Avatar
tong
314fe145d00ea48e4ba186250e540d02a3155eed284ec4206c48e0dbb14985db

GE and have a good weekend ครับ

ช่วงนี้ทำแกงเนื้อบ่อยมาก เนื้อ 800 กรัม 235 บาท นี่คือเหตุผลที่ทุกวันนี้ยังไงก็ต้องทำกินเอง ไปซื้อร้านหม้อนี้จะเท่าไหร่เนี่ยยย #siamstr

นึกว่าอาจารย์กินคู่กันเฉยๆ ไม่นึกว่าจะเอามาราดแบบนี้ครับ555

Proof of Heartbeat

Proof of Caffeinated

Proof of Red Meat

#siamstr

ขอบคุณครับ😊

หมดครับ ๆ ผมกินเยอะมากเลย ทุกวันนี้ไปกินข้างนอกไม่ค่อยได้แล้วยกเว้นบุฟเฟ่555

วันนี้เนื้อย่างเกือบโล แบ่งเป็นสองมื้อ ร้านเนื้อเค้าเรียกเนื้อไหล่มันใช่ chuck roll มั้ยครับ กินส่วนนี้ประจำเลยติดมันฉ่ำ ๆ ดี อยู่คอนโดไม่มีเครื่องดูดควันได้แต่ใช้เตาอบเอา ถึงเนื้อเราจะไม่ขึ้นครัสแต่ #กาแฟห้องเราอร่อยนะ

#siamstr

รสชาติเหมือนกันทุกร้านด้วยครับ ไม่ค่อยมี diversity แล้ว

GM ครับ ผมชอบมาตากแดดเหยียบหญ้าหน้าองค์พระที่พุทธมณฑล บางทีก็ฟังธรรมไปด้วย วันนี้เพิ่มเติมมีหมูปิ้งหวานเจี๊ยบ เมื่อวานออกกำลังกายหนักเลยกินแต่เช้า

#siamstr

M หมดแล้ว ไม่ทันนนนน

Replying to Avatar OrangepillmasteR

GN ล่วงหน้าครับ โน้ตนี้เป็นตัวอย่างของการเกิดของกระแสปฏิจจสมุปบาท ที่ไม่ซับซ้อนมากเป็นภาพกว้างๆ ค่อนข้างยาวเลย ยังไงก็ค่อยๆ พิจารณากันนะครับ เดินทางมาถึงครึ่งทางของคำชี้แจงการศึกษาเรื่องนี้แล้ว(ปล.เผื่อคนที่ผ่านมาเห็นครั้งแรก ข้อความในโน้ตผมทำให้กระชับขึ้นจากหนังสือ ปฏิจจสมุปบาทของพุทธทาส)

ตัวอย่างที่ 1 กระแสปฏิจจสมุปบาทเกิด

เด็กเล็กๆคนหนึ่งร้องไห้จ้าขึ้นมา เพราะตุ๊กตาตกแตก เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังว่าเป็นอย่างไร พอเขาเห็นตุ๊กตาตกแตกนี้เรียกว่าตากับรูปกระทบกันเกิดจักษุวิญญาณรู้ว่าตุ๊กตาตกแตก ตามธรรมดาเด็กคนนี้ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา เพราะว่าเขาไม่เคยรู้ธรรมะอะไรเลย เมื่อตุ๊กตาตกแตกนั้นใจของเขาประกอบอยู่ด้วยอวิชชา

อวิชชาจึงปรุงแต่งให้เกิดสังขาร คืออำนาจชนิดหนึ่งที่จะให้เกิดความคิดนึกอันหนึ่งที่จะเป็นวิญญาณ

สิ่งที่เรียกว่าวิญญาณก็คือเห็นตุ๊กตาตกแตก แล้วรู้ว่าตุ๊กตาตกแตกอันนี้เป็นวิญญาณทางตา แล้วมีอวิชชาอยู่ในขณะนั้น คือไม่มีสติ เพราะไม่มีความรู้เรื่องธรรมะเลยจึงเรียกว่า จึงเรียกว่าไม่มีสติและมีอวิชชาอยู่ ฉะนั้นจึงเกิดอำนาจปรุงแต่งวิญญาณที่จะเห็นรูปนี้ไปในทางที่จะเป็นทุกข์ เมื่อตากับรูปคือตุ๊กตาแล้วกับวิญญาณที่รู้นี้รวมกันเรียกว่า ผัสสะ

เดี๋ยวนี้ผัสสะทางตาได้เกิดขึ้นแก่เด็กคนนี้ แล้วจากผัสสะอันนี้ถ้าจะพูดให้ละเอียดก็ว่าให้เกิดนามรูป คือร่างกายและใจของเด็กคนนี้ขึ้นมาก่อนชนิดที่พร้อมสำหรับที่จะเป็นทุกข์

ขอให้รู้ว่า ตามธรรมดาร่างกายจิตใจของเราไม่อยู่ในลักษณะที่จะเป็นทุกข์จะต้องมีอวิชชาหรืออะไรมาปรุงแต่ง ให้มันเปลี่ยนมาอยู่ในลักษณะที่มันอาจจะเป็นทุกข์ ดังนั้นจึงเรียกว่า นามรูปก็เพิ่งเกิดเดี๋ยวนี้เฉพาะกรณีนี้ หมายความว่ามันปรุงแต่งวิญญาณด้วยอวิชชานี้ขึ้นมาแล้ววิญญาณก็จะช่วยทำให้ร่างกายกับจิตใจนี้เปลี่ยนสภาพลุกขึ้นมาสำหรับทำหน้าที่พร้อมที่จะเป็นทุกข์

และในนามรูปชนิดนี้ขณะที่เกิดมีอายตนะอันพร้อมที่จะเป็นทุกข์คือไม่หลับอยู่ตามปกติแล้วมันก็มีผัสสะที่สมบูรณ์พร้อมที่จะเป็นทุกข์เฉพาะกรณีนี้แล้วมันก็มีเวทนาคือความรู้สึกเป็นทุกข์ แล้วเวทนาที่เป็นความทุกข์นี้ทำให้เกิดปัญหา คือความอยากไปตามอำนาจของความทุกข์นั้น อุปาทานยึดมั่นเป็นความทุกข์ของกู มันก็เกิดกูขึ้นมาเรียกว่าภพ แล้วเบิกบานเต็มที่เรียกว่าชาติ แล้วมีความทุกข์ในเรื่องตุ๊กตาแตกนี้คือร้องไห้ นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่าอุปายาส แปลว่าความเหี่ยวแห้งใจอย่างยิ่ง

ที่นี้เรื่องชาติมันมีความหมายกว้างคือรวมชรามรณะอะไรไว้เสร็จ ถ้าไม่มีอวิชชาก็จะไม่ถือว่าตุ๊กตาแตกแล้วจะไม่มีทุกข์แต่อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น เดี๋ยวนี้ทุกข์มันเกิดเต็มที่เพราะว่ามันอุปทานว่าตัวกู ตุ๊กตาของกู แล้วตุ๊กตาก็แตกแล้ว แล้วก็ทำอะไรไม่ถูกเพราะมีอวิชชา ดังนั้นจึงร้องไห้ ร้องไห้คืออาการของความทุกข์ขึ้นสูงสุดเต็มที่ถึงที่สุดของปฏิจจสมุปบาท

ตรงนี้คนโดยมากฟังไม่เข้าใจในข้อลี้ลับของข้อที่ว่าภาษาธรรมะหรือภาษาปฏิจจสมุปบาท นี้เขาไม่ได้ถือว่า คนได้เกิดอยู่แล้วตลอดเวลา หรือว่านามรูปได้เกิดอยู่แล้ว หรืออายตนะได้เกิดอยู่แล้ว ถือว่าเท่ากับยังไม่ได้เกิด เพราะมันยังไม่ได้ทำอะไรตามหน้าที่ ต่อเมื่อมีธรรมชาติอันใดอันหนึ่งมาปรุงแต่งให้มันทำหน้าที่ เมื่อนั้นจึงจะเรียกว่าเกิด เช่นลูกตาของเรา เราก็ถือว่ามีอยู่แล้วหรือเกิดอยู่แล้ว แต่ตามทางธรรมะถือว่ายังไม่ได้เกิด จนกว่าเมื่อใดตานั้นจะเห็นรูป ทำหน้าที่การเห็นรูป จึงจะเรียกว่ามีตาเกิดขึ้นมา แล้วรูปก็เกิดขึ้นมา แล้ววิญญาณทางตานั้นก็เกิดขึ้นมา 3 อย่างนี้ช่วยกัน ทำให้สิ่งที่เรียกว่าผัสสะเกิดขึ้นมา แล้วผัสสะนี้ทำให้เกิดเวทนา ตัณหา เรื่อยไปจนตลอดสาย

ถ้าต่อมาเด็กคนนี้ เอาเรื่องตุ๊กตาแตกมานอนคิดแล้วนอนร้องไห้อยู่อีก กลายเป็นเรื่องมโนวิญญาณ ไม่ใช่ทางจักษุวิญญาณแล้ว คือเขาคิดนึกถึงตุ๊กตาที่แตก เป็นเรื่องความคิดที่เป็นธรรมารมณ์ แล้วทำอารมณ์กับใจสัมผัสกัน ทำให้เกิดมโนวิญญาณ นี้มันสร้างนามรูปคือกายกับใจในขณะนั้น ให้เปลี่ยนปั๊บไปเป็น นามรูปที่จะเป็นที่ตั้งของอายตนะที่จะเป็นทุกข์ อายตนะนั้นก็จะสร้างให้เกิดผัสสะชนิดที่เป็นที่ตั้งของความทุกข์ เกิดเวทนาตัณหาอุปาทานจนเป็นทุกข์จนนองร้องไห้อยู่อีกครั้งหนึ่งทั้งที่ตุ๊กตามันแตกมาตั้งหลายวันแล้วความคิดที่ปรุงแต่งทยอยกันอย่างนี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทมีอยู่ในคนเราเป็นประจำวัน

ตัวอย่างที่ 2

ยกตัวอย่างอีกว่านักเรียนคนหนึ่งสอบไล่ตกนอนร้องไห้อยู่หรือสมมุติว่าเป็นลม ในบัญชีไม่มีชื่อของตัวแสดงว่าสอบไล่ตก เขาเห็นประกาศด้วยตา ประกาศนั้นมีความหมาย มันไม่ใช่รูปเฉยๆ มันเป็นรูปที่มีความหมายบอกให้เขารู้ว่าอย่างไรสำหรับเขานั้น เมื่อเห็นด้วยตา เกิดจากสุวิญญาณ ชนิดที่จะทำให้น้ำลูก คือร่างกายจิตใจตามปกติ เปลี่ยนไปเป็นลักษณะอย่างอื่น คือลักษณะให้เกิดอายตนะแล้วผัสสะที่จะเป็นทุกข์

อายตนะที่อยู่ตามปกตินั้นไม่เป็นทุกข์ เพราะถูกปรุงแต่งอย่างนี้ มันจะต้องเป็นทุกข์ คือจะช่วยไปในทางที่ให้เกิดทุกข์ คือมีผัสสะ เวทนา เรื่อยไปจนครบ เป็นตัวกูที่สอบไล่ตก แล้วเป็นลมล้มพับลงไปในช่วงที่ตายเห็นประกาศนั้น อย่างนี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาททำงานไปแล้วตลอดทั้ง 11 อาการ เขามีตัวกูที่สอบไล่ตกเป็นทุกอย่างยิ่งเป็นโทมนัส เป็นอุปายาส

หลายวันต่อมา เขานึกถึงเรื่องนี้ก็ยังเป็นลมอีก มีอาการอย่างเดียวกัน คือเป็นปฏิจจสมุปบาทอย่างเดียวกัน แต่ครั้งนี้อาศัยมโนทวาร หรือมโนวิญญาณ วิญญาณอย่างนี้เกิดแล้วก็สร้างนามรูปที่จะเป็นทุกข์ สร้างอายตนะที่จะเป็นทุกข์ ผัสสะเวทนาที่จะเป็นทุกข์ แล้วก็ปรุงเรื่อยไปเพื่อเป็นทุกข์ไปตามลำดับ จนถึงขั้นสุดเมื่อเป็นชาติเป็นตัวกูสอบไล่ตกอีกทีนึง

ตัวอย่างที่ 3

หญิงสาวคนนึงเห็นแฟนของตัวไปควงอยู่กับผู้หญิงคนอื่น มันก็มีหัวอกหัวใจร้อน เหมือนกับนรกเข้าไปอยู่ในนั้น

ภายในชั่วอึดใจเดียว หลังจากที่เห็นแฟนไปควงกับผู้หญิงคนอื่น นี่หมายความว่าตาของเขากระทบกับลูกลูกของแฟนที่ควรอยู่กับผู้หญิงคนอื่นแล้วมันก็สร้างวิญญาณ คือจักษุวิญญาณ ก่อนหน้านี้ไม่มีวิญญาณชนิดนี้ มีแต่วิญญาณที่ไม่ทำหน้าที่อะไร หรือเรียกได้ว่าไม่ได้มี ทีนี้วิญญาณกับรูปกับตานี้รวมกันเป็นผัสสะ เมื่อตะกี้นี้ผัสสะไม่ได้มี เดี๋ยวนี้มี ผัสสะคือการกระทบระหว่างตา กับรูป กับจักษุวิญญาณ แล้วก็เรื่อยไปจนครบทั้ง 11 อาการ ชนิดที่ยึดถือชาตินี้ให้เป็นความทุกข์ เป็นความสูญเสียของตัวเอง มีโทมนัสมีอุปายาส

ที่นี้สมมุติว่าผู้หญิงคนนี้ถูกเพื่อนหลอก ที่จริงแฟนของเขาไม่ได้ไปควงกับใครที่ไหน แต่เกิดความเชื่อผ่านเสียงที่เข้ามากระทบหู เกิดโสตะวิญญาณที่ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา ไม่มีสติ วิญญาณนี้ก็จะสร้างนามรูป กายกับใจของเขาอันใหม่ทันที สำหรับที่จะมีอายตนะที่จะทำหน้าที่ให้เป็นทุกข์โดยสมบูรณ์

ต่อมาเกิดนึกระแวงขึ้นไม่มีใครบอกไม่ได้เห็นด้วยตานึกขึ้นมาในใจว่าแฟนไปควงผู้หญิงอื่นแน่ อย่างนี้ปฏิจจสมุปบาทก็เกิดขึ้นทางมโนทวาร คือธัมมารมณ์กระทบมโนเกิดมโนวิญญาณ มโนวิญญาณก็สร้างนามรูปใหม่คือเปลี่ยนนามรูปร่างกายจิตใจเปล่าๆที่ไม่ทำอะไร ให้เป็นร่างกายและใจที่จะเป็นทุกข์ขึ้นมา เรื่อยไปจนครบสายของอาการ

ตัวอย่างที่ 4

ใครคนหนึ่งกำลังเคี้ยวอาหารอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ในปาก กินของที่อร่อยนั้นคนธรรมดาต้องขาดสติเสมอ ต้องเผลอสติ ต้องมีอวิชชาครอบงำเสมอ ขอให้เข้าใจไว้อย่างนั้น เมื่อกำลังกินอะไรอร่อยที่สุดนี้ มันเป็นเวลาที่เผลอสติเพราะความอร่อย มีอวิชชาผสมอยู่ด้วยเสร็จ ความคิดของคนที่อร่อยทางลิ้นนี้เป็นปฏิจจสมุปบาทเต็มรอบอยู่แล้ว คือรสกระทบลิ้น เกิดชิวหาวิญญาณ สร้างนามรูปขึ้นใหม่ไปตามอาการ ถ้าอร่อยมันก็เป็นสุขตามภาษาชาวบ้าน แต่พอไปยึดถือความอร่อยเข้าเท่านั้น เป็นอุปาทานไปในทางที่จะเป็นทุกข์เพราะหวงในความอร่อย ยึดมั่นถือมั่นวิตกกังวลในความอร่อย ก็กลายเป็นทุกข์ขึ้นมาทันที ยังมีต่อไปว่า เพราะเขากินอร่อยนั่นแหละ เลยคิดว่าพรุ่งนี้จะไปขโมยมันมากินอีก เกิดเป็นโจรขึ้นมาในขณะนั้น ความคิดเป็นโจรนี่เป็นภพๆหนึ่งที่เกิดขึ้นในใจ ถ้ากินเนื้อสัตว์อร่อยคิดว่าพรุ่งนี้จะไปยิงไปฆ่ามากินอีก ก็เกิดเป็นนายพรานขึ้นมา หรือแม้แต่ว่ามันหลงอร่อยจริงอร่อยจังก็เกิดเป็นเทวดาที่กลุ้มอยู่ด้วยความอร่อย หรือมันอร่อยถึงขนาดที่ว่าปากเคี้ยวไม่ทันใจยา นี่ก็เป็นเปรตขึ้นมา

เพียงแค่ชั่วเขียวอาหารอร่อยในปากนี้ยังเป็นปฏิจจสมุปบาทได้หลายชนิด ฉะนั้นขอให้สังเกตให้ดีๆว่าปฏิจจสมุปบาทนั้นคือเรื่องของวงจรของความทุกข์ ที่เกิดขึ้นมาเต็มรูปเพราะอำนาจความยึดถือ ต้องมีอุปทานความยึดถือด้วย จึงจะเป็นทุกข์ตามความหมายของปฏิจจสมุปบาท ถ้ายังไม่ทันยึดถือ แม้จะมีความทุกข์อย่างไรก็ไม่ใช่ความทุกข์ในปฏิจจสมุปบาท

#siamstr #ปฏิจจสมุปบาท #พ่อออกค้ำ

ผมซื้อเล่มนี้มานานเป็นสิบปีแล้วยังไม่ได้หยิบมาอ่าน แต่ผมเชื่อว่าธรรมะหรือแม้กระทั่งสิ่งอะไรก็ตามจะมาถึงเราในเวลาที่เหมาะสมเสมอ ถ้าอ่านตอนนั้นผมอาจจะไม่ตกผลึกมากก็ได้ มาอ่านโน้ตเหล่านี้ตอนนี้รู้สึกว่าพอจะทำความเข้าใจได้มากขึ้น ตอนนี้อยากไปศึกษาให้ลึกขึ้นต่อเลยครับ ขอบคุณที่ให้แรงบันดาลใจในการศึกษาธรรมครับ

Replying to Avatar tong

https://open.spotify.com/track/0zlICUsOha36fetWUuBbyf?si=B3Tjg-SjSaOWDXNv-DerRg

GM ครับ #siamstr

เป็นเดือนมาแล้วที่อากาศบ้านเราขมุกขมัว มีฝนเทลงมามากบ้างน้อยบ้างเกือบทุกวัน ในบรรยากาศสงบเช้านี้มาจิบกาแฟฟังเพลงปรับอารมณ์และจิตใจไปด้วยกันอีกครั้ง

เรายังคงอยู่กับ Partita ของบาคเหมือนคราวที่แล้ว เทคนิคการแต่งเพลงที่โดดเด่นของบาคคือการใช้ทำนองสอดประสาน (counterpoint) อย่างเชี่ยวชาญ เทคนิคทำนองสอดประสานคือการใช้ทำนองในหลายแนวเสียง (line) ที่มีความเป็นอิสระของทำนองในตัวมันเอง แต่กลับเข้ากันได้ดีเมื่อเล่นไปด้วยกัน

ลองเปิดเพลงนี้ฟังและลองใช้สมาธิของคุณจดจ่ออยู่ที่แนวเสียงใดแนวเสียงหนึ่ง เมื่อรับรู้แนวเสียงหนึ่งได้แล้วจากนั้นลองสลับไปจดจ่ออยู่ที่อีกแนวเสียง และเมื่อฟังแยกทำนองทั้งสองแบบเดี่ยว ๆ จนนิ่งได้แล้วสุดท้ายลองตั้งใจฟังทั้งสองทำนองไปในเวลาเดียวกัน เกิดการรับรู้ความกลมกลืนในการสอดประสานของสองทำนองในที่สุด

การฝึกฟังทำนองสอดประสานเช่นนี้จะเห็นได้ว่าเป็นการฝึกสมองอย่างดี เพราะเราต้องได้ยินการสอดประสานของทั้งสองทำนองไปพร้อมกัน (บางเพลงอาจจะมีหลายทำนองมากกว่านี้) ซึ่งในขณะเดียวกันเราก็ต้องรับรู้ความเป็นเอกเทศของแต่ละทำนองไปด้วย เป็นการทำให้สมาธิของเรากลับมาแข็งแรงขึ้นในยุคของข้อมูลที่วิ่งผ่านหัวของเราอย่างสะเปะสะปะตลอดเวลา

https://open.spotify.com/track/0zlICUsOha36fetWUuBbyf?si=B3Tjg-SjSaOWDXNv-DerRg

GM ครับ #siamstr

เป็นเดือนมาแล้วที่อากาศบ้านเราขมุกขมัว มีฝนเทลงมามากบ้างน้อยบ้างเกือบทุกวัน ในบรรยากาศสงบเช้านี้มาจิบกาแฟฟังเพลงปรับอารมณ์และจิตใจไปด้วยกันอีกครั้ง

เรายังคงอยู่กับ Partita ของบาคเหมือนคราวที่แล้ว เทคนิคการแต่งเพลงที่โดดเด่นของบาคคือการใช้ทำนองสอดประสาน (counterpoint) อย่างเชี่ยวชาญ เทคนิคทำนองสอดประสานคือการใช้ทำนองในหลายแนวเสียง (line) ที่มีความเป็นอิสระของทำนองในตัวมันเอง แต่กลับเข้ากันได้ดีเมื่อเล่นไปด้วยกัน

ลองเปิดเพลงนี้ฟังและลองใช้สมาธิของคุณจดจ่ออยู่ที่แนวเสียงใดแนวเสียงหนึ่ง เมื่อรับรู้แนวเสียงหนึ่งได้แล้วจากนั้นลองสลับไปจดจ่ออยู่ที่อีกแนวเสียง และเมื่อฟังแยกทำนองทั้งสองแบบเดี่ยว ๆ จนนิ่งได้แล้วสุดท้ายลองตั้งใจฟังทั้งสองทำนองไปในเวลาเดียวกัน เกิดการรับรู้ความกลมกลืนในการสอดประสานของสองทำนองในที่สุด

การฝึกฟังทำนองสอดประสานเช่นนี้จะเห็นได้ว่าเป็นการฝึกสมองอย่างดี เพราะเราต้องได้ยินการสอดประสานของทั้งสองทำนองไปพร้อมกัน (บางเพลงอาจจะมีหลายทำนองมากกว่านี้) ซึ่งในขณะเดียวกันเราก็ต้องรับรู้ความเป็นเอกเทศของแต่ละทำนองไปด้วย เป็นการทำให้สมาธิของเรากลับมาแข็งแรงขึ้นในยุคของข้อมูลที่วิ่งผ่านหัวของเราอย่างสะเปะสะปะตลอดเวลา

Replying to Avatar Wichit Saiklao

ย้อนหลังตอนที่ 3 พร้อม Slides #siamstr

Lecture 3/8 Principles of Economics: Technology and Energy

เนื้อหาในค่ำคืนนี้อาจจะไม่ตรงปกเท่าไหร่ แต่รับรองมีความลุ่มลึกและเข้มข้นมากทำให้ทุกคนที่เข้าคลาสเมื่อคืนได้รับส่ารอาหารกันอย่างเต็มอิ่ม คาดว่าคงนอนหลับฝันดีกันทุกคน

Work & Saving

คนเราทำงานแล้วต้องแบ่งผลของงานออกเป็น 2 ส่วนเสมอ คือ ทำเพื่อกิน กัยเก็บเพื่อทำทุน หากใครทำเพื่อกินอย่างเดียว ชีวิตก็จะเหนื่อยมาก ไม่สามารถหลุดพ้น ต้องขายเวลาตัวเองอยู่ร่ำไป ไม่สามารถมีเวลาที่มีคุณภาพในอนาคตได้

Money to Capital Circulation

ก่อนจะมีทุนต้องเก็บสะสม (Saving is the mother of capital) แล้วนำไปลงทุนเปลี่ยนเป็นปัจจัยในการผลิต สร้าง output ที่เป็นที่ต้องการของผู้อื่น กระบวนการ Trading หรือ Exchange ในตลาด ทำให้สินค้าและบริการของเราก็จะถูกเปลี่ยนกลับมาเป็นเงิน เราแบ่งส่วนหนึ่งเอาไปใช้ในกระบวนการผลิตต่อไป เราเรียกเงินส่วนนี้ว่า Working Capital เงินอีกส่วนหนึ่งให้เก็บไว้เผื่อปรับปรุง บำรุงรักษา ขยายความสามารถในการผลิตของ productive capital ให้ทำวนซ้ำแบบนี้ไปเรื่อยๆเพื่อ build up capital นี่คือวงจรสร้างความมั่งคั่ง

สุดท้ายแล้วความมั่งคั่งของคน ครอบครัว องค์กร หรือประเทศชาติเราต้องวัดกันที่ความสามารถในการผลิต output ที่สามารถแข่งขันได้ในตลาด

Productivity

เมื่อส่งเสริมให้แข่งขันกันในภาคการผลิต ทำให้ได้ productivity สูงขึ้น เพิ่ม productivity เป็นการประหยัดเวลา มันคือการลดต้นทุน ทำให้ output ราคาถูกลงสามารถแข่งขันได้ในตลาด ผู้บริโภคได้ประโยชน์ สามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้ คุณภาพชีวิตสูงขึ้น สังคมดีขึ้น

Why

หากทุกอย่างเป็นไปตามทฤษฎีข้างต้น ผู้บริโภคก็ต้องซื้อของถูกลงเรื่อยๆ แต่ทำไมมันไม่เป็นเช่นนั้น แสดงว่า Something wrong เรามาช่วยกันค้นหาสาเหตุปัจจัย แล้วเราจะมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างไร

**ในช่วงสนทนาธรรม

+ การสร้างสปิริตของ Entrepreneur

+ Give and Take Magic

+ The Art of Start

+ ชิตเบียร์ได้รับแรงบันดาลใจจาก Satoshi

VDO

https://youtu.be/Sj83dAq2X8A

Slides

https://docs.google.com/presentation/d/11nnl2M_0zbaS_9naiobdADx0EcYQ24skC-TtvPvWFJk/edit?usp=sharing

ขอบคุณมากครับพี่ชิต ไม่มีเวลาร่วมเรียน เดี๋ยวขอเก็บไว้ดูย้อนหลังครับ

It's another heart(about-to)breaking session.

HIIT 4/4 - 4 set

#siamstr #healthstr

Replying to Avatar tong

เล่นของสูง

สมัยก่อนเวลาฟังข่าวเศรษฐกิจเกี่ยวกับการกำหนดอัตราดอกเบี้ยโดย FOMC ผมสนุกกับการติดตามและคิดวิเคราะห์ตามข่าวไปด้วย แต่พอได้ศึกษาบิตคอยน์และตลาดเสรีมากขึ้นเวลาฟังข่าวพวกนี้ผมรู้สึกถึงความเปล่ากลวงมาก รู้สึกว่าเหตุการณ์นี้มันช่างไร้สาระเหมือนเด็กเล่นอะไรกันสักอย่าง แบบว่าคุณเป็นใครแค่ไม่กี่คนที่จะสามารถคาดการณ์การไหลของเงินในระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่โตมโหฬารได้ คุณรู้จักสายของ supply chain อันซับซ้อนเหมือนกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ทุกต้นในป่าใหญ่ทั้งหมดเหรอ การหวังว่าจะชี้นำระบบที่ยุ่งเหยิงและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลานี้ด้วยการกำหนดนโยบายทางการเงินของพวกคุณมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ นโยบายใดๆ ที่ออกมาไม่ว่าจะบรรยายให้สวยหรูสักแค่ไหนก็มีแต่จะกดคนส่วนใหญ่ให้มีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์น้อยลงเรื่อยๆ คนไม่สามารถมีความหวังอะไรในชีวิตได้มากอีกต่อไปแล้ว สำหรับหลายๆ คนนั้นแค่เส้นทางในการมีชีวิตรอดก็ยังแคบลงทุกที

กลับกันผมชอบจินตนาการถึงโลกที่มีเงินมั่นคงและมีระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี ในโลกนั้นไม่ต้องพูดถึงแค่เรื่องปัจจัยพื้นฐานสำหรับการมีชีวิตรอดหรอก ผมกล้าพูดได้ว่าในโลกแบบนั้นทุกคนสามารถ “หวังสูง” ได้เลย คนแต่ละคนไม่ว่าจะมีอาชีพใดมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไหนก็สามารถสร้างความมั่งคั่งอย่างถ้วนทั่ว คนที่ชอบความเรียบง่ายในชีวิตอาจสามารถทำงานวันละแค่ไม่กี่ชั่วโมงเพื่อหาเลี้ยงตนเองได้อย่างพอเพียง คนที่ทะเยอทะยานหน่อยอาจสร้างความมั่งคั่งอย่างสมน้ำสมเนื้อกับแรงกายหรือแรงสมองที่ลงไปเสมอ การว่างงานหรือความไม่มีอันจะกินไม่สามารถมีที่อยู่ได้ เหตุที่มันดูง่ายถึงเพียงนี้เป็นเพราะอย่าลืมว่าทุกวันนี้มูลค่าทางเศรษฐกิจจำนวนมากในแบบที่เราอาจจะจินตนาการไม่ถึงนั้นเสียไปกับการลงทุนที่ไม่สร้างผลผลิตให้กับมนุษยชาติ ดังเช่นกิจการที่อยู่รอดได้ด้วยการสนับสนุนจากรัฐทั้งทางตรงและทางอ้อม กิจการของรัฐเองในบางหน่วยงาน กลุ่มคนที่สร้างกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินแต่ละสกุล รวมไปถึงทรัพยากรที่เสียไปกับธุรกิจการเงินการธนาคาร โดยถ้าคนจำนวนมากเหล่านี้หันมาสร้างผลผลิตที่มีคุณค่าอย่างแท้จริงในตลาดเสรีจะทำให้ทุกคนในโลกได้รับประโยชน์จากผลผลิตเหล่านั้นอย่างทั่วถึงกัน

นอกจากนั้นสิ่งที่ระบบตลาดเสรีอำนวยประโยชน์ให้กับผู้คนยังมีสิ่งที่อาจเปรียบได้กับ "แรงโน้มถ่วง" ของเงินทุน ลองจินตนาการถึงแผ่นดินอันกว้างใหญ่ที่มีหลุมบ่อใหญ่บ้างเล็กบ้างเต็มพื้นที่ บางหลุมตื้น บางหลุมลึก หลุมเหล่านี้เปรียบเสมือนธุรกิจต่างๆ ที่รอเงินทุน คนทุกคนสามารถนำน้ำซึ่งเปรียบกับทุน เติมเข้าไปในหลุมใดก็ได้ตามทัศนะในการลงทุนของตน เมื่อหลุมใดหลุมหนึ่งถูกเติมจนเต็ม "แรงโน้มถ่วง" จะทำหน้าที่ห้ามไม่ให้หลุมนั้นมีน้ำเพิ่มขึ้นได้อีกโดยมันจะต้องไหลไปสู่พื้นที่ข้างๆ เสมอ สิ่งนี้ทำให้แต่ละธุรกิจได้รับเงินทุนอย่างเหมาะสมกับขนาดของมันอยู่ตลอดเวลาและทำให้เงินทุนไม่ถูกใช้ไปอย่างเปล่าประโยชน์โดยไม่สร้างผลผลิตหรือสร้างผลผลิตไม่คุ้มกับทุนที่เสียไป และด้วยเหตุที่ไม่มีเงินทุนถูกนำไปเติมอย่างผิดธรรมชาตินี้เองทำให้มีทุนเพียงพอที่จะกระจายไปในหลุมทุกหลุมอย่างทั่วถึง ใครเห็นหลุมไหนยังไม่ถูกเติมเต็มก็สามารถคว้าโอกาสการลงทุนนั้นไว้ได้ น้ำจะถูกถ่ายเทตามกระแสของความต้องการไปยังหลุมนั้นหลุมนี้อยู่ตลอดเวลาและแรงโน้มถ่วงก็จะช่วยทำให้แน่ใจได้ว่าระดับน้ำนั้นราบเรียบเท่ากันที่พื้นผิวเสมอ โอกาสทางธุรกิจไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็มีสิทธิที่จะประสบความสำเร็จเท่าๆ กัน แน่นอนว่าต้องมีบางธุรกิจที่อาจล้มเหลวจากการดำเนินงานและประสบกับการขาดทุนจนถึงกับต้องปิดกิจการบ้าง ซึ่งผู้ลงทุนก็ต้องรับชะตากรรมนั้นเองอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ในระบบตลาดเสรีการจะลุกขึ้นยืนใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายแต่อย่างใด ด้วยสิ่งที่ตลาดมอบให้ คนที่เริ่มจากตัวเปล่าไม่มีทรัพย์สินใดๆ ก็สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวจากผลของการทำงานจนยืนด้วยตัวเองอย่างมั่นคงได้ในระยะเวลาไม่นานนัก และธุรกิจใดที่ปิดตัวลงไป ทุนที่หลงเหลืออยู่ในตัวมันก็จะถูกโยกย้ายไปเติมในหลุมใหม่อย่างรวดเร็วจนผู้ที่เกี่ยวข้องไม่มีแม้เวลามานั่งเสียใจกับความล้มเหลวในเมื่อทางข้างหน้ามันเต็มไปด้วยหนทางที่เป็นไปได้

ในขั้นสุดท้ายนั้นตลาดเสรีจะส่งเสริมคนให้มีความเป็น “มนุษย์“ ในความหมายของมันอย่างเต็มเปี่ยม ศักดิ์ศรีและเกียรติของผู้คนจะไม่ถูกลิดรอนลงไปแม้เพียงน้อย สังคมจะเอื้อเฟื้อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากและผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อย่างไม่ขาด ลองหันกลับมามองทุกวันนี้ที่แม้เราอยู่ในสังคมที่ถูกทำลายไปโดยมากจากเงินเสื่อมค่า เราก็ยังสามารถเห็นการช่วยเหลือกันและกัน เห็นความเอื้ออารีย์ในหมู่ผู้คนอยู่ไม่น้อย ในโลกตลาดเสรีอันรุ่งโรจน์ที่ขับเคลื่อนโดยเงินมั่นคงนั้น ในเมื่อผู้คนส่วนใหญ่อยู่ดีกินดีกันถ้วนหน้าและสามารถเติมเต็มความปรารถนาในทุกๆ ด้านของชีวิตแล้ว สังคมจะเต็มไปด้วยการแบ่งปันและช่วยเหลือกันจนเราอาจจะไม่สามารถพบเจอคนที่เรียกได้ว่า “น่าสงสาร” อีกเลย

กาลครั้งหนึ่ง ณ ดวงดาวตลาดเสรี แม่บ้านในครอบครัวหนึ่งพบว่าลูกๆ ของตนทุกคนนั้นค่อนข้างที่จะโตพอสมควรจนดูแลตัวเองเบื้องต้นได้แล้ว ภาระของเธอจึงเบาลงกว่าแต่ก่อนมากเธอจึงอยากหาอะไรทำสักอย่างให้เป็นประโยชน์เพิ่มเติมกับครอบครัว และวันหนึ่งเธอก็เริ่มทำแซนวิชไปขายที่สวนใกล้บ้าน ที่ทุกเย็นคนในละแวกนั้นจะพากันมาพักผ่อนและออกกำลังกายกัน ในวินาทีที่ลูกค้าคนแรกของเธอจ่ายเงินและรับแซนวิชไปนั้น คนทุกคนในดาวดวงนั้นก็รวยขึ้นถ้วนหน้า.

849446

#siamstr

คิดซะว่าเป็นละครปาหี่ที่เล่นอยู่บนชีวิตคนแล้วกัน เป็นตลกร้ายที่ฟังแล้วขำไม่ออก

เพิ่มเติม. ลืมเขียนเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการแบ่งภาคการผลิตตามความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้นจนส่งผลให้จำนวนผลผลิตมีจำนวนที่เพียงพอกับความต้องการทางตลาดอยู่เสมอ นอกจากนั้นการสั่งสมทุนที่เกิดขึ้นได้จากการโหยหาผลตอบแทนระยะสั้นที่ต่ำ ผู้ลงทุนมีความสามารถในการ "รอ" ไม่ต้องการผลตอบแทนแบบทันทีทันใด จนเกิดกระบวนการของการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่ล้ำหน้ายิ่งขึ้น นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คนโดยทั่วถึงกัน

สุดท้ายเมื่อมนุษย์มีความต้องการพื้นฐานครบถ้วนดีแล้ว ศิลปะ ความสร้างสรรค์ ความกระจ่างแจ้งในชีวิต ความนึกคิดจิตวิญญาน จึงได้เวลาเบ่งบาน

#siamstr

nostr:nevent1qqszz99gjv4r80apszyfvq4k26vfudvf9zta6svc3p7stlzt6rd222qppemhxue69uhkummn9ekx7mp0qgsw4v882mfjhq9u63j08kzyhqzqxqc8tgf740p4nxnk9jdv02u37ncrqsqqqqqpd5w3k7

nostr:nevent1qqsqh9k9zdajst7h8kutfynjxj2m69j900nz96atjcad9e7hwkfm7ugpz4mhxue69uhhyetvv9ujuerpd46hxtnfduhsygp3fls5t5qw5j8yhgvxy589grgz5v24amfgfmzzqmzgurdmzjv9mvpsgqqqqqqs9l2m5e