เสรีนิยมจะต้องโอบรับลัทธิชาตินิยม (Liberalism Must Embrace Nationalism)
.
โดย HoppeanismBoy
.
ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่ผ่านมานั้นเราจะเห็นได้ว่ามนุษย์นั้นมักยึดโยงและมีความเชื่อ รวมถึงความภักดีต่อบางสิ่งอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นความศรัทธาในศาสนา ปรัชญาบางอย่าง หรือคุณธรรม รวมไปถึงความจงรักภักดีต่อ ครอบครัว-เครือญาติ , ชุมชน หมู่บ้าน , ชนเผ่า หรือ กลุ่มชาติพันธุ์ของตนเอง สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ามนุษย์นั้นต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตนเอง หรือ นั้นก็คือ “สังคม” เช่นเดียวกับที่ “อริสโตเติล” นักปรัชญาชาวกรีกผู้มีชื่อเสียง ได้เคยกล่าวไว้ในงานเขียนของเขาอย่าง “โพลิติกส์” ( “Politics” ) ว่า “โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์นั้นเป็นสัตว์สังคม” เพราะฉะนั้นแนวคิดการรวมกลุ่มแบบอัตลักษณ์นิยม (identitism or Tribalism) ซึ่งหมายถึงการที่ผู้คนแสวงหาในการให้ความสำคัญต่อคุณค่าของกลุ่มตนเอง ซึ่งอาจผูกพันกันด้วย สายเลือด ความสัมพันธ์แบบส่วนตัว คุณธรรม ปรัชญา เชื้อชาติ ศาสนา ก่อนกลุ่มภายนอกที่ไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ กับตนเองโดยกระบวนการดังกล่าวก็เป็นกระบวนการจัดโครงสร้างตามลำดับชั้นที่เป็นไปอย่างธรรมชาติ นั้นก็คือ มนุษย์มักให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ใกล้ตนเองหรือมีความสัมพันธ์ด้านใดด้านหนึ่งกับตนเองก่อนที่จะเผื่อแผ่หรือขยายวงไปยังกลุ่มภายนอกอื่น ๆ (In-group and out-group) ที่มีความสำคัญน้อยกว่าตามลำดับ แน่นอนว่ากระบวนการดังกล่าวนั้นเป็นการยืนยันถึงคุณลักษณะสองประการของมนุษย์ นั้นคือ (a). ที่ว่าการแบ่งแยก การเลือกปฏิบัติและการจัดลำดับรวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อคุณค่าสิ่งต่าง ๆ อย่างไม่เท่ากัน; (b). นั้นได้แก่ การให้ความสำคัญ การให้สิทธิพิเศษ ต่อกลุ่มของตนเองหรือผู้ที่มีความใกล้ชิดกับตนเองก่อนเสมอนั้น ทั้งสองส่วนเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ อย่างไรก็ตามคุณลักษณะและแนวคิดประการต่าง ๆ อันเป็นไปตามธรรมชาติของมนุษย์เหล่านี้ก็ดูเหมือนจะค่อย ๆ สูญเสียบทบาทการนำทางความคิดเหนือผู้คนในสังคมสมัยใหม่ไปทีละเล็กทีละน้อย อันเป็นผลมาจากการที่ สถาบันทางการเมือง วัฒนธรรม สื่อ รัฐ ฯลฯ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมและชี้นำโดยเครือข่ายชนชั้นสูงทั้งหลายของเรา เลือกที่จะค่อย ๆ เปิดรับและเผยแพร่คุณค่า อุดมคติและศีลธรรมแบบโลกสมัยใหม่ที่วางรากฐานอยู่บนเงื่อนไขของแนวคิดแบบเสมอภาคนิยม ความก้าวหน้า (ในความหมายที่หมายถึง “ความเท่าเทียมเชิงผลลัพธ์”) และ ประชาธิปไตยเข้าไปในสังคมแทน ซึ่งการพยายามขยายแนวคิดความเสมอภาคนิยมและความเป็นประชาธิปไตยดังกล่าวนั้น ก็นำไปสู่การอ่อนแอลงของสถาบันทางสังคมอันเป็นอิสระ รวมไปถึงมันยังนำไปสู่การลดทอนอำนาจอธิปไตยของปัจเจกบุคคลในสังคมลง เพื่อเปิดทางให้กับการที่รัฐจะเข้ามามีอิทธิพลหรือบทบาทเหนือปริมณฑลต่าง ๆ ในชีวิตมากขึ้น แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการการแผ่ขยายของแนวคิดศีลธรรมสมัยใหม่อันมีรากฐานตั้งอยู่บนความเสอมภาคนิยมผ่านรัฐและสถาบันระหว่างประเทศที่สนับสนุนการนำโครงการโลกาภิวัตน์ขนาดใหญ่ไปให้แต่ละรัฐปฏิบัติเพื่อผลักดันวาระซ่อนเร้นในการจัดตั้งลัทธิเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จขึ้นทั่วโลกนั้นเอง
.
โดยในปัจจุบันนั้นเราต้องยอมรับก่อนว่าในรัฐซึ่งอยู่ภายใต้ขอบเขตของโลกเสรีนิยมประชาธิปไตยหลายแห่งนั้นไม่มีสิ่งที่เรียกว่าแนวคิดกลุ่มอัตลักษณ์นิยมหรือความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะอีกต่อไป รวมทั้งรัฐและสถาบันต่าง ๆ ในสังคมเหล่านั้นไม่อนุญาตให้ผู้คนคิดถึงกลุ่มอัตลักษณ์นิยมของตนเองหรือภูมิใจต่อมัน ปรากฏการณ์เช่นนี้สามารถเห็นได้ในหลายรัฐของโลกตะวันตก เช่น ในเยอรมัน ความเป็นเยอรมันนั้นไม่ใช่หมายถึงชาวยุโรปผิวขาวเชื้อสายคอเคเซียน ซึ่งมีลักษณะทางกายภาพ ตาฟ้า ผมทอง และมีลักษณะทางสังคม ค่านิยม ภาษา ประเพณีและมีวัฒนธรรมแบบเยอรมัน รวมไปถึงนับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์หรือคาทอลิกอีกต่อไป แต่มันหมายถึงใครก็ตามที่สามารถอพยพหรือถูกนำเข้ามาโดยรัฐบาลเยอรมัน (ที่ถูกควบคุมโดยนักการเมืองและพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย) ไม่ว่าจะเป็นชาวมุสลิม หรือ ชาวแอฟริกัน ฯลฯ คนพวกนี้จะถูกถือว่ามีความเป็นชาวเยอรมัน เช่นเดียวกับชาวเยอรมันดั้งเดิมและพวกเขาไม่จำเป็นต้องถูกดูดซึมให้เป็นส่วนหนึ่งของประชากรชาวเยอรมันดั้งเดิมแต่อย่างใด เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา ความเป็นอเมริกานั้นไม่ได้หมายถึง ชาวผิวขาวแองโกล-แซกซอน ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ (White Anglo – Saxson Protestants) หรือค่านิยม มารยาท การศึกษาที่เหนือกว่า อีกต่อไปแต่มันหมายถึงคนทุกกลุ่มที่สามารถอพยพมาสู่ดินแดนดังกล่าวได้ แม้แต่ในไทยเองก็มีกระบวนการทำลายอัตลักษณ์ดังกล่าวจากกลุ่มขบวนการ นักวิชาการ และสื่อที่มีความคิดโน้มเอียงไปทางซ้ายที่พยายามรื้อถอนความเป็นไทยที่มีความหมายถึง กลุ่มประชากรที่พูดภาษาและมีวัฒนธรรมแบบขร้า-ไท นับถือศาสนาพุทธ-พราหมณ์-แถน โดยการพยายามแทนที่ความเป็นไทยดังกล่าวด้วยแนวคิดแบบพหุวัฒนธรรมนิยมและความเป็นพลเมืองโลก (หมายถึงแนวคิดที่เปิดกว้างในการรับผู้อพยพ เช่น ชาวโรฮิงยา หรือ ประชากรในส่วนอื่น ๆ เข้ามา) ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงประเทศไทยนั้นถูกก่อตั้งขึ้นโดยมีประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาและมีวัฒนธรรมแบบขร้า-ไท รวมไปถึงศาสนาพุทธ-พราหมณ์-แถนเป็นพื้นฐาน จากปรากฏการณ์เหล่านี้เราจะเห็นได้ว่าโลกเรากำลังเข้าสู่กระบวนการที่นำไปสู่การไม่มีเส้นแบ่งระหว่างเขตแดน รวมถึงกระบวนการข้ามชาติขนาดใหญ่ที่ลดทอนกำลังลดทอนชุมชนแห่งชาติในแต่ละแห่งโลกลง มันจะไม่มีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่อีกพวกเขาเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็น ชาวเยอรมัน ชาวอังกฤษ ชาวอเมริกัน ชาวตุรกี หรือ ชาวอาหรับ ฯลฯ จะไม่มีความแตกต่างกันอีกต่อไป แน่นอนว่ากระบวนการดังกล่าวเหล่านี้นั้นไม่อาจจะบรรลุด้วยกระบวนการอย่างสันติวิธีหรือได้รับความยินยอมจากประชากรทั้งหมดได้นอกจากการใช้อำนาจเผด็จการและกำลังบังคับให้ประชากรในแต่ละท้องถิ่นให้ยอมรับกระบวนการสลายอัตลักษณ์ดังกล่าวโดยรัฐเท่านั้น
.
เพราะสิ่งที่เป็นชนเผ่า ศาสนา เชื้อชาติ ฯลฯ ที่ถูกนิยามโดยรวมจากโลกสมัยใหม่ว่า “ลัทธิชาตินิยม” นั้นมีความหมายถึงความพิเศษ ความแตกต่าง และ เอกลักษณ์ แน่นอนสิ่งเหล่านี้ไม่มีความเชื่อมโยงกับคุณค่าของโลกสมัยใหม่ที่กำลังแพร่หลายอยู่ในสังคมของเราอย่าง ความก้าวหน้า แนวคิดเสรีภาพที่จะทำอะไรก็ได้โดยไร้กฎเกณฑ์ ความเสมอภาคนิยม หรือประชาธิปไตยแต่อย่างใด อีกทั้งแนวคิดข้างต้นยังนำไปสู่สภาวะขัดแย้งกับแนวคิดอย่างหลังของสังคมสมัยใหม่ที่กำลังแพร่หลายอยู่อีกด้วย เพราะความพิเศษ ความเป็นเลิศ ความเหนือกว่า ย่อมนำไปสู่การเลือกปฏิบัติเสมอ ชนเผ่าย่อมให้ความสำคัญกับคนภายในเผ่าก่อนคนนอก ประเทศย่อมให้ความสำคัญกับคนในประเทศตัวเองก่อนคนนอก เทพเจ้าย่อมให้ความสำคัญกับผู้นับถือก่อนผู้ที่ไม่นับถือ นี้คือปรากฏการณ์อันเป็นไปตามธรรมชาติของมนุษย์ เนื่องจากมนุษย์นั้นอยู่เป็นเผ่าพันธุ์ เราต้องการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม เราโหยหาความผูกพันและการผูกมัด นั่นคือเหตุผลที่เรารักชมรม ทีม สมาคม ครอบครัวแทบจะไม่มีมนุษย์คนไหนอยู่เป็นฤาษี แม้แต่พระและนักบวชก็ยังอยู่รวมกันเป็นสำนัก แต่สัญชาติญาณความเป็นเผ่าพันธุ์ไม่ใช่แค่สัญชาตญาณในการรวมกลุ่ม มันรวมถึงสัญชาตญาณในการกีดกันออกจากกลุ่มด้วย ในทางกลับกันแนวคิดแบบเสมอภาคนิยมสมัยใหม่กลับขัดแย้งต่อธรรมชาติดังกล่าวของมนุษย์ เพราะการที่มันปูรากฐานทางแนวคิดด้วยความพยายามที่จะสนับสนุนความเท่าเทียมกันในหมู่มนูษย์ให้มากที่สุด มันก็จะต้องเลือกที่จะขจัดการแบ่งแยกและกีดกันดังกล่าวออกไปและวิธีการที่จะขจัดการแบ่งแยกและกีดกันดังกล่าวออกไปได้ก็ด้วยการที่จะต้องทำลายกลุ่มอัตลักษณ์นิยมในสังคมนั้น ๆ ลง แน่นอนว่าวิธีการดังกล่าวไม่อาจจะบรรลุด้วยวิธีการอย่างสันตินอกไปเสียจากการใช้อำนาจรัฐเผด็จการเข้ามาเพื่อแทรกแซงและเปลี่ยนสังคม ในรูปแบบของการทำลายแนวคิดอัตลักษณ์นิยมด้วยการส่งเสริมเจตคติแห่งความเท่าเทียมในสังคม การส่งเสริมหรือให้อภิสิทธิ์แก่คนชายขอบ อย่างเช่น ผู้หญิง LGBTQ ชนกลุ่มน้อยทางเชื้อชาติ สีผิว ศาสนา หรือการทดแทนกลุ่มประชากรดั้งเดิมด้วยการนำเข้าผู้อพยพ กระบวนการเช่นนั้นเป็นสิ่งที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นในยุโรปหรือเมริกา ที่รัฐบาลของพวกเขาได้เปิดทางให้มีการทำลายอัตลักษณ์นิยม ส่งเสริมคนชายขอบ อย่าง LGBTQ+ หรือชนกลุ่มน้อยทางเชื้อชาติ สีผิว ศาสนา รวมทั้งการนำเข้าผู้อพยพต่างชาติเข้ามาโดยที่คนในประเทศไม่ได้ยินยอมหรือเห็นดีเห็นงามด้วย สิ่งเหล่านี้ทืำให้เกิดการขยายตัวของปัญหาในสังคมที่มากขึ้นและเมื่อปัญหาในสังคมมากขึ้นมันก็จะเป็นประโยชน์ต่อชนชั้นนำกลุ่มใหม่ที่ควบคุมระบบการเมืองและเศรษฐกิจอยู่ในโลกเสรีประชาธิปไตย อย่างพวกชนชั้นนำผู้จัดการ (Managerial elite) มากขึ้นเพราะอย่างที่เราทราบกันดีว่าตำแหน่งของพวกเขาเกิดขึ้นมารวมทั้งดำรงอยู่ได้ก็จากปัญหาทางเทคนิคอันซับซ่อนในสังคมทั้งในองค์กรภาครัฐและเอกชน และยิ่งปัญหามีมากขึ้นเท่าไหร่พวกเขาก็จะเพิ่มตำแหน่งและบทบาทให้แก่ชนชั้นนำนักจัดการนิยมมากขึ้นเท่านั้น ผ่านการขยายตัวของหน่วยงาน แผนก หรือ องค์กรของทั้งภาครัฐและเอกชน แน่นอนว่าในสังคมที่เส้นแบ่งแยกทั้งในทางภูมิศาสตร์คือ เขตแดนระหว่างประเทศ รวมไปถึงเขตแดนทางด้านวัฒนธรรมที่แบ่งแยกกันผ่านความหนาแน่นของกลุ่มอัตลักษณ์ในพื้นที่ใด พื้นที่หนึ่งเลยไปจนถึงสถาบันทางสังคมแบบอิสระในอดีตที่อ่อนแอลง ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นผลของการเพิ่มความเสมอภาคนิยมในสังคม มันก็ยิ่งทำให้จะต้องมีหน่วยงานและอำนาจมากขึ้นในการเข้ามาจัดการปัญหาดังกล่าว หรือในอีกนัยก็คือจะต้องมีการขยายอำนาจให้แก่ชนชั้นนำนักจัดการนิยมมากขึ้นนั้นเอง
.
อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าแปลกใจสำหรับเรื่องนี้อย่างที่สุดนั้นก็คือไม่ใช่การที่ฝ่ายซ้าย รวมทั้งสถาบันของพวกเขา หรือ พรรคการเมืองของพวกเขา กลับเข้าร่วมสนับสนุนจุดยืนดังกล่าวของชนชั้นนำนักบริหาร แต่เป็นการที่ฝ่ายเสรีนิยมบางส่วน หรือ บางคน ก็สนับสนุนโครงการสลายอัตลักษณ์ดังกล่าวด้วย เพื่อสร้างมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ขึ้นมาพวกเขาเชื่อว่ามนุษย์จะบรรลุถึงเสรีภาพหรือเหตุผลได้มากที่สุดก็ต่อเมื่อพวกเขาละทิ้ง ตำนาน คำสอนทางศาสนา วัฒนธรรม ค่านิยม ครอบครัว ประเทศ หรือ เชื้อชาติของตนเองทิ้งไปเพื่อเปิดรับความเป็นเหตุเป็นผลอย่างถึงที่สุด เมื่อนั้นพวกเขาจะกลายเป็นมนุษย์ผู้มีอิสระอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามเราขอพูดกับชาวเสรีนิยมด้วยข้อเท็จจริงสองสามข้อดั่งต่อไปนี้
.
(I) “ยอมรับว่าเสรีภาพเป็นไปตามสภาพธรรมชาติของมนุษย์” ข้อแรกชาวเสรีนิยมจะต้องเลิกเชื่อมั่นว่าเสรีภาพจะบรรลุได้ก็ต่อเมื่อมนุษย์ทุกคนสลัดทิ้งไปซึ่งความคิดแบบโบราณคร่ำครึอันเกี่ยวกับ ศรัทธา เชื้อชาติ หรือ ประเทศ และเป็นบุคคลซึ่งใช้ชีวิตอยู่โดยอาศัยเหตุและตรรกะเป็นเครื่องนำทางสูงสุด เราต้องยกเลิกมุมมองอุดมคติและยูโทเปียดังกล่าวเพราะสิ่งเหล่านี้ในท้ายที่สุดจะไม่มีวันเกิดขึ้น จริง มนุษย์นั้นล้วนเปราะบาง ท่วมท้นไปด้วยความรู้สึก ทั้งยังมีลำดับชั้นและเลือกปฏิบัติ สิ่งที่ชาวเสรีนิยมพึงควรจะทำจึงเป็นการเข้าใจมนุษย์ตามธรรมชาติอย่างที่พวกเขาจะเป็นตลอดมาและจะเป็นตลอดไป มนุษย์ไม่สามารถถูกทำให้สมบรูณ์แบบได้ สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือเสนอทางเลือกอย่างสมัครใจให้แก่พวกเขาในการสร้าง เข้าร่วม หรือ แยกตัวออกจากสังคมตามที่พวกเขาพึงปรารถนาเท่านั้น การพยายามสร้างแนวทางการบูรณาการใด ๆ ก็ตามเพื่อทำให้มนุษย์ทุกคนสมบูรณ์ รังแต่จะเป็นการทำลายหลักการเสรีนิยมโดยตัวมันเองและเปิดทางให้แก่ลัทธิเผด็จการโดยรัฐมากขึ้นเท่านั้น
.
(II) “โอบกอดแทนที่จะปฏิเสธภาคประชาสังคม” ข้อที่สอง ชาวเสรีนิยมแม้กระตือรือร้นต่อการยอมรับแนวคิดตลาดเสรีทุนนิยม พวกเขากลับมีมุมมองที่ผิดพลาดนั้นคือการวางตัวเป็นศัตรูต่อสถาบันทางสังคมแบบอิสระอย่างเช่น ครอบครัว ประเพณี วัฒนธรรม อัตลักษณ์ทางเชื้อชาติมาอย่างยาวนาน เหมือนดั่งกับว่าการเป็นเสรีนิยมนั้นมีความหมายเท่ากับการปฏิเสธประเพณีดั่งเดิม กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือการเป็นเสรีนิยมนั้นหมายถึงการเป็นศัตรูกับภาคประชาสังคม ทั้งที่ในความเป็นจริงการดำรงอยู่ของภาคประชาสังคมที่อิสระนั้นต่างหาก ที่มีส่วนสำคัญอย่างมากในการที่เราจะประสบความสำเร็จสำหรับโครงการทางการเมืองของชาวเสรีนิยมและอิสรนิยมในการลดอำนาจหรือต่อต้านอำนาจรัฐ เนื่องจากภาคประชาสังคมเป็นรูปแบบการจัดระเบียบสังคมรูปแบบเดียวที่เกิดความสมัครใจและเป็นไปตามระเบียบโดยธรรมชาติ ทั้งมันยังเป็นพลังเดียวที่สามารถกักกันการขยายตัวของอำนาจรัฐเผด็จการมาโดยตลอด
.
(III) “ลัทธิสากลนิยมทางการเมืองไม่ใช่เป้าหมาย” ข้อสุดท้ายชาวเสรีนิยมต้องยกเลิกมุมมองในการขยายแนวคิดเสรีนิยมไปสู่สังคมอื่น ๆ หรือการทำให้โลกทั้งหมดกลายเป็นเสรีนิยมประชาธิปไตย ชาวเสรีนิยมควรพึงสังวรไว้ว่าสิ่งที่เราควรทำมีเพียงแค่การพยายามลดขนาดและขอบเขตของอำนาจรัฐลงให้มากที่สุดเท่านั้น ไม่ใช่การบูรณาการให้ทั้งโลกกลายเป็นดินแดนอุดมคติสำหรับลัทธิเสรีนิยม ลัทธิเสรีนิยมจะหยุดที่จะส่งเสริมมุมมองที่สนับสนุนให้รัฐเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น ๆ เพื่อสร้างรูปแบบสังคมแบบเสรีนิยมขึ้นมาอีกทั้งต้องสอดประสานหลัการของตนเองเข้ากับอัตลักษณ์ของในแต่ละท้องถิ่นและท้องที่
.
ท้ายสุดแล้ว สิ่งที่เราต้องยึดถือคือเราไม่มีวันจะทำให้เมกกะเป็นปารีส ทำให้ชาวไอริชเป็นอะบอริจิน ทำให้ชาวพุทธเป็นชาวมุสลิม หรือ ชาวคริสต์ทำให้ชาวกัมพูชาเป็นชาวไทย สิ่งที่ดีกว่าสำหรับเราก็คือการทำให้พวกเขาทั้งหมดเป็นสิ่งที่พวกเขาเป็น เราต้องยอมรับในทุกแห่งหนบนโลกและทุกสถานที่ ผู้คนในพื้นที่ดังกล่าวควรมีสิทธิที่จะกำหนดตนเอง ผ่านการแยกตัวและกระจายอำนาจอย่างสุดโต่ง เพราะเราไม่มีวันรู้ว่าอะไรจะดีต่อทุกมนุษย์ทุกคนซึ่งอย่างที่รู้กันเผ่าพันธ์มนุษย์นั้นเป็นกลุ่มจำนวนประชากรที่มีจำนวนมากกว่าหลายพันล้านคนบนโลก ด้วยเหตุนี้เองการคืนอำนาจอธิปไตยให้แก่พวกเขาจึงเป็นสิ่งที่สมควรทำอย่างที่สุด เช่นนั้นเองเราจึงเป็นนักเสรีนิยมเพราะเราเชื่อเราไม่ได้รู้ดีและอีกทั้งเรายังเชื่อว่าไม่มีใครจะสามารถรู้ดีแทนคนอื่นได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นการต่อสู้ของเราทั้งหมดจึงไม่ได้กินความหมายแค่การต่อสู้เพื่อเสรีภาพของปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่เรากำลังต่อสู้เพื่อบางสิ่งที่มีความหมายสูงที่สุดอย่างเลือดและดิน ครอบครัว ประเทศ ศาสนา เช่นเดียวกับทหารซึ่งถ้าหากเราลองถามพวกเขาว่ากำลังสู้เพื่ออะไรแน่นอนว่าสิ่งที่พวกเขาจะตอบนั้นคือในความคิดของพวกเขาภายใต้ช่วงสงครามที่ดุเดือด พวกเขากำลังต่อสู้เพื่อเพื่อนของพวกเขาจริง ๆ เพื่อปกป้องคนในหน่วยของพวกเขา และเพื่อเติมเต็มสำนึกในหน้าที่ส่วนตัว ดังนั้นแนวคิดเลือดและดิน ครอบครัว ประเทศ ศรัทธา และ เชื้อชาติ จึงเป็นพลังที่ลัทธิเสรีนิยมนั้นควรจะโอบรับมันเอาไว้
.
บรรณานุกรม
Deist, Jeff. For a New Libertarian. (Auburn, AL: Ludwig von Mises Institute, 2017).
“Group Narcissism.” Group Narcissism, Erik Torenberg, 28 Oct. 2023, eriktorenberg.substack.com/p/group-narcissism?fbclid=IwAR1Nzg9NqQLjFYiTiFhRVvJBJo-O6AQXou80MXi4V5coapY7__esTvQWHjg.
“Modern Morality Prioritizes Avoiding Evil.” Modern Morality Prioritizes Avoiding Evil, Erik Torenberg, 30 Sept. 2023, eriktorenberg.substack.com/p/modern-morality-prioritizes-avoiding?fbclid=IwAR0Y1OWuOVduQ9NbZqL2XAY7Wb4ItHCD7zh9fYRuEmlHNSs-PdMqMpqy8Z0.

ข้อความด้านล่างคัดลอกจากเฟซบุ๊ก //
อ่านเล่มนี้จบตอนไปเชียงใหม่ ผู้เขียนเสนอข้อถกเถียงว่าวิธีคิดแบบเสรีนิยมที่โปรตลาดในปัจจุบัน เป็นวิธีคิดที่ล้าหลังไปจากความเป็นจริงของการจ้างงานโดยตลาด เนื่องจากความเข้าใจต่อตลาดของพวกนี้คือความเข้าใจในศตวรรษที่ 17-18 ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบเศรษฐกิจโลกยังไม่ผ่านการปฏิวัตอุตสาหกรรม ตลาดจึงเต็มไปด้วยนายทุนน้อยและผู้ประกอบการขนาดย่อมที่ืฐานะและความสามารถในการแข่งขันยังไม่แตกต่างกันนัก ทำให้การแข่งขันในตลาดเป็นการแข่งขันที่ค่อนข้างเท่าเทียม และทำให้ตลาดกลายเป็นอุดมคติของปัญญาชนยุคนั้นในการท้าทายการจัดลำดับชั้นด้วยศักดินา ตลอดจนการสร้างสังคมแห่งความเสมอภาคเท่าเทียม ปัญหาก็คือ เมื่อโลกเข้าสู่ยุคสมัยแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 19 หลัก economy of scale ก็ได้เข้ามาครอบครองวิธีคิดเรื่องการผลิตและการแข่งขันในตลาด ส่งผลให้ข่องว่างระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างขยายใหญ่มากขึ้น เช่นเดียวกับช่องว่างระหว่างบริษัทขนาดใหญ่ที่มีสายป่านยาวกับผู้ประกอบการการขนาดย่อม จนส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเป็นความสัมพันธ์ที่่ฝ่ายแรกมีอำนาจบงการและปกครองฝ่ายหลังอย่างสูง โดยเฉพาะอำนาจในการกำหนดเงื่อนไขการจ้างงานต่างๆที่ทำให้ลูกจ้างไม่มีทางเลือกอื่นๆในชีวิตนอกจากการจำเป็นต้องเชื่อฟังอำนาจของนายจ้าง ในแง่นี้ ตลาดตามความเป็นจริงของสภาพการทำงานจึงไม่ใช่พื้นที่ของเสรีภาพแบบที่ถูกเข้าใจกัน แต่เป็นพื้นที่ของสิ่งที่ผู้เขียนเรียกว่า private government นั่นคือ พื้นที่ทางการปกครอง ที่ลูกจ้างจะกลายเป็นผู้ถูกปกครองภายใต้อำนาจของนายจ้างในการบงการเงื่อนไขการใช้ชีวิตตลอดจนพฤติกรรมต่างๆของลูกจ้างในแบบที่เกือบๆจะไม่มีข้อจำกัด
ความผิดพลาดของพวกเสรีนิยมที่โปรตลาดจึงเป็นความผิดพลาดบนช่องว่างระหวา่งทฤษฎีกับความเป็นจริง ที่ทฤษฎีจะถูกแช่แข็งอยู่กับภาพของตลาดก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม ขณะที่ความเป็นจริงของตลาดซึ่งอยู่ในความสัมพันธ์แบบ private government กลับเป็นสิ่งที่ถูกละเลย อันเป็นผลมาจากการที่่่ฝ่ายเสรีนิยมเข้าใจประเด็นเรื่องเสรีภาพบนฐานของเสรีภาพในการมีทางเลือก ที่ว่าลูกจ้างทุกคนต่างก็มีทางเลือกในการลาออกและถอนตัวจากการจ้างงานที่ตนเห็นว่าไม่เป็นธรรม (โดยไม่สนใจความเป็นจริงของชีวิตว่าทางเลือกอย่างการลาออกนี้ไม่ควรถูกถือว่าเป็นทางเลือกตั้งแต่ต้น) จึงมองไม่เห็นสภาพอำนาจนิยมที่ไร้เสรีภาพในความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง แตกต่างจากตัวผู้เขียนที่ใช้วิธีคิดแบบสาธารณรัฐนิยมหรือ republicanism ซึ่งนิยามเสรีภาพว่าเป็นเรื่องของความสามารถในการปกครองตนเองโดยไม่ถูกครอบงำหรือตกภายใต้บงการในชีวิตของผู้อื่น จึงทำให้ตระหนักว่าการจ้างงานในตลาดปัจจุบันนั้นคือสภาวะที่ลูกจ้างสูญเสียเสรีภาพ ไม่สามารถกำหนดแนวทางชีวิตของตน และตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบไร้ขีดจำกัดของนายจ้าง
ทางออกที่ผู้เขียนเสนอจึงเป็นเรื่องของการสลาย ภาวะ private government ในความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง ด้วยการทำให้ความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมตรงนี้กลายเป็นความสัมพันธ์ตามกลไกของสาธารณะซึ่งจะนำไปสู่การตรวจสอบที่เรียกร้องให้รัฐและสาธารณะสามารถเข้ามาตรวจสอบเงื่อนไขทางกฏหมายและทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นธรรมมากขึ้น
สนุกดีครับ เป็นงานทฤษฎีที่อ่านสนุก ใครที่สนใจเรื่องสภาพแรงงานและการจ้างงานไ่ม่เป็นธรรมควรหามาอ่านกัน https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid036MJ3dduhpNox8evaa3gvxexhvRRYwwNYHae5YemTsVcsu3MiMRbigsqWVPTziAEal&id=100002014868309&mibextid=Nif5oz
การศึกษาแนวคิดที่มีมุมมองแตกต่างไปจากเรา ผมว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับชาวบิตคอยเนอร์ เพราะไม่ว่าคุณมั่นใจว่าคุณคิดถูกแค่ไหน ก็ไม่มีอะไรรับประกัน 100% ว่าคุณคิดถูก การเปิดใจและรับรู้ข้อมูลที่หลากหลายจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บิตคอยเนอร์มือใหม่ เพราะผมเจอเยอะมาก มือใหม่ที่ไม่ได้เข้าใจแนวคิดอื่นๆ นอกจากออสเตรียนดีพอ (อันที่จริงความเข้าใจออสเตรียนก็ยังไม่ดีพอด้วยซ้ำแต่เน้นจำจากคนดังในวงการ) ที่ไปถกเถียง วิจารณ์แนวคิดอื่นๆ โดยไม่มีความเข้าใจที่ดีพอ ข้อโต้แย้งที่ใช้ก็จำๆ มาทั้งนั้น
จงถามตัวเองให้ดีว่าคุณเห็นด้วยกับแนวคิดที่คุณเชิดชูจริงๆ หรือเปล่า หรือแค่เพราะคนดังที่รู้จักเชื่อแนวคิดนั้น ถ้าเป็นอย่างหลังคุณก็ไม่ต่างจากคนที่อินกับ propaganda ของรัฐบาลหรอก คุณแค่ชอบ propaganda ของฝั่งนึงเฉยๆ
#Siamstr

ได้ content นำไปเขียนบทความแล้วครับ 😀
มูลค่าจิตวิสัยไม่ใช่สิ่งที่จะกำหนดได้ตามอำเภอใจ
.
เศรษฐศาสตร์กระแสหลักอธิบาย "กฎการลดน้อยถอยลงของอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม" (law of diminishing marginal utility) ว่าความพึงพอใจใด ๆ ก็ตามมาจากการบริโภคสินค้าและบริการอันเฉพาะเจาะจง และความพึงพอใจของการบริโภคจะลดลงต่อหน่วยจากปริมาณที่เราบริโภคมากขึ้น กฎดังกล่าวถูกนำไปอธิบายผ่านสูตรคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่เรียกว่า "ฟังก์ชั่นอรรถประโยชน์" (utility function) แต่หากตั้งคำถามว่าในความเป็นจริง ความพึงพอใจมันเป็นสิ่งที่คงที่พอที่จะสามารถคำนวณได้อย่างชัดเจนตามสูตรคำนวณหรือไม่? คำตอบก็คือ "ไม่" ดังนั้นสิ่งที่เราจะต้องทำความเข้าใจในลำดับถัดมาว่า "การประเมินคุณค่านั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร" และ "การประเมินคุณค่าดังกล่าวเกิดขึ้นตามอำเภอใจหรือไม่?"
.
ตามความคิดของคาร์ล เมนเจอร์ (Carl Menger) ผู้ก่อตั้งสำนักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนมองว่า "ปัจเจกบุคคลกำหนดมูลค่าของสินค้าตามความสำคัญที่สินค้าและบริการนั้น ๆ มีผลต่อการดำรงชีวิตของเขา" และความต้องการของมนุษย์ที่มีอยู่อย่างไม่จำกัดทำให้ปัจเจกบุคคลต้องหาว่าสิ่งใดสำคัญต่อการดำรงชีวิต มันเป็นผลให้ "มูลค่า หรือ คุณค่า" เป็นสิ่งที่มีลำดับความสำคัญ มีการแบ่งชั้นจากน้อยไปมาก ฯลฯ ยกตัวอย่างเช่น นาย A เป็นคนทำขนมปัง เขาผลิตขนมปัง 4 ก้อน ผ่านการใช้ทรัพยากรเพื่อบรรลุความต้องการอันไม่สิ้นสุดของเขา ตรงนี้นาย A มีสิ่งที่ต้องคิดในหัวว่า "สิ่งสำคัญมากที่สุด" ในตอนนี้คือ เขาจะต้องบริโภคขนมปังที่เขาผลิตเพื่อที่จะกระทั่งชีวิตของเขาเองไม่ให้อดตาย และขนมปังที่เหลือทั้งก้อนที่สอง สามและสี่ก็อาจนำไปแลกเปลี่ยนเพื่อ "สิ่งที่สำคัญที่สุดในการดำรงชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี" เราจะสังเกตได้ว่าการแลกเปลี่ยนขนมปังก้อนที่สองและสามเป็นสิ่งที่นาย A แลกเปลี่ยนทรัพยากรของเขากับสินค้าอื่น ๆ เพื่อเติมเต็มความต้องการหลากหลายอย่างอันไม่มีสิ้นสุด ตรงนี้มันก่อให้เกิดความเหมาะสมของทรัพยากรที่นำไปแลกเปลี่ยนโดยคำนึงถึงมูลค่าของความต้องการอย่างเฉพาะเจาะจง ยกตัวอย่างเช่น ความต้องการเสื้อเพื่อสวมใส่ นาย A จะต้องตัดสินใจว่าจะใส่เสื้อลำลอง หรือ เสื้อทำงาน โดยนาย A จะต้องหาเสื้อหลายตัวและหลายแบบเพื่อหาตัวที่เหมาะสมกับความต้องการอันเฉพาะเจาะจงของเขา ในกรณีนี้ถ้านาย A ทำงานอยู่กับเตาอบขนมปังที่ร้อนมาก เขาก็จำเป็นต้องหาเสื้อที่บางเพื่อให้ถ่ายเทความร้อนได้ดีในระหว่างทำงาน
.
หมายความว่ามูลค่าจึงเป็นผลมาจากความต้องการอันไม่มีที่สิ้นสุดของปัจเจกบุคคลตามแต่ละสถานการณ์ พื้นที่และเวลา ยิ่งไปกว่านั้นความต้องการของมนุษย์เองก็ไม่ได้ถูกกำหนดตามอำเภอใจ แต่ถูกจำลำดับตามความสำคัญต่อการดำรงชีวิต ยกตัวอย่างเช่น ถ้านาย A จำลำดับความสำคัญของชีวิตตามอำเภอใจแล้ว เขาก็จะต้องอยู่บนความเสี่ยงที่อาจถึงแก่ชีวิตได้ ยกตัวอย่างก็คือ ในอากาศหนาวเย็นเยือกที่ใครต่อใครก็ต้องการความอบอุ่น สำหรับสถานการณ์ของนาย A ถ้านาย A จัดสรรทรัพยากรส่วนใหญ่สัตว์เลี้ยงของเขาเช่น อาหารและที่พักอาศัยอันอบอุ่น และจัดสรรทรัพยากรส่วนน้อยให้กับตัวเองแทนเช่น อาจจะไม่มีที่พักที่อบอุ่นและอาหารที่ไม่เพียงพอ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือสัตว์เลี้ยงก็จะมีชีวิตรอดต่อในอากาศหนาวเย็น ในขณะที่นาย A ก็เสี่ยงที่จะป่วย
.
ด้วยเหตุนี้เอง แนวคิดอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม (marginal utility) ไม่ใช่สิ่งที่ตามเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเข้าใจว่า การเพิ่มขึ้นหนึ่งหน่วยสะท้อนอรรถประโยชน์มวลรวมในเชิงปริมาณ แต่สิ่งที่เรียกว่า 'อรรถประโยชน์' เป็นผลมาจากการจัดลำดับความสำคัญและลำดับชั้นของแต่ละบุคคลในการดำรงชีวิตของเขา ความต้องการเฉพาะเจาะจงกำหนดมูลค่าที่สะท้อนทรัพยากรเพื่อแลกเปลี่ยนมัน มูลค่าจิตวิสัยนั้นไม่ได้ถูกสร้างมาตามอำเภอใจ แต่ตามความเหมาะสมของดำรงชีพและความเป็นอยู่ที่ดีแต่ละคน ดังนั้น การประเมินมูลค่าที่แตกต่างของคนจึงจะต้องสะท้อนกับความเป็นจริงเสมอ ถ้าหากการประเมินมูลค่าเกิดขึ้นตามอำเภอใจแล้วละก็ มันก็จะนำความเสี่ยงมาสู่ตนเอง
.
บรรณานุกรม
Karl E. Case and Ray C. Fair, Principles of Microeconomics, 7th ed. (Amsterdam, NL: Prentice Hall, 2003).
Carl Menger, Principles of Economics, trans. James Dingwall and Bert F. Hoselitz (Auburn, AL: Ludwig von Mises Institute, 2007), chap. 3.
Shostak, Frank. Subjective Value Is Not the Same as Arbitrary Value. (Auburn, AL: Ludwig von Mises Institute, 2021).

จบไปแล้วกับงานเสวนาของทางอิสรนิยมศึกษา
เนื้อหาแบบละเอียดมากกว่าที่นำเสนอในงานจะตามมาทีหลังครับ
ยุทธศาสตร์ฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาไล่เรียงตั้งแต่ Antonio Gramsci, Louis Althusser, Carl Schmitt, Karl Popper, Right-wing populism by Murray N. Rothbard 😃
" สังคมที่กำลังเลือกว่าจะนำเอาระบบทุนนิยมมาใช้หรือระบบสังคมนิยมมาใช้นั้น โดยแท้จริงแล้วพวกเขากำลังไม่ได้กำลังเลือกระบบทางสังคมสองรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่พวกเขากำลังระหว่างสังคมแห่งความรู้มือภายใต้ระบบทุนนิยม หรือ การล่มสลายทางสังคมภายใต้ลัทธิสังคมนิยม "
- Ludwig von Mises
.
วันอาทิตย์ที่ 29 เรามาเสวนาเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงกัน
.
หลังจากห่างหายไปนานมาพบกิจกรรมออนไซต์อีกครั้งของกลุ่มอิสรนิยมศึกษา เพื่อหาสมาชิกและเผยแผ่ความรู้ความเข้าใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตลาดเสรีทุนนิยม แนวคิดเสรีนิยม และ ประชาธิปไตยแบบตัวแทน แก่ประชาชนและผู้ที่สนใจในแนวคิดอิสรนิยม โดยไม่เกี่ยงอาชีพ ชนชั้นวรรณะ หรือ การศึกษา ซึ่งหัวข้อกิจกรรมที่เราจะพูดคุยแลกเปลี่ยนนั้นคือหัวข้อเรื่อง เราจะทำอย่างไร ( What Is to Be Done ) เพื่อค้นหาแนวทางและยุทธศาสตร์ในการต่อสู้รวมทั้งติดอาวุธทางความคิดให้แก่ชาวเสรีนิยมและชาวอิสรนิยมในสังคมไทย รวมทั้งพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับแขกรับเชิญสุดพิเศษของเรา ได้แก่ คุณคริส โปตระนันทน์ และ แอดมิน HoppeanismBoy
.
โดยสำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมของเราได้ใน วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 16.00 - 19.00 สถานที่จัดกิจกรรม คริส โปตระนันทน์, 74, 6 Rama VI Rd, แขวงพญาไท Phaya Thai, Bangkok 10400
.
Link ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม Google Form https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSdMqnQJjvNaCQ8xGOmBPuAdWIf1fQ3ynSv0px7PqlrKSgE1hQ/viewform?usp=sf_link
.
หรือ แสกน QR Code ตามรูปภาพได้เลยครับ
#Siamstr

แผนที่สำหรับลูกเพจที่ต้องการเดินทางมาร่วม First meeting นะครับ
สำหรับ MRT กำแพงเพชร
Google map เดินทาง https://maps.app.goo.gl/TUemPA2NKKQCX7F39
(คริส โปตระนันทน์, 74, 6 Rama VI Rd, แขวงพญาไท Phaya Thai, Bangkok 10400)
สำหรับ BTS สะพานควาย
Google map เดินทาง https://maps.app.goo.gl/JDC9Jwgdi3y3SFot5
(คริส โปตระนันทน์, 74, 6 Rama VI Rd, แขวงพญาไท Phaya Thai, Bangkok 10400)
" สังคมที่กำลังเลือกว่าจะนำเอาระบบทุนนิยมมาใช้หรือระบบสังคมนิยมมาใช้นั้น โดยแท้จริงแล้วพวกเขากำลังไม่ได้กำลังเลือกระบบทางสังคมสองรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่พวกเขากำลังระหว่างสังคมแห่งความรู้มือภายใต้ระบบทุนนิยม หรือ การล่มสลายทางสังคมภายใต้ลัทธิสังคมนิยม "
- Ludwig von Mises
.
วันอาทิตย์ที่ 29 เรามาเสวนาเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงกัน
.
หลังจากห่างหายไปนานมาพบกิจกรรมออนไซต์อีกครั้งของกลุ่มอิสรนิยมศึกษา เพื่อหาสมาชิกและเผยแผ่ความรู้ความเข้าใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตลาดเสรีทุนนิยม แนวคิดเสรีนิยม และ ประชาธิปไตยแบบตัวแทน แก่ประชาชนและผู้ที่สนใจในแนวคิดอิสรนิยม โดยไม่เกี่ยงอาชีพ ชนชั้นวรรณะ หรือ การศึกษา ซึ่งหัวข้อกิจกรรมที่เราจะพูดคุยแลกเปลี่ยนนั้นคือหัวข้อเรื่อง เราจะทำอย่างไร ( What Is to Be Done ) เพื่อค้นหาแนวทางและยุทธศาสตร์ในการต่อสู้รวมทั้งติดอาวุธทางความคิดให้แก่ชาวเสรีนิยมและชาวอิสรนิยมในสังคมไทย รวมทั้งพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับแขกรับเชิญสุดพิเศษของเรา ได้แก่ คุณคริส โปตระนันทน์ และ แอดมิน HoppeanismBoy
.
โดยสำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมของเราได้ใน วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 16.00 - 19.00 สถานที่จัดกิจกรรม คริส โปตระนันทน์, 74, 6 Rama VI Rd, แขวงพญาไท Phaya Thai, Bangkok 10400
.
Link ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม Google Form https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSdMqnQJjvNaCQ8xGOmBPuAdWIf1fQ3ynSv0px7PqlrKSgE1hQ/viewform?usp=sf_link
.
หรือ แสกน QR Code ตามรูปภาพได้เลยครับ
#Siamstr

https://www.youtube.com/watch?v=OPXfwk7cync&ab_channel=VOICETV
แนะนำสำหรับคนไทยหลายท่านบน Nostr #Siamstr
สำหรับใครที่ตามข่าวเรื่องอิสราเอลกับยิวอยู่ครับ
มองในแง่หนึ่งนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ก็ไม่ได้ต่างจากนักการเมืองที่พวกเขาด่ามาก กลับกลอกปลิ้นปล้อนเหมือนกัน ถึงขนาดบางคนหมุนตัว 180 องศาไปโจมตีฝั่งตรงข้ามแล้วกลับกลายเป็นพวกสนับสนุนข้อเสนอของนักคิดตลาดเสรีทุนนิยม ทั้งที่ตัวเองเป็น Keynesian, Neo-Keynesian, etc. กันซะส่วนใหญ่ หากจะกล่าวว่าพวกเขาเป็นยังไงอย่างชัดเจนก็ตอบได้เต็มปากว่า "เชียร์ก้าวไกล" และ "ไม่ชอบทักษิณ"
พวกนี้บางทีก็น่าเอื้อมระอา ไร้กระดูกสันหลัง
ลงในนี้ก่อนลงในเพจทางเฟซบุ๊กนะครับ
ลงแล้วนะครับ เรื่องวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง
