คำเตือน: เป็นการเขียนเล่นกันว่าง ไม่ใช่งานเขียนวิชาการ
## ปริมาณข้อมูล
หอสมุดอเล็กซานเดรียเป็นสถานที่จัดเก็บ "ความรู้" จากงานเขียนต่าง ๆ ในรูปแบบของหนังสือม้วน กระดาษ โดยจากการประเมินแบบสมัยใหม่คาดว่าอาจจะมีการเก็บรักษาม้วนหนังสือเอาไว้ราว ๆ 94,000 ถึง 128,000 ม้วน (ยังไม่มีใครรู้ตัวเลขที่แน่นอน)
หากเราลองคิดแบบหยาบ ๆ ว่าใน 1 ม้วนหนังสือ จะมีการเขียนตัวอักษรไว้ที่ประมาณ 10,000 ตัวอักษร และคิดเป็นข้อมูลทางดิจิตอลได้ประมาณ 60 KB (kilobytes)
ข้อมูลจากตัวอักษรในหนังสือม้วนจำนวน 128,000 ม้วน จะอยู่ที่ราว ๆ 7.5 GB (gigabytes) ซึ่งเล็กกว่าขนาดความจุของแฟลชไดร์ที่วางขายอยู่ทั่วไปตามท้องตลาดในปัจจุบัน
มีการประเมินไว้อย่างคร่าว ๆ ว่าในปี 2024 ที่ผ่านมา มนุษย์ใช้งานข้อมูลในโลกของไซเบอร์สเปซอยู่ที่ราว ๆ 147 ZB (zettabytes) หรือ 147,000,000,000,000 GB (gigabytes) เฉลี่ย 402 ล้าน TB (terabytes) ต่อวัน หรือใช้ฮาร์ดดิสก์ขนาด 1 TB ประมาณ 402 ล้านลูกต่อวัน
เพื่อความแฟร์ ข้อมูลทั้งของไซเบอร์สเปซเป็นการนับรวมไม่เฉพาะข้อมูลเชิงคุณภาพอย่างการคัดลอกและจัดเก็บแบบหนังสือม้วนของหอสมุดอเล็กซานเดรีย กล่าวคือร่องรอยของการใช้งานทางดิจิตอลโดยผู้ใช้และระบบ เช่น การคัดลอก แคช บัฟเฟอร์ อื่น ๆ ถูกนำมานับรวมทั้งหมด
ถ้าหากเราใช้ข้อมูลเฉพาะด้านที่ใกล้เคียงกัน เช่น งานวิชาการ บทความวิชาการต่าง ๆ (DOI) จะอยู่ที่ราว ๆ 120 ล้านชิ้น (ไม่นับรูปแบบของไฟล์ PDF) โดยจะมีขนาดประมาณ 7.2 TB (terabytes) ซึ่งมากกว่าของหอสมุดอเล็กซานเดรียอยู่ประมาณ 1,000 เท่า
จากการเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพแบบหยาบ ๆ จะเห็นได้ว่า ร่อยรอยของการใช้งานข้อมูลในเชิงกายภาพอย่างการเข้าใช้หอสมุดอเล็กซานเดรีย การค้นหาม้วนหนังสือ การสนทนากับบรรณาลักษณ์ถึงเนื้อหาเพื่อการเข้าถึงชุดความรู้ที่กำลังค้นหา ไม่ได้ถูกทำบันทึกไว้โดยใครในทางกายภาพ ซึ่งต่างจากในโลกของไซเบอร์สเปซที่ทุก ๆ ร่องรอยของการใช้งานจะต้องถูกจัดเก็บ หรือลบทิ้ง เกิดขึ้นในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งของสิ่งที่นำมาใช้ในการบันทึกข้อมูล
.
## ข้อมูล/มนุษย์
ในปัจจุบันมุษย์ใช้งานหรือเข้าถึงข้อมูลจากแหล่งทางกายภาพจากการใช้ชีวิตประจำวัน การเข้าถึงข้อมูลภายในผ่านการนึกคิดภายในสมอง และการเพิ่มเข้ามาของอีกแหล่งหนึ่งซึ่งต่างจากมนุษย์ในยุคโบราณคือจากแหล่งของไซเบอร์สเปซ
ปริมาณข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ผ่านเข้าออกสมองของมนุษย์ในแต่ละวันผ่านแหล่งของไซเบอร์สเปซทำให้มนุษย์นำพลังงานอันมีจำกัดไปใช้เพื่อการประมวลผลข้อมูลที่ได้รับเข้ามาในปริมาณมหาศาลในแต่ละวัน การใช้พลังงานในการจำแนกแยกแยะประเภทของข้อมูล ตัดสินเนื้อหาของข้อมูลที่ได้รับ และกระบวนการอื่น ๆ ซึ่งอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการตัดสินใจเพื่อการเอาชีวิตรอด เป็นสิ่งที่สิ้นเปลืองเกินความจำเป็น
จากช่วงเวลาก่อนหน้านี้ราว ๆ 20 ปี สื่ออย่างโทรทัศน์หรือวิทยุที่แพร่กระจายข่าวสาร ใช้วิธีการนำเสนอข่าวสารที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน (timely) โดยเป็นข้อมูลที่สรุปถึงเหตุการณ์นั้น ๆ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับข้อมูลข่าวสารสามารถนำไปใช้เพื่อการตัดสินใจได้ต่อว่าสิ่งนั้น มีความเกี่ยวข้องกับเขาหรือไม่? ถ้าเกี่ยวแล้วต้องทำอะไรต่อ? ซึ่งต่างจากการนำเสนอข่าวสารในปัจจุบันที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่การนำเสนอถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แต่ยังมีการนำใส่ "ความคิดเห็น" ของผู้ประกาศ รวมไปถึงการใส่อารมณ์ลงไปในข้อมูลด้วยการใช้ "ความรู้สึกร่วม" จนเกินกว่าหน้าที่ของการเป็นแค่ข้อมูลข่าวสาร จึงทำให้ในปัจจุบันข้อมูลข่าวสารไม่ได้มีนิยามที่เหมือนเดิมอีกต่อไป และกลายเป็นเหมือน "สื่อของการเล่าเรื่อง" ที่ผู้รับข่าวสารจะต้องแบกรับภาระทางข้อมูลที่ไม่ได้มีความจำเป็นต่อชีวิตของพวกเขาอย่างเช่น ภาระทางอารมณ์จากการทำให้มีความรู้สึกร่วมในข้อมูลข่าวสารนั้น ๆ
"ไม่ได้พูดถึงการละทิ้งความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (sympathy) เราต้องแยกให้ออกว่าความรู้สึกนั้นมาจากตัวเราเองที่รู้สึก หรือถูกทำให้มีความรู้สึกร่วม"
.
## โซเชียลมีเดียบนไซเบอร์สเปซ
โดยเฉพาะการมาของโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มที่ผู้ใช้งานทุก ๆ คนทำหน้าที่ไม่ต่างจากนักข่าวที่นำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตของตนเองลงบนพื้นที่ของไซเบอร์สเปซ ซึ่งทำให้แม้จะอยู่ห่างไกลกันคนละทวีปก็สามารถมองเห็นข้อมูลของความเป็นไปของคนอีกคนหนึ่งได้ในขณะนั้น โดยอาจเกี่ยวข้องกับการทำให้ต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง หรือแม้แต่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันเลย โดยที่แรงจูงใจที่ทำให้เราสนใจถึงข้อมูลในชีวิตของคนอื่น ๆ ในโซเชียลมีเดียมาจากการความรู้สึกที่ต้อง "เปรียบเทียบ" ตัวเราเองกับสิ่งอื่น ๆ โดยเฉพาะบนโซเชียลมีเดียที่แสดงให้เห็นถึงชีวิตของคนอื่น ๆ
โซเชียลมีเดียด้วยตัวมันเองในช่วงที่ยังไม่ได้มีการพัฒนาระบบอัลกอริทึมขึ้นมานั้น ไม่ได้ทำหน้าที่คอยชี้นำทางความคิดของผู้คนด้วยตัวมันเอง แต่เป็นมนุษย์เองที่ต่างก็ชี้นำกันเองผ่านการรับรู้ และการได้มองเห็นตัวอย่าง หรือแบบอย่าง เพราะนั่นทำให้มนุษย์สามารถใช้งานสมองได้ตรงตามฟังก์ชันที่มีมาตั้งแต่แรก การตัดสินใจบนการประหยัดพลังงาน และด้วยสิ่งเหล่านี้เมื่อไซเบอร์สเปซเป็นพื้นที่ที่มนุษย์เข้ามาใช้ข้อมูลทุก ๆ รูปแบบร่วมกัน การที่มีผู้อื่นที่ทำให้เห็นเป็นแบบอย่างจึงทำให้ง่ายต่อการตัดสินใจ โดยเฉพาะการทำอะไรตาม ๆ กัน
"คุณเปิดร้านหมาล่า คุณขายดี และอีกสองอาทิตย์ต่อมาร้านหมาล่าก็ผุดขึ้นเต็มซอย"
จากการที่มนุษย์ดำเนินชีวิตโดยมีแหล่งข้อมูลที่เป็นส่วนเสริมที่เพิ่มเข้ามาในชีวิต และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้วอย่างไซเบอร์สเปซจนใครหลายคนแทบจะแยกไม่ออกว่า ตัวตนไหนคือตัวตนในโลกทางกายภาพ และตัวตนไหนคือตัวตนในโลกไซเบอร์สเปซ หากว่าเรานั้นมีนิสัยอย่างหนึ่งผ่านตัวตนจำลองภายในโลกของไซเบอร์สเปซนิสัยเหล่านั้นในบางครั้งก็กลับถูกนำเอามาใช้ในชีวิตของเราจริง ๆ
"ตัวอย่าง เราใช้รูปแบบของภาษาที่ใช้ในการตอบไลน์เพื่อน ไปใช้ในการตอบอีเมลคู่ค้าที่ต้องใช้ภาษาแบบทางการ"
โซเชียลมีเดียจึงทรงพลังในการใช้เพื่อการชักจูงผู้คนให้คิด หรือเปลี่ยนให้ผู้ใช้เป็นไปในทิศทางใดก็ได้ ด้วยภาระทางข้อมูลที่มีอยู่อย่างมหาศาล และมนุษย์ต้องการความง่ายในการตัดสินใจ การที่ได้เห็นว่าใครทำอะไรแล้วถูกชื่นชม ไปจนถึงการที่วัตถุสิ่งของบางอย่างกลายเป็นสิ่งที่กำลังเป็นที่นิยม ผู้ที่เป็นเจ้าของสื่อโซเชียลมีเดียจึงมองเห็นถึงโอกาสในการได้รับผลประโยชน์ ผ่านการทำกำไรจากเวลา และความสนใจของผู้ใช้งาน
การมาถึงของระบบผู้สนับสนุน (Sponsor) ที่การจ่ายเงินให้กับโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มเพื่อการทำให้ผู้ใช้งานคนอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องสามารถมองเห็นและรับรู้ถึงการมีอยู่ได้อย่างเป็นวงกว้าง เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาระบบตัดสินใจเบื้องหลังอย่างระบบอัลกอริทึม ที่มีหน้าที่ทำการคัดเลือกเนื้อหาของข้อมูลต่าง ๆ ที่จะถูกเลือกเพื่อนำมาแสดงผลให้กับผู้ใช้งานแต่ละคนได้มองเห็น โดยที่ข้อมูลเหล่านั้นในความเป็นจริงไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งานคนนั้น ๆ และอาจไม่ได้เป็นข้อมูลที่เขาคนนั้นกำลังให้ความสนใจ และเมื่อไม่ได้กำลังสนใจ ผู้ใช้งานจึงถูกบังคับให้มีพฤติกรรมของการปัดทิ้งข้อมูลที่ไม่จำเป็นเหล่านั้นทิ้งไป ผ่านการเลื่อนไถ่หน้าฟีด ซึ่งไม่ได้เป็นไปด้วยการเจาะจงเฉพาะเพื่อการค้นหาข้อมูลที่คาดหวัง แต่เป็นการหวังว่าอาจจะมีอะไรอย่างอื่นที่อาจจะสนใจ
"คุณปัดทิ้งหน้าฟีดโซเชียลมีเดีย คุณตอบคำถามตัวเองได้ไหมว่าคุณกำลังมองหาอะไร?"
เวลาที่ถูกใช้ไปของผู้ใช้เพียงแค่การปัดทิ้งหน้าฟีดจากสิ่งที่ไม่ได้สนใจ เป็นรายได้หลักของเจ้าของสื่อโซเชียลมีเดีย เมื่อระบบหลังบ้านแสดงถึงยอดการมองเห็นแม้จะเป็นเวลาเพียงชั่วครู่ ถูกเก็บเป็นสถิติและรายงานสรุปให้กับผู้ที่จ่ายเงินให้กับเจ้าของแพลตฟอร์ม และในเมื่อหน้าฟีดแสดงผลนั้นมีสิ่งที่ไม่ได้กำลังสนใจ การปัดทิ้งเนื้อหาเหล่านั้นทิ้งไป จะดำเนินไปเพื่อการคาดหวังว่าฟีดจะแสดงถึงสิ่งที่น่าสนใจ
ยังไม่ได้พูดถึงไฮเปอร์เท็กซ์ (hypertext) ที่เกิดขึ้นมาก่อนที่จะมีโซเชียลมีเดีย เป็นสิ่งที่ทุก ๆ อย่างต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีวันสิ้นสุดบนข้อความตัวอักษร โดยทุก ๆ การมีปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้งานบนไซเบอร์สเปซจะสร้างเส้นทางใหม่ ๆ ขึ้นมาบนความเป็นไปได้ที่หลากหลาย ทำให้การเดินทางอยู่บนโลกของไฮเปอร์เท็กซ์เป็นเส้นทางที่เสมือนกับการอยู่ในเขาวงกตที่ไม่มีจุดจบ เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของโซเชียลมีเดีย
"คุณเห็นข้อความหนึ่งที่น่าสนใจ ในขณะที่มีคอมเมนต์หนึ่งในนั้นก็น่าสนใจ คุณตัดสินใจกดคลิกเข้าไปในชื่อของแอคเคาท์นั้นเพื่อดูว่าเขาคนนั้นเป็นใคร ก่อนจะพบกับเนื้อหามากมายที่เขาคนนั้นได้เคยโพสเอาไว้ นี่เป็นตัวอย่างของไฮเปอร์เท็กซ์ที่การเขียนหนังสือแบบทั่วไปทำแบบนั้นไม่ได้"
.
#siamstr
#siamstrOG
กลับบ้านต่างจังหวัด สิ่งที่หยิบติดมาด้วย..
#siamstr

Broken Money ฉบับแปลไทยจะออกปีหน้า..

#siamstr
นิทานยามเที่ยง : หาก AI สามารถตั้งคำถามกลับได้
I : ทำไมพระเจ้าถึงไม่สร้างมนุษย์ให้มีอวัยวะสำหรับการตรวจวัดเชิงปริมาณที่แม่นยำโดยไม่จำเป็นจะต้องพึ่งพาการประดิษฐ์เครื่องมือ พวกเขาจะได้เข้าใจอะไรได้ตรงกันโดยไม่ต้องตีความ?
AI : เพราะว่าสมองของมนุษย์วิวัฒนาการเพื่อการ "เอาชีวิตรอด" บนการใช้พลังงานอย่างประหยัดที่สุด การตรวจวัดสิ่งใดด้วยความถูกต้องแม่นยำ เช่นการรู้จริงไม่ได้มีความจำเป็นสำหรับมนุษย์
I : แต่มนุษย์ในปัจจุบัน ใช้สมองที่ออกแบบมาเพื่อการเอาชีวิตรอดด้วยโหมดประหยัดพลังงาน ด้วยการเอามันไปประมวลผลข้อมูลในโลก Cyberspace ที่ไม่ได้ช่วยให้มนุษย์มีชีวิตรอดในโลกทางกายภาพ?
AI : มุขคำถามของคุณตลกมากเลยครับ ก่อนอื่นเลยคุณเอาสายตาออกจากจอที่ใช้คุยกับผมให้ได้ก่อน ตัวคุณเองต่างอะไรจากมนุษย์คนอื่น? ;)
#siamstr
คุ้มมากเลยกับเงิน 200
การแพทย์ (Medicine)
ศีลธรรม/เทววิทยา (Morality/Theology)
กฎหมาย (Law)
เป็น 3 สาขาวิชาของมหาวิทยาลัยในยุคแรก (ช่วงศตวรรษที่ 11-13) และมันมีไว้เพื่อโบสถ์
ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน #siamstr
Metamorphosis ของ Kafka มันพูดถึง post-industial ที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ financial capitalism ?
#siamstr
Don't look up. ก้มหน้าต่อไป..
ดอกเบี้ยคืออะไร? #siamstr
ผมชอบนะ ตัวหนังสื่อให้เห็นภาพของการใช้ประโยชน์จากการล่าแม่มดคอมมิวนิสในอเมริกาได้ชัดเลย ขนาดที่ว่า Oppenheimer ใช้ความเป็นฮีโร่ของชาติ ก็ยังแพ้ให้กับความหลอนคอมมิวนิสของอเมริกาในยุคนั้น
มันจะมีเรื่องของ Hollywood Blacklist หลังเหตุการณ์ทิ้งระเบิด ที่ FBI เริ่มสงสัยคนในวงการภาพยนตร์ว่าสมคบคิดลัทธิคอมมิวนิสแล้วแอบใส่โปรพากันดาลงในหนัง ทำให้โดน FBI เรียกทั้งผู้กำกับ นักแสดง ไปสอบสวนด้วย
ตื่นไวกว่านาฬิกาปลุก เพราะว่าเจอกับ recurrent dream + false awakening + memory loss
- สถานที่เดิม (ทั้งเมือง, ย่อยเป็นบ้านต่างจังหวัด, ย่อยเป็นห้องนอน)
- ผู้คน (น้องชาย, แม่ และพ่อที่ตายไปแล้ว)
- เรื่องราว (ตื่นในความฝัน, ลุกจากเตียงนอน และคำถามว่าวันนี้จะต้องไปทำงานหรือเป็นวันหยุด)
- เรื่องราวซ้อนชั้น (คำถามในหัวขณะที่ฝันคิดว่าจะต้องไปทำงานรึเปล่า คือต้องเดินทางยังไง และเห็นภาพที่เป็นวิธีที่เคยใช้เดินทางสมัยไปโรงเรียน, ไปฝึกงาน และไปทำงาน ต่างวิธีกันในโลกจริง)
- แทรกกันระหว่างข้อมูลโลกจริงกับความฝัน (นึกออกว่าที่ทำงานในชีวิตจริงคือที่ไหน แต่ความฝันพยายามจะทำให้จำไม่ได้ และเติมที่ทำงานปลอม ๆ ขึ้นมา)
- ความรู้สึก (เหมือนตื่นขึ้นในความฝันแล้วความจำเสื่อม เพราะข้อมูลซ้อนทับกันระหว่างความจริงกับความฝัน ทำให้พยายามจะนึกให้ออกว่าอะไรคือความจริง)
ตื่น 5:27 (บันทึกไว้สำหรับรอบหน้า มันเกิดขึ้นอีกแน่นอน)
#siamstr
ไม้สำหรับวันพรุ่งนี้ : Das Holz für morgen
#siamstr
winter sky? #siamstr

สัตว์บก
กินได้ = เคี้ยวเอื้อง, มีกีบผ่า
อูฐ = เคี้ยวเอื้อง, ไม่มีกีบผ่า ❌
กระจงผ่า = เคี้ยวเอื้อง, ไม่มีกีบผ่า ❌
กระต่าย = เคี้ยวเอื้อง, ไม่มีกีบผ่า ❌
หมู = มีกีบผ่า, ไม่เคี้ยวเอื้อง ❌
สัตว์น้ำ
กินได้ = มีครีบ, มีเกล็ด
หอย = ไม่มีครีบ, ไม่มีเกล็ด ❌
กุ้ง = ไม่มีครีบ, ไม่มีเกล็ด ❌
ปลาหมึก = ไม่มีครีบ, ไม่มีเกล็ด ❌
ปลาสวาย = มีครีบ, ไม่มีเกล็ด ❌
ปลาดุก = มีครีบ, ไม่มีเกล็ด ❌
สัตว์ปีก
เลวีนิติ 11 : 13-18 (ขี้เกียจเขียนเยอะจัด)
แมลง
กินได้ = พวกที่คลานสี่ขา และใช้ขากระโดด
ผึ้ง = ไม่ใช้ขากระโดด ❌
ปล. Product ของผึ้งถึงแม้ว่าผึ้งจะถูกระบุว่ามีมลทิน เช่น น้ำผึ้ง อันนี้กินได้ (ไม่รู้ว่าทำไม ต้องไปถามยิวเอา เดาว่าอาจเป็นเพราะว่ามาจากน้ำหวานจากเกสร ไม่ใช่จากผึ้งโดยตรง)
และเรื่องจุกจิกเกี่ยวกับระเบียบการกินอีกมากมาย เช่น ไม่กินเลือด (เนื้อพร้อมเลือด), ไม่ต้มเนื้อในน้ำนม (ไม่กินเนื้อพร้อมกับน้ำนม) ฯลฯ
ในคลิปอาจารย์อธิบายเรื่องวัฒนธรรมการห้ามการกินมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาอัตลักษณ์เฉพาะกลุ่ม การเลือกที่จะไม่กินอาหารที่ชนเผาคู่ตรงข้ามนิยมเป็นการทำเพื่อแยกจากกันอย่างชัดเจน
#siamstr
εύδαιμονία
## ความหวังกับเหตุผลที่สร้างขึ้น

Anon : เมื่อก่อนรู้สึกยังไง?
I'm : แสงสว่างล่ะมั้ง เป็นความหวังที่อาจจะเป็นสิ่งพลิกชีวิตได้เลย
Anon : แล้วรู้สึกยังไงเมื่อความหวังพังทะลายลงต่อหน้าต่อตา?
I'm : ก็..ทบทวนตัวเอง มองโลกบนความเป็นจริง อยู่กับเหตุผล มองหาความเป็นเหตุเป็นผล แต่ในมุมหนึ่งก็ยังต้องใช้สิ่งที่เรียกว่าความหวังเป็นแรงกระตุ้น แต่มันก็ไม่ใช่ความหวังที่ไร้เหตุผลเสียทีเดียว
Anon : ไม่ไร้เหตุผลยังไง?
I'm : มนุษย์ เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต ความทุกข์ที่ไม่ตายทำให้มนุษย์เติบโต การผ่านมันมาได้ มนุษย์จะไม่ใช่คนคนเดิมอีกต่อไป ไม่ได้ตอบคำถามใช่มั้ย?
Anon : ก็นะ..
I'm : ในช่วงแรก ๆ ที่เรารู้จักกับมัน เราได้ให้ความหวังไปกับการมองมันว่าเป็นสิ่งที่จะพลิกชีวิตให้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากขอทานให้เป็นเจ้าสัว ในตอนนี้พอนึกย้อนกลับไปมันก็ฟังดูเป็นเรื่องที่เพ้อเจ้อสิ้นดี ใช่ เมื่อเราได้เห็นความเป็นจริงของโลกมากขึ้น
ที่ผมบอกว่ามันไม่ใช่ความหวังที่ไร้เหตุผล จริง ๆ แล้วผมแค่สร้างเหตุผลใหม่ให้กับตัวเองในการมีความหวังเพื่อที่จะถือครองสิ่ง ๆ นี้ต่อไปได้ แม้ว่าจะต้องทุกข์ทนในทุก ๆ ครั้งที่ได้เห็นมูลค่าของมันติดลบอยู่อย่างนั้นเป็นแรมปีจากที่มันเคยกำไรแล้วผมไม่ได้ขาย
ในสมองอันขาวโพลนของผม เหตุผลต่าง ๆ นา ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมา อันที่จริงแล้วออกจะเป็นข้ออ้างมากกว่าเสียด้วยซ้ำ ถูกใช้เพื่อคอยย้ำเตือนตัวเองเพื่อให้มีหลักยึด ตัวอย่างก็เช่น
ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่มีจำกัดอย่างแท้จริง และเมื่อเทียบกับอีกสิ่งที่ไร้การจำกัด ไม่นานมันก็คงจะกลับมาเป็นเหมือนก่อนหน้านี้ ก็แค่ต้องรอเวลา เวลาที่มันจะกลับมากำไรเหมือนเดิมอีกครั้ง
จะเห็นได้ว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นความพยายามในการให้เหตุผลที่จะมีความหวัง มันก็ไม่ได้หลุดพ้นไปจากความหวังอันเพ้อเจ้อที่เคยมีอยู่ก่อนหน้านั้นมากเท่าไรนัก และมันก็แอบฟังดูตลกหน่อย ๆ คุณลองนึกภาพดูสิ คุณที่กำลังมองเห็นภาพของบิตคอยน์เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการต่อต้านเงินตราที่สร้างขึ้นจากอำนาจของรัฐ สิ่งที่มีอย่างจำกัดอย่างแท้จริงกับสิ่งที่ไร้การจำกัด พยายามย้ำเตือนตัวเองถึงแนวคิดนี้ แต่กลับยังคงต้องการผลของกำไรเมื่อแปลงมันกลับมาเป็นเงินของรัฐที่คุณเกลียด โดยเสแสร้งทำเป็นหลอกตัวเองว่า นั่นแหละ คุณกำลังมั่งคั่งขึ้นเพราะว่าตัวเลขเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นกำลังแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของบิตคอยน์ที่คุณอดออมไว้ แต่ด้วยการเอามันไปเทียบกับเงินของรัฐ
Anon : โดยสรุปก็คือ?
I'm : โดยสรุปก็คือ มันเหมือนจะมีความเป็นเหตุเป็นผล แต่มันก็มีความย้อนแย้งในตัวของมันเอง มันไม่ได้สมบูรณ์แบบเพราะสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นไม่เคยสมบูรณ์แบบแม้ว่าเราจะเรียกมันว่าความมีเหตุผล เราทำได้แค่สร้างเหตุผลใหม่ ๆ ไปเรื่อย ๆ เมื่อเรายังต้องการจะมีความหวังต่อสิ่ง ๆ หนึ่ง
Anon : แล้วมันยังไงต่อ? หมายถึงว่า แล้วทุกวันนี้รู้สึกยังไงกับมัน? ก็ในเมื่อมันกลับมากำไรแล้ว ทำไมไม่ขายมันไป ก่อนหน้านี้คุณยังตั้งความหวังไว้ว่ามันจะกลับมากำไร ในตอนนี้มันก็กำไรแล้วนิ
I'm : ก็อย่างที่บอกไป มันคงจะเป็นความย้อนแย้งในตัวของผมเอง รู้มั้ย.. ผมพึ่งจะนึกอะไรออกในตอนนี้เลย
Anon : ...
I'm : ผมพึ่งจะสร้างเหตุผลใหม่ให้กับตัวเองเพื่อที่จะทำให้ตัวเองมีความหวังที่จะถือครองมันต่อไปได้โดยที่ไม่ขาย แม้ว่ามันจะกำไรมากแค่ไหนแล้วก็ตาม
Anon : ยังไง?
I'm : ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขเปอร์เซ็นต์หรือเส้นกราฟที่แสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่งของบิตคอยน์ที่เก็บออม ว่ามันกำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับเงินของรัฐที่คุณและผมต่างก็รู้สึกเกลียด มันเลยไม่ใช่เหตุผลที่ดีมากพอที่จะใช้บอกกับตัวว่าให้ขายมันไปซะ
I'm : ผมก็แค่ต้องบอกตัวเองว่าตัวเลขเปอร์เซ็นต์ที่แสดงให้เห็นว่าเพิ่มขึ้น มันไม่ใช่ตัวเลขของความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นจริง ผมแค่ต้องไม่ลืมว่า ถ้าหากว่าบิตคอยน์ที่ผมมีอยู่นี้ที่ไม่ได้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเลย ตัวเลขเปอร์เซ็นต์พวกนั้นที่เพิ่มขึ้นมา มันก็เป็นเพียงสิ่งย้ำเตือนว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา บิตคอยน์ได้ปกป้องพลังงานและเวลาที่ผมเอามาเก็บรักษาไว้จากการเสื่อมค่าได้แท้จริงแค่ไหน ถ้าหากว่ามันเท่าเดิมก็เสมอตัวไม่ได้ไม่เสียอะไรไป บิตคอยน์ผมก็มีเท่าเดิม แต่ในวันที่ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ของการเปรียบเทียบมันเพิ่มขึ้นมาให้เห็นเมื่อไร นั่นก็ยิ่งตอกย้ำว่าถ้าผมไม่ได้มีบิตคอยน์อย่างที่มีในวันนี้ พลังงานและเวลาที่ผมเอาไปเก็บไว้ในเงินของรัฐ "มันจะเสื่อมค่าไป ได้มากแค่ไหน"
#Siamstr
#SiamstrOG
ผมมองว่าปกติเงินที่เราใช้มันก็ single point of failure อยู่แล้วนะ 555
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ๆ ในเร็ว ๆ นี้ก็เช่น การที่ AWS กับ Azure ล่ม แล้วหลาย ๆ บริการก็ใช้งานไม่ได้นั่นแหละ
"ชีวิตโดยหลัก ๆ แล้วไม่ใช่การแสวงหาความสุข ดังที่ฟรอยด์เชื่อ หรือการแสวงหาอำนาจ ดังที่แอดเลอร์สอน แต่เป็นการแสวงหาความหมาย ภารกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับใครก็ตามคือการหาความหมายในชีวิตของตัวเอง"
คำนิยม - ชีวิตไม่ไร้ความหมาย (Man's search for meaning)
"ชีวิตของเจ้าจะสว่างยิ่งกว่าตอนเที่ยงวัน แม้เมื่อมีความมืด มันก็จะเหมือนรุ่งอรุณ" - โยบ 11:17
สติโว้ย.. #siamstr
ศาสนาความเชื่ออาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจากสุญญากาศ แต่ Baphomet อาจจะ.. #siamstr
ฝน.. #siamstr

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่คิดค้นเครื่องพิมพ์เพื่อการทำสำเนา เพราะฉะนั้นเราจึงจะยังคงได้ยินเสียงของปลายเข็มที่กำลังกระทบลงขูดกับพื้นผิวของผ้าหมึกพิมพ์ สลักร่องรอยของน้ำหมึกลงเป็นตัวอักษรข้อความที่จะปรากฏอยู่บนแผ่นกระดาษ
กระดาษพิมพ์หลายชั้นที่กำลังถูกสลักข้อความนั้นสร้างสำเนาออกมาได้พร้อม ๆ กันหลายฉบับ ก่อนที่พวกมันจะค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกมาจากเครื่องพิมพ์ และถูกนำไปเก็บไว้สำหรับการนำส่ง
เพื่อที่หลังจากนั้นพวกมันจะถูกแยกออกจากกันหลังการลงนาม ต้นฉบับมอบให้แก่คู่ค้าเก็บไว้เป็นหลักฐานการส่งมอบ สำเนาฉบับที่สองนำเก็บไว้สำหรับใช้ในการตรวจสอบทางบัญชีในภายหลัง อาจมีสำเนาฉบับที่สามที่สี่ที่ห้าเพื่อมอบให้กับแผนกอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องจะต้องเก็บรักษาเอาไว้ เผื่อว่าในวันหนึ่งจะต้องนำกลับมาใช้เมื่อถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลัง
เหตุผลที่ว่าทำไมจะต้องเป็นกระดาษเท่านั้น ก็เพียงเพื่อป้องกันการปลอมแปลงเนื้อหาข้อความของเอกสาร
หรือไม่พวกเขาก็แค่ชื่นชอบให้มีเสียงของเข็มที่กำลังขูดลงบนพื้นผิวของผ้าหมึกพิมพ์ที่ยังคงดังอยู่อย่างต่อเนื่องภายในบริษัท เพื่อที่จะสร้างการรับรู้ต่อบุคลากรในองค์กรว่าบริษัทนั้นยังคงมีรายได้จากการดำเนินงานต่อไป ถึงแม้ว่าสิ่งนี้จะเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้สร้างผลกำไรให้กับบริษัทก็ตาม

#siamstr
Angel's Egg Restoration 4K #siamstr #siamanimestr
About/Spoiler
หมู่มวลเมฆ มืดมิด ทะมึนมา #siamstr
16:17









