พนักงานบริษัทกับความฝันในการสะสมทอง: เมื่อเงินเดือนในปัจจุบันซื้อทองแค่ 1 สลึงยังยากเย็น
ในอดีตการสะสมทองคำถือเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและความมั่นคงทางการเงิน การมีทองคำติดตัวเพียงเล็กน้อยก็สามารถเพิ่มความมั่นใจให้กับคนทำงานว่าในอนาคตจะมีทรัพย์สินเพื่อความปลอดภัยทางการเงิน แต่ในยุคปัจจุบันสำหรับพนักงานบริษัททั่วไป ความฝันนั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่ดูเหมือนห่างไกลไปทุกที
ปัจจุบันราคาทองคำที่สูงขึ้นกลายเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อพนักงานที่มีรายได้ประจำ แค่ทองคำ 1 สลึง (0.125 บาททอง) ราคาก็เกือบจะถึงหนึ่งหมื่นบาทแล้ว พอรวมกับค่าครองชีพในชีวิตประจำวัน ค่าใช้จ่ายส่วนตัว และความจำเป็นอื่นๆ เงินเดือนที่ได้รับกลับแทบไม่เหลือพอให้เก็บออม หรือแม้จะมีเงินเก็บเพียงพอ แต่การตัดสินใจซื้อทองก็ยังต้องผ่านการพิจารณาอย่างหนักหน่วง
ความฝันของการออมในรูปแบบทองคำที่ห่างไกล
สำหรับหลายคน การเก็บสะสมทองคำ 1 สลึงถือเป็นสัญลักษณ์เล็กๆ ของการเริ่มต้นสร้างฐานะ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นตัวชี้วัดถึงความยากลำบากในการบรรลุเป้าหมายนี้ของพนักงานในปัจจุบัน หากย้อนกลับไปมองจากมุมมองของคนรุ่นก่อน ซึ่งค่าแรงและราคาทองคำสัมพันธ์กันมากกว่า การสะสมทองคำอาจจะเป็นสิ่งที่ทำได้จริง แต่ในยุคนี้พนักงานกลับต้องแบกรับความกดดันจากทั้งค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น
มุมมองที่เปลี่ยนไปของการลงทุนในทองคำ
สำหรับบางคน การลงทุนในทองคำอาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายอีกต่อไป พนักงานยุคใหม่ต้องพิจารณาแนวทางการลงทุนที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้น กองทุนรวม หรือสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งอาจจะให้ผลตอบแทนที่รวดเร็วกว่าและเข้าถึงได้ง่ายกว่าทองคำ แม้ว่าทองคำจะยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงในระยะยาว แต่สำหรับคนที่มีรายได้ประจำในยุคนี้ การจะสะสมทองคำจึงต้องใช้เวลามากกว่าที่เคย
ท้ายที่สุด ความฝันในการสะสมทองของพนักงานบริษัทในยุคปัจจุบันจึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องการเงิน แต่ยังเป็นเรื่องของการจัดการกับความคาดหวังที่เปลี่ยนไป ซึ่งสะท้อนถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในยุคสมัยที่เงินเดือนอาจไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์ความฝันนั้นได้เหมือนเดิม
บทความนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่พนักงานบริษัทต้องเผชิญในสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งในเรื่องของราคาทองคำและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น
#Siamstr 
มนุษย์เคยมีความสุขง่ายกว่านี้
---
James Suzman ผู้เขียนหนังสือ Work ให้สัมภาษณ์ไว้ในสารคดี Time to Work ถึงความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตมนุษย์หลังยุคเกษตรว่า ก่อนหน้านั้นบรรพบุรุษของเราเคยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ขาดแคลนกว่านี้มาก พืชพรรณธัญญาหาร กระทั่งน้ำดื่มก็ไม่ได้หาง่าย สิ่งต้องทำคือเซฟพลังงาน ล่าเท่าที่ต้องการ เก็บนานก็ไม่ได้ แต่นั่นคือเหตุผลที่บรรพบุรุษในทุ่งสะวันนาใช้เวลา 15 ชม.ต่อสัปดาห์เท่านั้นไปกับการทำงาน นอกนั้นพักผ่อน นอนเล่นกับครอบครัว ระหว่างไม่ได้ล่าอะไรก็ใช้เวลากับการตระเตรียมอาหารหรืออาวุธ ซึ่งเป็นช่วงเวลาการเข้าสังคม (ว่ากันว่าผู้ประกอบการและซีอีโอจำนวนมากทำงาน 50-80 ชม. ต่อสัปดาห์)
ฟังแล้วผมจับประเด็นสำคัญว่า เมื่อรู้ว่าของหายาก ความต้องการจึงถูกจำกัดไปด้วย เมื่อความต้องการถูกจำกัดไว้แค่ 'เท่าที่จำเป็น' จึงไม่ต้องเหนื่อยหามาให้ล้นเกิน
แต่หลังยุคเกษตร มนุษย์รู้แล้วว่าตนควบคุมโลกได้ เสกพืชขึ้นมาได้เท่าปริมาณพื้นที่ กักตุนได้ ขายได้ (พอมีเงินซึ่งไม่เน่ายิ่งสะสมได้อีก) จังหวะนี้เองที่มนุษย์เริ่มต้องการมากเกินจำเป็น เป็นจุดเริ่มต้นแรกๆ ของการทำงานเกินจำเป็น เหนื่อยโดยไม่รู้ว่าทำไมต้องเหนื่อยขนาดนี้ แน่นอนว่ามันนำไปสู่การสะสม ความเหลื่อมล้ำในสังคม การยึดครอง ความตึงเครียด และสงคราม
หน่อที่ฝังอยู่ในความรู้สึกเราลึกๆ เช่น ฉันมีไม่พอ เก่งไม่พอ ดีไม่พอ ก็อาจมีรากมาตั้งแต่มนุษย์เริ่มรู้จักสะสม พอสะสมได้เราก็เปรียบเทียบกันหนัก ทำให้เราไม่พอใจเพราะ 'มีน้อยกว่า' ไม่ใช่ 'มีไม่พอความจำเป็น' ซึ่งต่างกัน
ซุสแมนพูดไว้แค่เรื่องเกษตร ที่เหลือผมขอชวนกันคิดต่อดู ความเหนื่อยในโลกการทำงานทุกวันนี้กลายเป็นโจทย์ให้เราต้องมาขบกันว่าจะสร้างสมดุลชีวิต-การงานอย่างไร (work-life balance) ซึ่งเป็นคำแปลก เพราะก่อนหน้านี้ 'งาน' คือส่วนหนึ่งของ 'ชีวิต' ไม่ได้แยกขาดจากกัน แปลว่า 'งาน' ถูกแยกขาดจากชีวิตไปเรียบร้อย เพราะในงานนั้นไม่มีมีครอบครัว ไม่มีเพื่อน ไม่มีสังคม มีแต่การใส่พลังลงไปแลกรายได้กลับมา เพื่อผลิตอะไรบางอย่างที่เราเองอาจไม่ได้ต้องการมัน
มองด้วยสายตาบรรพบุรุษ มนุษย์ยุคใหมก็เพี้ยนกันมาไกล แถมการผลิตมากมายเหล่านี้ก็ไม่ได้นำมาซึ่ง 'ชีวิตเป็นสุข' มากกว่าเดิม เราเหนื่อยขึ้น เครียดขึ้น ขัดแย้งมากขึ้น รักน้อยลง มีน้ำใจน้อยลง กระทั่ง มั่นคงในใจน้อยลง บางคนอาจเถียงว่าเราอายุยืนขึ้น ก็จริง แต่ก็ใช้การแพทย์และยาประคองไว้ทั้งนั้น คำถามลึกกว่านั้นคือ อายุยืนขึ้นแต่มีความสุขระหว่างมีชีวิตหรือไม่?
เราอยู่ในยุคสมัยที่ชวนให้ถามถึงสิ่งที่ 'มากกว่า' ตลอด ในกรอบคิด 'อีกๆๆ' ตลอดเวลา ไม่เหนื่อยสิแปลก วัฒนธรรมรอบตัวบอกกับเราว่าโลกกำลังเคลื่อนไปข้างหน้า คนนั้นสำเร็จแบบนี้ คนนี้เก่งเรื่องโน้น ยังไม่ต้องวิ่งตามหรอก แค่ได้ยินก็เหนื่อยแล้ว
โลกหมุนไปด้วยพลังความอยาก ซึ่งมีรากมาจากความเชื่อว่าเราต้อง 'สะสม' และคนที่สะสมได้มากจะมีชีวิตดีกว่าคนอื่น ซึ่งผมแอบคิดว่า ไม่จริงเสมอไป คนที่สะสมแบบเหมาะกับตนเอง ไม่ใช่ไร้ที่สิ้นสุด ถอนตัวออกจากลู่วิ่งไล่ชับชนะได้ และรู้ว่าประมาณนี้ก็มีชีวิตที่รอดปลอดภัยแล้ว ต่างหากล่ะที่จะมีชีวิตที่ดี, ไม่ได้วัดกันที่ใครสะสมได้มากกว่า
โลกที่ล่อลวงให้เราอยากมีมากขึ้น พัฒนาไปให้ไกลที่สุดนั้นเป็นโลกแห่งความต้องการเกินจำเป็น ปัจเจกก็อยากได้เกินจำเป็น องค์กรก็แข่งเกินจำเป็น สังคมก็ผลิตและบริโภคเกินจำเป็น ทรัพยากรโลกถูกใช้เกินจำเป็น--สุดท้ายกลายเป็นโลกป่วยที่บรรจุคนป่วยๆ เอาไว้เต็มโลก
ผู้คนเหนื่อยล้า ไม่รู้จะเหนื่อยไปทำไม แต่ก็ไม่รู้จะหยุดยังไง ในเมื่อโลกยังหมุนปั่นไปด้วยความเร็วที่มากขึ้นทุกวัน
ย้อนกลับไปหาปัญญาจากบรรพบุรุษ ผู้ที่นั่งๆ นอนๆ ใช้ชีวิตเหมือนสัตว์ป่าที่ชีวิตมิได้เท่ากับการทำงานๆๆๆๆๆๆ แต่มีมิติกว้างขวางกว่านั้น เหตุใดชีวิตเช่นนั้นจึงเกิดขึ้นได้? คำตอบคือ เพราะพวกเขาไม่สะสมด้วยความรู้สึกหวั่นวิตกว่าจะขาดแคลน ที่จริงตรงนี้ซับซ้อนสักนิด ที่ไม่รู้สึกขาดแคลนอาจเป็นเพราะความเป็นชุมชนโอบอุ้มเขาไว้ วันใดล่ากระต่ายไม่ได้ เขาสามารถไปขอกินกวางจากบ้านข้างๆ ที่เคยได้รับกระต่ายจากเขาไปเมื่อวานนี้ อีกอย่าง ทัศนคติเรื่องความตายของพวกเขาอาจเป็นเรื่องธรรมชาติมากกว่าคนสมัยใหม่
หากเราดำเนินชีวิตด้วย mindset ของผู้ขาดแคลน ย่อมทำให้ต้องสะสมอีกและอีกและอีก เท่าไหร่ก็ไม่พอ เพราะเพดานไม่ใช่ 'ความจำเป็น' หากคือ 'ความต้องการ' ซึ่งไม่มีที่สิ้นสุด และโลกก็ผลิตข้าวของมาบำเรอเราอย่างไร้ที่สิ้นสุดเช่นกัน
ผลิตกระตุ้นความต้องการ
บริโภคแล้วก็กระตุ้นความต้องการต่อไป
จึงต้องทำงานให้ได้เงินมาบริโภค
ผู้คนจึงเหนื่อยเพราะต้องสะสม
สะสมเพื่อบริโภคสิ่งต้องการ (ซึ่งอาจไม่จำเป็น)
แน่นอน เรามาไกลเกินกว่าจะบอกว่า ถ้าอย่างนั้นก็ไปอยู่กินแบบบรรพบุรุษสิ ผมว่านั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือหากมองย้อนเส้นประวัติศาสตร์แล้วเห็นทางแยกของ 'นิสัยสะสม' ที่กระตุ้นความรู้สึก 'ขาดแคลน' หรือ 'มีไม่เคยพอ' ของมนุษย์ เราสามารถบริหารจัดการความต้องการที่แท้กับความต้องการที่ล้นของตัวเองได้อย่างไร เพื่อให้เราไม่ต้องเหนื่อยกับการไล่ล่าทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนคนมีกวางอยู่ที่บ้านหนึ่งตัวแล้วไม่หลับไม่นอนเพื่อล่าม้าลายมาอีกฝูงใหญ่ สุดท้ายก็เส้นเลือดในสมองแตกเพราะล่าม้าลายตัวที่สิบไม่สำเร็จ
ถอยมาดูไกลๆ ช่วงวิ่งไล่อะไรมากๆ ผมรู้สึกเหมือนกันนะว่าผมนี่ก็คนบ้าคนนึง โลกทำให้เราบ้า วัฒนธรรมสะสมทำให้เราป่วย และวงจรในโลกผลิต-บริโภคทำให้เราเหนื่อยโดยไร้คำตอบให้ตัวเอง
เราเคยมีความสุขง่ายกว่านี้ ตอนที่ชีวิตยังไม่อยู่ในหมวดสะสมแบบไร้ขีดจำกัด ขณะนี้เทคโนโลยีวิ่งเร็วขึ้นไปอีก มันกระตุ้นให้เราวิ่งให้ทันมันตลอด คำถามสำคัญไม่ใช่ "ทำยังไงเราจึงวิ่งทัน" ผมว่าคำถามสำคัญคือ "เราต้องวิ่งแค่ไหน" ซึ่งสิ่งที่ช่วยตอบได้คือ "วิ่งในสปีดที่พอดีกับชีวิตเรา" ในแบบที่ยังจับกระต่ายได้ ไม่ต้องล่าม้าลายมาทั้งฝูง หรือหมดทุ่ง
เราต้องการกระต่ายเพื่อมีชีวิต แต่ถูกล่อลวงตลอดว่าแค่นั้นไม่พอ บ่อยเข้ามันกลายเป็นความเชื่อฝังหัวว่า ไม่พอหรอก ไม่พอ แกต้องหามาอีกและอีก แกต้องออกไปล่าอีกและอีก
แน่นอน กระต่ายวันต่อวันนั้นไม่พอ แต่ทักษะที่เพียงพอในการล่า และชุมชนที่เกื้อกูลกันย่อมช่วยได้ โลกทุกวันนี้มีคนล่าม้าลายได้ทั้งฝูงแต่ไม่ยอมแบ่งแม้แต่ท่อนขาเล็กๆ ให้คนอื่นกิน เขาย่อมรู้สึกอันตราย เพราะรอบตัวหาใช่มิตร หากคือคนที่จ้องเล่นงาน
การมีมากไม่ได้เท่ากับความสุข การมีน้อยไม่ได้แปลว่าสุขน้อยกว่า
สุขคือรู้ว่าความจำเป็นคืออะไร ไม่เหนื่อยเกินจำเป็น เพิ่มทักษะให้ทันกระต่ายที่ต้องล่า และรู้ว่าม้าลายที่มากเกินนั้นเป็นทุกข์มากกว่าสุข เป็นความรู้สึกขาดแคลนมากกว่ามั่งคั่ง
ที่เขียนมาไม่ใช่คำตอบสากล ไม่ใช่ข้อเสนอที่หยิบยื่นให้คนอื่นหรอกครับ เป็นสิ่งที่ผมทบทวนตัวเองเพื่อมีชีวิตที่กำลังดี มีความสุข ได้พักผ่อน ไม่บ้าไปกับโลก และไม่รบกวนทรัพยากรโลกจนเกินพอดี
ผมว่าเรามีความสุขได้โดยไม่ต้องเอามาทั้งหมดหรือมีมากกว่าใคร ความสุขเกิดขึ้นเมื่อรู้ว่าอะไรจำเป็น อะไรนอกเหนือความจำเป็น ส่วนนอกเหนือความจำเป็นมักเกิดจากเสียงขับกล่อมกรอกหูของคนอื่น
สิ่งจำเป็นมักเบากว่า มันกระซิบอยู่ข้างในใจเรา
#นิ้วกลมบันทึก #siamstr
#ธนบัตรหนึ่งแสนดอลลาร์
ธนบัตรที่มีมูลค่ามากที่สุด
( 100000 dollar )
U.S. dollar bill ธนบัตรดอลลาร์สหรัฐ หากพูดถึงในปัจจุบันนี้ ธนบัตรที่มีมูลค่าหน้าธนบัตร มากที่สุดก็คือธนาบัตร 100 ดอลลาร์ แต่เชื่อหรือไม่ว่าเมื่อปี 1934 ทางธนาคารกลางสหรัฐ์(เฟด) ได้พิมพ์ ธนาบัตรมูลค่า 100,000 ดอลลาร์ออกมา
ธนบัตรหนึ่งแสนดอลลาร์ ถูกตีพิมพ์ออกมาเมื่อปี 1934
รูปที่ปรากฏหน้าธนบัตรคือ ประธานาธิบดีวู้ดโร วิลสัน (Woodrow Wilson) ประธานาธิบดีคนที่ 28 ของสหรัฐอเมริกา
ธนบัตรนี้พิมพ์มาเพื่อใช้ในการทำธุรกรรมระหว่างธนาคาร กับ ธนาคาร เท่านั้น
เนื่องจากธนบัตรนี้ใช้ในกิจการของธนาคารเท่านั้นจึงหมดปัญหาการ ปล้น รถขนเงินเนื่องจากธนาบัตรนี้ไม่สามารถนำไปใช้จ่ายได้ตามปกติ
ธนบัตรหนึ่งแสนดอลลาร์ถูกตีพิมพ์ ครั้งสุดท้ายในปี 1945 และยกเลิกการใช้ในปี 1969
ปัจจุบันมี ธนาบัตร 100,000 ดอลลาร์ อยู่ในมือของนักสะสมธนาบัตรเพียง 336 ใบเท่านั้น

#siamstr
#สภายาส้ม EP 41 เมื่อคืน เนื้อหาอัดแน่นโคตร ๆ หลายประเด็น เห็นใจคนมาตามดูย้อนหลัง กลัวจะหัวบวม (เพราะมีตั้งแต่เรื่องเศรษฐศาสตร์การเมืองแบบเดือด ๆ ไปถึงพาทัวร์งาน Bitcoin Asia อิ่ม ๆ จากพี่ยะ และตบด้วยการอัปเดต Bitcoin Adoption หลายที่ทั่วโลกที่เรายังไม่รู้มาก่อน โดยจารย์อาร์มที่อั้นมาหลายอีพี มาปล่อยหมดไส้ในอีพีนี้) ผมเลยทำ timestamp โคตรละเอียดให้เลือกคลิกฟังได้ตามเรื่องที่สนใจกันนะครับ ENJOY!
https://www.youtube.com/live/Io9BoQKpRhs?si=VUrdPMzpS7uU684Q
#siamstr
หลับคาไลฟ์เลยครับเมื่อคืน
ประชาธิปไตยในสมัยเอเธนส์โบราณ
ในยุค 500 ปีก่อนคริสตกาล นครรัฐ ”เอเธนส์ (Athens)” ได้เริ่มปูพื้นฐานระบอบการเมืองแบบใหม่
ระบอบการปกครองนี้เรียกว่า “Demokratia” เป็นระบอบประชาธิปไตยโดยตรงที่มอบอำนาจทางการเมืองแก่พลเมืองเพศชายชาวเอเธนส์ที่เป็นอิสระ ไม่ใช่แค่ให้อำนาจปกครองแก่กลุ่มชนชั้นนำหรือเผด็จการ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้ในเอเธนส์มาหลายร้อยปีแล้ว
ระบอบ Demokratia ในเอเธนส์ ซึ่งใช้มาจนถึง 322 ปีก่อนคริสตกาล และเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่เก่าแก่ที่สุดของระบอบประชาธิปไตย ทรงอิทธิพลในแถบเมดิเตอเรเนียน และยังเป็นเหมือนต้นแบบแก่ระบอบการเมืองในนครรัฐอื่นๆ ของกรีกและสาธารณรัฐโรมัน
เผด็จการคนสุดท้ายที่ปกครองเอเธนส์คือ “ฮิปเปียส (Hippias)” ซึ่งได้หนีออกจากเมืองไปเมื่อ ”สปาร์ตา (Sparta)” ได้บุกมาเมื่อ 510 ปีก่อนคริสตกาล ก่อนที่อีก 2-3 ปีต่อมา ขุนนางชาวเอเธนส์ที่ชื่อ “ไคลส์ธินีส (Cleisthenes)“ จะริเริ่มการปฏิรูประบอบประชาธิปไตย
หลังจากนั้นอีกหลายสิบปี ก็ได้มีการปฏิรูปที่ทำให้การปกครองระบอบนี้แพร่หลาย และก็มีประเด็นว่าจะนับยังไงว่าใครคือ “พลเมืองเอเธนส์”
การจะมีส่วนในระบอบ Demokratia บุคคลนั้นจะต้องเป็นชาวเอเธนส์เพศชาย และต้องเป็นบุคคลอิสระ ซึ่งในระยะเริ่มต้นของประชาธิปไตย ชายชาวเอเธนส์ก็คือบุคคลที่มีบิดาเป็นชาวเอเธนส์และมารดาเป็นบุคคลอิสระ
เมื่อถึงช่วงกลางยุค 400 ปีก่อนคริสตกาล เอเธนส์ก็ได้มีการแก้กฎหมาย กำหนดว่ามีเพียงชายที่มีบิดามารดาเป็นชาวเอเธนส์เท่านั้น จึงจะถือว่าเป็นพลเมืองเอเธนส์
ในเวลานั้นยังไม่มีสูติบัตร การตรวจดีเอ็นเอก็ยังไม่มี ดังนั้นชายหนุ่มชาวเอเธนส์ที่ต้องการจะเข้าสู่วงการเมือง ก็ต้องเริ่มจากการที่ให้ผู้เป็นบิดาแนะนำตนสู่หน่วยการเมือง สาบานตนว่าบุคคลผู้นี้คือบิดาของตนจริงๆ
ระบอบประชาธิปไตยในเอเธนส์นั้นค่อนข้างจะไม่ใช่การเลือกผู้แทน หมายถึงว่าชายชาวเอเธนส์จะเป็นผู้จัดการประชุมขึ้นมาเอง โดยคาดการณ์ว่าในยุค 400 ปีก่อนคริสตกาล จำนวนชายชาวเอเธนส์น่าจะมีอยู่ประมาณ 30,000 คน โดยจำนวน 5,000 คนนั้นอาจจะเป็นผู้ที่เข้าประชุมเป็นประจำ
อันที่จริง ก็มีตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ ที่เปิดให้ชายชาวเอเธนส์เข้ามามีส่วนร่วม ถึงแม้ว่าความร่ำรวยและสถานะครอบครัวอาจจะมีส่วนในการกำหนดว่าบุคคลนั้นจะได้ครองตำแหน่งหรือมีสิทธิในการเลือกตั้งในการประชุมก็ตาม
และอันที่จริง ก็มีบางตำแหน่งที่สงวนไว้สำหรับกลุ่มคนชั้นสูงโดยเฉพาะ เช่น เสนาบดีการคลัง ตำแหน่งนี้ก็มักจะตกเป็นของเหล่าชนชั้นสูงที่มั่งคั่ง
ประเด็นต่อไป ยังมีชาวเอเธนส์อีกจำนวนมากที่ถูกตัดออกจากการเมืองโดยสิ้นเชิง
หากลองคิดว่าในสมัยที่เอเธนส์เริ่มมีการพัฒนาประชาธิปไตย หากในเวลานั้นมีชายชาวเอเธนส์ประมาณ 30,000 คน นักประวัติศาสตร์ก็ได้คาดว่าจะมีบุคคลอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในเอเธนส์ประมาณ 90,000 คน โดยจำนวนมากก็คือเหล่าทาส และก็ยังมีคนต่างด้าวที่เป็นอิสระ แต่ก็ไม่ได้มีสิทธิเทียบเท่าพลเมืองเอเธนส์ ส่วนที่เหลือก็คือสตรีและเด็กที่ไม่สามารถร่วมการประชุม
ช่วงเวลาของประชาธิปไตยในเอเธนส์ยังคาบเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เอเธนส์กลายเป็นอาณาจักร มีรัฐบาลของตน ซึ่งบางส่วนของรัฐบาลก็ได้รับอิทธิพลจากระบอบประชาธิปไตย
ระบอบประชาธิปไตยในเอเธนส์จบลงเมื่อ 322 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อมาซิโดเนียได้เข้าปกครองแบบเผด็จการในเอเธนส์ หลังจากที่เอเธนส์พ่ายแพ้ต่อมาซิโดเนีย
แต่หนึ่งในมรดกที่ระบอบประชาธิปไตยในเอเธนส์ได้ส่งผลต่อมา ก็คืออิทธิพลต่อสาธารณรัฐโรมัน โดยโรมันได้นำแนวคิดประชาธิปไตย และนำมาปรับปรุงเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน ซึ่งเป็นระบอบการปกครองที่ยุโรปจะสนใจในเวลาต่อมา
#siamstr #nostr
-----

https://youtu.be/sKFLpfv4hSY?si=6ZgZ7iRZhjBYZfS8
ระบบภาษี ค่าธรรมเนียม การหักหัวคิว ระบบดอกเบี้ย
โดยธรรมชาติ มันคือ การค้ามนุษย์ โดยอิง ระบบศักดินา
ความคิด แนวอสิรนิยม ตามที่ จขพ ยกมานั้น ก็ยัง คิดในกรอบ
ของ การวางตนเป็น ทาสแรงงาน ในระบบ และ มุ่งหวังกอบโกย
ทรัพยากร ที่ดิน สิ่งที่ตนประดิษฐ์ ว่าเป็นตน สิทธิของตน ที่จะเป็น
"ทาสให้กับระบบ" ซึ่ง น่าขันนัก
อิสรตามธรรมนั้น ทุกสรรพสิ่ง ไม่ใช่ตน ของตน ตั้งแต่แรก
การเก็บเกี่ยวพืชผล ที่ปรากฏในโลก เพราะ การสำคัญผิด
ว่ามีตน โน้น นั่น นี่ก็เลยเป็นของตน ทำให้ คุณภาพของอิสรธรรม
นั้นหายไป ด้วยความโลภ ด้วยพยาคติกลัวอด กลัวเขาไม่ให้
กลัวเขามาเอาไปก่อนตน แล้ว จบลงด้วยความหลงว่ามีตน
โน้น นั่น นี่เป็นของตน จะเสีย อิสรภาพ และ สันติธรรม
ภาษี หรือ เงินที่รวบรวมไปให้ ผู้ที่มีความสามารถในการ"บริหาร"
นั้น ยังไงก็ต้องเกิด แต่ ควรเกิดด้วย ความพร้อมที่จะยอมสลัด
สละคืนให้กับสังคม
Once ที่โลก ปรากฏ พระเจ้าจักรพรรดิ์ ที่ครองโลกโดยธรรม
การบังคับให้ ประชาชน ต้อง นำส่งภาษี จะไม่มี
จะมีแต่ ความเต็มใจ ที่จะ ถวายแรงกาย แรงใจ ทรัพยใดที่
หาได้มา เพื่อโดยเสด็จตามพระราชอัธยาศัย
เมื่อนั้น อิสระภาพ อำนาจอธิปไตย สันติธรรม ย่อมเบ่งบาน
ออกมาจากใจของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน
#siamstr
ทำไมการเก็บภาษีถึงไม่เป็นผลดีต่อทุกชนชั้น
.
เขียนโดย Kraisorn Krungkasem
.
“ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า "ความยุติธรรมในการเก็บภาษี" มันเป็นที่ชัดเจนว่า การเก็บภาษีไม่มีอะไรมากไปกว่าการขโมยอย่างเป็นระเบียบ และแนวคิดอย่าง "ภาษีที่เป็นธรรม" ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการขโมยที่เป็นธรรม” -–Murray N. Rothbard
.
การมีอยู่ของการเก็บภาษีนั้นมาจากเป้าหมายของรัฐเพื่อควบคุมจัดการปริมลฑล หรือ เขตแดนของตัวเอง ให้รัฐมีรายได้เข้าคลังและนำไปใช้จ่ายในนโยบายที่ทำ "เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน" แต่ในอีกด้านหนึ่ง "การเก็บภาษี" (taxation) ในทัศนะของนักคิดอิสรนิยมหลายคนก็มองว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรมในตัวของมันเอง ทั้งในเชิงวิธีการของ "ภาษี" และผลกระทบโดยรวมต่อเศรษฐกิจ นักคิดอิสรนิยมอย่างลุควิค ฟอน มิซิส (Ludwig von Mises) กล่าวว่า
.
"การจ่ายภาษีเกิดขึ้นเพราะผู้เสียภาษีกลัวที่จะต่อกรกับรัฐ พวกเขารู้ว่าการไม่เชื่อฟังหรือการต่อต้านใด ๆ นั้นล้วนแล้วสิ้นหวัง ตราบใดที่สถานการณ์ยังคงดำเนินแบบนี้อยู่ไปเรื่อย ๆ มันก็ทำให้รัฐบาลรวบรวมเงินจากการเก็บภาษีเพื่อนำไปใช้จ่ายในสิ่งที่ต้องได้”
.
ปัญหาหนึ่งของการเก็บภาษีก็คือ "การบังคับ" (force) ตราบเท่าที่มีการบีบบังคับโดยอำนาจที่ไม่สามารถขัดขืนได้ การยอมจำนนจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่าการบังคับคือลักษณะของความเป็นเผด็จการ (static) ทำให้การบังคับใด ๆ ก็ตามโดยรัฐนั้นไม่มีความชอบธรรมตั้งแต่แรกและนำไปสู่การละเมิดสิทธิ์ในทรัพส์สินเสมอ หากการเก็บภาษีใช้วิธีการ "ความสมัครใจ" (voluntary) ตั้งแต่แรก การละเมิดสิทธิ์ในทรัพย์สินย่อมไม่มีทางเกิดขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ ก็อาจเกิดความกังวลต่อความเพียงพอของงบประมาณรายจ่ายของรัฐ เนื่องจากหากเป็นความสมัครใจในการจ่ายหรือไม่จ่ายแล้วก็อาจมีคนจำนวนมากไม่ต้องการที่จะจ่ายให้รัฐก็ได้ แต่หันไปหาการบริการต่าง ๆ ของเอกชนแทน (ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี) และอาจเกิดความเชื่อในหมู่ประชาชนที่ว่าหากปราศจากรัฐก็อาจไม่สามารถควบคุมสิ่งต่าง ๆ ที่รัฐสร้างความปกติให้กับสังคมอยู่ต่อได้ ทำให้ในช่วงเวลาดังกล่าวอาจเกิดความโกลาหนขึ้นมา แต่ถึงกระนั้น “ระเบียบทางสังคม” (social order) ใหม่สามารถเกิดขึ้นจากในสภาวะที่ไม่มีรัฐได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "การกระจายอำนาจอย่างเข้มข้น" (ยกตัวอย่างเช่น “Hoppe: "My Dream Is of a Europe Which Consists of 1,000 Liechtensteins.")
=
เหตุที่ว่า "การเก็บภาษี คือ การบังคับ แล้วมันจึงเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรม" อิสรนิยมจะอธิบายเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ชอบธรรม?
=
อิสรนิยมเสนอเหตุผลที่ว่า "ทำไมการเก็บภาษีถึงไม่ชอบธรรม" จากทฤษฏีกฎธรรมชาติของทรัพย์สิน (Natural law theory of property) ที่ถูกเสนอโดยนักเศรษฐศาสตร์อิสรนิยมอย่างเมอร์เรย์ รอธบาร์ด (Murray N. Rothbard), วอลเตอร์ บล็อก (Walter Blocks) และฮันส์-เฮอร์มันน์ ฮอปป์ (Hans-Hermann Hoppe) โดยเป็น “กฎ 4 ข้อ” ที่สอดคล้องกันดังนี้
.
(a).คน ๆ หนึ่งย่อมเป็นเจ้าของร่างกายของตัวเอง (Self-ownership)
(b).คน ๆ หนึ่งเป็นเจ้าของสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้อย่างหาได้ยาก ซึ่งเขาหรือเธอใช้ร่างกายของเขาหรือเธอก่อนใครอื่น สิ่งนี้เรียกว่าแนวคิดของการจับจองทรัพย์สินเป็นคนแรก (Original appropriation)
(c).คน ๆ หนึ่งย่อมเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้งหมดที่เขาหรือเธอสร้างขึ้นโดยใช้สินค้าที่จัดสรรมาแต่เดิมและร่างกายของเขาหรือเธอเอง โดยที่ทรัพย์สินของผู้อื่นไม่ได้รับความเสียหายในระหว่างกระบวนการผลิต
(d).ความเป็นเจ้าของของสินค้าที่ได้รับการจัดสรรหรือผลิตมาแต่เดิมสามารถโอนจากเจ้าของคนก่อนไปยังเจ้าของคนหลังได้โดยใช้ข้อตกลงตามสัญญาโดยสมัครใจ (Voluntary contractual agreement)
.
สรุปจากข้างต้นนั้นทำให้บอกได้ว่า “การเก็บภาษี” เป็นการละเมิดกฎข้อที่ 4 ซึ่งจำเป็นต้องโอนกรรมสิทธิ์จากคน ๆ หนึ่งไปอีกคนหนึ่งโดยสมัครใจเท่านั้น ทำให้การเก็บภาษีเป็นการละเมิดบังคับทรัพย์สินของคน ๆ หนึ่งไปอยู่ในมือรัฐอย่างไม่สมัครใจจึงปราศจากความชอบธรรมในวิธีการตั้งแต่แรก หากยกตัวอย่างนอกเหนือจากการเก็บภาษีก็อย่างเช่น
.
“นาย A ปล้นทรัพย์สินจำนวนมากของบ้านนาย B ประกอบไปด้วยเพชร เงิน อาหารแห้งและอื่น ๆ โดยนาย A ปล้นไปเพื่อแจกจ่ายให้แก่คนยากจน คนไร้บ้าน การกระทำของนาย A ไม่ได้สร้างความชอบธรรมให้กับตนเองที่ไปปล้นทรัพย์สินของอีกคนมาให้อีกคน เป็นต้น”
.
=
ผลกระทบของการเก็บภาษีคืออะไร?
=
ผลกระทบจากการเก็บภาษีนั้นอ้างอิงจากบทความที่ชื่อ "6 Lessons on the History and Economics of Taxation" โดยลอว์เรนซ์ ดับเบิลยู. รีด (Lawrence W. Reed) โดยจะยกมาเพียงบางข้อเท่านั้นก็คือ (i). ‘การเก็บภาษีมีการจัดเก็บในหลายรูปแบบ’ โดยทั่วไปจะเป็นภาษีทางตรงอย่าง ภาษีรายได้ ภาษีสินค้าและบริการ ภาษีการครอบครองทรัพย์สิน โดยการจัดเก็บภาษีมีการสร้างกฎระเบียบที่สร้างภาระกับธุรกิจอย่างมาก และผลกระทบตรงนั้นมักจะไปลงกับแรงงานของภาคธุรกิจที่มีแนวโน้มที่ไม่มีกำลังจ่ายค่าแรงและอาจต้องบังคับให้แรงงานออกจากงาน มิหน่ำซ้ำผู้บริโภคที่ต้องเผชิญกับราคาสินค้าและบริการที่มีราคาแพง (การมีราคาสินค้าและบริการที่แพงขึ้นจากการเก็บภาษีส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนที่มีรายได้ปานกลาง และรายได้น้อย หรือ คนยากจนอย่างมาก); (ii). ‘การเก็บภาษีส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม’ เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์ที่มีแรงจูงใจในสิ่งต่าง ๆ และตามกฎทั่วไปในเรื่องของแรงจูงใจก็คือ หากคุณสนับสนุนหรือกระตุ้นให้ผู้คนทำสิ่งที่เรียกว่า X (อะไรก็ได้) จะทำให้ผู้คนอยากทำ X มากขึ้น ในทางกลับกันถ้ามีการกีดกันไม่ให้ทำ X ผู้คนก็จะทำ X น้อยลง ยกตัวอย่างเช่น ภาษีที่สูงขึ้นจากการลงทุนจะทำให้เกิดการลงทุนที่น้อยลง หรือ ภาษีที่สูงก็จะทำให้ธุรกิจโดยทั่วไปมีจำนวนที่ลดน้อยลง; (iii). ‘การเก็บภาษีขัดขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจ’ ถ้าภาระภาษีในภาคธุรกิจ คนมีรายได้น้อยหรือปานกลาง มีการเก็บภาษีน้อยลงก็จะเป็นประโยชน์ต่อทุกคนและเศรษฐกิจก็จะเติบโตได้ แต่ถ้าภาระภาษีมีมากอย่างไรก็ตามย่อมส่งผลกระทบในทางลบต่อภาคธุรกิจ คนมีรายได้น้อยหรือปานกลาง การเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริงย่อมไม่อาจเกิดขึ้นภายใต้การมีภาษีที่สูง (ยกเว้นกรณีที่ประเทศเหล่านั้นมีภาษีที่สูงซึ่งสัมพันธ์กับ Economic freedom กับ โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่ผ่านปฏิวัติอุสาหกรรม); (iv). ‘การเก็บภาษีส่งผลกระทบต่อทุกคน ไม่ใช่แค่ผู้ที่จ่ายภาษีทางตรง’ หากรายได้หรือความมั่งคั่งของคนอื่นถูกเก็บภาษีมากขึ้น คน ๆ นั้นมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าและบริการน้อยลง หรือ ลงทุนน้อยลงเพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้ หรือ รับมือความเสี่ยงได้น้อยลงในฐานะผู้ประกอบการที่สร้างความมั่งคั่ง ในแง่หนึ่งการเก็บภาษีเป็นเรื่องที่ธุรกิจให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะการเพิ่มหรือลดอัตราภาษีจะมีนัยสำคัญต่อพฤติกรรมและกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม
.
โดยสรุปก็คือ การเก็บภาษีทำให้แรงจูงใจในการลงทุน (investment) การใช้จ่าย (spending) การเก็บออม (saving) การสะสมความมั่งคั่ง (capital accumulation) เกิดการ "ลดลง" ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อคนทุกชนชั้นไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือคนจน แม้แต่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (economic growth) ยกตัวอย่างการศึกษาของ Romer and Romer (2010) ที่ศึกษาการเปลี่ยนแปลงภาษีรายได้ของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริการะหว่างปี ค.ศ.1947 ถึง ค.ศ. 2006 มีข้อสรุปว่า "การขึ้นภาษี 1% ของ GDP ส่งผลให้ GDP ลดลงประมาณ 3% หลังจากผ่านไป 3 ปี และ 9 ไตรมาสหลังการขึ้นภาษี 1% ของ GDP PCE (Personal consumption expenditures price index) ลดลง 2.6% กับ 10 ไตรมาสหลังการขึ้นภาษี 1% ของ GDP การลงทุนในประเทศภาคเอกชนลดลง 12.6%" หรือการศึกษาของ Rhee (2012) ที่ว่าด้วยเรื่องอัตราภาษีเฉลี่ย และภาษีรายได้ก้าวหน้าในแต่ละรัฐของสหรัฐอเมริการะหว่างปี ค.ศ.1979 จนถึง ค.ศ.2004 ได้ข้อสรุปคือ “ดัชนีอัตราภาษีความก้าวหน้าที่เพิ่มขึ้น 0.01 จะลดผลิตภัณฑ์มวลรวมของแต่ล่ะรัฐลง 0.5 เปอร์เซ็นต์” เป็นต้น
.
ความเชื่อหรือแนวคิดที่ว่า การเก็บภาษีเพื่อนำมาจัดสรรทรัพยากรผ่านการกระจายทรัพยากรแล้วจะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีได้นั้นล้วนแล้วติดอยู่ในโลกแห่งภาพลวงตาของเรื่องเล่าทางการเมืองแบบฝ่ายซ้ายอย่างสิ้นเชิง เนื่องจาก ‘รัฐไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งแก่ประชาชนได้’ และหากรัฐสามารถทำได้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องให้คนทำงาน ต้องพัฒนานวัตกรรมเพื่ออนาคตที่ดีขึ้น หรือ ยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านการวางแผนในชีวิตใด ๆ อีกคนในสังคมนั้นไม่ต่างจากนกในกรง หรือ สัตว์ที่รอวันตาย (ในทางกลับกันผู้ที่เชื่อมั่นใน “ความเป็นมนุษย์ที่คนเท่ากัน” พยายามต้องการสร้างสภาวะที่คนไม่ต่างจากนกในกรงแล้ว การกระทำของพวกเขาย่อมจะไม่เป็นการเคารพความเป็นมนุษย์เสียเอง)
=
แล้วใครได้ประโยชน์จากการเก็บภาษีในอัตราที่สูง?
=
หากกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “บริษัทขนาดใหญ่” (Big Business) มีความสามารถที่จ่ายภาษีในระดับที่สูงได้โดยมีความสัมพันธ์ทางผลประโยชน์กับรัฐ หนึ่งในภัยคุกคมของบริษัทขนาดยักษ์เหล่านั้นก็คือ ความกลัวที่จะสูญเสียผลประโยชน์จากกลุ่มการเมืองที่ต้องการเข้ามาทลายการผูกขาด หรือ ตัดผลประโยชน์ออกไปก็ทำให้บริษัทเหล่านี้จำเป็นต้องหาทางรับมือสถานการณ์ที่เป็นภัยคุกคามของตนเอง และในกรณีของประเทศไทยที่ต้องการเก็บภาษีความมั่งคั่ง (Wealth tax) และภาษีนิติบุคคลทุนใหญ่ (Corporate tax) เพื่อมาทำรัฐสวัสดิการของพรรคก้าวไกลย่อมส่งผลกระทบทั้งคนที่มีรายได้สูงและบริษัทโดยทั่วไปอย่างมาก โดยเฉพาะต่อทุนผูกขาดในประเทศไทย (Crony capitalism) ที่มีความสัมพันธ์ทางผลประโยชน์ต่อรัฐบาลชุดก่อนหน้ามากกว่ารัฐบาลชุดใหม่ หรือ คนที่มีรายได้สูงและมีบริษัทขนาดใหญ่แต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับรัฐบาลแล้วไม่ต้องการนำนโยบายที่ไม่เป็นธรรมเหล่านี้มาปรับใช้กับตน
.
แต่ถึงอย่างนั้น “การเก็บภาษีในอัตราที่สูง” (Higher tax rate) ย่อมทำให้บริษัทขนาดใหญ่ได้รับผลประโยชน์ทางอ้อมอยู่ดี จากการใช้กฎระเบียบของรัฐในการตัดขาคู่แข่งที่มีขนาดทุนน้อยกว่าไม่ให้ขึ้นมามีขนาดเทียบเท่ากับตนเองได้ อีกทั้งโดยส่วนใหญ่บริษัทขนาดใหญ่ที่สัดส่วนในตลาดที่เยอะ มีจำนวนคู่แข่งน้อยรายมีโอกาสที่จะกลายเป็นทุนผูกขาดที่มีความสัมพันธ์กับรัฐบาลไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง (B2G) ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์เหล่านี้อาจไม่มีความชัดเจนโดยตรงอย่างโจ่งแจ้ง แต่จะเป็นข้อสังเกตหนึ่งที่สามารถจับตามองได้ในระดับความสัมพันธ์ของเอกชนและรัฐ
.
อย่างไรก็ตามในบทความนี้ผู้เขียนอยากเน้นย้ำถึง “ผลกระทบของการเก็บภาษี” ทั้งในเชิงการละเมิดสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เป็นหลักการของอิสรนิยม และผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่อคนทั่วไป เพราะการเก็บภาษีถือเป็นเรื่องทางการเมืองที่มุ่งเน้นให้รัฐต้องเข้าไปรุกรานทรัพย์สินของผู้อื่น และเมื่อฝ่ายซ้ายต้องการสร้างประเทศในอุดมคติของตน การเก็บภาษีถือเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการดำเนินนโยบายของพวกเขา โดยปักธงว่า “ทุนนิยมคือปีศาจที่ต้องถูกทำลายให้สิ้นซาก” โดยที่พวกเขาไม่รู้ว่าพวกเขาเองนั้นแหละคือปีศาจที่กลับทำลายชีวิตของคนส่วนใหญ่ ทำลายความเป็นอยู่ที่ดี แล้วเชื่อมั่นในการก้าวข้ามความไม่สมบูรณ์แบบของคนให้ได้มากที่สุด ผลลัพธ์ที่เห็นจากความคิดพวกเขาในโลกแห่งความเป็นจริงคืออะไร? ก็น่าจะเดาได้ไม่ยาก

#siamstr
**ใครอยู่แถวรังสิต ลำลูกกา หนองจอกไม่ควรพลาดนะ**
ที่ดินตารางวาละ 25 บาท ราคานี้รวมค่าที่ดิน ค่าสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อยู่ระหว่างคลอง 15-16 อ.องครักษ์ ติดคลอง 2 ด้าน อากาศดี มีน้ำสมบูรณ์ตลอดปี การคมนาคมสะดวกทั้งทางรถ ทางเรือ ไปได้ สาม ทาง รังสิต ลำลูกกา หนองจอก อ่านเสร็จต้องรีบโทร เดี๋ยวหมด ภาพนี้สแกนจากหนังสือปี 2517 (50 ปีที่แล้ว)
#siamstr
----------------

สมบัติมูลค่านับแสนล้านซึ่งนำมาซึ่งหายนะ
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นภายใต้การนำของ “พลเอกโทโมยูกิ ยามาชิตะ (Tomoyuki Yamashita)” ได้ครอบครองทองคำเป็นจำนวนมาก
กองทัพญี่ปุ่นได้ปล้นทรัพย์สินมีค่าจากหลายๆ สถานที่ ทั้งธนาคารต่างๆ พิพิธภัณฑ์ อาคารบ้านเรือน รวมทั้งสถานที่สำคัญทางศาสนาต่างๆ ทั่วเอเชีย โดยทรัพย์สินเหล่านั้นก็ถูกนำมาเป็นทุนในการสนับสนุนกองทัพญี่ปุ่น
แต่อย่างที่ทราบ ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก่อนที่จะพ่ายแพ้ กองทัพญี่ปุ่นได้นำสมบัติไปเก็บรักษาไว้ในที่มั่นที่ฟิลิปปินส์ โดยพลเอกยามาชิตะได้สั่งให้นำสมบัติไปฝังซ่อนไว้ตามสถานที่ต่างๆ และปิดปากทางเข้าที่เก็บสมบัติด้วยระเบิดไดนาไมต์
ในเวลาต่อมา พลเอกยามาชิตะถูกจับกุมและถูกตัดสินว่าเป็นอาชญากรสงคราม ต้องรับโทษประหารชีวิต โดยเขาถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในปีค.ศ.1946 (พ.ศ.2489)
นอกจากพลเอกยามาชิตะจะเสียชีวิตไปแล้ว ข้อมูลสถานที่ซุกซ่อนสมบัติของเขาก็สาปสูญไปพร้อมกับเขาด้วย
หลังจากพลเอกยามาชิตะเสียชีวิตได้เกือบ 30 ปี ช่างทำกุญแจและนักล่าสมบัติชาวฟิลิปปินส์ที่ชื่อ “โรเกลิโอ โรซัส (Rogelio Roxas)” ก็ได้พบกับเบาะแสถึงที่ซ่อนสมบัติ
โรซัสเป็นช่างทำกุญแจแต่มีงานอดิเรกคือตามหาสมบัติ และในปีค.ศ.1961 (พ.ศ.2504) โรซัสก็ได้พบกับลูกชายของอดีตทหารญี่ปุ่น ซึ่งผู้เป็นลูกชายก็ได้วาดแผนที่ตามบันทึกของผู้เป็นพ่อ และด้วยเบาะแสนี้ โรซัสก็ใช้เวลาอีกกว่า 10 ปีต่อมาออกตามหาที่ซ่อนทองคำของกองทัพญี่ปุ่น
ในปีค.ศ.1971 (พ.ศ.2514) โรซัสได้พบถ้ำแห่งหนึ่งบนเขา ภายในมีโครงกระดูกแต่งชุดทหารญี่ปุ่น และหลังจากสำรวจบริเวณถ้ำที่พบเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ก็พบทองคำในที่สุด
โรซัสพบหีบนับร้อยใบซึ่งบรรจุทองคำแท่ง พร้อมด้วยพระพุทธรูปทองคำ
พระพุทธรูปทองคำมีน้ำหนักประมาณ 1,000 กิโลกรัม ทำมาจากทองคำทั้งองค์ ซึ่งโรซัสก็ได้นำพระพุทธรูปและทองคำจำนวน 24 แท่งกลับบ้าน และทำการปิดปากถ้ำ เตรียมจะกลับมาสำรวจต่อภายหลัง
จากนั้นโรซัสก็ได้ติดต่อผู้ซื้อทองคำ ซึ่งก็ได้มาดูพระพุทธรูป และพบว่าพระพุทธรูปนั้นล้ำค่าจริงๆ ทำมาจากทองคำบริสุทธิ์
หากแต่เป็นโชคร้ายของโรซัส เนื่องจากหนึ่งในผู้ซื้อนั้นทำงานให้กับ “เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส (Ferdinand Marcos)” ประธานาธิบดีเผด็จการแห่งฟิลิปปินส์ในเวลานั้น
สองเดือนหลังโรซัสค้นพบสมบัติ ทหารก็ได้มาล้อมบ้านโรซัส โดยกระบอกปืนทุกกระบอกจะมีริบบิ้นสีแดงพันไว้อยู่ เป็นสัญลักษณ์ว่านี่คือกองทัพของประธานาธิบดี และหากโรซัสต่อต้าน สิ่งที่จะได้รับก็คือความตาย
ไม่กี่วันหลังจากนั้น โรซัสก็ได้ไปแจ้งความแก่ทางการ หากแต่ทางการก็ไม่ยอมช่วยเหลือ เนื่องจากในเวลานั้นประธานาธิบดีมาร์กอสนั้นควบคุมทุกอย่างในประเทศ ทำให้มาร์กอสต้องหันหน้าไปหาสื่อ
เรื่องราวของมาร์กอสได้ถูกตีพิมพ์บนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์หลายฉบับ รวมทั้งสถานีโทรทัศน์ก็ได้นำเสนอเรื่องนี้ด้วย หากแต่ฝ่ายมาร์กอสก็ตอบโต้โดยอ้างว่าโรซัสเป็นคนของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่มาดิสเครดิตตน
18 พฤษภาคม ค.ศ.1971 (พ.ศ.2514) โรซัสได้ถูกชายสามคนซึ่งแต่งกายด้วยเสื้อผ้าปกติจับกุม และผู้ที่จับกุมก็ได้บอกกับโรซัสว่าจะนำเขาไปพบกับประธานาธิบดีมาร์กอสเพื่อเจรจา และผู้ที่จับกุมก็ขอให้โรซัสยอมรับว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องโกหก เขาถูกพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามจ้างมา และยังถามถึงสถานที่ซุกซ่อนทองคำของกองทัพญี่ปุ่นอีกด้วย
โรซัสปฏิเสธ ซึ่งเขาก็ถูกทรมานอย่างหนักจนต้องยอม ก่อนจะได้พบกับครอบครัวและถูกนำกลับไปขัง
โรซัสถูกทรมานซ้ำเพื่อให้เผยที่ซ่อนสมบัติ หากแต่โรซัสก็ปฏิเสธ และในวันหนึ่ง โอกาสหนีของโรซัสก็มาถึง
วันหนึ่ง โรซัสถูกปล่อยไว้ในห้องขังเพียงลำพัง มีเพียงเวรยามเฝ้าหน้าประตู หากแต่คนของประธานาธิบดีมาร์กอสลืมเรื่องสำคัญไปเรื่องหนึ่ง
โรซัสเป็นช่างทำกุญแจ
โรซัสได้หนีไปทางหน้าต่างในห้องน้ำ และค่อยๆ ไต่ลงมาจากหลังคา ก่อนจะไปพบครอบครัวและหนีไปยังที่ห่างไกลในฟิลิปปินส์ และต้องหลบซ่อนตัวเป็นเวลากว่า 10 ปี
ประธานาธิบดีมาร์กอสถูกโค่นอำนาจในปีค.ศ.1986 (พ.ศ.2529) ทำให้เขาต้องหนีไปฮาวาย และเสียชีวิตในปีค.ศ.1989 (พ.ศ.2532)
หลังจากประธานาธิบดีมาร์กอสสิ้นอำนาจ ก็มีการเปิดเผยว่าทรัพย์สินของมาร์กอสนั้นมีมากกว่าคลังสมบัติชาติฟิลิปปินส์ซะอีก และ “อีเมลดา มาร์กอส (Imelda Marcos)” ภรรยาของประธานาธิบดีมาร์กอส ก็ได้ยอมรับว่าทรัพย์สินส่วนมากนั้นมาจากคลังสมบัติของกองทัพญี่ปุ่น
โรซัสได้ยื่นฟ้องมาร์กอส โดยฟ้องตามมูลค่าพระพุทธรูปทองคำและทองคำแท่งที่ทหารยึดไปจากตน แต่ก่อนคดีจะสิ้นสุด โรซัสก็ได้เสียชีวิตไปก่อน
แต่โชคดีที่จากพยานหลักฐานต่างๆ ทำให้คณะลูกขุนเข้าข้างโรซัส และตัดสินให้โรซัสได้รับการชดใช้เป็นเงินจำนวน 22,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 720,000 ล้านบาท) ซึ่งในเวลานั้น นี่เป็นจำนวนเงินค่าเสียหายที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์
หากแต่ด้วยกระบวนการทางศาล ทำให้ค่าชดใช้นั้นลดลงมาเรื่อยๆ และจนถึงทุกวันนี้ อีเมลดาและครอบครัวก็จ่ายเงินชดใช้เพียงแค่ 1.4 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 50 ล้านบาท) เท่านั้น
และนี่ก็คือเรื่องราวของสมบัติที่นำพาหายนะและความวุ่นวายมาสู่ผู้ครอบครอง
-----
#siamstr
ผมใช้ใน Damus พอกดวิลเล็ตมันขึ้น Attach Alby Wallet
ประวัติศาสตร์ “ภาษี”
“ภาษี” คือสิ่งที่ประชาชนทุกคนจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเงินที่จ่ายนั้น ก็คือเงินที่นำไปใช้ในการบริหารและพัฒนาประเทศ ทำให้ประเทศขับเคลื่อนต่อไปได้
แต่ภาษีนั้นมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างไร? เก่าแก่แค่ไหน?
ลองมาหาคำตอบกันครับ
อันที่จริงนั้น ภาษีนั้นอยู่คู่กับประวัติศาสตร์โลกมานานมากแล้ว มีมาก่อนเงินเหรียญซะอีก และภาษีก็อาจจะอยู่ในรูปแบบต่างๆ
ในสมัยเมโสโปเตเมียโบราณ ก็มีการจ่ายภาษีแบบแปลกๆ
ถ้าให้ยกตัวอย่าง การจะฝังศพคนตายนั้นจะต้องจ่ายภาษีเป็นเบียร์เจ็ดถัง ขนมปัง 420 ก้อน ข้าวบาร์เลย์สองบุชเชล เสื้อคลุมขนสัตว์ แพะ และก็เตียง
และยังมีบันทึกว่าเมื่อ 2,000-1,800 ปีก่อนคริสตกาล ก็มีชายผู้หนึ่งจ่ายภาษีเป็นไม้กวาดจำนวน 18,880 อัน ท่อนซุงอีกหกท่อน
ทางด้านอียิปต์โบราณ ก็นับได้ว่าเป็นหนึ่งในอารยธรรมแรกๆ ที่มีระบบการจัดเก็บภาษีแบบเป็นระบบ โดยเริ่มมีการพัฒนาเมื่อราว 3,000 ปีก่อนคริสตกาล
พระประมุขแห่งอียิปต์ในยุคแรกๆ ทรงสนพระทัยในเรื่องของภาษีเป็นอย่างมาก โดยจะเสด็จไปทั่วดินแดนพร้อมผู้ติดตามเพื่อทำการประเมินการจัดเก็บภาษี โดยดูจากสิ่งที่ประชาชนถือครอง เช่น น้ำมัน เบียร์ เครื่องเซรามิก ฝูงวัว และพืชผล จากนั้นก็ทำการเก็บภาษี
ว่ากันว่าในยุคราชอาณาจักรเก่าแห่งอียิปต์ (Old Kingdom of Egypt) อียิปต์สามารถจัดเก็บภาษีได้เป็นจำนวนมาก มากซะจนสามารถสร้างสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ได้หลายโครงการ เช่น “มหาพีระมิดแห่งกีซา (Great Pyramid of Giza)”
ระบบการจัดเก็บภาษีในอียิปต์นั้นมีวิวัฒนาการมาตลอด 3,000 ปี โดยในยุคราชอาณาจักรใหม่ (New Kingdom of Egypt) ทางการอียิปต์ก็ได้หาวิธีการเก็บภาษีก่อนที่ประชาชนจะได้รับค่าตอบแทนซะอีก นั่นคือการสร้างนวัตกรรมที่เรียกว่า “นิโลมิเตอร์ (Nilometer)”
นิโลมิเตอร์ เป็นนวัตกรรมในการวัดระดับน้ำในแม่น้ำไนล์ในแต่ละปี โดยหากระดับน้ำนั้นต่ำ ภาษีก็จะต่ำไปด้วย เนื่องจากคาดว่าการเพาะปลูกก็อาจจะได้ผลไม่ดีนัก ภัยแล้ง แต่หากระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ก็คิดได้ว่าการเพาะปลูกน่าจะได้ผลดี อุดมสมบูรณ์ ภาษีก็จะสูงขึ้น
ทางด้านอินเดีย ในสมัยราชวงศ์โมริยะ (Maurya Empire) เมื่อสมัย 321-185 ปีก่อนคริสตกาล ในแต่ละปี ก็ได้มีการจัดการแข่งขันโดยผู้ชนะจะได้รับการงดเว้นภาษี
การแข่งขันนั้นจะเป็นการแข่งกันหาวิธีแก้ปัญหาของรัฐบาล หากวิธีของใครได้รับเลือก บุคคลนั้นจะได้รับการงดเว้นภาษีตลอดชีวิต
มาทางด้านโรมัน “จักรพรรดิเวสปาเซียน (Vespasian)” จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมัน ทรงเป็นผู้หาเงินเข้าประเทศด้วยภาษีบางอย่าง
ในสมัยโรมันโบราณ แอมโมเนียคือสิ่งล้ำค่า สามารถนำไปใช้ทำความสะอาดดินและสิ่งสกปรกออกจากเสื้อผ้า ช่างฟอกหนังก็สามารถนำไปทำเครื่องหนัง ชาวนาก็นำไปทำปุ๋ย และผู้คนก็สามารถนำไปใช้กับฟัน ทำให้ฟันขาว
และแอมโมเนียเหล่านี้ก็มาจาก “ปัสสาวะ“
ปัสสาวะจำนวนมากนั้นก็ไปเก็บมาจากห้องน้ำสาธารณะ และรัฐบาลก็หาวิธีการเก็บภาษีจนได้ นั่นคือการเก็บภาษีปัสสาวะ
การเก็บภาษีปัสสาวะนี้ได้รับการต่อต้านจากชนชั้นสูงบางส่วนในโรมัน หากแต่จักรพรรดิเวสปาเซียนก็ทรงมีรับสั่งตอบว่า
“เงินไม่เหม็น”
มาที่จักรวรรดิแอซเท็ก ในช่วงที่จักรวรรดิแอซเท็กรุ่งเรืองสุดขีดในสมัยศตวรรษที่ 15 และ 16 จักรวรรดิแอซเท็กเป็นดินแดนที่ร่ำรวยมั่งคั่ง สาเหตุก็มาจากการที่สามารถเก็บภาษีได้เป็นจำนวนมาก
ภาษีที่้เก็บได้ทั้งหมดจะถูกส่งเข้าสู่รัฐบาลกลาง และรัฐบาลกลางก็จะมีบันทึกที่บันทึกไว้หมดว่าใครส่งอะไรมาบ้าง ซึ่งบันทึกเหล่านั้นบางส่วนก็ยังหลงเหลือจนถึงทุกวันนี้
ในบันทึกบางฉบับก็มีการระบุว่ามีการเก็บหนังเสือ หินล้ำค่า ข้าวโพด โกโก้ ลูกแก้ว ทองคำแท่ง น้ำผึ้ง เกลือ และผ้าต่างๆ ได้เป็นจำนวนเท่าไร
ทางด้านรัสเซีย ในปีค.ศ.1698 (พ.ศ.2241) “จักรพรรดิปีเตอร์มหาราช (Peter the Great)” พระประมุขแห่งรัสเซีย ได้ทรงคิดถึงวิธีการที่จะทำให้รัสเซียดูทันสมัย ดูเจริญหูเจริญตาเหมือนประเทศต่างๆ ในยุโรปตะวันตก เข้ากับยุคสมัยใหม่
จักรพรรดิปีเตอร์มหาราชจึงทรงมีรับสั่งให้เก็บ “ภาษีหนวด” แก่ประชาชนที่ต้องการไว้หนวด
ชายชาวรัสเซียที่ต้องการจะไว้หนวดจะต้องจ่ายภาษีหนวด โดยชาวไร่ชาวนาก็จ่ายราคาหนึ่ง ขุนนางและพ่อค้าก็อีกราคาหนึ่ง โดยนี่ก็เป็นกุศโลบายที่จะให้ชายชาวรัสเซียโกนหนวด ให้ดูสะอาดสะอ้านเรียบร้อย ดูเข้ากับยุคสมัยใหม่
ชายที่จ่ายภาษีจะได้รับเครื่องหมายแสดงว่าตนได้ชำระภาษีแล้ว และต้องพกเครื่องหมายนี้ติดตัวตลอดเวลาเพื่อแสดงว่าตนได้จ่ายภาษีแล้ว
แต่สุดท้าย ภาษีหนวดนี้ก็ถูกยกเลิกไปในปีค.ศ.1772 (พ.ศ.2315)
นี่ก็เป็นเรื่องราวส่วนหนึ่งของภาษีจากดินแดนต่างๆ ในประวัติศาสตร์
---
#siamstr
https://youtu.be/-3ndftVrKgM?si=vw8usPjUuHQVg9pY
#Siamstr #nostr
https://youtu.be/Grzpl8UOSBc?si=jQoZdfIxJs8ePZo5
บทเรียนที่ 1 ว่าด้วยหลักการพื้นฐานของการเข้ารหัสดิจิตอล Hash Function Public-key Cryptography การ sign message เพื่อสร้าง Digital Signature ของ message การสร้าง Bitcoin Address และบทบาทหน้าที่ของ Wallet
#siamstr
Don't let central bankers steal your children's savings. #Bitcoin
#siamstr

1 #btc = 1 #btc
#siamstr 

