช้ได้แค่ 3 วัน

เขาบ่นเบา ๆ ว่า…

> “ของมันแพงขึ้นทุกปี แต่เงินก็ได้เท่าเดิม

คนเฒ่าแบบลุงใช้ยังไม่พอเลย แล้วพวกเด็กเมืองจะเหลือเหรอ?”

🏠 บ้านหลังเดิมที่ลูกหลานไม่มีวันซื้อได้

สมัยพ่อแม่นั้น

แค่ทำงานเก็บเงินไม่กี่ปีก็ซื้อบ้านได้หลังหนึ่ง

แต่ลูกหลานยุคนี้

รายได้เพิ่มปีละไม่กี่เปอร์เซ็นต์

ส่วนราคาบ้าน… เพิ่มปีละเป็นสิบเปอร์เซ็นต์

เด็กหนุ่มในหมู่บ้านพูดกับเพื่อนว่า

> “ทำงานทั้งชีวิตก็ซื้อบ้านในตัวเมืองไม่ได้

เก็บยังไงก็ไม่ทันราคาที่มันพุ่ง”

ไม่ใช่เพราะเขาขี้เกียจ

แต่เพราะ “อำนาจซื้อ” ของเขาถูกกัดกินช้า ๆ มานานหลายปีแล้ว

🍛 ข้าวแกงเจ๊อ้อย จาก 35 กลายเป็น 45 แบบไม่รู้ตัว

เมื่อก่อนใครผ่านตลาดก็ต้องแวะกินข้าวแกงเจ๊อ้อย

อร่อย ราคาดี จนคนแน่นร้านทุกวัน

แต่หมูขึ้น

น้ำมันขึ้น

ข้าวขึ้น

ค่าแก๊ซขึ้น

ทุกอย่างขึ้น… ยกเว้นเงินเดือนลูกค้า

สุดท้ายข้าวแกงจาก 35 บาท กลายเป็น 45 บาท

เจ๊อ้อยถอนหายใจ

> “ขึ้นก็โดนด่า… ไม่ขึ้นก็อยู่ไม่ได้

คนขายเองก็ถูกเงินเฟ้อเล่นงานเหมือนกัน”

🔥 นี่ไม่ใช่แค่ “ของแพงขึ้น” แต่มันคือ… “ชีวิตแพงขึ้น”

เงินเฟ้อทำงานแบบโจรย่องเบา

มันไม่เคยตะโกน

มันไม่เคยส่งเสียง

แต่ทุกวันมันจะขโมย “ความรู้สึกมั่นคง” ของเราไปทีละนิด

มันพรากไปทั้ง…

✔ อำนาจซื้อ

✔ โอกาสสร้างเนื้อสร้างตัว

✔ ความฝันในอนาคต

✔ ความรู้สึกว่า “ชีวิตกำลังดีขึ้น”

และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ

เราถูกทำให้คิดว่า…นี่คือเรื่องปกติ

🌱 แล้วเราจะทำอะไรได้บ้างในโลกที่ของแพงทุกปี?

ไม่ต้องหายเข้าเมือง

ไม่ต้องเข้าใจศัพท์ยาก ๆ

แต่ต้องเข้าใจสิ่งนี้:

💡 “เก็บเงินไว้เฉย ๆ = มูลค่าลดลงเรื่อย ๆ”

ถ้าอยากเอาตัวรอด ต้องให้เงินวิ่งให้เร็วกว่าเงินเฟ้อ

ไม่ว่าจะเป็น…

• หางานเสริม

• พัฒนาทักษะ

• ลงทุนสินทรัพย์ที่โตทันเงินเฟ้อ

• หรือแบ่งเงินบางส่วนไปอยู่ในสินทรัพย์ที่หายากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ทองคำ หรือ Bitcoin

เพราะสุดท้าย…

🚩 ในโลกที่ทุกอย่างแพงขึ้นทุกปี การไม่ทำอะไรเลยคือความเสี่ยงที่สุด

🌾 เงินเฟ้อไม่ใช่เรื่องของนักเศรษฐศาสตร์ แต่มันคือเรื่องของชีวิตหมู่บ้าน…ของชีวิตเรา

ของแพงขึ้นทุกปีไม่ใช่เรื่องปกติ

มันคือสัญญาณเตือนที่เราทุกคนต้องเริ่มฟัง

#soundmoneyzap #siamstr #bitcoin

GM and GN ☀️ 🌜

ขอให้เป็นวันที่ดี

#siamstr #siamstrog #nostr

วันนี้อยากจะมาแบ่งปันประสบการณ์ การออม โดยการแบ่งเงินมาออมในบิตคอยน์ทุก ๆ วัน วันละ 108 บาท วันไหนราคาปรับลง เราก็จะได้ บิตคอยน์มากขึ้น วันไหนราคาขึ้น มูลค่าบิตคอยน์ที่เรามีก็เพิ่มขึ้นตาม แต่เราจะซื้อบิตคอยน์ได้น้อยลง ส่วนแหล่งที่ใช้ในการออมก็เป็นกระดานเทรด ทั่วไปที่ได้การรับรองจาก ก.ล.ต. ระหว่างออมไปนั้น ก็ศึกษาการถือบิตคอยน์ด้วยตนเองและการโอนออกอย่างปลอดภัยไปด้วย และแบ่งเงินมาสะสมสำหรับซื้อ hardware wallet ไปด้วย เมื่อเวลาผ่านไป สะสมได้สัก 1 ล้านซาโตชิ หรือประมาณ 30,000 บาท เราค่อยซื้อ hardware wallet ราคาประมาณ 3,000 บาท ก็ถือเป็น 10% ของมูลค่าสินทรัพย์ที่เราต้องการถือด้วยตนเอง...

#siamstr #soundmoneyzap #Bitcoin

🔐 เมื่อไหร่ที่ควรขยับจาก "ฝากเขาไว้" มาเป็น "เก็บเอง"?

📉 รู้จัก "กฎ 10%" กับการถอย Hardware Wallet เครื่องแรก

สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่โลกของบิตคอยน์ (Bitcoin) เส้นทางของเรามักเริ่มที่จุดเดียวกันครับ คือเปิดบัญชีกับกระดานเทรด (Exchange) โอนเงิน และกดซื้อเก็บไว้... เพราะมันง่าย สะดวก และเร็ว

แต่พอศึกษาลึกขึ้น เราจะเจอกับคำเตือนสุดคลาสสิก:

🚫 "Not your keys, not your coins"

(ถ้าคุณไม่ได้ถือคีย์เอง เหรียญนั้นก็ไม่ใช่ของคุณ)

นำไปสู่คำถามยอดฮิต: "แล้วเมื่อไหร่ล่ะ? ที่ฉันควรซื้อ Hardware Wallet มาเก็บเอง?"

🎯 จุดเปลี่ยนสำคัญ: กฎ 1 ล้านซาโตชิ (หรือกฎ 10%)

การซื้อ Hardware Wallet ไม่ใช่แค่เรื่องความปลอดภัย แต่ต้องดู "ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์" ด้วยครับ

ถ้าคุณมีบิตคอยน์หลักร้อย การซื้ออุปกรณ์หลักพันมาเก็บย่อมไม่คุ้ม แต่เกณฑ์ที่เซียนออมเหรียญนิยมใช้กันคือ "เมื่อพอร์ตของคุณมีมูลค่า 10 เท่าของราคา Wallet"

ลองดูตัวเลขชัดๆ ครับ

📦 Hardware Wallet มาตรฐาน: ~3,000 บาท

💰 เป้าหมายการออม: 1,000,000 Satoshi (0.01 BTC)

📊 มูลค่าสินทรัพย์: ~30,000 บาท (สมมติ)

💡 ทำไมต้องรอก่อน?

ถ้าคุณมีเงินในพอร์ตแค่ 5,000 แล้วซื้อ Wallet 3,000 = ต้นทุนความปลอดภัยปาเข้าไป 60% ของพอร์ต! (แพงเกินไป เอาเงินไปซื้อบิตคอยน์เพิ่มดีกว่า)

แต่เมื่อคุณสะสมครบ 1 ล้านซาโตชิ (30,000 บาท) ราคา Wallet จะเหลือสัดส่วนแค่ 10% ของพอร์ต... นี่แหละคือ "จุดคุ้มทุน" ที่เหมาะสมที่สุดในการย้ายมาเก็บเองครับ

⏳ ช่วงเวลาทอง: "สะสมไป ศึกษาไป"

ระหว่าง DCA หรือทยอยเก็บให้ครบ 1 ล้านซาโตชิ (ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน) ให้ใช้เวลานี้เป็น "Golden Period สำหรับการเรียนรู้"

⚠️ จำไว้ว่า: การเป็นธนาคารให้ตัวเอง (Be Your Own Bank) "ไม่มี Call Center ให้โทรหาเมื่อทำพลาด"

📚 สิ่งที่ต้องทำระหว่างรอพอร์ตโต:

✅ เข้าใจ Seed Phrase: ทำไม 12/24 คำนี้ถึงสำคัญกว่าตัวเครื่อง? และวิธีจดที่ห้ามถ่ายรูป/ห้ามพิมพ์ใส่คอมฯ เด็ดขาด

✅ ดูรีวิว & วิธีใช้: ดูคลิปสอน Set up, โอนเข้า, โอนออก ให้ชินตา

✅ เข้าใจ Network Fee: รู้จักค่าธรรมเนียม จะได้โอนออกในจังหวะที่ประหยัดที่สุด

🛡️ ข้อแนะนำ: เมื่อได้ของมาแล้ว "อย่าเพิ่งโอนหมดในครั้งเดียว" ให้ลองโอนยอดขั้นต่ำเพื่อเทสต์ความชัวร์ก่อนเสมอครับ

🚀 บทสรุป

การมี Hardware Wallet คือก้าวสำคัญสู่ความเป็นอิสระทางการเงิน แต่ "อิสระ" มาพร้อม "ความรับผิดชอบ"

ใช้เกณฑ์ "1 ล้านซาโตชิ" เป็นเส้นชัยแรกของคุณ ระหว่างวิ่งไปให้เก็บความรู้ใส่ตัวให้แน่น เมื่อถึงวันที่พร้อมทั้งเงินและความรู้... การย้ายบิตคอยน์มาเก็บเองจะเป็นเรื่องที่ปลอดภัย คุ้มค่า และน่าภูมิใจที่สุดครับ!

#soundmoneyzap #siamstr #nostr

#Bitcoin #BTC #HardwareWallet #Trezor #CryptoEducation #NotYourKeysNotYourCoins #ออมบิตคอยน์ #มือใหม่บิตคอยน์

รับแสง เพราะว่าฉันสังเคราะห์พลังงานจากแสงธรรมชาติ ในวันที่อากาศเริ่มเย็น เวลาสายลมปะทะตัวจะทำให้เรารู้สึกเย็นลงได้ถึง 2 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่แปลกเลยที่เวลาเราเข้าร่มแล้วจะรู้สึกแสบผิว เหมือนตอนเด็กที่วิ่งเล่นริมชายหาดแบบไม่รู้สึกร้อน พอหลบเข้าร่มปุ๊ป ตัวดำปี๋!!!

เพราะอย่างนี้การรับแสงสำหรับผู้ที่ไม่เคยออกนอกอาคารเลยควรเริ่มจากแสงอ่อน เช้าหรือเย็น เพื่อให้ร่างกายเริ่มปรับสภาพในการรับพลังงานจากแสง หลังจากนั้นค่อยเพิ่มเวลาและความเข้มข้นตามความแข็งแรงของสภาพผิวของแต่ละคน ซึ่งไม่แปลกที่ไม่นานนี้ ครีมกันแดดถึงถูกจัดเข้าหมวดหมู่ยา สำหรับผู้ที่มีผิวไวต่อแสง ผมคิดว่าการที่มนุษย์นั้นอาศัยอยู่ร่วมกับดวงอาทิตย์มาเป็นเวลายาวนาน แล้วเกิดการแพ้แสงอาจจะเป็นเรื่องผิดปรกติที่เกิดจากพฤติกรรมในปัจจุบันและค่านิยมความสวย...

#siamstr #siamstrog #nostr

Trezor suite 2.9.1 Release.

#siamstr

GM and GN ☀️🌜

ขอให้เป็นวันที่ดี มีเงินที่มั่นคง

หลายคนอาจจะสงสัยว่า มันจะมั่นคงตรงไหน ? ราคามันลงทุกวันขนาดนี้ หรือบางวันก็พุ่งราวกับบั้งไฟพญานาค

มั่นคงในที่นี้หมายถึงมันเป็นเงินที่ไม่มีใครหน้าไหนมาเคาะเครื่องปริ้นให้มันทำงานและพิมพ์มันนี่ หรือเงินเฟียตที่เราใช้กันนี้แหละ เท่าไรก็ได้ แต่อาจจะไม่ได้ปริ้นจริง ๆ แบบทื่อ ๆ นะ แต่จะมาในรูปแบบต่าง ๆ ตามความถนัดของคณะนั้น ๆที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็น เงินดิจิม่อน 50-50 อะไรก็แล้วแต่ที่จะคิดได้ แบะใช้คำว่า ทำเพื่อประชาชนมาบังหน้า... ผลที่เกิดขึ้นคือ เงินในระบบมันเพิ่มขึ้นซึ่งสอดคล้องกับคำว่า อะไรยิ่งมีเยอะ มันจะยิ่งถูกลง ก็ลองจินตนาการต่อเอาแล้วกันนะ ว่าถ้ายังไม่หยุดเพิ่มเงินในระบบจะเกืดอะไรขึ้น ?...

#siamstr #siamstrog #nostr

ยิ่งมีอำนาจมาก...ยิ่งเหี้ยมาก!!!

คำนี้มาจากพี่ชิต สักเวทีหนึ่ง...

ได้ฟังครั้งแรกก็สวสัยนะว่าทำไมไม่เอาอำนาจที่ตัวเองได้รับนั้นไปทำในสิ่งที่ถูกที่ควร คงเป็นเพราะว่าพวกที่ได้รับอำนาจนั้นอยากสร้างผลประโยนช์ให้เฉพาะตัวเองและพวกพ้องที่ใกล้ชิด เลยแสดงความเหี้ยนั้นตามปริมาณอำนาจที่ได้รับมา...

#siamstr #siamstrog #nostr

🪙 “สัญญาณจากบล็อกเชนที่กรุงเทพฯ”

(The Bangkok Consensus: Rise of the Digital Reserve)

ปี 2037 —

แสงจากตึกมหานครไม่เคยสว่างเท่านี้มาก่อน แต่เงาของระบบการเงินเดิมก็มืดครึ้มกว่าทุกยุคเช่นกัน...

หลังจาก “อเมริกา” ประกาศอย่างเป็นทางการให้ Bitcoin กลายเป็นสินทรัพย์สำรองแห่งชาติ (National Strategic Reserve) โลกทั้งใบก็สั่นสะเทือนอีกครั้ง —

ค่าเงินดอลลาร์ยังอยู่ แต่ไม่ใช่ราชาอีกต่อไป

และสิ่งที่คนเรียกขานกันคือ “ยุคของเหรียญทองคำดิจิทัลแห่งศตวรรษ”

ในประเทศไทย…

รัฐบาลไทยตั้ง “ศูนย์วิจัยการเงินข้ามระบบ” (Cross-Finance Institute) เพื่อหาคำตอบว่า

“เราจะอยู่รอดอย่างไร เมื่อเงินที่คนทั้งโลกศรัทธาไม่ได้ออกจากธนาคารกลาง แต่เกิดจากคณิตศาสตร์”

🧠 ห้องลับใต้ตึกแบงก์ชาติ

ภายในห้องประชุมใต้ดิน แสงสีน้ำเงินกระพริบสะท้อนบนจอกราฟที่เชื่อมโยงกับเครือข่าย Lightning Network ของโลก

ดร.กอไก่ — นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสผู้มีอดีตในระบบการเงินแบบเก่า

กล่าวกับกลุ่มที่ปรึกษาเสียงเรียบแต่เฉียบขาด

> “ระบบการเงิน มันอยู่ได้เพราะ ‘ความเชื่อใจ’

และวันนี้...ความเชื่อใจนั้นไม่ได้อยู่ในมือธนาคารอีกต่อไป”

คุณพอพาน — วิศวกรบล็อกเชนระดับประเทศ

ตอบกลับด้วยแววตาแน่วแน่

> “ผมไม่อยากให้ไทยเดินตามหลังเหมือนเดิมครับ

อย่างน้อยที่สุด เราต้องถือ Bitcoin เป็น Strategic Reserve

เหมือนที่โลกถือทองคำในศตวรรษก่อน”

คำพูดนั้นทำให้ทั้งห้องนิ่งเงียบ

กราฟราคาบิตคอยน์บนจอกะพริบขึ้นตัวเลขใหม่...

1 BTC = 5,200,000 USD

และไม่มีใครหัวเราะอีกต่อไป

⚖️ กฎหมายใหม่ที่ต้องทันคลื่นลูกใหญ่

อดีตรองเลขาธิการ ก.ล.ต. — คุณทออิพอ กล่าวเบา ๆ

> “เราสร้างกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลตั้งแต่ปี 2018

แต่ตอนนี้โลกเดินไปถึง DeFi 6.0 แล้ว

Stablecoin, Deposit Token, Synthetic Assets —

เรากำลังจะกลายเป็นเกาะแห่งกฎหมายเก่า”

จอฮอโลแกรมด้านหลังฉายภาพจำลองระบบ DeFi ไทยในอนาคต

ที่เงินทุกบาทสามารถ “ติดเงื่อนไข” ได้ตามนโยบายรัฐ

และ “CBDC ThaiCoin” กำลังเริ่มทดลองเฟสสุดท้าย

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ชาวกรุงเทพฯ บางกลุ่มกำลังแลกเปลี่ยน Bitcoin ผ่านเครือข่าย Mesh Network ใต้ดิน

โดยไม่ต้องผ่านธนาคาร

ไม่ต้องผ่านรัฐ

ไม่ต้องรอ “การอนุมัติ”

🌍 โลกสองขั้ว — อเมริกา vs จีน

ขณะเดียวกัน ข่าวจากดาวเทียมเศรษฐกิจระบุว่า

จีนประกาศ “ยุติการใช้ดอลลาร์” อย่างถาวรในเอเชียตะวันออก

และผลักดันทองคำกับ e-CNY (CBDC ของจีน) อย่างเต็มรูปแบบ

อเมริกาตอบกลับด้วยนโยบายใหม่ —

“Only Trade in Bitcoin Standard.”

โลกถูกแบ่งเป็นสองระบบการเงิน

หนึ่งขั้วควบคุมด้วยรัฐ

อีกขั้วถูกขับเคลื่อนด้วยรหัสและคณิตศาสตร์

ประเทศไทย...อยู่ตรงกลางของเส้นแบ่งนั้น

🔮 คำทำนายจาก AI “เศรษฐมิติ”

AI วิเคราะห์ระบบการเงินของโลกภายใต้ชื่อ Econometrix

คำนวณจากข้อมูลทั้งหมดในบล็อกเชน

และคาดการณ์ว่า...

> “ประเทศที่กล้าเปิดรับสินทรัพย์ดิจิทัลแบบเปิด (Open Digital Asset Framework)

ภายใน 5 ปี จะเพิ่ม GDP ได้เฉลี่ย 3.7%

แต่ประเทศที่ควบคุมเกินไป จะสูญเสียอำนาจการเงินภายใน 15 ปี”

เสียงของ AI ดังขึ้นก้องในห้องประชุม

และทุกคนรู้ดีว่านี่ไม่ใช่คำทำนายอีกต่อไป —

แต่เป็นคำเตือน

🪙 บทส่งท้าย

ปี 2040

ประเทศไทยประกาศ “Bangkok Digital Reserve Act”

ถือ Bitcoin เป็นทุนสำรอง 1% ของสินทรัพย์ธนาคารกลาง

และเปิดประตูให้ภาคธุรกิจรับจ่ายสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างถูกกฎหมาย

บนจอข่าวกลางกรุงเทพฯ

มีประโยคหนึ่งปรากฏขึ้นพร้อมโลโก้ Bitcoin สีทอง...

> “จากเงินที่เกิดจากรัฐ

สู่เงินที่เกิดจากเสรีภาพของมนุษย์”

โลกใบใหม่เริ่มต้นอีกครั้ง —

ไม่ใช่จากคำสั่งรัฐบาล

แต่จากการตกลงของทุกคนในเครือข่ายเดียวกัน

🪙 “THE BLOCKCHAIN AGE: THAILAND CHAPTER”

> ในโลกที่รัฐพิมพ์เงินได้ แต่ประชาชนเลือกได้ว่าเงินแบบไหนที่เชื่อถือ

ใครจะเป็นผู้กำหนดอนาคตของมูลค่า?

#soundmoneyzap #siamstr #bitcoin

เรื่องเล่าชีวิตยามเช้า – “วันที่เริ่มจากแสงอาทิตย์และกลิ่นขิง”

เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นตอนหกโมงครึ่ง

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นพร้อมกับแสงแดดแรกที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่าง

เขาไม่ใช่คนรีบตื่นมาวิ่ง ไม่ใช่คนเร่งรีบคว้าขนมปังออกจากบ้าน

แต่เป็นคนที่เลือกจะ “เริ่มวันอย่างมีสติ”

มือหนึ่งถือแก้วกาแฟดำผสมเนยแท้ อีกมือถือแก้วน้ำใสที่แช่ขิงหั่นบาง ๆ

เขาเดินเท้าเปล่าออกไปยืนบนพื้นดินหลังบ้าน สูดลมหายใจลึก ๆ

ให้เท้าสัมผัสดิน ให้แดดยามเช้าแตะผิว — กิจกรรมที่เขาเรียกว่า “กราวดิ้ง”

ไม่ต้องเร่ง ไม่ต้องคิดอะไร

เพียงยืนนิ่งให้ร่างกายได้พูดคุยกับธรรมชาติบ้าง

ไม่นานหลังจากนั้น กลิ่นไข่เจียวก็ลอยออกมาจากครัว

ไข่สองฟองทอดด้วยไขมันจากสัตว์ — มื้อเช้าเรียบง่ายแต่ให้พลัง

มันคืออาหารที่ทำให้เขารู้สึก “อิ่มแต่ไม่หนัก” เหมือนจิตใจในตอนเช้า

เมื่อเวลาเดินถึงเก้าโมง เขาชงโกโก้เย็นแบบเข้มข้น ไม่เติมน้ำตาล ไม่เติมนม

ถือแก้วออกมานั่งรับแดดอีกครั้ง — ปล่อยเวลาไหลไปเกือบสี่สิบห้านาที

แดดยามสายอุ่นกว่าตอนเช้าเล็กน้อย แต่พอดีสำหรับร่างกายและใจ

บ่ายสามครึ่งคือเวลาของ “มื้อหลัก”

บนโต๊ะมีเนื้อวัวชิ้นดี กับข้าวกล้องหอม ๆ ประมาณสามร้อยกรัม

ไม่มีจานขนม ไม่มีเครื่องดื่มหวาน มีแค่ความตั้งใจจะกินให้พอดี

หลังจากนั้นวันก็เริ่มเงียบลง

เขาทำงาน อ่านหนังสือ หรือปล่อยใจให้เดินไปเรื่อย ๆ

จนกระทั่งนาฬิกาชี้เกือบตีหนึ่งครึ่ง ถึงจะปิดไฟ เข้านอน

บางคนอาจว่ามันสายเกินไป

แต่สำหรับเขา ช่วงดึกคือเวลาที่โลกรอบข้างเงียบพอ

ให้เขาได้ฟังเสียงความคิดตัวเอง

🌙 ระหว่างแสงเช้ากับความเงียบของดึก

ตลอดวันของเขาเหมือนวงจรสมดุลระหว่างธรรมชาติและความเรียบง่าย

ไม่มีตารางออกกำลังแน่นอน ไม่มีสูตรลดน้ำหนัก

แต่มี “ความตั้งใจจะอยู่ให้ถูกจังหวะ” — ไม่ฝืน ไม่เร่ง

เขาเชื่อว่ากาแฟตอนเช้ากับแสงอาทิตย์ช่วยปลุกหัวใจ

ขิงและโกโก้ช่วยให้เลือดไหลเวียน

อาหารแท้จากธรรมชาติคือสิ่งที่ร่างกายเข้าใจง่ายที่สุด

บางที เขาอาจจะยังนอนดึกเกินไป

บางทีอาจจะต้องหาช่วงพักเพิ่มอีกหน่อย

แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือ — เขากำลังเรียนรู้วิธี “อยู่กับร่างกายของตัวเอง”

อย่างสงบ และอย่างเข้าใจมากขึ้นทุกวัน

#soundmoneyzap #siamstr #bitcoin

🌞 “เรื่องเล่าจากหยดแสงหนึ่ง”

(The Tale of a Sunbeam)

ณ เช้าวันหนึ่งที่เงียบสงบ...

“หยดแสง” ตัวหนึ่งหลุดออกมาจากดวงอาทิตย์ มันเดินทางข้ามอวกาศอันไกลโพ้นมาหลายล้านกิโลเมตร เพียงเพื่อจะตกลงบนใบหญ้าเล็ก ๆ ต้นหนึ่งในทุ่งกว้าง

> ☀️ “ตื่นเถอะ เจ้าหญ้า ฉันนำของขวัญจากดวงอาทิตย์มาให้”

ใบหญ้าสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนดูดกลืนหยดแสงนั้นไว้ แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนมันให้กลายเป็น “พลังงานชีวิต” ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า การสังเคราะห์ด้วยแสง (Photosynthesis)

พลังงานจากแสงกลายเป็น “อาหาร” ในรูปของน้ำตาลกลูโคส — เป็นพลังงานเคมีที่ถูกเก็บไว้ในร่างของหญ้า

ไม่นาน...

“เจ้าวัว” ก็เดินมาหยุดตรงหน้า มันเคี้ยวใบหญ้าอย่างเพลิดเพลิน และพลังงานที่อยู่ในหญ้าก็ถูกส่งต่อเข้าสู่ร่างกายของมัน

> 🌿 หญ้ากระซิบเบา ๆ “ข้าขอมอบพลังของดวงอาทิตย์ให้เจ้าแล้ว ดูแลมันให้ดีนะ”

เวลาผ่านไป เสียงคำรามของ “เสือ” ดังขึ้น มันล่าวัวเพื่อต่อชีวิตของตนเอง พลังงานที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นหยดแสงจากดวงอาทิตย์ ก็ได้เดินทางต่อเข้าสู่ร่างของเสือผู้ยิ่งใหญ่

แต่ระหว่างทางนั้น พลังงานไม่ได้เดินทางอย่างสมบูรณ์…

ในทุกครั้งที่หญ้าเติบโต วัวเคลื่อนไหว หรือเสือวิ่งล่า เหงื่อและลมหายใจของพวกมันได้พัดพาพลังบางส่วนกลับคืนสู่จักรวาลในรูปของ “ความร้อน”

พลังงานจึงค่อย ๆ หายไปทีละน้อยในแต่ละลำดับของชีวิต

> 🔥 หยดแสงในร่างเสือพึมพำ “ข้าเริ่มอ่อนแรง...แต่ภารกิจของข้ายังไม่จบ”

วันหนึ่ง เสือแก่ล้มลงกลางป่า — ร่างของมันนิ่งสนิท แต่โลกยังคงหมุนไป

แล้ว “ฝน” ก็ตกลงมา พัดเอาเศษซากของเสือไปสู่ดินลึก ที่นั่นเอง... แบคทีเรียและเชื้อราเริ่มทำงานอย่างเงียบงัน พวกมันย่อยสลายร่างของเสือให้กลายเป็นแร่ธาตุและสารอาหาร — ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม

ไม่นานนัก...

รากของหญ้าต้นใหม่ดูดซับสารเหล่านั้นขึ้นมาอีกครั้ง

และเมื่อแสงแดดยามเช้าสาดลงบนใบมัน “หยดแสงรุ่นใหม่” ก็เริ่มต้นการเดินทางของพลังอีกครั้ง

🌀 บทสรุปจากธรรมชาติ

ในโลกนี้ พลังงานเดินทางเพียงทิศเดียว — จากดวงอาทิตย์ ผ่านหญ้า สู่วัว แล้วถึงเสือ ก่อนจะสลายไปเป็นความร้อน

แต่ สสารหมุนเวียนกลับมาได้เสมอ — จากซากสิ่งมีชีวิต กลายเป็นอาหารของสิ่งใหม่

ไม่มีการสูญเสียอย่างแท้จริงในธรรมชาติ ทุกสิ่งเพียงแค่ “เปลี่ยนรูป” และ “ส่งต่อ” ให้ชีวิตรุ่นถัดไป

> 🌍 ธรรมชาติจึงเปรียบเหมือนเรื่องเล่าที่ไม่มีวันจบ —

เรื่องราวของหยดแสงหนึ่ง ที่ไม่เคยหยุดเดินทาง...

#soundmoneyzap #siamstr #bitcoin

☀️ มนุษย์ที่ลืมแสงอาทิตย์

ณ เมืองแห่งหนึ่งในอนาคต — ท้องฟ้าไม่ได้มีดวงอาทิตย์อีกต่อไป

แต่มีเพียงแสงเทียมจากหลอดนีออนขนาดยักษ์ที่แขวนอยู่เหนือศีรษะทุกคน

พวกเขาเรียกมันว่า “SunMark™” — ดวงอาทิตย์ที่รัฐควบคุมได้

ในยุคนี้ แสงแดดธรรมชาติถูกประกาศว่าเป็น “อันตรายต่อสุขภาพ”

ผู้คนถูกสอนตั้งแต่เด็กว่า

> “อย่าให้รังสีธรรมชาติต้องโดนผิว เพราะมันคือเชื้อร้ายจากยุคโบราณ”

รัฐได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ชื่อว่า “VitaD+™”

วิตามินดีสังเคราะห์ที่ขายอยู่ทุกซูเปอร์มาร์เก็ต

ราคาถูกลงทุกปี — เพราะได้รับเงินอุดหนุนจากกองทุนสุขภาพแห่งชาติ

ใครที่กินเป็นประจำจะได้รับ “คะแนนสุขภาพ”

เพื่อแลกสิทธิ์ลดหย่อนภาษี

แต่ใครที่ยังออกไปยืนรับแดด จะถูกบันทึกในฐานข้อมูลสุขภาพกลางว่าเป็น

“กลุ่มเสี่ยงแดดเกิน” (Sun-Exposure Risk Group)

แต่ในโลกใต้ดิน ยังมีกลุ่มคนเล็ก ๆ ที่ไม่เชื่อในแสงเทียม

พวกเขาเรียกตัวเองว่า “Children of Light”

ทุกเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น พวกเขาจะปีนขึ้นยอดเขา

เพื่อรอรับแสงแรกที่ทะลุม่านหมอกหนา

หลับตา... สูดลมหายใจ... และยิ้ม

> “นี่แหละ วิตามินดีที่แท้จริง”

“สิ่งที่ร่างกายเราสร้างได้เอง ไม่ต้องซื้อจากใคร”

เมื่อรัฐบาลพบว่าคนกลุ่มนี้ “สุขภาพแข็งแรงผิดปกติ”

และ “ไม่ต้องใช้บริการโรงพยาบาล”

มันกลายเป็นภัยต่อระบบเศรษฐกิจสุขภาพ

บริษัท SunMark™ จึงประกาศเตือนประชาชนผ่านจอเมืองว่า

> “อย่าเชื่อในแสงปลอมจากธรรมชาติ!”

“แสงที่ไม่ได้ผ่านการควบคุม อาจทำให้คุณสูญเสียสมดุลวิตามิน”

พวกเขาเริ่มแจกแว่นกันแดดฟรี พร้อมสโลแกน

“ปกป้องคุณจากอดีตที่ร้อนแรงเกินไป”

แต่ในค่ำคืนหนึ่ง เด็กสาวจากเมืองหลวงได้หนีออกมา

เธอพบกับกลุ่ม Children of Light ที่ยืนอยู่บนเนินหญ้า

เมื่อแสงแรกของเช้าวันใหม่แตะผิวของเธอ

เธอรู้สึกถึงบางสิ่งที่ “ยาเม็ดใดในโลกไม่เคยให้ได้”

หัวใจของเธอเต้นแรง พร้อมกับเสียงกระซิบของชายชราในกลุ่มนั้น

> “อย่ากลัวแสง…

กลัวแค่วันที่มนุษย์เชื่อว่าแสงธรรมชาติต้องถูกควบคุม”

สุขภาพที่แท้จริงไม่ได้มาจากยา แต่มาจาก “ความกลมกลืนกับธรรมชาติ”

ระบบที่พยายามควบคุมทุกสิ่ง มักเริ่มจาก “ความหวังดี”

แต่จบลงด้วย “การทำให้มนุษย์ลืมว่าตัวเองเคยเป็นอิสระ”

อย่าลืมรับแดดทุกวัน — ก่อนที่มันจะกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ☀️

#SoundMoneyZap #SciFiPhilosophy #สุขภาพธรรมชาติ #อิสรภาพเหนือระบบ #siamstr #bitcoin

Replying to Avatar Jakk Goodday

ผมอยู่กับ community nostr #siamstr มาตั้งแต่วันแรก ๆ ร่วมบุกเบิก ทดลอง และสร้างพื้นที่ที่เราคิดว่า… มันจะเป็นเหมือนบ้านหลังเล็ก ๆ ที่เราสามารถหายใจได้เต็มปอด

วันหนึ่งผมก็ย้ายกลับไป main social media อย่าง Facebook … หลาย ๆ คนก็กลับไป active ที่นั่นเหมือนกัน ผมเองก็อยู่ตรงนั้นมาพักใหญ่ ปีกว่า ๆ ได้ แต่กลับไม่เคยรู้สึกอบอุ่นเท่าตอนอยู่บน Nostr เลย

มันบอกไม่ถูก เหมือนขาดอะไรบางอย่างไป ถึงจะมีเพื่อน มีเนื้อหา มีการพูดคุย แต่บรรยากาศมันไม่ใช่ safe zone แบบที่เรามีร่วมกันเมื่อก่อน มันไม่ใช่บ้านที่เรารู้ว่าทุกคนมาด้วยใจจริง ๆ

ผมเข้าใจนะว่า Nostr วันนี้อาจจะไม่เหมือนวันนั้นแล้ว แต่ความผูกพันกับพื้นที่ตรงนี้มันแทนกันไม่ได้ มันยังคงเป็นที่เดียวที่ทำให้ผมรู้สึกว่าการแชร์ความคิดเล็ก ๆ หรือเรื่องราวส่วนตัว ก็มีคุณค่าโดยไม่ต้องเป๊ะปังอะไร

บางทีผมคงทำอะไรคนเดียวไม่ได้มากนัก ก็ได้แต่หวังว่า… เพื่อนเก่า ๆ จะกลับมา active กันอีกครั้ง ได้กลับมาแบ่งปันความรู้สึกกันเหมือนเมื่อก่อน

อย่างน้อย… แค่รู้ว่ายังมีใครบางคนนั่งอยู่ในบ้านหลังเดิม ก็คงพอแล้ว

มาแล้วฮะ

GA ☀️☀️☀️

เรากลับมาแล้ว ใครมาแล้วรายงานตัวกันด้วยฮะ

#siamstr #siamstrog #nostr