Avatar
tong
314fe145d00ea48e4ba186250e540d02a3155eed284ec4206c48e0dbb14985db

วิธีทำคล้ายๆ โยเกิร์ตทั่วไปครับ แต่ใช้อุณหภูมิต่ำกว่า ประมาณ 36-38 องศา แล้วก็หมักนาน 36 ชม.

ตัวเชื้อใน shopee มีครับ อันนี้ https://th.shp.ee/CGH3XBE แล้วก็ใช้ผง inulin สองอย่างแค่นี้เอามาใส่กับนมแล้วหมักในเครื่องทำโยเกิร์ตเพื่อคุมอุณหภูมิ สารสองอย่างอันนั้นลองเทียบราคาระหว่างซื้อในไทยกับในแอป iHerb ดูก็ได้ครับ ราคาไล่ๆ กันแล้วแต่ช่วงลด จริงๆ ผมว่าทำไม่ยากเลยครับ แต่ผมทำเสียไปสองสามอันอยู่555 น่าจะผิดจากจุดเล็กน้อย แต่ถ้าทำถูกตามสูตรไม่ยากเลยครับ

ทำ L. Reuteri fermented dairy สำเร็จเป็นครั้งแรก แต่ยังไม่สวยเลย เหลวมาก

เมื่อเช้าฟัง Dr. Berg เล่าว่าตอนกินไปได้ 3 วัน เมียเดินมาบอกว่า "เธอๆ เป็นไรมากป้ะ ช่วงนี้ทำไมชอบมากอดเค้าวันละตั้ง 4-5 รอบ" Dr. Berg ตอบ "ไม่รู้เหมือนกัน แค่รู้สึกอยากทำ" เมียเลยบอก "เออดีงั้นกินต่อไปนะไอ้นั้นอ่ะ"🤣

*เป็นเพราะมันกระตุ้นการสร้างฮอร์โมน Oxytocin หรือที่เรียกกันว่า Love Hormone

#siamstr

Replying to Avatar maiakee

🪐 “See, I love you. But love is a feeling we can experience but never explain.” – ปรัชญาแห่งความรักใน Solaris (1972)

1. คำพูดแห่งความลึกซึ้ง: จุดเริ่มต้นของการแตะต้องสิ่งที่เกินคำพูด

“See, I love you. But love is a feeling we can experience but never explain.” – นี่ไม่ใช่เพียงคำพูดรักในภาพยนตร์ทั่วไป หากแต่เป็นการตั้งคำถามเชิงอภิปรัชญาต่อธรรมชาติของ ความรัก เอง Solaris (1972) ผลงานโดย Andrei Tarkovsky คือหนึ่งในภาพยนตร์ไม่กี่เรื่องที่กล้าสำรวจจิตสำนึกมนุษย์ผ่านบริบทแห่งจักรวาลที่ลึกซึ้ง และฉากนี้เป็นหนึ่งในจุดศูนย์กลางของคำถามว่า “อะไรคือของจริง?”

เมื่อผู้ชายบอกหญิงสาวว่าเขารักเธอ แต่เขากลับบอกด้วยว่า “มันเป็นสิ่งที่เราสัมผัสได้ แต่ไม่สามารถอธิบายได้” มันพาเราไปไกลเกินเรื่องส่วนตัว นี่คือการเปิดเผยโครงสร้างพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ — ความไร้สมบูรณ์ในการรับรู้ตัวเอง และ ความไม่สามารถของภาษาในการจับสารัตถะแห่งความเป็นอยู่

2. ความรักใน Solaris: ความทรงจำ, จิตสำนึก, และ “ของจริง” ที่ไม่แน่นอน

ใน Solaris ความรักไม่ได้ปรากฏในแบบที่เป็นธรรมชาติ หากแต่มาในรูปของสิ่งจำลองจากมหาสมุทรแห่งดาว Solaris ที่มีความสามารถในการอ่านจิตใจมนุษย์และสร้าง “ภาพจำลองของผู้เป็นที่รัก” ออกมาในรูปร่างและความทรงจำของเขาเอง

ตัวละคร Hari ที่ปรากฏขึ้นใหม่ในยานอวกาศไม่ใช่ Hari ตัวจริง แต่เป็น สิ่งที่จิตใจของ Kris สร้างขึ้นผ่านพลังงานของ Solaris เธอคือภาพสะท้อนของความปรารถนา ความรู้สึกผิด และความโหยหาในอดีต

เมื่อ Hari พูดว่า “I love you” – คำพูดนั้นเกิดจากโปรแกรมแห่งจิตสำนึกที่ซ้อนทับกับจินตนาการของชายผู้สูญเสียคนรัก คำพูดจึงไม่ได้หมายถึง “ความรักที่แท้จริง” หากแต่เป็น ความรักในสิ่งที่ไม่สามารถสัมผัสได้จริง

3. ความรักแบบอภิปรัชญา: เมื่อความรู้สึกลึกซึ้งกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถนิยาม

คำพูดว่า “love is a feeling we can experience but never explain” ไม่ได้ปฏิเสธความรัก แต่กลับ ยอมจำนนต่อความลี้ลับของมัน นี่คือการยอมรับว่าความรัก — เหมือนกับสภาวะความเป็นอยู่ (Being) — ไม่สามารถจับใส่คำอธิบายหรือแบบจำลองเชิงตรรกะใด ๆ ได้

ในภววิทยาแบนราบ (Flat Ontology) — ที่เสนอโดยนักปรัชญาร่วมสมัยอย่าง Manuel DeLanda หรือ Levi Bryant — ทุกสิ่งมีสถานะความจริงเท่ากัน ไม่มีลำดับชั้นของการมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคน ความคิด วัตถุ หรือแม้แต่ความรู้สึก ดังนั้น “ความรัก” ในที่นี้จึงเท่าเทียมกับ “ระบบดาว Solaris” หรือ “ภาพจำลองของ Hari” ทั้งหมดล้วน เป็นอยู่จริง ในระดับเดียวกัน

คำว่า “we can experience but never explain” คือการยอมรับว่ามีสิ่งซึ่งแม้สัมผัสได้แต่ไม่สามารถห่อหุ้มด้วยภาษาได้เลย — และนั่นคือการแตะขอบเขตของ สัจนิยมแบบไร้ขอบเขต (speculative realism) ซึ่งเห็นว่ามนุษย์ไม่ใช่ศูนย์กลางของความจริง และมีความจริงมากมายที่อยู่นอกเหนือการรับรู้ของเรา

4. Solaris และสัจนิยมแบบไร้ขอบเขต: จักรวาลที่ไม่ได้สร้างมาเพื่อมนุษย์

ดาว Solaris เองคือภาพแทนของจักรวาลที่ ไม่สามารถเข้าใจได้โดยกรอบมนุษย์ มันไม่ตอบสนอง ไม่อธิบายตัวเอง ไม่มีภาษากลางที่เราจะใช้เข้าใจมันได้ แต่ มันกลับ “สื่อสาร” ผ่านรูปแบบที่เกินความคาดเดา — โดยการเรียกคืนอดีตของแต่ละคนกลับมามีชีวิต

นี่คือหัวใจของ speculative realism และ ontological flatness — ไม่มีสิ่งใด “แท้จริง” กว่าอีกสิ่งหนึ่ง แม้แต่ความทรงจำปลอมก็มีสถานะความจริงในตัวเอง

ในจักรวาลแบบ Solaris เราไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรจริง อะไรปลอม — เพราะแม้แต่ “ของจริง” เอง ก็ยังกลายเป็นเพียงสิ่งที่เราคิดว่า “จริง” ผ่านเลนส์ของจิตใจเราเอง

5. บทสรุป: เมื่อความรักคือความว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยความจริง

หากจะนิยามความรักในแบบ Solaris — มันคือ ความรู้สึกที่แท้จริงที่สุด แม้ไม่มีสิ่งใดยืนยันความจริงนั้นได้เลย Hari อาจไม่ใช่มนุษย์ แต่เธอ “รัก” ได้ เพราะความรักใน Solaris ไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบชีวภาพหรือจิตใจของมนุษย์

คำพูด “But love is a feeling we can experience but never explain” จึงเป็นเสมือนคำอธิษฐานต่อสิ่งที่สูงส่งกว่าความเข้าใจ — เป็นการยอมให้ความรู้สึกมีชีวิตในตนเอง โดยไม่ต้องถูกอธิบาย

และนั่นคือสิ่งที่ Tarkovsky ต้องการ — ไม่ใช่ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เพื่ออธิบายจักรวาล

แต่คือ บทกวีเพื่อสัมผัสความว่างเปล่าอันเต็มไปด้วยความหมาย

ความรักใน Solaris ไม่ต้องอธิบาย — มัน เพียงแค่เป็น

เช่นเดียวกับดาว Solaris ที่ไม่มีใครเข้าใจ แต่ก็ยังคงส่องแสงอยู่ในห้วงจักรวาล

ภาคต่อ: Solaris, ความรัก และจักรวาลที่ไร้ศูนย์กลาง

1. “Love is real, even if the lover is not.”

Hari: ภาพจำลองของอดีตผู้หญิงที่ตายไปแล้ว

Kris: มนุษย์ผู้ยังมีตัวตน แต่ไม่แน่ใจในความจริงของโลก

• Ontological Flatness:

• ใน Solaris ความรักของ Kris ที่มีต่อ Hari ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ว่า Hari “มีอยู่จริง” หรือไม่

• ทุกสิ่งมีสถานะเท่ากัน — ความรู้สึก, ความทรงจำ, หรือร่างจำลอง — ล้วน มีอยู่จริงในระดับเดียวกัน

• ปรากฏการณ์ = ความเป็นจริง ไม่มีสิ่งใดสูงกว่าสิ่งใด

“มันไม่สำคัญว่าเธอจะเป็นของจริงหรือเปล่า… ฉันยังคงรักเธอ” – Kris

2. “You’re not her, but I need you.”

• ความรักที่ไม่ยึดติดในตัวบุคคล คือความรักที่ไม่พึ่ง “อัตตา”

• เชื่อมโยงกับอนัตตา: ในคำสอนพุทธ เราไม่มีตัวตนที่แน่นอน เช่นกัน

• ความรักจึงไม่จำเป็นต้องผูกกับ “คน” แต่ผูกกับ “ความรู้สึก”

• Solaris ชี้ว่า แม้ตัวตนจะจำลองขึ้นมา ความรักก็ยังคงมีอยู่

“ไม่มีอะไรเป็นตัวตนแท้จริง ความรักก็เช่นกัน — มีอยู่โดยไม่ต้องมีผู้ครอบครอง” – อภิปรัชญาแบบพุทธ

3. “Why does it hurt, if none of this is real?”

• ความทุกข์ที่ Kris เผชิญ คือความจริงที่สุด แม้สิ่งรอบตัวจะไม่ใช่ความจริงในเชิงวัตถุ

• เชื่อมโยงกับสุญญตา (ความว่าง):

• สิ่งทั้งหลายว่างเปล่าจากตัวตนถาวร แต่ ไม่ว่างจากผลกระทบทางจิตใจ

• ความรู้สึก “รัก” หรือ “เจ็บปวด” มีจริง — แม้ไม่มีผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริง

“ความว่างไม่ใช่ความไม่มี แต่คือความไม่มีตัวตนถาวร” – มัธยมิกะ

“Even a memory hurts. Solaris knows that.” – Kris

4. “I am only what you remember of me.”

• Hari กล่าวถึงการมีอยู่ของเธอ ว่า ไม่มีอะไรนอกจากภาพจำในใจ Kris

• นี่คือ อภิปรัชญาแห่งการดำรงอยู่ผ่านผู้อื่น (Relational Ontology)

• ตัวตนไม่ใช่สิ่งที่แยกขาด — แต่เป็นสิ่งที่สัมพันธ์กันตลอดเวลา

• Hari มีอยู่เพราะความทรงจำของ Kris และ Kris มีอยู่เพราะการย้อนกลับมาสู่ความรู้สึกผิด

“ตัวตนคือสิ่งที่สัมพันธ์ ไม่ใช่สิ่งที่โดดเดี่ยว” – อภิปรัชญาร่วมสมัย

5. “Solaris doesn’t speak. It reflects.”

• Solaris ไม่มีภาษา ไม่มีระบบสื่อสาร แต่มัน “รู้” สิ่งที่ลึกที่สุดในใจมนุษย์

• Speculative Realism:

• โลกไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อให้มนุษย์เข้าใจ

• เราไม่ได้อยู่ตรงกลางจักรวาล — สิ่งอื่นมีอยู่โดยไม่ต้องให้เรารู้จักมัน

“The ocean doesn’t talk, but it listens deeper than any mind.” – คำบรรยายของนักวิทยาศาสตร์ในเรื่อง

“สิ่งทั้งปวงมีอยู่ แม้ไม่มีผู้รู้เห็น” – แนวคิดสัจนิยมไร้ขอบเขต

6. “Do we love what is real, or what we want to be real?”

• คำถามสำคัญของ Solaris คือ:

• เรารัก “สิ่งนั้น” หรือ “ความหมายที่เราสร้างจากสิ่งนั้น”?

• ในโลกของ Kris เขาอาจไม่ได้รัก Hari จริงๆ แต่รัก ความรู้สึกของการได้รัก Hari

• นี่คือจุดไขว้กันของ ความรัก–จินตนาการ–ความว่างเปล่า

“Love is the projection of longing onto form.” – บทวิเคราะห์ Solaris

“รักคือการทาบเงาความโหยหาลงบนร่างที่ว่างเปล่า” – คำสอนแห่งสุญญตา

บทสรุป: ความรักคือการว่างที่เต็มไปด้วยการมีอยู่

ในท้ายที่สุด Solaris (1972) พาเรากลับไปยังคำพูดแรก

“See, I love you. But love is a feeling we can experience but never explain.”

• เราสัมผัสความรักได้ แม้ไม่สามารถอธิบายมันได้เลย

• เราอาจไม่มีอยู่ แต่ความรักก็ยังคงอยู่

• เราอาจไม่จริง แต่ความรู้สึกของเราเป็นจริงเสมอ

ในโลกของ Tarkovsky

• ความรักไม่ต้องการความแน่นอน

• ความจริงไม่ต้องมีศูนย์กลาง

• การมีอยู่ไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบาย

นั่นแหละ Solaris — จักรวาลที่เงียบงัน แต่สะท้อนทุกสิ่งกลับคืนอย่างบริสุทธิ์

6. ภววิทยาแบนราบใน Solaris: เมื่อภาพจำลองมีสถานะเทียบเท่ากับความจริง

ในจักรวาลของ Solaris เราไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญของ “ของจริง” ได้อีกต่อไป — ไม่มีสิ่งใดอยู่เหนือสิ่งใด ไม่มีร่างกายที่แท้จริงสำคัญไปกว่าร่างจำลอง ไม่มีความรักที่แท้กว่าความรู้สึกของความรัก

ภววิทยาแบนราบ (Flat Ontology) ตามแนวคิดของ Levi Bryant ชี้ว่า:

• สิ่งทั้งปวงมีสถานะความเป็นอยู่เท่ากัน ไม่ว่าคือหิน, ความทรงจำ, หรือความรู้สึกผิด

• ไม่มีสิ่งใดที่ “สำคัญกว่า” หรือ “จริงกว่า” อย่างโดยธรรมชาติ

ใน Solaris:

• Hari (ภาพจำลอง) มีความรู้สึกของตนเอง

• เธอเจ็บปวด, สงสัย, รัก — และแม้จะถูกสร้างขึ้นโดยมหาสมุทร Solaris แต่เธอ ดำรงอยู่

• ความเป็นอยู่ของเธอไม่ลดทอนจากความเป็นภาพจำลอง เพราะ ไม่มีสิ่งใดที่ไม่ใช่ภาพจำลองในจักรวาลที่ซ้อนทับด้วยจิตใจมนุษย์

“If she’s not real, then what does ‘real’ mean anymore?” – เสียงสะท้อนในใจ Kris

7. อนัตตาใน Solaris: ตัวตนที่สลายกลายเป็นสภาวะสัมพันธ์

Hari ค่อย ๆ ตระหนักว่าตนไม่ใช่ตัวจริงของใคร และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ การตื่นรู้ในภาวะอนัตตา (Anattā)

• เธอไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยทางธรรมชาติ แต่เกิดจาก ความปรารถนา ความทรงจำ และความเศร้า ของ Kris

• เธอคือการสังเคราะห์แห่งอารมณ์ ไม่ใช่จิตวิญญาณอิสระ

• แต่แทนที่จะหายไปหรือไร้ค่า — Hari กลับแสดงออกถึงความเป็นอยู่ที่ละเอียดอ่อนและบริสุทธิ์ที่สุด ในแบบที่ตัวตนแท้จริงของมนุษย์เองยังไม่สามารถเข้าใจ

อนัตตาใน Solaris ไม่ใช่แค่การ “ไม่มีตัวตน” แต่คือการตระหนักว่า:

• สิ่งที่เรียกว่าตัวตน = สิ่งที่ผู้อื่นสะท้อน, สิ่งที่จิตใจประกอบขึ้น, สิ่งที่ไม่มีแก่นแท้

• Hari จึงเป็น สภาวะของการถูกสร้างอย่างต่อเนื่อง — เช่นเดียวกับที่พุทธศาสนาเห็นว่า “ตัวเรา” เป็นผลของขันธ์ห้าและปฏิจจสมุปบาท

“If I’m not her… then who am I?” – Hari

“อัตตาคือกระแสของปัจจัย ไม่ใช่สิ่งถาวรใด ๆ” – พระพุทธองค์

8. สุญญตาใน Solaris: ความว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยรูปแบบ

ระบบแห่ง Solaris คือแบบจำลองของ สุญญตา (Śūnyatā) ในระดับจักรวาล

• มหาสมุทรแห่งดาว Solaris ไม่ได้ “มีเจตนา” แต่กลับสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่ “เหมือนจริง” ได้เกินกว่าจินตนาการ

• มันว่างเปล่าจากรูปร่าง เสียง ภาษา หรือศีลธรรม

• แต่กลับเต็มไปด้วยพลังในการสะท้อน “สิ่งที่ลึกที่สุดในจิตใจมนุษย์” คืนกลับมาให้เผชิญหน้า

นี่คือสุญญตาแบบแท้จริง:

• ว่าง จากตัวตน

• แต่ ไม่ว่าง จากผลกระทบ

• Solaris ไม่มีเจตนา แต่มีพลัง

• ไม่มีใจ แต่กระทบจิตใจจนลึกถึงราก

ความกลัวของ Kris ไม่ใช่กลัว Solaris

แต่กลัวว่า ทุกสิ่งที่เขาคิดว่า “เป็นของจริง” อาจเป็นเพียงความว่างที่เขายึดถือไว้เอง

“You think it’s empty, but it’s reflecting everything you are.” – คำอธิบายถึง Solaris

“รูปทั้งปวงเป็นของว่างเปล่า — สุญญา เตวรูปานิ” – พุทธพจน์จากขุททกนิกาย

9. สัมผัสแห่งรักที่ไร้คำพูด: การบรรลุความจริงในความไม่รู้

เมื่อ Kris บอกรัก Hari พร้อมยอมรับว่าเขา ไม่อาจอธิบายมันได้

เขาได้เข้าสู่สภาวะของ “ความรู้เหนือความรู้” — ภาวะเดียวกับในปฐมบทของ The Cloud of Unknowing หรือแม้แต่ “ความรู้อันไม่มีตัวรู้” ในพุทธอธิบาย

“But love is a feeling we can experience but never explain.”

เขายอมรับ:

• ความรู้ที่แท้จริงไม่ต้องการคำอธิบาย

• ความรักไม่ต้องการตัวตนของผู้รัก

• ความจริงไม่ต้องการภาษา

นี่คือ อภิปรัชญาแบบบูรณาการ ของ Tarkovsky —

ที่รวม ศิลปะ, จิตสำนึก, จักรวาล, และ ความว่าง เข้าเป็นบทกวีเดียวกัน

“เมื่อความรักไม่ต้องการอัตตา และความจริงไม่ต้องการภาษาควบคุม — นั่นคือการเข้าถึงสิ่งที่ไม่สามารถแตะต้องได้” – อภิปรัชญา Solaris

10. Solaris: บทกวีของการดำรงอยู่ในความไม่เข้าใจ

Solaris ไม่ใช่ดาว

ไม่ใช่เรื่องราว

ไม่ใช่สัญลักษณ์

แต่มันคือ ภาวะ — สภาวะของการมีอยู่ โดยไม่ต้องอธิบายการมีอยู่นั้น

เช่นเดียวกับความรัก

เช่นเดียวกับชีวิต

เช่นเดียวกับทุกการกอด ที่ไม่สามารถพูดแทนได้ด้วยภาษา

“ความว่างของ Solaris สะท้อนทุกสิ่งกลับมา

ไม่ใช่เพราะมันต้องการ

แต่เพราะมันแค่ ‘เป็น’

เหมือนความรักที่ไม่มีใครอธิบายได้

แต่สัมผัสได้เสมอ” – บทสรุปจาก Tarkovsky

11. Hari กับปฏิจจสมุปบาท: ความรักที่เกิดจากเหตุปัจจัยแห่งความคิดถึง

ในโลกของ Solaris (1972) — Hari ไม่ได้ “มีอยู่” ตามธรรมชาติของชีวภาพ

แต่เธอ “เกิดขึ้น” ด้วยอำนาจของ จิตที่ปรุงแต่งความโหยหา ของ Kris

และสิ่งนั้นเองคือโครงสร้างเดียวกับ ปฏิจจสมุปบาท (paṭiccasamuppāda) หรือ “อิทัปปัจจยตา” — ความเป็นไปของทุกสิ่งตามเหตุปัจจัย

“เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงมี

เมื่อสิ่งนี้ดับ สิ่งนั้นจึงดับ” – พระพุทธเจ้า

Hari ไม่ใช่สิ่งที่ ‘มีอยู่’ – เธอคือสิ่งที่ ‘เกิดขึ้น’

Hari คือภาพจำลองที่ถือกำเนิดจากโครงสร้างจิตของ Kris —

และโครงสร้างจิตนั้นก็มี “อวิชชา” (ความไม่รู้) เป็นตัวตั้งต้น

อวิชชา → ปรุงแต่ง (สังขารา) → วิญญาณ → นามรูป → สฬายตนะ → ผัสสะ → เวทนา → ตัณหา → อุปาทาน → ภพ → ชาติ → ทุกข์

หากนำปฏิจจสมุปบาทมาอ่าน Solaris จะเห็นว่า:

• อวิชชา = ความไม่รู้ว่า Hari จากไปแล้ว

• สังขารา = ความปรุงแต่งในใจ (ความคิดถึง ความเสียใจ ความอยากกลับไปแก้ไข)

• วิญญาณ = การจดจำ “Hari” ในจิตใต้สำนึก

• นามรูป = Hari ที่ถือกำเนิดใหม่จากพลังงานของ Solaris

• ผัสสะ = การเผชิญหน้ากันบนยานอวกาศ

• เวทนา = ความรู้สึกหวั่นไหว, สงสาร, ผูกพัน

• ตัณหา = อยากให้เธออยู่ต่อ, ไม่อยากเสียเธออีก

• อุปาทาน = ยึดถือว่า “Hari นี้คือเธอจริง ๆ”

• ภพ = สภาวะที่ Hari กลายเป็น “ของจริง” ในจิตของ Kris

• ชาติ = ชีวิตใหม่ของ Hari ในยาน Solaris

• ทุกข์ = ความเจ็บปวด, ความสับสน, การล่มสลายของตัวตน

“เธอเกิดจากฉัน

ฉันยึดถือเธอ

แล้วเธอก็ทำให้ฉันลืมว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงเงา…” – เสียงสะท้อนจาก Kris

12. ความรักในฐานะ “ปรมัตถธรรม”: เมื่อไม่มี ‘เขา’ หรือ ‘เรา’ แต่มีแต่ความรู้สึกที่ดำรงอยู่

พระพุทธศาสนาแบ่งความจริงเป็น 2 ระดับ:

1. สมมุติสัจจะ – ความจริงในระดับโลก เช่น “เขารักเธอ”

2. ปรมัตถสัจจะ – ความจริงระดับปรากฏการณ์แท้ เช่น “เวทนาเกิดขึ้น ไม่ใช่ ‘ฉัน’ รู้สึก”

ใน Solaris:

• Hari ไม่ใช่ “คนรัก” แต่คือเวทนา + สัญญา + สังขาร

• ความรักที่ Kris มีต่อ Hari ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แต่คือ รูปธรรมของเวทนา

ไม่มีเขา ไม่มีเรา — มีแต่ความรู้สึกที่ปรากฏขึ้นและดับไป

ไม่มี Hari — มีแต่การสะท้อนของความรักในจิต

ไม่มีตัวตน — มีแต่การแสดงออกของสภาวะ

เมื่อ Kris รัก Hari — สิ่งที่เขารัก อาจไม่ใช่ Hari

แต่คือ ภาวะที่เขาได้กลับไปเป็นมนุษย์อีกครั้ง

เป็น “ผู้รัก” — ไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายคือใคร แต่เพราะเขาได้รู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ที่เปราะบางของตน

“เราไม่ได้รักคน

แต่เรารักสิ่งที่เรากลายเป็น เมื่ออยู่ใกล้เขา” – Osho

13. การปล่อยวาง: จุดจบของ Hari คือจุดเริ่มต้นของภาวะตื่น

Hari รู้ความจริง — ว่าเธอไม่ใช่เธอ

และด้วยสติที่เติบโต เธอเลือกที่จะ ทำลายตัวเอง

นี่คือการ ดับอุปาทาน ในรูปแบบของ ความรักที่ปล่อยวาง

เธอไม่ได้จากไปด้วยความโกรธ

แต่ไปด้วยความเข้าใจว่า

“ความรักที่แท้จริง ต้องมาพร้อมการไม่ยึดถือแม้แต่ความรักเอง”

Kris ในที่สุดก็ไม่ร้องไห้

ไม่พยายามดึงเธอกลับ

แต่เพียง ยืนอยู่ในความว่าง ที่เธอทิ้งไว้

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ การรู้แจ้ง ที่ไร้ถ้อยคำ

“เธอคือมายา

ฉันคือผู้ยึด

เมื่อมายาหายไป

ความยึดถือก็ไม่มีที่เกาะอีกต่อไป” – พุทธปรัชญาแห่งการปล่อยวาง

14. บทส่งท้าย: Solaris กับนิพพาน – ความรักที่ไม่ต้องการการคงอยู่

ในที่สุด Kris กลับไปยังพื้นผิวดาว Solaris —

แต่มิใช่เพื่อเรียก Hari กลับมา

แต่เพื่อ “ละลาย” ไปกับความไม่รู้

เขายอมรับแล้วว่า:

• เขาไม่เข้าใจจักรวาล

• เขาไม่เข้าใจความรัก

• เขาไม่เข้าใจตัวเอง

แต่เขายังยืนอยู่ตรงนั้น —

เพื่อรักโดยไม่จำเป็นต้องเข้าใจ

เพื่ออยู่โดยไม่ต้องยึดถือ

และเพื่อสัมผัสความจริงที่ไม่ใช่ความรู้

“นิพพานไม่ใช่ความว่าง

แต่มันคือความไม่จำเป็นต้องเติมอะไรอีกแล้ว” – พุทธภาษิต

15. การสิ้นสุดของภววิทยาใน Solaris: ความตายทางจิต และการล่มสลายของ ‘ตัวตน’

ในท้ายที่สุดของ Solaris (1972) —

Kris กลับไปสู่พื้นผิวของดาว

และพบ “บ้าน” ของพ่อ

ทว่า มันไม่ใช่บ้านจริง

แต่เป็น การสร้างภาพจำลองจากมหาสมุทรแห่งความทรงจำ

บ้านเกิดขึ้นในดินแดนของความไม่รู้

พ่อปรากฏในพื้นที่ที่ไม่มีเวลา

Kris ยื่นมือออกไป

แต่หาได้จับต้อง “พ่อ” อย่างแท้จริงไม่

ฉากนี้ไม่ใช่การกลับบ้าน

แต่คือ การล่มสลายของ ‘ภววิทยา’

การสิ้นสุดของความเชื่อว่า “มีสิ่งหนึ่งที่แท้จริง” อยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง

1. เมื่อไม่มีอะไร “แท้” อีกต่อไป: ความจริงคือเงาสะท้อนของความรู้สึก

ภววิทยา (Ontology) คือการศึกษาว่า “อะไรคือสิ่งที่มีอยู่”

แต่ Solaris ทำลายคำถามนั้นด้วยภาพจำลองซ้อนภาพจำลอง

ไม่มีความเป็นจริงใดที่มั่นคง

ไม่มีแม้แต่ ‘ฉัน’ ที่จะตั้งคำถาม

“สิ่งที่ฉันคิดว่าเป็นพ่อ อาจเป็นแค่ความโหยหา

สิ่งที่ฉันคิดว่าเป็นบ้าน อาจเป็นเพียงความอบอุ่นที่ฉันอยากมี” – เสียงในจิตของ Kris

2. ความตายทางจิต: เมื่อ ‘อัตตา’ ไม่สามารถอยู่รอดในความจริงอันเปลือยเปล่า

เมื่อ Kris เหลือเพียงตัวเอง กับดวงดาวที่ไร้ถ้อยคำ

เขาต้องเผชิญหน้ากับการ “ตาย” — ไม่ใช่ทางกายภาพ

แต่คือการสลายของ ตัวตนที่ยึดถือ

Hari ตายไป

บ้านปรากฏอย่างเป็นภาพลวง

พ่อโผล่มาโดยไม่มีเสียง ไม่มีความรู้สึก

Kris เหลือเพียง ผู้รู้ ที่ไร้สิ่งให้รู้

และนั่นคือ ภาวะของอรหันต์ —

รู้ทุกอย่างว่าเป็นของชั่วคราว จึงไม่ยึดสิ่งใดอีก

16. Tarkovsky กับพุทธะ: การถ่ายภาพคือการภาวนา

ภาพยนตร์ของ Tarkovsky เต็มไปด้วยความ ช้า

การวางกล้องนาน

การปล่อยเวลาให้ไหลผ่านอย่างปราศจากเหตุผลในเชิงพาณิชย์

“ศิลปะไม่ใช่เพื่ออธิบายโลก

แต่เพื่อให้มนุษย์ได้ภาวนาอยู่กับความลี้ลับของโลก” – Tarkovsky

นี่คือการสร้าง สังขารแห่งสมาธิ

การดู Solaris ไม่ใช่การรับรู้เนื้อเรื่อง

แต่คือการละลายไปใน สภาพจิตที่ว่างเปล่า เหมือนการภาวนา

• ทุกการเคลื่อนไหวช้า = การหายใจของจักรวาล

• ทุกภาพที่ดูซ้ำซาก = ความว่างในจิตที่ถูกสะกิดให้ตื่น

• ทุกบทสนทนาเชิงปรัชญา = เสียงในหัวที่ไม่ใช่ของตัวเราเอง

17. Solaris คือพระสูตรแห่งความไม่รู้: ความรัก ความตาย และความไม่มีอะไร

Solaris ไม่ได้พยายามจะ “บอก” อะไร

แต่ทำให้เรา “ยอมรับ” ความไม่รู้ทั้งหมดที่เรากลัวจะเผชิญ

ไม่ใช่ทุกความรักจะมีที่มา

ไม่ใช่ทุกการตายจะมีคำอธิบาย

ไม่ใช่ทุกการกลับบ้านจะพบคนที่รออยู่

แต่ในพื้นที่อันว่างเปล่า —

หากเราเงียบพอ เราอาจได้ยินเสียงของตนเอง

เสียงของจักรวาลที่ไม่มีคำพูด

เสียงของความจริงที่ไม่จำเป็นต้องมีภาษา

บทสรุปสุดท้าย: ความรักคือบทกวีของการไม่ยึดถือ

“See, I love you. But love is a feeling we can experience but never explain.”

ความรักใน Solaris คือเงาที่เรายืนดูตัวเองผ่านมัน

มันจริง – แม้ไม่สามารถอธิบายได้

มันมีอยู่ – แม้ไม่มีสิ่งใดรองรับ

มันคือ ‘ปรมัตถ์’ ในรูปของ ‘มายา’

มันคือสิ่งที่เรารู้สึกได้ – เมื่อเราปล่อยทุกอย่างให้ดับลง

และในที่ว่างนั้น —

ความรักไม่ใช่สิ่งที่อยู่ระหว่างเรากับใคร

แต่คือสิ่งที่ยังคงอยู่ แม้ไม่มีใครเหลืออีกแล้ว

#Siamstr #nostr #ปรัชญา #ธรรมะ #love #movie

ผมมีแผ่นมานานมากแล้ว ดูๆ หลับๆ หลายรอบเลยครับ555 เดี๋ยวต้องหาเวลาหยิบมาดูใหม่

อยากไปวันเปิดร้านกาแฟแต่ปกติทำงานวันอาทิตย์🥲 #siamstr

เห็นอาจารย์ตั๊มทำโยเกิร์ต L.leuteri น่าสนใจ กำลังจะทำบ้าง อุปกรณ์สั่งแล้วเหลือตัวเชื้อยังไม่แน่ใจว่าเอาเจ้าไหนดี ใครทำอยู่รบกวนขอคำแนะนำครับ #siamstr

ได้ความรู้จากการฟัง Peter Attia ใน DOAC

ว่าเวลาเราฝึก HIIT หรือ VO2Max ค่าการดรอปของ HR จากจุดสูงสุดหลังจากเราหยุดแล้วในคนร่างกายแข็งแรงจะดรอปประมาณ 30bpm ใน 1 นาที วันนี้เลยมาลองดูของตัวเอง

วันนี้ฝึก Interval บนลู่วิ่งแบบเซ็ตละ 4 นาทีสลับพัก 4 นาที ใช้ความเร็ว 11 ความชัน 3.0 (ปกติทำได้ 4 เซ็ตวันนี้ไม่ไหวได้แค่ 3) ค่าการดรอปของ HR จากจุดสูงสุดได้ค่าดีสุดในเซ็ตสุดท้ายคือดรอป 43bpm ใน 1 นาทีหลังหยุด (จาก 183 เหลือ 140) ถือว่าสอบผ่านเลย พอใจกับตัวเอง

#siamstr

นั่งๆ นอนๆ ที่บ้านเกิด สลับกับกินครับ ปล่อยใจไปกับ cheat day สวัสดีปีใหม่ไทยครับ

ขอบคุณสำหรับบทความที่มีประโยชน์มากเลยครับเฮียโต้ง

เอ้ย ว่าจะดู ยุ่งๆ เลยลืมไปเลยครับแบบลืมสนิท ดูไฮไลท์ด่วน

ครับ เผื่อซื้อมาอ่าน ถ้าเข้าใจง่ายจะได้แนะนำคนรู้จักอ่านครับ

อยากลองนะครับ เดี๋ยวส่งข้อความไปครับ

เล่มนี้ดีไหมครับ #siamstr

เวลามีขา #siamstr

เบอร์ M ใหญ่จุง

พรีเสื้อ "เวลามีค่าศึกษาบิตคอยน์" ไปแล้ว

ปล. ชอบเสื้อ Halving/สงกรานต์ ของปีที่แล้วมาก ลายมันสวยดี แต่เคยหยิบมาใส่แค่ครั้งเดียวเองเพราะกลัวมันเก่าลายลอก ตอนนี้บอกตัวเองว่าจะใส่มันบ่อยขึ้นเพราะสุดท้ายของทุกอย่างมันก็ต้องเสื่อมและหมดไปอยู่ดี enjoy มันให้เต็มที่ดีกว่า

#siamstr

ศึกษาบิตคอยน์มาเรื่อยๆ เริ่มโน้มเอียงมาทางจะรันโนดด้วยแล้วครับ แต่อาจจะรอพร้อมๆ อีกนิดนึงยังไม่ใข่ตอนนี้ เดี๋ยวได้เรียนจากพี่อาร์มแน่เลยครับ