2025 บทเรียนเงียบๆ ที่ปีนี้ฝากไว้

- ของบางอย่างไม่จำเป็นต้องกำไว้ให้แน่น... ขอเพียงรู้ชัดว่าสิ่งไหนควรค่าแก่การแบกข้ามแม่น้ำไปด้วยกัน
- ยามที่เราเริ่มอ่อนโยนต่อความคาดหวังของตัวเอง... ตัวตนที่เคยหนักอึ้งก็เริ่มเบาสบายขึ้น
- ในวันที่ลดเสียงรบกวนจากโลกภายนอกลง... เสียงจากหัวใจกลับกังวานชัดขึ้นทุกที
- เวลา พลังงาน และความรู้สึก... หากประเมินแล้วว่าไม่คุ้มค่า ผมเรียนรู้ที่จะเรียกคืนกลับมาอย่างสุภาพ
- ลองฟังผู้คนให้ลึกไปกว่าถ้อยคำ... แล้วเราจะได้ยินเจตนาที่เขาซ่อนไว้ภายใน
- การให้เกียรติกัน... คือทัศนคติที่งดงามที่สุดต่อเพื่อนมนุษย์
- เมื่อแยกความจริงออกจากเรื่องเล่าในหัวได้... ใจก็ไม่ต้องถูกลากไปไกลเกินเหตุ
- ท่ามกลางความเงียบที่ดูเหมือนว่างเปล่า... กลับอัดแน่นไปด้วยคำตอบที่ก้าวข้ามผ่านถ้อยคำ
- พูดให้ลดลง ลงมือทำให้เรียบง่าย แต่ดำรงอยู่ให้สัตย์จริง... ผลลัพธ์ที่ได้กลับงดงามยิ่งกว่า
- การเติบโตในบางจังหวะ... คือการหยุดนิ่งและเลือกที่จะ ไม่ทำ อย่างมีสติ
- ผมเริ่มให้ความสำคัญกับความหนักแน่นมั่นคง... มากกว่าเปลือกนอกที่ดูสวยหรู
- อนาคตที่มีค่า... คือวันที่ผมมีความสุขกับมันอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องคอยกังวลสายตาของใคร
- การให้อภัยอดีต... คือการยอมวางเรื่องราววันวานลง เพื่อให้มือทั้งสองว่างพอจะโอบกอดวันพรุ่งนี้
- ถ้อยคำอาจสร้างความเข้าใจ... แต่การกระทำต่างหากที่สร้างความเชื่อมั่น
- ความปรารถนาดีที่แท้จริงไม่ต้องการการประกาศ... แต่มันจะซึมซาบผ่านวิธีที่เราปฏิบัติต่อกัน
- ปีนี้ผมตั้งใจสร้างสรรค์สิ่งใหม่บนรากฐานภูมิปัญญาเดิม... และเรียนรู้ที่จะวางใจในผู้คนให้มากขึ้น
ขอให้ปีใหม่ของทุกคน เป็นปีที่หัวใจเบาสบายขึ้นทีละนิด มองเห็นความจริงชัดเจนขึ้นทีละหน่อย และได้ใช้ชีวิตในจังหวะที่หัวใจหายใจได้ทั่วท้องจริงๆ
สวัสดีปีใหม่ครับ 🤍 #Siamstr
"ในขณะที่ร่างกายค่อยๆ ล่วงโรยไปตามวัย หัวใจกลับค่อยๆ งดงามขึ้น... ด้วยความจริงของชีวิต"
พออายุย่างเข้าสู่ปีที่ 41 ผมเริ่มมองเห็นความจริงของชีวิตชัดเจนขึ้นโดยไม่ต้องมีใครมาคอยพร่ำสอน

สังขารร่างกายต่างดำเนินไปตามวิถีของมัน ผิวพรรณเริ่มหย่อนคล้อย เรี่ยวแรงถดถอยลงกว่าเก่า และรอยเหนื่อยล้าปรากฏให้เห็นตามมุมตา
เงาสะท้อนในกระจกไม่ได้ใจร้ายกับเราครับ เขาเพียงแค่ทำหน้าที่บอกเล่าความจริงให้ฟังเท่านั้น
หากเป็นเมื่อก่อน ผมคงนึกหวงแหนภาพลักษณ์ที่ดูดี ราวกับว่ามันจะคงอยู่กับเราไปชั่วกาลนาน
แต่ในวันนี้ ใจกลับเบาสบายขึ้นอย่างน่าประหลาด เพราะผมเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้มาเพื่อขโมยสิ่งใดไปจากเรา
หากแต่มาเพื่อเปลี่ยนบทบาทให้เราได้ใช้ชีวิตในจังหวะที่เหมาะสมกับวัย
สิ่งที่น่าขอบคุณที่สุด คือในขณะที่ร่างกายค่อยๆ ลดความแข็งแรงลง เขากลับแลกมาด้วยความคมชัดของโลกภายในที่เพิ่มมากขึ้น
สติเริ่มเท่าทันอารมณ์ได้รวดเร็วขึ้น รู้จักหยุดคิดก่อนจะเอื้อนเอ่ย รู้จักรับฟังอย่างลึกซึ้งก่อนจะตัดสินใคร และรู้จักวางภาระลงเสียบ้าง ก่อนที่ร่างกายจะแบกรับไม่ไหว
บางที... การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สง่างาม อาจหมายถึงการยอมรับความจริงว่า...
เราไม่จำเป็นต้องเอาชนะกาลเวลา
ขอเพียงแค่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับมันอย่างมีสติ
ปล่อยให้ความเปลี่ยนแปลงทำหน้าที่ของมันไป
แล้วให้ใจทำหน้าที่ของใจ... คือการเรียนรู้ที่จักอ่อนโยนและเติบโตลึกลงไปข้างใน
ถึงอย่างไรผมก็ยังคงแก่ขึ้นในทุกวัน แต่หากในความร่วงโรยนั้น มีความเข้าใจในโลกและชีวิตเพิ่มขึ้นอีกนิด
มีความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และต่อตัวเองเพิ่มขึ้นอีกหน่อย
ผมก็พร้อมจะแก่ตัวลงอย่างสงบและเปี่ยมสุขครับ
#JakkDiary #Siamstr
บางวัน... ความรู้สึกนี้ก็แฝงตัวเข้ามาเงียบๆ
ไม่ได้มาพร้อมดราม่าหรือพายุอารมณ์ และไม่ได้มีใครเดินจากเราไปให้เห็นกับตา เรายังคงนั่งอยู่ในวงล้อมเดิม เสียงหัวเราะยังดังเท่าเดิม

บทสนทนาขยับเขยื้อนไปตามเรื่องราวปกติ ทว่าจู่ๆ ใจกลับยุบฮวบลง ราวกับมีลมหนาวหอบหนึ่งพัดผ่านไป..
เรายังคงนั่งอยู่ตรงนั้น... แต่กลับรู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกิน
เหมือนห้องห้องนี้มีเก้าอี้จัดไว้ครบถ้วน มีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ มีเรื่องราวให้พูดยคุยไม่ขาดสาย
หากแต่สิ่งที่ขาดหายไป คือ พื้นที่สำหรับเรา
ความรู้สึกที่ไม่เป็นที่ต้องการนั้นเจ็บแปลกครับ เพราะมันไม่ใช่บาดแผลฉกรรจ์ที่มีเลือดไหลให้ใครเห็น มันเป็นแผลลึกที่กินใจ จนทำให้เราเริ่มสงสัยในตัวเอง
สงสัยในน้ำเสียง.. สงสัยในสายตา.. ไปจนถึงขั้นสงสัยในการดำรงอยู่ของตัวเองบนโลกใบนี้
บางคนเผชิญความรู้สึกนี้ในกลุ่มเพื่อน บางคนเจอในบ้าน ในที่ทำงาน หรือแม้แต่ในความสัมพันธ์ที่เคยอบอุ่นและไว้วางใจกัน
บางครั้ง... เราอาจแค่เดินเข้าไปในห้องผิดจังหวะ ไม่ได้เป็นเพราะใครใจร้าย หรือเราบกพร่องตรงไหน
มันเพียงเพราะ คนละจังหวะ คนละภาษา หรือคนละฤดูกาล เท่านั้นเอง
คนในห้องอาจกำลังเหนื่อยล้ากับภาระของเขา กำลังแบกเรื่องราวหนักอึ้งส่วนตัว หรือกำลังจดจ่ออยู่กับเรื่องที่เราไม่ถนัดจะร่วมวง
ทว่าใจของเรากลับเผลอแปลความเงียบของเขา... ให้กลายเป็นคำตัดสินคุณค่าของเราไปเสียแล้ว
วินาทีนั้นเองที่เสียงในหัวเริ่มทำหน้าที่ของมันอย่างแข็งขัน
มันช่างเชี่ยวชาญในการหาหลักฐานมาซ้ำเติมใจตัวเองเหลือเกิน แค่คำตอบที่ช้าไปนิดเดียว ก็กลายเป็นว่า เขาไม่อยากคุยด้วย
การที่ไม่มีใครชวนคุยต่อ ก็กลายเป็น เขาไม่อยากมีเราอยู่ตรงนี้
แม้แต่รอยยิ้มที่ไม่ได้หันมาทางเรา ก็กลายเป็นข้อสรุปว่า เราไม่มีความหมาย
ทั้งที่ความจริงอาจเป็นเพียงแค่... เขาเหนื่อย
หรือเขาแค่เผลอไผลไปชั่วขณะ
เขากำลังวุ่นอยู่กับโลกของเขา... เหมือนที่บางครั้งเราเองก็วุ่นจนเผลอหลุดออกจากโลกของคนอื่นเช่นกัน
แต่ต่อให้สมองจะเข้าใจเหตุผลร้อยแปดเพียงใด ลึกๆ ในใจก็ยังรู้สึกเจ็บอยู่ดี
เพราะใจมนุษย์ไม่ได้ต้องการเพียงเหตุผล... ใจเราโหยหาที่พักใจ
หลายปีมานี้ ผมเริ่มตระหนักว่า...
ความทุกข์ชนิดนี้มักเกิดขึ้นเมื่อเราเอาคุณค่าของตัวเองไปฝากไว้กับสายตาคนอื่น ยอมให้เขาเป็นผู้ชี้ขาดว่าเราควรมีที่ยืนหรือไม่
พอเขาหันมองไปทางอื่น ใจเราจึงร่วงหล่นลงทันที
การใช้ชีวิตโดยต้องรอให้ใครมาคอยยืนยันว่าเรามีค่านั้น เหนื่อยล้าเกินไปครับ
มันเหมือนการยืนอยู่หน้าประตูบ้านตัวเอง... แต่กลับไปขอกุญแจจากคนข้างบ้าน
และตามสัญชาตญาณ เรามักจะพยายามปรับตัว พยายามหาทางเข้ากับวงให้ได้ พยายามปั้นแต่งตัวเองให้เป็นในสิ่งที่คิดว่าคนอื่นต้องการ
พูดในสิ่งที่เขาอยากฟัง ยิ้มในจังหวะที่สังคมกำหนด และยอมกลืนคำพูดของตัวเองลงคอไป
ไม่นานนัก เราจะเริ่มเลือนหายไป.. หายไปจากความเป็นตัวเอง
และความรู้สึกไม่เป็นที่ต้องการจะยิ่งส่งเสียงดังขึ้น เพราะตัวตนที่แท้จริงในใจเริ่มเคาะประตูประท้วง... เพื่อขอพื้นที่หายใจบ้าง
วันหนึ่ง ผมจึงเรียนรู้วิธีที่จะอยู่กับความรู้สึกนี้โดยไม่ผลักไสมันไป
เริ่มจากการยอมรับกับตัวเองตรงๆ ว่า
"ตอนนี้... ใจเรากำลังรู้สึกโดดเดี่ยว"
รับรู้เพียงเท่านั้นก่อน โดยไม่ต้องรีบแก้ไข หรือด่วนสรุปว่าใครเป็นฝ่ายผิด
จากนั้นค่อยๆ ถามตัวเองด้วยความอ่อนโยนว่า
"วันนี้... ใจเรากำลังหิวอะไรอยู่?"
หิวการยอมรับ... หิวการถูกมองเห็น... หรือโหยหาการได้เป็นตัวเองโดยไม่ต้องหวาดกลัว?
หากใจหิวการถูกมองเห็น ผมจะลองหันกลับมามองเห็นตัวเองก่อนเป็นคนแรก เห็นว่าเราพยายามมามากแค่ไหน เห็นว่าเราหยัดยืนมาทั้งวันแล้ว และเห็นว่าการอยากเป็นที่รักนั้นเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ... ไม่ใช่เรื่องที่ต้องอับอาย
หากห้องห้องนั้นทำให้เราอึดอัดจนหายใจไม่ออก การเลือกเดินออกมาไม่ใช่ความพ่ายแพ้
มันคือการให้เกียรติตัวเอง... และให้เกียรติความจริงของหัวใจ
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ... เราไม่จำเป็นต้องเป็นที่ต้องการของทุกคน
ขอเพียงแค่เป็นคนที่ไม่ทอดทิ้งตัวเอง... โลกทั้งใบก็ดูเบาสบายขึ้นมากแล้ว
ในวันที่รู้สึกไม่เป็นที่ต้องการ ขอให้จำไว้ว่า... สิ่งที่ใจต้องการที่สุด คือการได้กลับมาอยู่ข้างๆ ตัวเอง
ในที่ที่เราไม่ต้องแสดง ไม่ต้องวิ่งไล่ตามใคร และไม่ต้องรอขออนุญาตจากใคร... เพื่อให้เรามีที่ยืนอย่างสง่างาม
หากห้องไหนทำให้ตัวตนของเราค่อยๆ จางหาย จงกล้าที่จะเดินออกมา... เพื่อกลับมาโอบกอดตัวเองให้เต็มอ้อมอกอีกครั้ง
#JakkDiary #Siamstr
เขาไง.. จะใครล่ะ? #Siamstr

นิยามคำว่า "งาน" ในใจผม... เปลี่ยนไปจากเดิมนานแล้วครับ

จากที่เคยมองว่าเป็นเพียงภารกิจที่ต้องทำให้เสร็จสิ้นไปวันๆ กลับกลายเป็นเรื่องของพลังงาน และตัวตนที่เราพกพาไปยืนอยู่เบื้องหน้าผู้คน
สำหรับผม การสวมบทบาทเป็น Jakk Goodday นี่แหละคืองานหลัก
และเชื่อไหมครับว่า โจทย์ที่หินที่สุดบ่อยครั้งไม่ใช่การลุกขึ้นมาทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ แต่มันกลับเป็นการกล้าที่จะนั่งอยู่ตรงนั้นเฉยๆ ท่ามกลางผู้คน โดยไม่พยายามตะเกียกตะกายทำอะไรให้ใครจดจำ
เพราะเสียงกระซิบจากความเคยชินเดิมๆ มักจะคอยเร่งเร้าว่า "ต้องพูดอะไรหน่อยสิ ต้องโชว์ของบ้างสิ ไม่งั้นจะคุ้มค่าที่มาเหรอ"
ระยะหลังมานี้... ผมจึงเริ่มวางใจกับนิยามใหม่ของตัวเอง เปลี่ยนจากการทำงานด้วยการกระทำ มาเป็นการทำงานด้วยการดำรงอยู่
อยู่อย่างไร... ให้ไม่ต้องคอยเซตฉาก
อยู่อย่างไร... ให้ไม่ต้องคอยชูป้ายบอกใครต่อใครว่าเราสำคัญแค่ไหน
ขอแค่ได้ยืนหยัดอยู่ตรงนั้นด้วยความสัตย์จริง ให้ทั้งกายและใจอยู่ครบถ้วนกับคนตรงหน้า... เพียงเท่านี้ก็พอ
ใครอาจมองว่าการออกไปเจอผู้คนเป็นเรื่องง่ายดาย แต่ผมรู้ดีว่า การรักษาคุณภาพใจในขณะที่อยู่ท่ามกลางคลื่นความรู้สึกนั้น ไม่ง่ายเลย
เพราะมันหมายถึงการที่เราต้องกล้าปล่อยมือจากบทบาทหัวโขนที่เคยสวมใส่ แล้วหลอมรวมความเป็นพี่ตั้ม และ Jakk Goodday ให้กลายเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสนิทใจ
ผมเลิกเหนื่อยกับการสร้างตัวตนหลายเวอร์ชันเพื่อแยกใช้ต่างวาระต่างสถานที่ แต่มุ่งมั่นที่จะใช้พลังงานให้น้อยลง
เพื่อเป็นคนคนเดียว ที่สามารถเดินไปได้ทุกที่อย่างเป็นธรรมชาติ โดยที่ความอ่อนโยนในหัวใจยังคงเดิม...
หากวันไหนโชคชะตาพาให้เรามาเจอกัน ผมคงไม่มีของกำนัลวิเศษอะไรติดไม้ติดมือไปฝาก นอกจากรอยยิ้มที่ไม่ได้ปั้นแต่ง
กับอ้อมกอดอุ่นๆ... ที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความหมายใดๆ อีกแล้ว
"งานของใครบางคน... อาจคือการสร้างผลงานที่โลกต้องจารึก แต่งานของผม... คือการดำรงอยู่ให้จริงที่สุด เพียงเพื่อให้ใครสักคนตรงหน้า... ได้กลับมาหายใจอย่างสบายใจอีกครั้ง"
#JakkDiary #Siamstr
ราชสีห์จะไม่คำรามใส่แมวที่กำลังจิกกัด แต่มันจะมองด้วยสายตาที่ว่างเปล่าแล้วเดินจากไป...
GM ครับ #Siamstr

"ชีวิตอาจล็อกประตูขวางหน้าเพื่อคัดกรองความอ่อนแอ แต่จะเปิดกว้างต้อนรับเสมอสำหรับคนที่กล้าเอาชนะใจตัวเองให้ได้กลับบ้าน... พร้อมหัวใจดวงใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม"
บางทีชีวิตก็เปรียบเหมือนการเดินทางไกลที่ไร้แผนที่ เดินเพลินๆ อยู่ดีๆ ประตูบานหนึ่งก็อาจปรากฏขึ้นขวางหน้า
โดยไม่มีป้ายบอกเตือนระดับความยากง่าย มีเพียงความเงียบงันที่ท้าทายให้เราตัดสินใจว่า... จะกล้าเปิดเข้าไปหรือเปล่า
สมัยก่อน ผมมักมองว่าประตูอุปสรรคเหล่านี้คือสิ่งกีดขวางที่น่ารำคาญ แต่พอได้เผชิญหน้ากันบ่อยเข้า มุมมองก็เริ่มเปลี่ยนไป
ผมเริ่มเห็นความจริงว่า หลังบานประตูที่ดูน่ากลัวเหล่านั้น มักมีตัวเราคนใหม่ที่เข้มแข็งกว่าเดิมซ่อนอยู่เสมอ
เหมือนชีวิตตั้งรหัสผ่านเอาไว้ว่า... ต้องก้าวผ่านความกลัวไปให้ได้ก่อน ถึงจะได้รางวัลล้ำค่านั้นมาครอบครอง
หากเราเลือกที่จะถอยหลัง เราก็จะวนกลับไปอยู่ที่เดิม ด้วยหัวใจดวงเดิมที่ยังคงตื่นกลัวกับเรื่องเดิมๆ แต่หากเรากลั้นใจก้าวข้ามไป แม้ท่าทางจะดูโซเซ หรือยังไม่สมบูรณ์แบบนัก
นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง
การเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ได้เกิดจากโลกที่ใจดีกับเรามากขึ้นหรอกครับ
มันเกิดจากพื้นที่ภายในใจของเราที่ขยายกว้างขึ้นต่างหาก
เราจะเริ่มรับมือกับความกังวลได้นิ่งขึ้น อ่านความรู้สึกคนรอบข้างได้ดีกว่าเดิม และที่สำคัญ... เรารู้จักวิธีวางของหนักลงจากบ่า ก่อนที่ขาจะทรุดลงไป
บททดสอบหลังประตูแต่ละบานมีรสชาติไม่เหมือนกัน บางครั้งมันก็มาในรูปแบบของการสูญเสีย บางครั้งเป็นความอึดอัดที่ยาวนาน
หรือบางทีก็เป็นความผิดพลาดที่ทำเอาเราอับอายจนแทบแทรกแผ่นดิน
มันเปรียบเสมือนครูจอมเฮี้ยบที่ไม่ค่อยพูดพร่ำทำเพลง แต่จะสอนบทเรียนที่ตรงจุดและเจ็บลึกที่สุดเสมอ
ผมชอบคิดเสียว่า ด่านเคราะห์เหล่านี้มันเกิดขึ้นเพื่อวัดทักษะชีวิตที่เราอาจหลงลืมฝึกฝน ทั้งความอดทน สติ และความซื่อสัตย์ต่อตัวเอง
พอผ่านมันไปได้ สิ่งที่เราได้ติดมือมาคือขุมพลังในใจที่จะพาเราไปต่อในด่านถัดไปได้อย่างมั่นคง ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าเอาไว้คุยโว
ท้ายที่สุดแล้ว ตัวตนที่เก่งกล้าขึ้นมันเกิดจากวินาทีนั้น...
วินาทีที่เรายืนอยู่หน้าประตูบานใหญ่ สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วตัดสินใจก้าวเท้าเข้าไป...
ทั้งที่ขายังสั่นอยู่นั่นแหละครับ
#JakkDiary #Siamstr
พับกบ #JAKKSUNDAY #Siamstr

ยามเย็นที่แดดเริ่มร่มลมตก บรรยากาศรอบอ่างเก็บน้ำจะเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง
ผู้คนทยอยเดินออกจากบ้านมาใช้เวลาส่วนตัว บ้างก้าวยาวๆ อย่างกระฉับกระเฉงพร้อมขวดน้ำในมือ

บ้างวิ่งเหยาะๆ จนเหงื่อซึมเสื้อ และบ้างก็สวมรองเท้าแตะเดินทอดน่องคุยโทรศัพท์อย่างสบายอารมณ์
ผมเองก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นที่พาตัวเองมาวนเวียนอยู่รอบผืนน้ำแห่งนี้ (โดยบังเอิญ)
จำได้ว่าสมัยเริ่มออกกำลังกายใหม่ๆ สายตาของผมมักจะพุ่งตรงไปจับจ้องอยู่ที่ปลายทางเสมอ
พอมองข้ามฝั่งไปเห็นระยะทางที่ทอดยาว ก็พาลให้ใจฝ่อตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มก้าวขา รู้สึกเหมือนหนทางมันช่างไกลแสนไกล
การวิ่งในตอนนั้นจึงเต็มไปด้วยความกดดัน เหมือนมีเสียงนาฬิกาเร่งรัดอยู่ในหัวตลอดเวลาว่า เมื่อไหร่จะถึง... เมื่อไหร่จะจบภารกิจนี้เสียที
จนวันหนึ่ง ผมลองเปลี่ยนวิธีวางสายตาดูใหม่
แทนที่จะมองไปไกลจนสุดขอบฟ้า ผมลองดึงความรู้สึกกลับมาอยู่กับลมหายใจใกล้ๆ ตัว จดจ่ออยู่กับจังหวะเท้าที่กระทบพื้น ฟังเสียงน้ำกระฉอกกระทบตั่ง
มองดูดอกหญ้าข้างทาง หรือยิ้มให้เด็กน้อยที่ปั่นจักรยานสวนมา
จู่ๆ โลกที่เคยกว้างใหญ่และน่าเหนื่อยหน่าย ก็ย่อส่วนลงมาเหลือเพียงแค่ระยะหนึ่งก้าวตรงหน้า
ปลายทางยังคงอยู่ที่เดิม ระยะทางก็ไม่ได้สั้นลง
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คือความสุขที่เกิดขึ้นระหว่างทาง
ผืนน้ำกว้างใหญ่นี้สอนบทเรียนสุขภาพให้ผมโดยไม่ต้องมีป้ายคำคมแปะบอก
มันสอนว่า หากเราโหมวิ่งเร็วเกินกำลังเพื่อหวังผลลัพธ์ทันตา รอบแรกเราอาจจะเข้าเส้นชัยได้อย่างสวยงาม
แต่วันรุ่งขึ้น ร่างกายและหัวใจอาจจะประท้วงจนไม่อยากลุกออกมาอีกเลย
กลับกัน หากเรารักษาจังหวะก้าวให้พอดีกับที่ร่างกายรับไหว
วันพรุ่งนี้เราจะยังมีแรงเหลือพอที่จะก้าวออกจากบ้านได้ใหม่ หัวใจจะค่อยๆ จดจำว่า การดูแลตัวเองคือวิถีชีวิตปกติที่ทำได้เรื่อยๆ
ไม่ใช่ภารกิจพิเศษแสนสาหัสที่ต้องใช้แรงฮึดเป็นครั้งคราว
เรื่องของจิตใจก็ใช้หลักการเดียวกันครับ
ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างจำเป็นต้องอาศัยกาลเวลาบ่มเพาะ บาดแผลบางเรื่องไม่อาจสมานได้สนิทเพียงชั่วข้ามคืน
ทางวิ่งรอบอ่างเตือนสติผมเสมอว่า
สิ่งสำคัญที่สุดคือความสม่ำเสมอ มากกว่าการเร่งรีบพาตัวเองไปให้ถึงเส้นชัย
ทุกเย็นที่ได้มาเดินทอดน่องริมน้ำ ผมเหมือนได้กลับมาทบทวนกับตัวเองซ้ำๆ ว่าเราอยากจะดูแลกายและใจนี้ในระยะยาวแบบไหน
คำตอบคือ... ค่อยๆ ก้าว ค่อยๆ หายใจ
รักษาความรู้สึกดีๆ เอาไว้ ให้พรุ่งนี้เรายังมีเหตุผลที่อยากจะกลับมาหาความสุขรอบอ่างน้ำแห่งนี้ได้อีกครั้ง... ก็พอแล้วครับ
"ความยั่งยืนของการดูแลสุขภาพ ไม่ได้วัดกันที่ความเร็วในการเข้าเส้นชัยในวันเดียว มันวัดกันที่ว่า... พรุ่งนี้เรายังมีความสุขที่จะลุกออกมาวิ่งอีกไหม"
#JakkDiary #Siamstr #Running
#Boredom
บางวันผมนั่งนิ่ง ๆ อยู่หน้าจอ ปัดนิ้วเลื่อนฟีดไปเรื่อย ๆ ตาอ่านอะไรสักอย่าง แต่ใจกลับไม่ได้อยู่กับคำตรงหน้าเลย

มันคงไม่ใช่เพราะโลกขาดสีสัน ร้านกาแฟก็ยังมีเพลงเบา ๆ งานบนโต๊ะยังเด้งแจ้งเตือน บทสนทนาในห้องแชตก็ยังคงไหลไม่หยุด
ทว่าในอกกลับรู้สึกว่ามันโล่งแปลก ๆ คล้ายห้องที่คนทยอยออกไปทีละคน เหลือเพียงเสียงแอร์เบา ๆ กับเก้าอี้ว่าง
คำสั้น ๆ ที่โผล่ขึ้นมากลางอกคือ... เบื่อ
เบื่อทั้งที่ไม่มีเรื่องร้ายอะไร เบื่อทั้งที่ชีวิตก็ถือว่าโอเคในระดับหนึ่ง
ความรู้สึกแบบนี้แหละที่เรามักเผลอโยนให้โลกภายนอกรับผิดชอบ ทั้งที่จริง ๆ แล้วต้นตอมักจะมาจากข้างในตัวเองเต็ม ๆ
...
ผมลองเปลี่ยนมุมมองกับความเบื่อใหม่ เริ่มหันมามองมันเป็นกระดาษโพสต์อิทจากใจ
ทุกครั้งที่ความเบื่อโผล่ขึ้นมา มันก็เหมือนมีใครสักคนในใจแอบเขียนโน้ตใบเล็ก ๆ แปะไว้ว่า...
ตรงนี้มันไม่ได้หล่อเลี้ยงหัวใจเราแล้วนะ
ตารางวันนี้เต็มตึง เหนื่อยมากก็จริง แต่ด้านในกลับไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองมีชีวิตเท่าไรเลย
เราเลยเริ่มงอแงกับทุกอย่าง ทั้ง ๆ ที่... อะไร ๆ รอบตัวก็ไม่ได้ผิดรูปไปจากเดิมเท่าไหร่นัก
ลองมองให้ลึกลงอีกชั้น.. ความเบื่อยังสื่ออีกอย่างหนึ่ง ว่าเราคงจะแสดงบทเดิมซ้ำ ๆ นานเกินไป
บทคนเก่งในที่ทำงาน
บทลูกที่เข้าใจทุกคน
บทเพื่อนที่ต้องตลกตลอดเวลา
บทคนรักที่ห้ามเปราะบาง
เมื่อรับบทเหล่านี้อย่างมืออาชีพต่อเนื่องมาหลายปี ตัวจริงด้านในก็ย่อมเริ่มเบียดตัวเองให้ไปยืนแอบอยู่มุมเวที ไปยืนดู ตัวตนเวอร์ชันที่โอเคตลอดเวลา... เล่นเต็มทุกซีน
อยู่ไปอยู่มา ความเบื่อเลยผุดขึ้นกลางฉากชีวิต ซึ่งอาจไม่ใช่เพราะโลกมันน่าเบื่อนักหรอก มากกว่านั้นมันคือ ตัวจริงในใจไม่มีที่ให้หายใจ
หากมองในอีกรูป ความเบื่อก็คล้ายชั้นแรกของความว่าง
เราต่างก็คุ้นเคยกับชีวิตที่เต็มไปด้วยสิ่งเร้า หน้าจอ เสียงแจ้งเตือน งานไม่จบสักที
พออยู่เฉย ๆ ไม่หยิบอะไรขึ้นมากลบ สมองก็เริ่มกระสับกระส่าย ความเบื่อพลันโผล่ขึ้นมาทัก
ตรงนี้เองที่คนจำนวนมากมักทนกันไม่ค่อยไหว รีบหาอะไรยัดเข้าไปเพื่อฆ่าเวลา ทั้งที่จริง ๆ แล้ว... ถ้าเราอดทนผ่านชั้นแรกไปได้อีกสักหน่อย ข้างในก็จะเริ่มนิ่งขึ้นได้อย่างน่าประหลาด
เสียงในหัวจะค่อย ๆ เบาลง ตาจะเริ่มเห็นรายละเอียดรอบตัวชัดขึ้น ความคิดบางอย่างที่เคยจมอยู่ข้างใต้ เริ่มลอยขึ้นมาให้ทบทวน
ความว่างที่เคยถูกตีตราว่าน่าเบื่อ กลับกลายเป็นพื้นที่ใสให้ใจเราได้พักลงจริง ๆ
ผมเลยเริ่มมองความเบื่อด้วยสายตาแบบใหม่
แทนที่จะถามว่า จะทำอะไรดีให้หายเบื่อ?
เลยลองถามกลับว่า ความเบื่อกำลังเล่าอะไรให้เราฟัง?
บางครั้งมันบอกว่าเรากำลังล้าเกินไป
บางครั้งมันชี้ไปที่บทบาทหนึ่งที่ไม่ตรงกับตัวเองแล้ว บางครั้งมันเพียงพาเราให้กลับมาอยู่กับความว่างอีกสักพัก เพื่อจะเห็นภาพชีวิตตัวเองชัดกว่าเดิม
ความเบื่อจึงไม่ใช่มีดมาฟาดเวลาให้เสียเปล่า บ่อยครั้งที่มันเหมือนกับมือเบา ๆ ที่มาคอยเขย่าไหล่ เตือนว่าเรากำลังใช้หัวใจแบบอยู่รอดมากกว่ามีชีวิต
ในวันที่ความเบื่อแวะเวียนมาหา
ลองวางโทรศัพท์ลงสักครู่ นั่งนิ่งฟังโพสต์อิทใบเล็ก ๆ จากข้างในให้จบประโยค
เราอาจพบว่าเราไม่ได้เบื่อโลกสักเท่าไร
สิ่งที่โหยหาลึก ๆ คือการได้กลับมาอยู่ใกล้ตัวจริงของเราเอง อีกเพียงไม่กี่ก้าวจากชั้นแรกของความว่างตรงนี้เท่านั้นเอง
“ความเบื่อไม่เคยมาปล้นเวลา มันแค่ผ่านมาเตือนแผ่ว ๆ ว่า… ถึงเวลาที่เราจะพาใจตัวเองกลับบ้านแล้วหรือยัง”
#JakkDiary #Siamstr
no rush. just growth.
"ในวันที่โลกตะโกนบอกให้เราวิ่งให้เร็วที่สุด...
ความกล้าหาญที่แท้จริง อาจเป็นการยืนยันเงียบๆ ว่า... ฉันจะเดินในจังหวะของฉันเอง'"

หลายปีมานี้ ผมเริ่มคุ้นชินและโอบกอดจังหวะชีวิตใหม่ของตัวเอง
เป็นจังหวะที่ไม่ต้องคอยเร่งฝีเท้าเพื่อแซงหน้าใคร และหมดความรู้สึกที่ต้องพิสูจน์ตัวเองให้โลกยอมรับ
ในสายตาคนภายนอก ผมอาจดูเหมือนคนเงียบเชียบ ตอบสนองต่อสิ่งรอบตัวช้าลง และใช้เวลาไตร่ตรองนานขึ้นกว่าจะเอื้อนเอ่ย
เมื่อเจอแรงปะทะ ก็มักจะทำเพียงส่งยิ้มน้อยๆ แล้วนิ่งฟัง
ความนิ่งที่ว่านี้ แท้จริงแล้วคือความรู้สึกที่ตื่นรู้อยู่ภายในอย่างเต็มเปี่ยม
ผมยังคงรับรู้ถึงความเจ็บปวด ความเหนื่อยล้า ความเสียใจ หรือความหวั่นไหวได้ชัดเจนเฉกเช่นคนทั่วไป
ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไป คือการที่ผมหวงแหนพื้นที่ว่างก่อนที่จะปล่อยให้คำพูดหรือการกระทำหลุดออกไป
ผมเลือกที่จะเว้นจังหวะ ให้หัวใจได้มีโอกาสหายใจและจัดระเบียบตัวเองก่อนเสมอ
ประโยคที่ผมใช้กล่อมเกลาใจตัวเองอยู่เสมอก็คือ
"ไม่ต้องเร่ง... ขอแค่ให้เติบโต"
การเติบโตในความหมายของผม คือ ความงอกงามในรายละเอียดเล็กๆ ของความรู้สึก
เช่น การสังเกตว่าคลื่นอารมณ์ที่เคยโหมกระหน่ำ วันนี้มันเบาแรงลงบ้างไหม
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหัวที่เคยดังอื้ออึง ปีนี้มันแผ่วลงไปบ้างหรือยัง
หรือในยามที่ถูกเข้าใจผิด ใจเรายังร้อนรนที่จะรีบแก้ต่าง หรือเริ่มวางเฉยและปล่อยผ่านได้ดีขึ้น
ในทุกๆ วัน ผมจึงมักกันพื้นที่เงียบสงบไว้มุมหนึ่ง
อาจเป็นยามเช้าตรู่ก่อนที่โลกจะตื่น หรือยามค่ำคืนที่เสียงอึกทึกจางหาย
ช่วงเวลานั้นเปรียบเสมือนการเดินเข้าสู่ห้องทดลองส่วนตัวในใจ ห้องที่ปราศจากผู้พิพากษา มีเพียงคำถามง่ายๆ ที่ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบของตัวเอง
"วันนี้... มีอะไรที่สะกิดใจเราแรงที่สุด?"
"ความกลัวแบบไหนกันนะ ที่ซ่อนอยู่หลังคำพูดเมื่อเช้า?"
"ทำไมเรื่องเล็กเพียงแค่นั้น ถึงทำให้เราหงุดหงิดได้ขนาดนี้?"
ผมมองทุกอารมณ์เป็นข้อมูลที่ล้ำค่า เพื่อใช้ทำความเข้าใจรูปแบบของจิตใจ มากกว่าจะใช้เป็นไม้เรียวไว้คอยเฆี่ยนตีตัวเอง
บางวันอ่านบันทึกใจแล้วก็นึกขำในความดื้อรั้นของตัวเอง แต่บางวันก็นั่งนิ่งไปนาน เพราะตระหนักได้ว่าบางเรื่องราวยังไม่ตกผลึกดี
เจตนาของผม คือความตั้งใจที่จะรับผิดชอบต่อแรงสั่นสะเทือนภายในใจตัวเอง
ดูแลมันให้ดี... เพื่อไม่ให้มวลอารมณ์เหล่านั้น ไหลบ่าไปกระแทกคนรักหรือคนใกล้ชิดโดยไม่จำเป็น
เมื่อมองชีวิตผ่านเลนส์ของความเข้าใจเช่นนี้ คำเร่งเร้าอย่าง... "ต้องรีบหาย ต้องรีบเก่ง ต้องรีบลืม" จึงค่อยๆ เลือนหายไป
และถูกแทนที่ด้วยคำถามที่เรียบง่ายกว่าเดิม...
"วันนี้... เราเข้าใจตัวเองเพิ่มขึ้นอีกนิดแล้วใช่ไหม?"
"ความโกรธเกรี้ยว... ช้าลงกว่าปีก่อนหรือเปล่า?"
"และเรา... ให้อภัยตัวเองได้เก่งขึ้นบ้างไหม?"
หากในหนึ่งปี ผมสามารถตอบว่า ใช่ ได้เพียงไม่กี่ข้อ ผมก็นับว่าปีนั้นเป็นปีที่คุ้มค่าและไม่เสียเปล่าเลย
จังหวะก้าวเดินจากนี้ จึงไร้ซึ่งเสียงนาฬิกาที่คอยกดดัน เหลือเพียงเสียงกระซิบเบาๆ จากหัวใจที่บอกว่า...
ค่อยเป็นคน ค่อยเป็นใจ และค่อยๆ เติบโตลึกลงไป... ในความจริงของตัวเองก็พอ
#JAKKDIARY #SIAMSTR
"Logic makes people think, but Emotion makes people act." (เหตุผลทำให้คนแค่คิด แต่อารมณ์ทำให้คนลงมือทำ)

เรามักถูกปลูกฝังให้เติบโตมาพร้อมกับเหตุผล
ถูกสอนให้คิดหน้าคิดหลัง วางแผนให้รัดกุม และเปรียบเทียบทุกทางเลือกอย่างละเอียด
จนทักษะการวิเคราะห์ของเราแข็งแกร่ง
แต่เรื่องที่น่าแปลกคือ พอถึงเวลาต้องก้าวเท้าออกจากจุดเดิมจริงๆ ขาที่ควรจะก้าวกลับหนักอึ้งและขยับไม่ออกเสียอย่างนั้น
ที่เป็นแบบนั้นเพราะ เหตุผลทำหน้าที่เสมือนแผนที่นำทางที่ช่วยให้เห็นเส้นทางชัดเจน
ทว่าสิ่งที่จะขับเคลื่อนให้เราลุกจากเก้าอี้ออกไปเผชิญโลกได้จริงๆ กลับเป็นหน้าที่ของหัวใจที่เปรียบเสมือนเครื่องยนต์
หากเรามีแต่แผนที่เต็มมือแต่เครื่องยนต์ข้างในดับสนิท แผนการเหล่านั้นก็คงเป็นได้เพียงกระดาษเปื้อนหมึกที่วางกองไว้เฉยๆ
แท้จริงแล้ว... อารมณ์กับเหตุผลคือเพื่อนร่วมทางที่ขาดกันไม่ได้ครับ
เปรียบเสมือนแขนซ้ายที่กางแผนที่เพื่อดูทิศทาง ในขณะที่แขนขวาก็ทำหน้าที่เข้าเกียร์พาเราออกตัวไปข้างหน้า
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ว่า เราจะดูแลเครื่องยนต์หัวใจนี้อย่างไรให้มีพลังอยู่เสมอ
คำตอบอาจเริ่มจากการสำรวจลึกลงไปว่าสิ่งที่หัวใจเราให้คุณค่าจริงๆ คืออะไร?
บางคนรักอิสระเป็นชีวิตจิตใจ
บางคนยิ้มได้กว้างที่สุดเมื่อเห็นครอบครัวปลอดภัย
หรือบางคนใจเต้นแรงเสมอเมื่อได้เรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ
สิ่งเหล่านี้แหละครับ คือ เชื้อเพลิงชั้นดี
เมื่อเรานำเหตุผลมาผูกโยงกับสิ่งที่เรารัก
แผนการบนกระดาษที่เคยแห้งแล้งจะเริ่มมีความอบอุ่นและมีชีวิตชีวาขึ้น
เป้าหมายเรื่องการเก็บเงินหรือดูแลสุขภาพ หากมองด้วยเหตุผลอาจดูไกลตัว
แต่ลองจินตนาการถึงภาพวันที่เราแข็งแรงพอจะวิ่งเล่นกับลูกหลานในวัยชราดูสิครับ
ความรู้สึกอุ่นวาบในใจจะเปลี่ยนคำว่าหน้าที่ที่ควรทำ ให้กลายเป็นก้าวเล็กๆ เพื่อคนที่เรารักไปโดยปริยาย...
ในวันที่เหนื่อยล้าจนอยากจะผัดวันประกันพรุ่ง
แทนที่จะดุด่าหรือตำหนิตัวเองซ้ำๆ ลองกลับมาเช็กดูว่าเชื้อเพลิงก้อนไหนของเราที่พร่องไป
เราอาจเผลอลืมภาพฝันที่อยากไปถึง
อาจห่างเหินจากคนที่เป็นแรงบันดาลใจ
หรืออาจหลงลืมการดูแลร่างกายจนแรงกายหดหายไป
เมื่อเราให้เหตุผลช่วยดูทิศทาง และอนุญาตให้หัวใจทำหน้าที่จุดไฟ เราก็ไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างสมองหรือความรู้สึกอีกต่อไป
เพราะชีวิตที่สมดุลคือการเดินทางที่เรารู้ทั้งทิศที่จะไป และยังมีแรงใจที่จะเดินต่อไปในทุกๆ เช้าครับ
"มอบหน้าที่การวางแผนเส้นทาง... ให้เป็นเรื่องของเหตุผล และปล่อยให้หัวใจทำหน้าที่บอกเล่าว่า...
ปลายทางนั้นมีความหมายเพียงใด และใครคือคนที่เราอยากจูงมือเดินไปให้ถึง"
#JakkDiary #Siamstr
ฟ้าสางรำไร พระจันทร์กลมโตยังลอยค้างอยู่เหนือแนวสายไฟ ผมยืนพิงรั้วหน้าบ้าน สูดอากาศเย็นฉ่ำเข้าปอดลึกๆ

ท่ามกลางความเงียบสงัด เสียงแรกที่แว่วมาทักทายเช้านี้ กลับไม่ใช่เสียงยวดยานพาหนะ หรือเสียงผู้คนจอแจ หากแต่เป็นเสียงนกตัวเล็กๆ ที่ส่งเสียงร้องแผ่วเบามาจากหลังคาบ้านข้างๆ
ภาพนี้ทำให้ผมนึกถึงคำเปรียบเปรยเรื่อง "นกที่ตื่นเช้า"
ซึ่งในความรู้สึกของผม มันมีความหมายลึกซึ้งกว่าแค่เรื่องของคนขยันที่ต้องรีบตื่นมาแข่งขันกับใคร
นกที่ตื่นเช้าที่แท้จริง คือผู้ที่ตื่นรู้ก่อนที่เสียงอึกทึกของโลกภายนอกจะดังกลบเสียงหัวใจของตัวเอง
ช่วงเวลารุ่งสางเปรียบเสมือนของขวัญที่ธรรมชาติมอบให้ เป็นห้วงเวลาสั้นๆ ที่โลกยังไม่ทันได้ดึงรั้งความสนใจของเราให้กระจัดกระจาย
เปิดโอกาสให้เราได้ยินเสียงลมหายใจ
และได้ฟังเสียงความคิดของตัวเองชัดๆ
ก่อนที่คลื่นภาระหน้าที่และข่าวสารประจำวันจะถาโถมเข้ามาปะปนจนแยกไม่ออก
ดังนั้น นกที่ผมอยากจะเป็น คือนกที่ใช้ช่วงเวลาแห่งแสงแรก ทบทวนกับตัวเองเงียบๆ ว่า
"วันนี้... เราอยากใช้ชีวิตแบบไหน"
โดยไม่ต้องคาดคั้นคำตอบที่ยิ่งใหญ่ ขอแค่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองสักข้อเดียว ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่งดงามแล้ว
ชีวิตจริงอาจไม่ได้ลงล็อคสวยงามเหมือนตารางสอน
บางวันเราอาจตื่นสายบ้าง หรือพักผ่อนน้อยบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา
แต่ขอแค่เรายังเหลือพื้นที่เล็กๆ อนุญาตให้หัวใจได้ตื่นขึ้นมาสูดอากาศก่อนร่างกายสักนิด
ไม่ว่าเข็มนาฬิกาจะชี้บอกเวลาเท่าไหร่
เราทุกคนก็สามารถเป็นนกที่ตื่นเช้าในแบบฉบับที่มีความสุขได้เสมอครับ
#JakkDiary #Siamstr
อรุณสวัสดิ์ครับ ทางนี้ 18°
เหตุผลแปลกๆ ดี 😆
ขอบคุณมากนะครับ
ช่วงนี้ผมหยุดมองตัวเลขตัวหนึ่งบ่อยเป็นพิเศษ
เลขธรรมดา ๆ ที่เห็นอยู่ทุกวันอยู่แล้ว
แต่วันหนึ่งมันกลายเป็นตำแหน่งที่ผมยืนอยู่พอดี
เลยเผลอหยิบขึ้นมาคิดต่อเงียบ ๆ
เลขนี้เขียนง่าย แค่ 4 กับ 1 วางเคียงกัน
ตอนเด็ก ๆ ผมเคยชอบเลขคู่ เลขกลม ๆ ดูเรียบร้อยน่าไว้ใจ
พอโตขึ้นกลับรู้สึกถูกชะตากับเลขที่ไม่ค่อยกลมกล่อมเท่าไร ยังไงก็หารไม่ลงตัวกับใครง่าย ๆ
เลขนี้เป็นจำนวนเฉพาะ หารได้แค่ด้วย 1 กับตัวมันเอง
ผมไม่ได้อยากอยู่คนเดียว แค่เริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า ชีวิตไม่จำเป็นต้องลงตัวกับทุกคนทุกวงเสมอไป
บางความสัมพันธ์ห่างออก บางบทบาทค่อย ๆ วางลง เหลือเพียงไม่กี่อย่างที่อยากดูแลให้ดีจริง ๆ
เหมือนลดตัวประกอบส่วนเกินออกทีละนิด ให้เหลือแก่นที่ใจยอมรับโดยไม่ต้องเถียงกันอีก
พอมองลึกเข้าไปอีกหน่อย...
เลข 4 อยู่ข้างหน้าเหมือนเสาบ้านสี่ต้น
นึกถึงฐานที่อยากยืนให้มั่นขึ้นเรื่อย ๆ
สุขภาพที่ไม่ควรผลัดวันประกันพรุ่ง
งานที่ยังอยากทำด้วยความหมาย คนไม่กี่คนที่อยากอยู่ใกล้แล้วปลอดภัยทั้งสองฝ่าย
ส่วนเลข 1 เล็ก ๆ ข้างหลัง
เหมือนพื้นที่เล็ก ๆ ที่ยังอยากเริ่มต้นใหม่
อยากลองเป็นมือใหม่กับบางเรื่อง
ฝึกฟังให้ลึกขึ้น ฝึกวางให้บ่อยขึ้น ฝึกอยู่กับตัวเองโดยไม่ต้องหาที่พึ่งภายนอกตลอดเวลา
เมื่อก่อนเคยอยากสะสมอะไรหลายอย่าง
คำชม ตำแหน่ง โอกาส
ตอนนี้กลับสนใจคุณภาพของลมหายใจมากกว่า
อยู่ในห้องเงียบ ๆ แล้วใจเบาได้หรือเปล่า ได้นั่งกินข้าวกับคนที่รักโดยไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูบ่อยขนาดไหน
หัวเราะได้เต็มปอดโดยไม่ต้องแกล้งเข้มแข็งเท่าเดิมไหม
ตัวเลขที่ยืนอยู่ตรงกลางตอนนี้เลยเป็นเหมือนเครื่องเตือนว่า...
ข้างนอกไม่จำเป็นต้องเพิ่มอะไรนักแล้ว
สิ่งที่ควรเพิ่มคือเนื้อที่ว่างข้างใน ให้หัวใจไม่ต้องวิ่งตามทุกกระแสเหมือนเมื่อก่อน
บางความฝันอาจไม่ไปถึง บางเส้นทางอาจปิดไปถาวร
แปลกดี… พอยอมรับได้ ใจกลับโล่งขึ้น เหมือนได้เก็บของในห้องเก่า คัดออกเสียบ้าง เหลือไว้เฉพาะที่ยังรักจริง ๆ
ผมไม่ได้แน่ใจหรอกว่าเข้าใจโลกมากขึ้นแค่ไหน
แค่รู้สึกว่าทุกปีที่ผ่าน น้ำหนักของคำว่าพอแล้ว มันชัดขึ้นเรื่อย ๆ
ถ้าวันหนึ่งมีใครถามว่า ตัวเลขช่วงนี้สอนอะไรกับชีวิตบ้าง ก็คงตอบได้เพียงว่า...
มันชวนให้เลือกยืนบนฐานที่มั่นคงสักไม่กี่อย่าง กล้าตัดตัวประกอบที่ไม่จำเป็น
แล้วรักษาใจดวงเล็ก ๆ ให้ยังกล้าลอง กล้ารัก กล้าผิดพลาด โดยไม่ต้องรอคำยืนยันจากโลกมากเท่าเดิม
เท่านี้… ก็นับว่าเป็นของขวัญชิ้นใหญ่แล้ว
สำหรับตัวเลขที่กำลังยืนอยู่ตรงนี้
#Siamstr
“ต้นไม้ไม่ได้โตเพราะวันฟ้าใสวันเดียว
คนก็เหมือนกัน… แข็งแรงขึ้นจากหลายเช้าที่ลมแรง”

เช้านี้ลมเย็นกว่าทุกวัน
ผมตื่นมาแล้วเลื่อนประตูออกไปที่ระเบียง ลมหนาวยามสายพัดรวดเดียวเข้าหน้า กลิ่นฝนเจืออยู่ในอากาศ ฟ้าทึมทั้งผืน
ไม่มีแดดอุ่นให้ยืนตากเหมือนหลายเช้าก่อนหน้า เม็ดฝนโปรยเบา ๆ พอให้พื้นเปียกพราว แต่ยังไม่ถึงกับต้องวิ่งหลบ
กลางภาพเช้าแบบนั้น มีต้นพะยอมต้นหนึ่งยืนเด่นอยู่ตรงลานด้านล่าง
จำได้ดีว่าวันที่เขายกมาลงหลุม ต้นยังผอมสูง ไม่มีใบสักเท่าไร กิ่งโปร่งจนเห็นฟ้าข้างหลังชัด
แวบแรกที่มองก็เผลอคิดในใจว่า “มันรอดหรือเปล่านะ?”
ดินยังใหม่ น้ำยังไม่ซึม รากยังไม่รู้ทางลง
ไม่รู้เหมือนกันว่าจากวันนั้นถึงวันนี้ผ่านมากี่ปีแล้ว สามหรือห้าปีก็ไม่แน่ใจ
รู้แค่ว่าฝนหลายฤดูรดลงมาจนต้นเดิมที่เคยโล่ง กลายเป็นพะยอมใบดก แน่นทั้งต้น ให้ร่มเงารถที่จอดอยู่ข้างล่างได้สบาย
ลมหนาวเช้านี้พัดแรงพอควร ใบทั้งต้นเอนลู่ไปทางเดียวกัน
พอหอบลมชุดใหญ่ผ่าน เสียงใบเสียดสีกันดังพรืดเหมือนคลื่นซัดเข้าฝั่ง แต่ลำต้นกลับยืนนิ่ง แทบไม่ขยับ
ตัวต้นเหมือนคนที่ยืนเท้าเป๊ะอยู่กับที่ ปล่อยให้แค่ชายเสื้อปลิวตามแรงลม
ผมนั่งมองแล้วดันนึกถึงชีวิตคนขึ้นมาเสียเฉย ๆ
วัยหนึ่ง... เราอาจเหมือนพะยอมเพิ่งลงหลุม ย้ายจากที่เดิมมาอยู่ที่ใหม่ หน้าไหนก็ดูแปลกไปหมด
ตัวเองก็ดูผอมบาง ไร้ใบ ไม่มีใครเชื่อว่าจะยืนไหว คนเดินผ่านแอบมองแล้วส่ายหน้าเบา ๆ อยู่ในใจ
ทั้งที่ไม่มีใครรู้เลยว่าใต้ดิน รากกำลังค่อย ๆ ซอนไซลงทีละเส้น
กว่าจะหยั่งรากลึกก็ต้องเจอทั้งแดดจัด ฝนหนัก ลมแรง ผ่านฤดูที่ฟ้าเปิดบ้าง ฟ้าปิดบ้าง
บางวันมีคนมาหลบแดดใต้ร่ม บางวันยืนเปียกฝนตามลำพัง แต่ทุกวันก็ยืนอยู่ที่เดิม ทำงานเงียบ ๆ
ชีวิตเราก็ไม่ต่างกันเท่าไร...
วันไหนข่าวร้ายถาโถม ใจทั้งดวงอาจเอนไปทางใดทางหนึ่ง เหมือนใบพะยอมที่ลู่ตามลม
คิดมากไปหมด กังวลสารพัด แต่ถ้าโคนยังฝังแน่นอยู่กับสิ่งที่เชื่อ ยืนอยู่บนพื้นฐานเดิม ไม่เผลอถอนรากหนี ลมแรงแค่ไหนก็พัดได้แค่ส่วนใบ
ลมแบบเช้าวันนี้มีประโยชน์อย่างหนึ่ง
คือช่วยให้เห็นชัดว่าต้นไหนหยั่งรากลึกแล้ว ต้นไหนแค่ยืนสวยเวลาไม่มีอะไรสั่นสะเทือน
ใจคนก็เหมือนกัน...
ช่วงฟ้าสว่างสดใส ใครก็ดูมั่นคงไปหมด ต้องรอดูตอนลมมา ฝนลง จึงจะรู้ว่าในอกเกาะอะไรไว้จริง ๆ
ผมเคยมองหาแต่แดดอุ่น ๆ คิดว่าเช้าที่ดีต้องมีแสงสีทองส่องใบไม้
พอได้มานั่งฟังลมหนาวซัดพะยอมทั้งต้นแบบนี้ ถึงเริ่มยอมรับว่า ฤดูที่ฟ้าหม่นก็มีหน้าที่ของมันเหมือนกัน ช่วยทดสอบกิ่ง ช่วยให้รากขยับตัวลึกลงไปอีกหน่อย
บางทีเราอาจไม่ต้องขอให้ชีวิตมีแต่วันฟ้าใส แค่หวังให้หัวใจกลายเป็นต้นไม้ที่ยืนไหวได้ทุกฤดูกาลก็พอแล้ว...
เช้านี้ผมนั่งมองพะยอมโดนลมซัด ใบพรืดไปคนละทางกับฝนที่โปรยลงมาเบา ๆ แล้วแอบบอกตัวเองในใจว่า...
ต่อให้วันข้างหน้ามีลมแรงกว่านี้อีกหลายครั้ง อย่างน้อยก็อยากยืนให้ได้แบบต้นนี้
โคนแน่น รากลึก
ส่วนใบ… จะปลิวไปทางไหน ก็ปล่อยให้ลมพาไปเถอะนะ
#Jakkdiary
#Siamstr
“ทุกๆเช้าคุณมีอยู่สองทางเลือก เลือกที่จะนอนต่อกับความฝันนั้นของคุณ หรือไม่ก็ลุกขึ้นไปไล่ล่ามัน”
- เออร์ลิง เบราท์ ฮาแลนด์
#ลมหนาวมาแล้ว #Siamstr
ใช่แล้ว เหมือนแกจะเข้าใจพอสมควรแล้วนะ
พี่ชินกับ Gbroad ไปแล้วอ่า 😌
Sip a cup of calm, then drift 🫖😴
มินิซีรีส์ “เสียงของสนาม” EP1 - เงียบก่อนคำ
“พูดช้าเท่าที่ความเมตตาจะพาไป เงียบเท่าที่ความไว้วางใจจะเกิดขึ้น”

บางบทสนทนาต้องการเพียงมือที่ยื่นมาจับ ไม่ใช่ไม้ชี้ที่ยื่นมานำทาง
การเว้นว่างไว้หนึ่งจังหวะ คือการเปิดโอกาสให้ความไว้วางใจได้ทันกลับมานั่งอยู่ข้างเราอีกครั้ง
ไอน้ำอุ่นจากแก้วชาในมือลอยขึ้นมาสัมผัสแก้มเบาๆ เสียงฝนที่ตกอยู่ไกลออกไปกลายเป็นทำนองพื้นหลังให้ห้องทั้งห้อง
ลมหายใจเข้า... ยาวกว่าปกติเล็กน้อย ไหลผ่านปลายจมูกเหมือนสายน้ำแรกของรุ่งอรุณ ใจที่เคยขมวดอยู่ค่อยๆ คลายตัวออก เหมือนเสื้อไหมที่ถูกปลดกระดุมเม็ดบนสุด
เราแค่ เงียบหนึ่งจังหวะ... เพื่อให้หัวใจของอีกฝ่ายมีที่ยืน ก่อนคำพูดของเราจะเดินทางไปถึง
บทสนทนาที่ดีนั้น คล้ายกับการพายเรือในคืนเดือนมืด เราอาจมองไม่เห็นฝั่งข้างหน้าได้ชัดเจนนัก แต่เราสัมผัสได้ถึงทิศทางจากแรงคลื่นที่กระทบอยู่ใต้ลำเรือ
“โทนเสียง” ของคนตรงหน้าก็คือกระแสน้ำสายนั้น บางวันมันไหลเชี่ยวด้วยความกังวล บางวันกลับนิ่งสงบจนน่าใจหาย
หากเราผลีผลามตักน้ำใส่เรือด้วยคำอธิบายหรือเหตุผลมากมาย เรือของเราจะหนักขึ้นโดยไม่จำเป็น
แต่ถ้ารู้จักวางพายลงสักครู่ รอฟังทิศทางของสายน้ำก่อน คำพูดเพียงไม่กี่คำก็อาจพาเราทั้งคู่พ้นจากแอ่งน้ำวนไปได้เอง
ความเงียบตรงนี้จึงไม่ใช่การถอย เพราะมันคือการตั้งเข็มทิศของหัวใจ เมื่อต่างคนต่างลดระดับเสียงของตัวเองลง "สนามแห่งความไว้วางใจ" ก็จะก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน เหมือนแสงเรื่อๆ ก่อนอรุณรุ่ง
และในสนามนั้นเอง ที่เราจะเริ่มเห็นรูปร่างของเรื่องราวที่แท้จริง ว่าเขาอาจไม่ได้อยากจะเอาชนะใคร แค่ไม่อยากรู้สึกว่าถูกทิ้ง
และเราเองก็ไม่ได้อยากจะแสดงความฉลาด แค่อยากจะนั่งอยู่ข้างๆ โดยไม่ทำให้ใครรู้สึกเล็กลง
เมื่อนั้น...
ถ้อยคำจะเริ่มไหลมาเป็นสายธาร ไม่ใช่ก้อนหิน
ผมลองรับรู้ง่ายๆ แบบนี้นะครับ..
เมื่อครู่ที่คุณเล่า.. ผมได้ยินเสียงสั่นตอนที่พูดถึงงานชิ้นนั้น (สังเกต)
ใจผมหนักตามไปนิดหน่อย รู้สึกเป็นห่วง และอยากให้พื้นที่ตรงนี้ปลอดภัยพอสำหรับเรื่องที่ยังค้างคาใจ (ความรู้สึก/ความต้องการ)
ถ้าคุณพร้อม.. เราลองเริ่มกันใหม่ช้าๆ ดีไหมครับ เลือกแค่เรื่องเดียวที่หนักที่สุดในตอนนี้ แล้วผมจะนั่งฟังอยู่ตรงนี้จนจบ โดยยังไม่เสนอวิธีแก้ใดๆ (คำขอ) ...ให้สายน้ำในใจของคุณได้บอกเอง ว่าอยากจะพาเรือของเราไปทางไหน
Micro-Practice (1 นาที)
- วางฝ่ามือข้างหนึ่งลงบนอก นับลมหายใจเข้า-ออก ช้าๆ 4-6 จังหวะ ปล่อยให้มันไหลเอื่อยเหมือนสายน้ำยามค่ำคืน
- กระซิบในใจเบาๆ ว่า “ฟังโทน... ก่อนภาษา”
- ก่อนจะตอบ ให้เว้นวรรคหนึ่งลมหายใจ แล้วอาจจะลองทวนด้วยความเข้าใจสั้นๆ ว่า “จากประโยคเมื่อครู่ ผมได้ยินว่าคุณกังวล... ไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกไหมครับ?”
บางคำพูดเกิดจากแรงกระแทก แต่บางคำก็เกิดจากแรงของความเงียบ
หากเราเชื่อใจและปล่อยให้ความเงียบได้ทำงานของมันบ้าง คำพูดถัดไปที่เอ่ยออกมา มักจะอ่อนโยนพอให้คนตรงหน้าได้กลับมาหายใจเต็มปอดอีกครั้งหนึ่ง
#ภาษาของสนาม #พูดอย่างเพื่อนร่วมทาง #FieldNotes #NVC #ฟังโทนก่อนภาษา
#JakkGoodday #Siamstr
บางคนรู้ว่าใครทำ...แต่หลายคนรู้ว่าอะไรเปลี่ยน
มีคำหนึ่งที่อยู่กับผมมานานกว่าชื่อเสียง นานกว่าตำแหน่ง นานกว่าความชื่นชมในสายตาคนอื่น
คำนั้นคือ
“ผลลัพธ์สำคัญกว่าเครดิต”
https://v.nostr.build/yqM2c8WKLVrQZVxX.mp4
ผมไม่ได้พูดมันออกมาบ่อย
ผมใช้มันนำทางเกือบทุกครั้งที่ต้องตัดสินใจ
ว่าจะก้าวต่อยังไง หรือจะหยุดตรงไหน
เพราะในหลายสถานการณ์ของชีวิต
คุณจะไม่ได้รับเสียงปรบมือ จะไม่มีใครยกย่อง
จะไม่มีชื่อคุณอยู่ในบรรทัดสุดท้ายของสไลด์
แต่สิ่งนั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงว่า
คุณคือคนที่ลงมือ คุณคือคนที่ดันเรื่องนั้นให้เกิด
คุณคือพลังที่ซ่อนอยู่หลังเวที...ตลอดมา
และวันหนึ่ง เมื่อเรื่องนั้นส่งผลต่อใครบางคน
เปลี่ยนแปลงบางระบบ หรือเยียวยาความรู้สึกบางอย่างในคนที่คุณไม่รู้จัก
คุณจะรู้เลยว่า
การไม่ได้เครดิต...ไม่ใช่เรื่องน่าเสียดายเลย
ผมเคยสร้างบางสิ่งที่ไม่มีชื่อผมแนบไปด้วย
เคยผลักหลังคนบางคนโดยที่เขาไม่เคยหันมามอง
เคยแก้สถานการณ์ร้ายแรงให้ดีขึ้น...โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเคยมีภัยเกิดขึ้น
มันไม่ใช่เพราะผมถ่อมตัว
ผมเพียงเชื่อว่า.. ถ้าเราต้องการให้บางอย่างเปลี่ยนจริง ๆ ก็ไม่ควรเอาชื่อเราไปเป็นเงื่อนไขของมัน
มันคือความเข้าใจธรรมชาติของการสร้าง ไม่ใช่การเสียสละ
หลายสิ่งยิ่งใหญ่...ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าของ
หลายกระบวนการที่ทรงพลัง...ไม่ได้เกิดจากคนที่ยืนอยู่หน้าสุด
แต่เกิดจากแรง ที่พาคนอื่นไปได้ไกลกว่าเดิม
โดยไม่ต้องประกาศว่าแรงนั้นมาจากใคร
ผมพูดแบบนี้
ไม่ได้อยากให้คุณเลิกอยากมีชื่อ
ผมก็แค่อยากชวนให้คุณถามตัวเองว่า...
ถ้าผลลัพธ์เกิดแล้ว แต่ไม่มีใครรู้ว่าเราอยู่ตรงนั้นด้วย เรายังจะยินดีเหมือนเดิมไหม?
เพราะถ้าคำตอบคือ.. ยังยินดี
นั่นแหละคือจุดที่เรามีพลังที่สุด
อย่ากลัวการไม่มีชื่อ
อย่ากังวลว่าใครจะได้เครดิต
อย่าหยุดเพราะไม่ถูกจดจำ
เพราะสุดท้ายแล้ว..
ชื่อเสียงอยู่ได้ไม่นานเท่าผลลัพธ์ที่ดี
และโลกใบนี้
ต้องการคนที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงมัน
แม้ไม่มีใครรู้จักชื่อพวกเขาเลยก็ตาม
— nostr:nprofile1qqsdsv8w0d7rpgmykyjykau6lw60z4nn8laceper2zrwy6ctfesu6csppemhxue69uhkummn9ekx7mp0qythwumn8ghj7un9d3shjtnnd9sk6er9wchxxce0qyd8wumn8ghj7un9d3shjunn9ehx7ar0wd5xjtnhd9hz7fdzgvq
#Siamstr
สนามที่มองไม่เห็น (ต่อ)
ผู้คนในองค์กรไม่ใช่หุ่นยนต์..
พวกเขาคือสิ่งมีชีวิตที่รู้สึก ร้องไห้ แอบเศร้า ยิ้มออก หรือหมดแรงโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน
และถ้าเราฟังเขาดีพอ เราจะพบว่า… สิ่งที่ทำให้เขาอยู่หรือไป ไม่ใช่ “ตัวงาน” เสมอไป แต่เป็น “สนาม” ที่รายล้อมตัวงานนั้น
มันคือบรรยากาศแบบที่คนอยากอยู่ต่อแม้จะเหนื่อย
มันคือพลังแบบที่คนอยากลองใหม่ แม้ล้มเหลว
มันคือ “น้ำหนักบางอย่างในอากาศ” ที่ไม่ได้ถูกรู้สึกด้วยสมอง
มันมากับกล้ามเนื้อ, จังหวะการหายใจ, และความไว้วางใจที่ไม่ต้องพูด
ผมเคยได้ยินคำพูดหนึ่งจากใครบางคนว่า
“เราจะไม่รู้เลยว่าองค์กรมีพลังหรือไม่มี จนกว่าเราจะต้องบอกลาจากที่นั่น”
เพราะในตอนนั้น เราจะรู้ได้ทันทีว่าเรากำลังจะเดินจากไปจาก ‘อะไร’
จากงาน? หรือจากสนามพลัง?
บางคนลาออกจากงานที่ดี เพื่อไปหาทีมที่ฟังเขา
บางคนยอมเงินเดือนน้อยลง เพื่อมาอยู่ในที่ที่หัวใจเขารู้สึกเบาสบาย
บางคนเดินหนีจากโอกาสใหญ่ เพราะบรรยากาศเล็กๆ มันเย็นชาจนเกินจะทน
แล้วองค์กรล่ะ?
ถ้าฟังดีๆ องค์กรเองก็ไม่ต้องการคนที่เก่งเพียงอย่างเดียว แต่องค์กรมักจะเติบโตได้ดีที่สุด เมื่อมี “สนามกลาง” ที่คนรู้สึกได้ว่า..
ฉันไม่ได้อยู่ตรงนี้เพียงเพื่อเป้า ฉันอยู่ตรงนี้เพราะฉัน “มีค่าในที่นี้”
หลายองค์กรพยายามออกแบบระบบ HR
ใช้แบบประเมิน Use Case ของคนเก่ง วัด KPI รายบุคคล ปรับเกรดผลงาน
แต่พอคนลาออก.. พวกเขาไม่ได้พูดว่า “ผมลาเพราะระบบไม่ดี”
เขาพูดว่า “ผมไม่รู้สึกอะไรกับที่นี่แล้ว”
มันไม่ใช่เรื่องขอฃเหตุผล มันคือเรื่อง **แรงโน้มถ่วง**
สนามพลังขององค์กรทำหน้าที่คล้ายแรงโน้มถ่วงในระบบสุริยะ
มันไม่ได้ถูกมองเห็น แต่รู้สึกได้
มันไม่ได้มีการออกคำสั่ง แต่ชี้ทาง
มันไม่ได้ผลักใคร แต่มัน “ดึง”
ดึงเราให้ยืนตรงนี้นานขึ้น ดึงเราให้ฟังกันนานขึ้น ดึงเราให้อดทนต่อกันนานขึ้น
มันทำให้ทีมไม่แตกง่ายเมื่อความเห็นไม่ตรง
มันทำให้การเติบโตไม่กระเด้งออกเมื่อล้มเหลว
มันทำให้คนธรรมดาคนหนึ่ง… เชื่อว่าเขาสามารถมีพลังได้
สนามพลังแบบนี้ไม่ได้เกิดจากระบบ แต่มาจาก “จุดศูนย์กลาง”
ซึ่งในหนังสือที่ผมกำลังจะเขียนนี้ เราจะเรียกมันว่า **"Core Gravity"**
Core Gravity ไม่ใช่ตำแหน่ง
มันคือแรงดึงดูดที่ถูกเปล่งออกโดยใครบางคน หรือบางกลุ่ม ที่ “มีอยู่” อย่างแท้จริง
คนที่ไม่ใช่แค่พูดถึงความสำเร็จ แต่เปล่งความหมายของการอยู่ร่วมกัน
คนที่ทำให้เรากลับมาเจอ “ตัวเอง” ระหว่างการทำงานหนัก
คนที่ยืนอยู่ตรงกลางความแตกต่าง… โดยไม่ตัดสิน
และทำให้แต่ละคนอยากจะ “โคจร” อยู่ใกล้ๆ โดยไม่ต้องถูกสั่ง
ในทีมของลานกรองมันส์ Core Gravity ไม่ใช่แค่คนคนเดียว
มันอาจเป็น “วง” ที่ไม่มีหัวโต๊ะ แต่มีแรงกลมกลึงระหว่างกัน
มันอาจเป็นการประชุมที่ไม่มีใครเป็นประธาน แต่มีจังหวะร่วมของการฟัง
มันอาจเป็นวัฒนธรรมที่ไม่เคยเขียน แต่รู้ได้ว่า “พออยู่ในนี้ เราต้องเป็นตัวเองเวอร์ชั่นที่ลึกขึ้น”
ถ้าองค์กรเปรียบเหมือนดาวเคราะห์
Core Gravity ก็คือแกนกลางที่หลอมรวมชั้นเปลือกของมันไว้ไม่ให้แตก
มันไม่ส่งเสียง.. มันแค่ทำหน้าที่
มันไม่ชี้นิ้ว เพราะมันดึงดูด
มันไม่จัดระเบียบ มันทำให้ระเบียบเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ
คำถามคือ…
ในองค์กรของคุณ… มี Core Gravity แล้วหรือยัง?
และถ้ายังไม่มี
คุณกล้าไหม… ที่จะเริ่มเป็นแรงดึงดูดเล็กๆ แรงแรก?
#สนามพลังขององค์กร
#TheSpiritualGravityModel
#Siamstr
15% progression
#rpg #DnD #siamstr #TheLastNode #TLN








