เร็วนี้ผมอยากแชร์เนื้อหาในหนังสือ the fourth politcal theory ของ Alexander Dugin ลงใน nostr ครับ เป็นการเปิดมุมมองที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากงานง่ายเขียนของนักปรัชญาที่ไม่ใช่ทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา 😃
nostr:naddr1qqxnzdesx5mr2vp5xq6r2wf3qgsdsv8w0d7rpgmykyjykau6lw60z4nn8laceper2zrwy6ctfesu6csrqsqqqa28am3zar
Verifying my Nostr Nests identity: fcTCeHfaFxMHJrF_EsiNP8gD96jRTmvWlbx6yKnCDwM
#reflecting2023 แบบกระชับ
1. มาสิงทุ่งม่วงแล้ว เพราะงั้นข้อความตั้งแต่ข้อ 2 เป็นต้นไปจะไม่ปรากฎบนแอปฟ้า ทางเข้าอยู่ในคอมเมนต์
---
2. พูดบนที่สาธารณะเยอะโคตรๆ ตั้งแต่พรีเซนต์ไฟนอลโปรเจคธีสิสก็ไม่ได้พูดอะไรต่อหน้าธารกำนัลอีกเลย น่าจะสักห้าปีได้ แล้วอยู่ดีๆ ก็กลับมาพูด แล้วอัพเวลไวมาก จากอัดรายการ(สภายาส้ม) สอนซูม(LN101) ไลฟ์สด(สภายาส้ม on Nostr / สภายาม่วง / สภายาแดง / #East101 ) ยันขี้นเวที(BTC2023 / สภายาส้ม on Stage feat. nostr:npub1kzn6mljn0jstcjq4x3fuf5xuvuftw8l8vg9k9z64sq5d99n3ky2qpuvxz9 / BGTH2023) เพิ่งรู้ว่าตัวเองพูดไวเป็นแรพขนาดนี้ เคยเปรยๆ ว่าน่าจะลองคุมให้ช้าลงไหมแต่ประธานซุปบอกว่าไม่ต้อง มันเป็นคาแรคเตอร์ไปแล้ว 555 แต่ยังไงก็ยังรำคาญความงึมงำในคออยู่ดี อันนี้จะพยายามพูดให้ชัดมากขึ้นนะ
3. ขยายประเด็นแยกเป็นอีกข้อ เพราะเอนจอยสภายาส้มมากๆ (มากขนาดที่ว่าเคยตัดสินใจดรอปความถี่ลงเหลือสองอาทิตย์ครั้งเพื่อลดภาระตัดต่อของท่านประธาน แต่ก็ต้องเติมไลฟ์ทุ่งม่วงเข้ามาเพิ่ม เพราะคันปากจริงๆ) รวมไปถึงสภาตัวยาอื่นๆ ที่เป็นอนุพันธ์พลอยได้ด้วย ขอบคุณ nostr:npub1wzlj8qxwzwfls9fez23ne90rjey6kxkaqz7nltfajqx5kmp7w2tqfkkad0 (สารตั้งต้น) nostr:npub15l5mxmljftnnqur8gf2nkjj2yuemqy2kuly7yc29lx7x598svx5s447rgk nostr:npub1qd6zcgzukmydscp3eyauf2dn6xzgfsevsetrls8zrzgs5t0e4fws7re0mj nostr:npub16hpaqcm8zhc6n4d79tu2mtsf9464093r4v3r7l5hq5tpsng3txesw3tu5f nostr:npub1eahsj3ngx39s3dvk78frad0dwsw09q8nqprudy8vld4sjqd8uafsu362ah nostr:npub1ju8la595yg7h90qm8lm95hvqajgdgu2c6f9mf8uwwe7lurrxarcsycsv5w nostr:npub1z7k4pffj7250eaydd3ya0v07mmzecylcq9cw5af68zu39q0k4u3qj6xre4 nostr:npub1vm0kq43djwdd4psjgdjgn9z6fm836c35dv7eg7x74z3n3ueq83jqhkxp8e
4. กำลังจะมีคอร์สออนไลน์! เรียนได้ผ่าน Skilllane ถึงจะเข็นออกมาได้ช้ากว่าที่คิดไปหน่อย แต่ภูมิใจมากๆ ขอบคุณ nostr:npub1prya33fnqerq0fljwjtp77ehtu7jlsjt5ydhwveuwmqdsdm6k8esk42xcv และ nostr:npub1e963pmyq9q6873njkzxu279l8rh3mymxj9y5lq3x3hkeyj5s2pkqut3z4f (ผู้อำนวยการสร้าง) nostr:npub16hpaqcm8zhc6n4d79tu2mtsf9464093r4v3r7l5hq5tpsng3txesw3tu5f และครอบครัว (โปรดักซ์ชั่น)
nostr:npub1jmgyx98jkel68qpnu9lfcgsahk5mghvxgavyvw48ljk6m64nv0rsk79z5s (พ่อมดกราฟิก) nostr:npub1qd6zcgzukmydscp3eyauf2dn6xzgfsevsetrls8zrzgs5t0e4fws7re0mj และ nostr:npub1en9ma92rj4ksr64l0ed0fh9588g8mn0ht0v0m87ssx0slvgrnkasf5ws53 (ที่ปรึกษาทางเทคนิค) nostr:npub1ju8la595yg7h90qm8lm95hvqajgdgu2c6f9mf8uwwe7lurrxarcsycsv5w (การตลาด) nostr:npub1xzh2kqynr29x6j3ln6x05f26ha0c0ucfr280uzljftlgcthv9r6skqe7dt (ลงทะเบียนรับโค้ดลด)
5. ถึงจะพูดเก่งสอนเก่ง แต่จริงๆ ไม่ได้เก่งขนาดนั้น ยิ่งในทุ่งม่วงยิ่งมีคนเก่งกว่าอีกเยอะแยะ จนมีหลายครั้งที่คิดว่าต้องไปเรียนอะไรหลายๆ อย่างใหม่ไหม แต่มันแน่นจนไม่มีเวลาจริงๆ จนกระทั่งเห็นโควทนึงผ่านตาว่า "ถ้าคนอื่นทำได้ เราก็ให้เขาทำ" เพราะงั้นเป็นกำลังใจให้นะครับพี่น้องผู้เป็นเอตทัคคะในด้านต่างๆ ปีหน้าผมขอฝากเนื้อฝากตัวเรียนรู้จากทุกคนเช่นเดิม [โหนดและคอมพิวเตอร์] nostr:npub1nsxnfp5690uplzgkslthcvt6269htshqeymhghthenr9wnpt869q57q2hf nostr:npub1z8huw7etk7l5a2k5u8n99vsz2uvtjtrusnz05e7j7ptgfcpqnyfsvpq70x พี่ก่อน (หาชื่อไม่เจอ) nostr:npub14gr5wssf7732cavhspxqggmtzqs2e4rh6k84m8nzcjrlc38dplvs05jf6k nostr:npub1r27yp3vmr53gx9z2ltzxt8pah07p5xext2u7eeeg5zs5cmxkpeqst2hxu8 nostr:npub1qd6zcgzukmydscp3eyauf2dn6xzgfsevsetrls8zrzgs5t0e4fws7re0mj nostr:npub1vm0kq43djwdd4psjgdjgn9z6fm836c35dv7eg7x74z3n3ueq83jqhkxp8e น้องไม้ (มันอยู่ใน nostr ป่ะวะ) // [เศรษฐศาสตร์การเมือง] nostr:npub16hpaqcm8zhc6n4d79tu2mtsf9464093r4v3r7l5hq5tpsng3txesw3tu5f nostr:npub1z7k4pffj7250eaydd3ya0v07mmzecylcq9cw5af68zu39q0k4u3qj6xre4 nostr:npub187fs6hc9k2ase93v54h9qzx3zz5rrhwc89gstjdextprzlxcee9sdltz9m nostr:npub1e8e3qv6y60aktjafqe97dltk96rfjwuevnyul0kwemwcg8mz6u0qal9tp3
6. ไปต่างประเทศครั้งแรกในชีวิต ครั้งแรกงานเฟียต(จีน) ครั้งที่สองไปงาน nostr:npub1ftw5mdhk9c2zcsc7fzs0vxydxtdqs8jfj2va5egz05hemsm50saqgr8wjt 2023 (และเป็นการขึ้นเครื่องบินครั้งที่ 3,4,5,6 ในชีวิต นั่นแหละเหตุผลที่เทนโดเห็นว่าผมอาการดีดแปลกๆ) เป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่ามากครับ nostr:npub1prya33fnqerq0fljwjtp77ehtu7jlsjt5ydhwveuwmqdsdm6k8esk42xcv nostr:npub16haqxypgjptgs7zrpmpc3vm2gkvg08wlrm3qyynz3yp0msplp0cqr2q3h6 nostr:npub1ju8la595yg7h90qm8lm95hvqajgdgu2c6f9mf8uwwe7lurrxarcsycsv5w nostr:npub1j0r2khr0mkk33kyumwch9y06enp9kgq99vk69epgfmmnkalqpy8stj8ytx
7. เป็นอีกครั้งหนึ่งที่กลับมาแตะการออกแบบบอร์ดเกม แม้จะยังไม่มีอะไรคืบหน้ามากนักแต่ขอขอบคุณเพื่อนๆ ที่เป็นหนูทดลองหนึ่งตาถ้วนที่งาน #East101 นะครับ nostr:npub15l5mxmljftnnqur8gf2nkjj2yuemqy2kuly7yc29lx7x598svx5s447rgk nostr:npub1vm0kq43djwdd4psjgdjgn9z6fm836c35dv7eg7x74z3n3ueq83jqhkxp8e nostr:npub13vhl0n455849tzae988q6dgnmlk29j4hzt73f92349susg4vugvqyndzp0 nostr:npub13e2af5rm4x8z2tt34fst39arfcxh40c75repllywy058wjdaqs8sewxgfy nostr:npub1esyenpe4c8ndsex8wdepnd964eytwkrr98pdk6qvvha3kk96pwyspyyes3 (แท็กถูกคนใช่มั้ยนะ) ถ้าผมแท็กใครผิดโทษคนนี้เลย ของเค้าดีจริง 5555 nostr:npub1m008pf6d9w3hrsqwrqmg3w5rp2zjnxzrl7a5entl4nyecwdn3avsrfeuf6
8. เพิ่งลองหัดทำสเต็กกินเองครั้งแรกก็ปีนี้นี่แหละ หวังว่าปีหน้าจะทำแล้วได้ออกมาเป็นสเต็กจริงๆ สักทีนะ
9. มีงานแปลหนังสือที่จริงจังมากๆ อยู่ในมือ 1 เล่ม แต่ตัวคนแปลยังหาเวลามาจริงจังกับมันไม่ได้เท่าไหร่ 555 หวังว่าจะได้ออกมาเป็นเล่มภายในปีหน้านี้นะ
10. ถึงจะโม้ไปสองรอบก่อนหน้านี้ว่าทับใจกับการถูกเรียกว่า "ตัวเล็ก" มากๆ จากใจอดีตเด็กอ้วน แต่ว่าจริงๆ แล้วรู้สึกได้เองว่าปีนี้วัตรปฏิบัติ IFF ของตัวเองย่อหย่อนลง กินขนมบ้างล่ะ กระดกเบียร์บ้างล่ะ และผลเลือดที่ตรวจตอนปลายปีก็คอนเฟิร์มตามนั้นจริง ต้องกลับมาเข้มใหม่แล้วสิ แน่นอนที่สุดขอฝากท้องฝากไส้และไขมันน้ำตาลในเลือดกับ nostr:npub1kd95gzpy65t7cndx43nlxxtahj0s8kpdwr77kl6tw7gfht8mjensyh5l62 ไปอีกปีนะครับ ปีหน้าผมจะเพลาๆ เรื่องเบียร์ลง (คือเปลี่ยนกลับมากินเหล้าน่ะ 555)
11. ยังทนสู้ในระบบเฟียตได้อยู่ อย่างน้อยเราก็มีกิน มีเก็บมาออมบิตคอยน์ จนตอนนี้บิตคอยน์ที่มีมูลค่าจ่อตูดพอร์ตหุ้นมาแล้ว (ผมเริ่มเข้าตลาดหุ้นด้วยการเอาเงินเก็บทั้งหมดที่มีก่อนทำงานมาลง แต่บิตคอยน์นี่เก็บใหม่จากศูนย์ด้วยเงินเดือนช่วงสองสามปีล่าสุดนี้) ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าถ้าบูลรันไปแล้ว เราทำงานเก็บเงินเท่าเดิมแต่ได้บิตคอยน์แค่เศษเสี้ยวของที่เก็บได้วันนี้ หรือเราเห็นบิตคอยน์ในพอร์ตมันขึ้นๆ ลงๆ วันนึงมากกว่าเงินเดือนที่เราทำได้ทั้งเดือนวิธีคิดเราจะเปลี่ยนไปยังไงบ้าง จะยังมีกะจิตกะใจทำงานเฟียตต่อไปหรือเปล่า
12. สรุปคือ ปีนี้มีความสุขและสนุกมากครับ ขอบคุณทุกคนมากจริงๆ #Siamstr
สุดท้ายขาดไม่ได้ บุคคลที่คู่ควรกับการถูกแท็กไว้ท้ายสุด เพราะถ้าแท็กเข้าไปรายข้อน่าจะต้องแท็กเกือบ 10 ที่ ขอสดุดีรวบยอดแด่แจ็ก 8 hour ไว้ ณ ที่นี้ครับ nostr:npub1mqcwu7muxz3kfvfyfdme47a579t8x0lm3jrjx5yxuf4sknnpe43q7rnz85
😁😁
เราจะยังคงยืนหยัด
.
โดย กองบรรณาธิการ
.
เนื่องด้วยวาระดิถีขึ้นปีใหม่ทางกลุ่มอิสรนิยมศึกษาทั้งคณะทำงาน แอดมิน ผู้ประสานงาน และผู้ปฏิบัติงานทุกท่านก็ขออวยพรแก่สมาชิกและลูกเพจทุกท่าน ขอให้คุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักสิทธิ์ที่ทุกท่านนับถืออยู่จงดลบันดาลให้ทุกท่านพบกับความสุขสวัสดิภาพขอให้ปราศจากภยันตาย อุปสรรคและความทุกข์ทั้งปวง ส่วนทางกลุ่มอิสรนิยมศึกษานั้นก็ยังจะคงมุ่งมั่นและตั้งใจในการทำงานทางความคิดและเผยแพร่ความรู้ให้กับประชาชนต่อไป เพราะเราเชื่อว่าการทำงานทางความคิดไม่สามารถสำเร็จได้ภายในวันเดียว เราจะยังคงยืนหยัดเป็นเสียงที่ป่าวร้องประกาศต่อไป เพื่อให้สังคมไทยเห็นถึงความสำคัญของเสรีภาพและสังคมที่ปราศจากการบังคับและรุกรานกัน
.
เพราะไม่มีชัยชนะใด ๆ ที่มีความหมายมากพอ นอกจากการเอาชนะทางความคิด มีเพียงแค่การเอาชนะกันทางความคิดเท่านั้นที่ถือเป็นการเอาชนะที่แท้จริงต่อศัตรูและกลุ่มบุคคลที่คุกคามเสรีภาพของเราและหลอกลวงประชาชนของเรา และไม่มีแนวคิดใด ๆ ที่สามารถต่อสู้กับแนวคิดที่รุกรานเสรีภาพและอำนาจอธิปไตยได้ดีไปกว่าแนวคิดแบบเสรีนิยมและอิสรนิยม และหน้าที่ในการเผยแพร่ความคิดดังกล่าวก็เป็นหน้าที่ของเราทุกคนในฐานะนักเคลื่อนไหวที่ยึดถือแนวทางแบบอิสรนิยมและเสรีนิยม
.
*****************************************************
หากคุณเห็นด้วยกับเราก็สามารถลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิกกลุ่มอิสรนิยมศึกษาได้ที่ลิ้งก์
https://forms.gle/6a2rx8vuqiBYmbvq9
*****************************************************
สถานการณ์อาร์เจนตินาอาจเหมือนที่หม่อมปลื้ม หรือ ใครหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าถึงเวลาแล้ว Javier Milei อาจทำไรไม่ได้เลย... ด้วยโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ กฎหมายมันมีรากฐานมาจาก Peronism
ดังนั้นโจทย์ใหญ่ที่สุดก็คือการเปลี่ยนผ่านแต่จะทำยังไง? อันนี้ก็เป็นความท้าทายเช่นกัน
อีกหนึ่งเรื่องก็คือ นโยบายที่ค่อนข้างมีปัญหา แต่มันสองแง่สองง่ามกับตัวจุดยืน ได้แก่ 1.) ยุบธนาคารกลางตัวเองแต่เอาดอลลาร์ 2.) โปรยูเครน อิสราเอล อเมริกา
ซึ่ง 2 อย่างนี้มีปัญหา แต่ผมคิดบวกเพราะเชื่อว่าไมลีย์อาจรอ ปธน.สหรัฐคนใหม่ที่ไม่ใช่ไบเดนขึ้นมาและมีความเป็นไปได้ที่เขาอาจเอา Austrian Economist คนอื่นเข้ามาเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจกับการเมือง
ขอแสดงความยินดีกับ "ฮาเวียร์ ไมลีย์" (Javier Milei) ว่าที่ประนาธิบดีคนต่อไปของอาร์เจนตินาและเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่มีแนวคิดแบบอิสรนิยมแห่งยุคศตวรรษที่ 21 ที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย
.
เนื่องด้วยการเลือกตั้งประธานาธิบดีอาร์เจนตินารอบที่ผ่านมาในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2566 ระหว่างผู้สมัครนิยมแนวทางแบบลัทธิเปรอน เซร์คีโอ แมสซา (Sergio Massa) กับ ผู้สมัครที่มีอุดมการณ์แบบอิสรนิยม ฮาเวียร์ ไมลีย์ (Javier Milei) โดยการเลือกตั้งครั้งนี้นั้นปราฏกว่า ฮาเวียร์ ไมลีย์ ผู้สมัครอิสรนิยมได้เอาชนะผู้สมัครซึ่งนิยมแนวทางเปรอนไปด้วยคะแนนกว่า 14 ล้านเสียง หรือคิดเป็น 55.69% ทำให้ในตอนนี้อาร์เจนตินากำลังจะมีประธานาธิบดีที่มีอุดมการณ์แบบอิสรนิยมขึ้นมาบริหารประเทศ ซึ่งทางกลุ่มอิสรนิยมศึกษาของเรานั้นก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าภายใต้การบริหารตามแนวทางอิสรนิยมและการเปิดตลาดเสรีทุนนิยม รวมทั้งการลดอำนาจรัฐ และต่อต้านสถาบันการเมืองและเศรษฐกิจฝ่ายซ้ายที่ดำรงอยู่มาอย่างยาวนานในอาร์เจนตินาของ ฮาเวียร์ ไมลีย์ จะนำพาอาร์เจนตินาให้หลุดพ้นจากปัญหาทางสังคม เศรษฐกิจและความยากจนได้เพื่อนำอาร์เจนตินาไปสู่ความรุ่งเรือง รวมทั้งการเลือกตั้งในครั้งนี้อาจเป็นแนวทางให้กับกลุ่มอิสรนิยมและกลุ่มเสรีนิยมในประเทศอื่น ๆ ต่อไปสำหรับการเคลื่อนไหวในอนาคต
.
*****************************************************
หากคุณเห็นด้วยกับเราก็สามารถลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิกกลุ่มอิสรนิยมศึกษาได้ที่ลิ้งก์ https://forms.gle/6a2rx8vuqiBYmbvq9
*****************************************************
.

#siamstr
ทางอิสรนิยมศึกษาได้จัดกิจกรรม ‘‘การแทรกซึมของแนวคิดซ้ายใหม่และโว๊คในไทย’’ เพื่อให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดแบบฝ่ายซ้าย การเคลื่อนไหวและปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในการเมืองไทย
*****รับผู้ลงทะเบียนเพียง 40 ท่านเท่านั้น******
ทางอิสรนิยมศึกษาได้จัดเสวนาในหัวข้อ "การแทรกซึมของแนวคิดซ้ายใหม่และโว้คในไทย" ในวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2566 โดยใช้พื้นที่ของทางคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สถานที่ตั้งอาคารเกษม อุทยานิน (รัฐศาสตร์ 60 ปี) ตึก 3 ห้องประชุมมาลัย หุวะนันทน์ ชั้น 12 มี 40 ที่นั่ง
Google map : maps.app.goo.gl/NnWqXG5vNc74Mq9s9
ลิ้งก์ลงทะเบียน : forms.gle/9r51tXS9f2g92eTG9
#Siamstr

แบบสอบถามการเข้าร่วมกิจกรรม"การแทรกซึมของแนวคิดซ้ายใหม่และโว้คในไทย"
.
ประกาศเนื่องด้วยทางกลุ่มอิสรนิยมศึกษาจะมีการจัดกิจกรรมเสวนาในหัวข้อเรื่อง"การแทรกซึมของแนวคิดซ้ายใหม่และโว้คในไทย" จึงอยากเรียนมาเพื่อให้ทุกท่านที่มีความสนใจในกิจกรรมดั่งกล่าวทำแบบประเมินสอบถามว่าสะดวกในการเข้าร่วมกิจกรรมช่วงเวลาใด เพื่อเป็นข้อมูลให้ทางกลุ่มอิสรนิยมศึกษาจัดกิจกรรมต่อไป
.
หมายเหตุ แบบประเมินสอบถามจะหยุดรับคำตอบในวันอังคารที่ 14 พฤศจิกายน 2566 เวลา 12.00 น.
ลิ้งก์แบบประเมิน
https://forms.gle/gTcfBnji8BbLVMCK8

#siamstr
พัฒนาการของแนวคิดตลาดเสรี : เมื่อทฤษฏีเสรีนิยมไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง
.
บทสรุปจากหนังสือ Private Government : How Employers Rule Our Lives (And Why We Don’t Talk about It) ของเอลิซาเบธ เอส. แอนเดอร์สัน (Elizabeth S. Anderson) ได้นำเสนอมุมมองคร่าว ๆ ที่ว่า (i).วิธีคิดแบบเสรีนิยมตลาดเสรีในยุคปัจจุบันนั่นล้าหลัง เพราะพวกเขามีความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดในแบบช่วงศตวรรษที่ 17-18 แต่ไม่มีความเข้าใจว่าโลกเมื่อเข้าสู่ยุคหลังปฏิวัติอุตสาหกรรมมันเกิด economy of scale เข้ามาครอบคลุมวิธีคิดของสายธารการผลิตและการแข่งขันในตลาดจนถึงทุกวันนี้แตกต่างกัน รวมไปถึงช่องว่างระหว่างนายจ้างและผู้ประกอบการที่กว้างขึ้นจึงอาจกล่าวได้ว่าแนวคิดเสรีนิยมต่อสภาพการทำงานของลูกจ้างไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ของ "เสรีภาพ" และ (ii).ความผิดพลาดของพวกเสรีนิยมตลาดเสรีที่ไม่พิจารณาว่าแนวคิดทางทฤษฏีของตนกับความเป็นจริงมันตรงกันข้าม กล่าวคือทฤษฏีของนักคิดเสรีนิยมแช่แข็งอยู่กับสภาพการณ์ของตลาดก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมมากกว่าหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม จึงเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความสัมพันธ์แบบ private government ที่นายจ้างกลายเป็นผู้ถูกปกครองเพื่อบงการชีวิตของลูกจ้างอย่างไม่มีแม้แต่ข้อจำกัด ผู้เขียนหนังสือยังเสนอต่ออีกว่า ทางออกของเรื่องนี้ก็คือ การสลายสภาวะ private government ในความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้างกับนายจ้างและทำให้ความสัมพันธ์ตรงนี้กลายเป็นเรื่องสาธารณะที่มีกฎหมายและรัฐเข้ามาดูแล
.
ปัญหาของเรื่องนี้ก็คือ "แนวคิดตลาดเสรี" ไม่ได้ถูกนำเสนอแค่จากนักคิดยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงนักยุคสมัยใหม่ที่พูดถึงตลาดเสรี แก่นสารของตลาดเสรีก็คือกลไกตามธรรมชาติที่ไม่ให้รัฐเข้ามายุ่งเกี่ยวกับปัจเจกบุคคลในทางเศรษฐกิจ นั่นหมายความว่าประชาชนคนธรรมดาสามารถประกอบอาชีพ ค้าขาย ทำธุรกิจหรืออะไรต่าง ๆ ได้อย่างอิสระโดยปราศจากการควบคุมของรัฐ นิยามเช่นนี้ย่อมเป็นแบบเดียวกันกับนิยามตั้งแต่ยุคสมัยของอดัม สมิท (Adam Smith) หรือก่อนหน้านั้น อีกทั้งแนวคิดตลาดเสรีย่อมมีการถกเถียงภายในระหว่างแนวคิดสำนักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียน (Austrian economics) และแนวคิดสำนักเศรษฐศาสตร์คลาสสิค (Classical economics) (*ไม่ใช่พวกเดียวกัน ถึงแม้นักเศรษฐศาสตร์คลาสสิคจะสร้างฐานเรื่องตลาดเสรีไว้ก็ตาม*) อย่างหัวข้อที่ได้รับความนิยมถึงทุกวันนี้ก็คือ "ทฤษฏีมูลค่าแรงงาน" (labor theory of value) ที่เริ่มแรกมาจากนักเศรษฐศาสตร์คลาสสิคอย่างเดวิด ริคาร์โด้ (David Ricardo) ที่ถูกตีตกโดยนักเศรษฐศาสตร์ของสำนักออสเตรียนและสร้างบรรทัดฐานทางทฤษฏีเศรษฐศาสตร์ใหม่ก็คือ "ทฤษฏีมุลค่าจิตวิสัย" (subjective theory of value) จากกระแส Marginal revolution โดยคาร์ล เมนเจอร์ (Carl Menger) ฟรีดิช ฟอน ไวเซอร์ (Friedrich von Wieser) ออยเกิน ฟอน โบห์ม-บาแวร์ค (Eugen von Böhm-Bawerk) ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 อันเป็นรากฐานให้กับเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ กล่าวได้ว่าแนวคิดตลาดเสรีถูกส่งมาจากรุ่นต่อรุ่นจนมาถึงยุคปัจจุบันและมีการพัฒนาทฤษฏีอย่างต่อเนื่อง มันไม่ได้ถูกแช่แข็งตามคำที่กล่าวอ้างมาแต่อย่างใด
.
มากไปกว่านั้นความเข้าใจที่ว่านักเสรีนิยม อิสรนิยมหรือผู้สนับสนุนตลาดเสรีทุนนิยมล้วนมีความคิดที่ติดแหง็กอยู่กับยุคศตวรรษที่ 17-18 อยู่นั้นจึงมีข้อบกพร่องในตัวเอง เนื่องจาก (a).แนวคิดตลาดเสรีทุนนิยมมีเพียงนิยามเดียวคือ "การที่รัฐไม่แทรกแซง" ซึ่งเป็นนิยามตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นการขยายกรอบคิดที่ว่าความแตกต่างระหว่างโลกยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมและหลังปฏิวัติอุตสาหกรรมนั้นจึงมีข้อบกพร่อง เนื่องจากมันไม่ได้สนใจว่ามันจะเกิด economy of scale มากน้อยแค่ไหน; (b).ช่องว่างระหว่างนายจ้างและลูกจ้างมักจะมีปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ "รัฐเข้ามายุ่ง" เสมอ ดังนั้น ทางออกของปัญหาที่ว่าจะป้องกันความไม่เป็นธรรมและการเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้างจึงไม่ใช่การทำให้พื้นที่ทางเอกชนใด ๆ กลายเป็นของสาธารณะหรือถูกควบคุมจากกฎหมายและรัฐบาล แต่เป็นการปล่อยไปให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเรื่องการตัดสินใจในระดับเอกชนระหว่างนายจ้างและลูกจ้างตามกลไกตลาดเสรีเอง หมายความว่าพวกเขาจะต้องพิจารณาอย่างรอบขอบทั้งเรื่องสิทธิประโยชน์ สวัสดิการ ความปลอดภัย สภาพแวดล้อมการทำงานต่าง ๆ อย่างเร่งครัด รวมไปถึงความเสี่ยงของนายจ้างเมื่อพวกเขาทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรมลงไปกับลูกจ้างไม่ว่าด้วยเหตุผลใดมันคือผลที่ตามมาจากความเสี่ยงดังกล่าว และ (c).โลกยุคปัจจุบันเป็นโลกที่ไม่ได้เป็นไปตามคำทำนายของเหล่ามาร์กซิสต์ที่ว่าโลกจะถูกปฏิวัติทางชนชั้นและกลายเป็นสังคมนิยม (socialism) แต่กลับกันตามมุมมองของเจมส์ เบิร์นแฮม (James Burnham) มองว่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เศรษฐกิจโลกเกิดการเปลี่ยนผ่านจากทุนนิยมผู้ประกอบการ (entrepreneurship capitalism) อันมีนายทุนเป็นเจ้าของทรัพย์สินส่วนบุคคลเพียงผู้เดียวไปสู่ทุนนิยมแบบผู้ประกอบการ (managerial capitalism) ที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับทรัพย์สินมีความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์มากกว่านายทุน ซึ่งพวกเขากลายเป็นชนชั้นใหม่ที่เรียกว่า “ชนชั้นผู้จัดการ” ยกตัวอย่างเช่น ชนชั้นกลาง (middle class) หรือ แรงงานคอปกขาว (white-collar worker) ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ มักจะมีบทบาทอยู่ในรัฐบาล กระทรวง องค์กรภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำนโยบาย หรือ บริษัทขนาดใหญ่ที่มีการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์และมีผู้ถือหุ้นส่วน ซึ่งระบบทุนนิยมลักษณะแบบนี้เองก็ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนที่ยึดถือแนวคิดตลาดเสรีทุนนิยมแบบผู้ประกอบการมาโดยตลอด
.
นอกจากนี้นักคิดเสรีนิยมได้พัฒนา "กฎเกณฑ์" ที่ใช้สำหรับอธิบายโลกแห่งความเป็นจริงผ่านเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนที่มุ่งเน้นเรื่อง "การกระทำของมนุษย์" (human action) ที่ว่าการกระทำของปัจเจกบุคคลล้วนมีต้นทุนโอกาสและเป้าหมายอยู่เสมอ ตามคำกล่าวของลุควิก วอน มิซิส (Ludwig von Mises) อธิบายในหนังสือ Human Action: A Treatise on Economics ต่อเรื่องการกระทำของมนุษย์เอาไว้ว่า;
“เป็นความจริงที่ว่าเศรษฐศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์เชิงทฤษฎี และด้วยเหตุนี้เองมันจึงละเว้นจากการตัดสินคุณค่าใด ๆ […] ทว่าวิทยาศาสตร์ไม่เคยบอกมนุษย์ว่าควรปฏิบัติตนเองอย่างไร มันเพียงแสดงให้เห็นว่ามนุษย์จะต้องกระทำอย่างไรหากต้องการตอบสนองความต้องการอย่างไร้ขีดจำกัดที่แน่นอน”
.
และเนื่องจากกฎเกณฑ์ทางเศรษฐศาสตร์ถือเป็นสัจพจน์ (axioms) ที่ไม่สามารถหักล้างได้ เพราะมันถือเป็นทฤษฏีที่ถูกทดสอบอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็นจริงจากการสังเกตปรากฏการณ์ที่ซับซ้อน แต่มีผลของความสัมพันธ์ระหว่างกัน ยกตัวอย่างเช่น หากอุปสงค์ของดินสอเพิ่มขึ้น ราคาดินสองก็เพิ่มตาม ในขณะที่อุปทานลดลง ตรงกันข้ามเมื่ออุปสงค์ของดินสอลดลง ราคาดินสองก็จะต้องลดลงตาม ในขณะที่อุปทานเพิ่มขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นทฤษฏีที่ไม่ได้ถูกแช่แข็งหรือมีความเก่าแก่แต่อย่างใด แต่มันคือ “กลไกธรรมชาติ” ที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธหรือหักล้างมันได้ กล่าวคือความแตกต่างระหว่างบริบทนั่นเป็นเพียงการอธิบายเหตุการณ์ที่บริบทของคำว่า "ก่อน" และ "หลัง" จึงไม่ใช่สาระสำคัญ สิ่งที่เป็นสาระสำคัญในยุคปัจจุบันคือ ในอดีตหลายประเทศมีความเสรีทางเศรษฐกิจสูงกว่าทุกวันนี้ที่มีรัฐแทรกแซงเศรษฐกิจมากทำให้ทฤษฏีและแนวคิดในอดีตถูกท้าทายจากความต้องการควบคุมรัฐและชีวิตประจำวันของปัจเจก ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนากรอบทางทฤษฏีเศรษฐศาสตร์ที่ทำให้มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้นด้วยสิ่งที่เรียกว่า “เศรษฐมิติ” (econometrics) หรือการพยายามนำแนวทางแบบวิทยาศาสตร์มาปรับใช้เพื่อหักล้างทฤษฏีเศรษฐศาสตร์ผ่านวิธีการทดลองตามธรรมชาติ (natural experiment) ฯลฯ
.
#siamstr
.
บรรรณานุกรม
Mises, L. (1949). Human Action. A Treatise on Economics. New Haven, CT: Yale University Press
“Book Review: Private Government: How Employers Rule Our Lives (and Why We Don’t Talk about It), by Elizabeth Anderson.” The Independent Institute, www.independent.org/publications/tir/article.asp?id=1292&fbclid=IwAR3UpTocsNcX_DXRI9WLdw_Rq1pAmAtn2O9ecI0tVFZgzxmx74EeNTHV_wM. Accessed 5 Nov. 2023.
Shostak, Frank. Facts and Data Have No Meaning without a Theory to Explain Them. Auburn, AL: Mises Institute. 2022.
Shostak, Frank. We Cannot Interpret Economic Data Unless We Know Economic Theory. Auburn, AL: Mises Institute. 2022.

นักปฏิวัติหลังคีย์บอร์ด (Behind-the-Keyboard Revolutionists)
.
โดย HoppeanismBoy
.
ถ้าคุณเป็นคนรุ่นมิลเลนเนียล (Millennials) ที่ใช้ชีวิตอยู่ในแวดวงการเมืองออนไลน์และแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่มีอยู่เช่น เฟซบุ๊ก หรือ ทวิตเตอร์ หรืออื่น ๆ แล้วบางทีคุณอาจจะเคยได้ยินคำแสลงที่ในหมู่พวกนักถกเถียงในโลกออนไลน์ชอบใช้กันนั้นคือ “ออกไปแตะหญ้าบ้างนะ” คำแสลงนี้มีความหมายถึงการที่ให้เราเลิกเล่นอินเตอร์เน็ตแล้วหัดออกไปใช้ชีวิตกับโลกภายนอกบ้าง ถึงแม้ว่าคำนี้อาจดูคำเสียดสีเอาไว้ประชดประชันกัน แต่ถ้าเราลองพิจารณาดี ๆ แล้ว คำนี้มันก็ได้สะท้อนความเข้าใจแบบผิด ๆ ของเราเกี่ยวกับอิทธิพล หรือ ความคิดของเราที่มักจะดูเหมือนว่าเราเข้าใจมันผิดเกี่ยวกับอิทธิพลของมันในโลกออนไลน์ เราชอบที่จะคิดว่าการกระทำอะไรบางอย่างของเราในโลกออนไลน์จะสร้างผลกระทบเปลี่ยนแปลงไปสู่โลกความจริงเป็นได้ เรามีจินตนาการที่ผิด ๆ เกี่ยวกับการปฏิวัติที่เริ่มจากในโลกออนไลน์ ตั้งแต่อาหรับสปริงไปจนถึงการปฏิวัติฮ่องกง เราเห็นภาพคนหนุ่มสาวจำนวนมากเป็นหมืน เป็นแสน หรือเป็นล้าน ออกมาชุมนุมกันโดยไม่ได้นัดหมายเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม เราเรียกสิ่งเหล่านั้นการชุมนุมแบบไม่มีศูนย์กลางหรือไม่มีแกนนำและพวกเราหวังว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงแบบนั้นด้วยการโต้เถียงกับผู้ใช้บัญชีคนอื่น ๆ ในโลกออนไลน์ที่อาจจะไม่มีตัวตนอยู่จริงเสียด้วยซ้ำ เพื่อหวังว่าจะเปลี่ยนใจพวกเขาเหล่านี้ให้มาเห็นด้วยกับความคิดของเรา บ้างก็ร่วมลงชื่อออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มอย่างเว็บไซต์ change.org ฯลฯ เพื่อร่วมผลักดันวาระอะไรบางอย่างและหวังว่าความคิดเหล่านี้ของคุณจะถูกตอบรับโดยผู้มีอำนาจ แต่เมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไปคุณจะค้นพบว่าท้ายที่สุดแล้วทุกอย่างที่คุณทำไม่ได้เปลี่ยนความจริง รองเท้าบูทก็ยังคงกดหน้าคุณให้จมอยู่ลงดินเหมือนเดิมและเครือข่ายในโลกออนไลน์ดังกล่าวของคุณก็ไร้ความหมาย ไม่มีใครช่วยคุณได้อย่างจริงจังเมื่อคุณต้องเผชิญหน้ากับการไล่ออกจากงาน หรือ การจับกุมคุมขัง นอกจากคอมเมนท์ที่ทั้งให้กำลังใจและด่าคุณ รวมไปถึงยอกดไลก์ ยอดกดแชร์ มันมีเพียงเท่านั้นจริง ๆ
.
เมื่อพูดถึง “อินเตอร์เน็ต” (internet) ผมขอพูดอย่างหยาบคายต่อเรื่องนี้ เพราะคนในยุคของเราชอบคิดหรือให้คุณค่ากับโลกแห่งนี้เสมือนว่ามันเป็นโลกแห่งความจริง ทั้งที่ในความจริงที่แห่งนี้เป็นเหมือนกับ “โถ่ฉี่ขนาดใหญ่ เป็นมหาสมุทรแห่งเยี่ยว” ที่ให้ทุกคนได้มาระบายหรือสำเร็จความใคร่เพื่อหลบหนีออกจากโลกความเป็นจริงที่โหดร้าย หลบหนีจากความจริงที่ว่าแรงปรารถนาของคุณไม่อาจถูกเติมเต็ม แล้วมันยิ่งทำให้คุณทุกข์ทรมานหนักเข้าไปอีก เพราะคุณไม่สามารถแม้แต่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้แม้แต่ความคิดของผู้บัญชีคนอื่น ๆ ในโลกแห่งนี้ รวมทั้งบางทีคุณอาจถูกโจมตีจากผู้ใช้บัญชีเหล่านี้เองด้วย คุณยอมรับไม่ได้ว่าคุณเป็นเพียงแค่กระเจี๊ยวที่ฉี่ลงไปในมหาสมุทรแห่งนี้และเสียงฉี่ของคุณก็ไม่ได้สั่นสะเทือนไปทั้งมหาสมุทรแห่งฉี่ในโลกนี้แบบที่คุณคิดไว้เลย อีกทั้งคุณก็เสียใจกับมัน เพราะมันตอกย้ำว่าคุณทำอะไรไม่ได้ คุณเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ชีวิตของคุณช่างน่าอดสูยิ่งนัก … แล้วคุณก็รอคอยว่าวันหนึ่งจะมีฮีโร่ขี่ม้าขาวออกมาเพื่อผดุงความยุติธรรม มานำการปฏิวัติ คุณเฝ้าฝันรอคอยพระมหากัลกี (อวตารองค์ที่ 10 ของพระวิษณุเทพในศาสนาฮินดูและเป็นผู้ปลดปล่อยตามความเชื่อของพุทธศาสนานิกายวัชรยาน ข้าพเจ้ากำลังอุปมาอุปมัยถึงความคิดเพ้อเจ้อที่รอให้ทุกสิ่งเป็นไปตามโชคชะตา) ลงมาโปรดและขับไล่ความชั่วร้ายออกไปและคืนความสงบสันติให้โลกนี้ พวกคุณชอบบอกว่า “จะรอก่อน” หรือ “เมื่อถึงเวลาเมื่อไหร่คุณจะเข้าร่วม” สำหรับมุมมองผู้เขียนเมื่อเห็นสิ่งเหล่านี้แล้วผมกล่าวได้ว่าสถานการณ์เช่นนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้น ไม่ว่าอย่างไรวันนั้นมันก็จะไม่มีวันมาถึง ท้ายสุดระบอบเผด็จการหัวก้าวหน้า (Progressive Dictatorship) พวกลัทธิโว้ค (Wokeism) ลัทธิคอมมิวนิสต์แบบใหม่ (New Left) จะมีชัยเพราะอะไรรู้ไหม? เพราะว่าพวกคุณไม่เลือกจะทำอะไรเลย คุณนิ่งเฉยกับเรื่องดังกล่าว เหมือนกับที่พวกชนชั้นสูงและประชาชนชาวโรมันโบราณนิ่งเฉยต่อการขยายตัวของศาสนาคริสต์จนท้ายที่สุดมันก็ได้นำไปสู่การล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน พวกคุณไม่มีความเชื่อมั่นว่าตัวคุณเองเป็นฮีโร่ของตัวคุณเองและคุณหวาดกลัวเกินไปที่จะยอมเสียสละชีวิตอันสะดวกสบายเพื่อเดินไปบนเส้นทางแห่งการต่อสู้หรือนักรบ พวกคุณเลือกที่จะใช้เหตุผลและตรรกะนำทาง ทั้งที่ในความจริงฝ่ายตรงข้ามของพวกคุณ คนที่พวกคุณเกลียด หรือเห็นว่าชั่วร้ายนั้นไม่เคยคิดแม้แต่จะใช้เหตุผลตั้งแต่แรกกับพวกคุณ เพราะพวกเขาเข้าใจการเมืองอย่างถ่องแท้ดีว่ามีเพียงแค่ผู้ที่กุมอำนาจของปืนหรือผู้ที่ได้รับอำนาจจากรัฐเท่านั้นที่กำหนดความเป็นไปของสังคมโดยรวม ไม่ใช่พวกที่ใช้เหตุผล
.
ดั่งเช่นที่เคยมีนักปรัชญาชาวเยอรมัน ออสวอลด์ สเปงเลอร์ (Oswald Spengler) เคยกล่าวไว้ “อำนาจไม่เคยถูกล้มด้วยเหตุผล อำนาจนั้นถูกล้มได้แค่เพียงด้วยอำนาจเท่านั้น และไม่มีอะไรเอาชนะอำนาจของเงินได้นอกจากอำนาจของดาบ” เมื่อท่านได้อ่านและพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วท่านก็คงจะเข้าใจความหมายที่จะสื่อ ท่านก็จะเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงและการต่อสู้ใด ๆ ก็ย่อมเป็นไปเพื่อการยึดกุมอำนาจสูงสุดเพื่อสร้างความเป็นสถาบันให้กับอุดมการณ์หรือแนวทางที่ต้องดำเนินการ นั้นหมายถึงการที่คุณต้เองทำทุกวิธีทางเพื่อจะได้มีอำนาจ ขึ้นไปอยู่ทุกจุดสูงสุดของสถาบันทางสังคมที่มีอยู่ สื่อ ระบบราชการ โรงเรียน มหาวิทยาลัย แต่การกระทำที่ประสบผลสำเร็จมากที่สุดในการเคลื่อนไหวนั้นคือการกระทำแบบออฟไลน์ นั้นคือการนำการเคลื่อนไหวมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีหนทางอื่นนอกจากนี้ มันคืออุปสรรคก้าวแรกที่คุณต้องก้าวข้ามผ่านมันไปให้ได้ “เลิกใช้ชีวิตกับสังคมอนาธิปไตยทุนนิยมในหัวเสีย” แล้วออกมาทำอะไรสักอย่างเพราะมันคือความรับผิดชอบของคุณเพราะมันคือเสรีภาพของคุณ เมื่อคุณก้าวข้ามผ่านสิ่งนั้นสิ่งที่คุณต้องเลือกต่อมาคือ “การเข้าร่วมกับชุนชนแห่งการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีแบบแผนระเบียบอย่างชัดเจน” ซึ่งเราไม่รังเกียจที่เราจะเสนอว่าตัวเราเองเป็นขบวนการเคลื่อนไหวที่มีลักษณะดังกล่าวนั้น เรามียุทธศาสตร์การดำเนินการทั้งหมดของเรา เราความชัดเจนกับแนวทางของเรา
.
เราไม่อาจบังคับให้ทุกคนหรือทุกท่านเสียสละได้ การเสียสละมันหมายถึงการที่ใครสักคนพยายามทำอะไรสักอย่างเพื่อทำให้ชีวิตของตัวเขาเองมีความหมายต่อบางสิ่ง หรือ การเชิดชูบางสิ่งเหนือกว่าตนเอง เช่นเดียวกับ ทหารที่เสียสละชีวิตเพื่อบูชาแก่ประเทศของเขา คนของเขา หน่วยของเขา หรือครอบครัวของเขา เช่นเดียวกับพวกนักรบญี่ปุ่นโบราณอย่างพวกซามูไรที่อุทิศชีวิตของตนเองแก่เจ้านายของตนเอง แม้แต่ตัวผู้เขียนเองหรือใครหลายคนก็ต้องยอมเสียสละบางอย่างไป เพราะเราสละตนเองเพื่อความเชื่อที่ว่าโลกนี้ดีขึ้นได้ไม่ใช่เพราะเรารอคอยโชคชะตา แต่โลกนี้ดีขึ้นได้เพราะสองมือของเรา เราสามารถทำให้โลกนี้มีความหมายได้แก่เรา เราไม่อาจรู้ได้ว่าปลายทางจะเป็นอย่างไร แต่เช่นเดียวกับที่สุภาษิตจีนเคยกล่าวไว้ “หากขุนเขายังอยู่ไม่กลัวไร้ฝืน ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่เราก็สามารถทำให้โลกนี้ดีขึ้นกว่าเดิมได้” มันอยู่ที่การกระทำของเราเท่านั้น
.
***********************************************
"ถ้าคุณเกลียดแนวคิดสังคมนิยมคุณควรเข้าร่วมกับเรา"
ลงทะเบียนสมัครสมาชิก https://forms.gle/6a2rx8vuqiBYmbvq9
***********************************************

อันที่จริงสิ่งที่เป็น "กลไกธรรมชาติ" ของทุนนิยมมันมีมากกว่าเรื่อง law of the jungle ในความเป็นจริงถ้ามันเป็นเรื่องกฎแห่งป่าเพียงอย่างเดียว พวกเราคงเสียชีวิตตั้งแต่แรกเกิด เสียชีวิตเพราะการหาอาหาร หาความมั่นคงในชีวิต หรือเผลอ ๆ จะไม่มีตัวคุณด้วยซ้ำ มันจึงไม่ใช่แค่ด้านเดียวที่เราอยู่ภายในอารยธรรมของมนุษย์ มันเลยมีอีกด้านหนึ่งที่เรียกว่า 'ความร่วมมือของปัจเจกและสังคม' และ 'การแบ่งงาน' มันเลยทำให้มนุษย์เราไม่จำเป็นต้องเอาไม้ทุบหัวเพื่อแย่งชิงเพียงอย่างเดียวไง เราแลกเปลี่ยน เราค้าขายกันได้ ทำให้เรามีชีวิตปลอดภัย
มันเลยทำให้เศรษฐกิจทุนนิยมมันจะคัดสรรเพียงคนที่ unproductive เท่านั้น ไม่ใช่คนที่มี productive เพราะคนที่มี productive เขาจะมีชีวิตอย่างไรก็ไม่ไส้แห้ง และคนที่มี productive มากกว่าย่อมเหนือคนที่มี productive น้อยกว่า
ในขณะที่ทุนนิยมก็แสดงให้เห็นว่าคนมี productive บางคนที่ตัวเล็กก็มีศักยภาพที่จะกลายเป็นคนมี productive ให้กลายเป็นคนตัวใหญ่ได้ ตรงนี้จึงเป็นเหตุผลสำคัญครับว่าทำไมมหาเศรษฐีและคนยากจนเมื่อเวลาผ่านไปจึงไม่ใช่คนเดียวกัน หรือเหตุผลว่าทำไมคนที่เคยยากจนข้นแค้นสุด ๆ ในประเทศคอมมิวนิสต์ เมื่อเวลาเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจไปสู่ตลาดเสรีทุนนิยมจึงกลายเป็นคนที่มีความมั่งคั่งสูง หรือ ยกฐานะตัวเองไปเป็นชนชั้นกลางได้
ซึ่งน้อยคนมากที่จะเข้าใจธรรมชาติของทุนนิยมแบบนี้ มากกว่ามองบนฐานการจัดสรรตามธรรมชาติตามแบบพวกลัทธิดาร์วินทางสังคมเพียงอย่างเดียว
ปัญหาของนโยบายรัฐบาลเพื่อไทย : รถไฟฟ้า 20 บาทดีจริงไหม?
.
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.2566 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมประกาศว่า ครม.เห็นชอบให้กระทรวงคมนาคมปรับลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุดไม่เกิน 20 บาทตลอดสาย (ตามนโยบายของพรรคเพื่อไทยตามที่หาเสียง) โดยนำร่อง 2 โครงการคือ (1).โครงการรถไฟฟ้า MRT สายสีม่วง ช่วงเตาปูน-คลองบางไผ่จำนวน 16 สถานีและ (2).โครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน จำนวน 10 สถานี และช่วงบางซื่อ-รังสิตจำนวน 4 สถานี (Thaipbs 2023) หลายคนอาจทราบว่านโยบายดังกล่าว “สามารถทำได้จริง” แต่เหตุผลที่ว่า "ทำได้จริง" นั้นก็ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการเศรษฐศาสตร์หลายต่อหลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสินอยู่แล้ว
.
เนื่องจากนโยบายดังกล่าวจะต้องใช้การอุดหนุนจากภาครัฐ (subsidize) เพื่อผ่อนเบาภาระค่าใช้จ่ายภาคประชาชนจากการตั้งงบประมาณมารองรับนโยบายอุดหนุน ตามข้อมูลของ รศ.ดร.ประมวล สุธีจารุวัฒน อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ให้เห็นว่า ประมาณการค่าชดเชยที่รัฐจะต้องจ่ายในการดำเนินนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายนั้น [ในกรณีที่รัฐทำครอบคลุมทุกสาย] โดยเฉพาะการคำนวณแบบแยกสาย เช่น นั่ง BTS ไปต่อ MRT ผู้โดยสารจะต้องซื้อตั๋ว 2 ครั้ง นั่นหมายความว่า 20 บาทตลอดสาย รัฐจะต้องแยกกันจ่ายเฉพาะ ผู้โดยสารจ่าย MRT ให้ 20 บาทและ BTS อีก 20 บาท หากจะประมาณการค่าชดเชยทั้งหมดต่อปีอาจอยู่ที่ปีละ 7,500 ล้านบาท และจำนวนผู้โดยสารนั้นเกี่ยวข้องกันกับค่าชดเชยที่จะต้องจ่ายต่อปีด้วยเช่นกัน "หากสมมติว่าจากยอดผู้โดยสารรวมสูงสุด 1,609,973 เที่ยวต่อวัน มีผู้โดยสาร 75% ที่โดยสารรถไฟฟ้าแค่สายเดียว และ 25% นั่งรถไฟฟ้าข้ามสายจำนวน 2 สาย ก็จะประมาณการได้ว่าเงินชดเชยที่รัฐจะต้องเตรียมไว้เพื่อจ่ายแทนผู้โดยสารมีค่าเท่ากับ 36,224,393 บาทต่อวัน สำหรับวันธรรมดา และ 25,669,508 บาทต่อวัน สำหรับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งเมื่อนำไปคำนวณเป็น 52 สัปดาห์ โดยมีวันธรรมดา 5 วัน และวันหยุด 2 วัน ก็จะได้ประมาณการเงินที่รัฐจะต้องชดเชย กรณี ‘20 บาทตลอดทุกสาย’ ราว 12,000 ล้านบาทต่อปี" (The Standard 2023) แน่นอนว่ายิ่งมีคนใช้บริการมากเท่าไหร่ค่าใช้จ่ายและภาระทางงบประมาณภาครัฐก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ตรงนี้เองอาจกระทบกับภาคส่วนอื่นหากรัฐจัดสรรงบประมาณไม่รัดกุมมากพอก็อาจเกิดปัญหาที่ใช้งบประมาณขาดดุลจนอาจนำไปสู่การกู้ได้หรือไม่ก็อาจจำเป็นต้องสร้างภาระให้คนอื่นเพิ่มเติมจากการเก็บภาษีคนบางกลุ่มเพื่อมาอุดช่องว่างงบประมาณที่ขาดเหลือไปตามลุควิก วอน มิซิส (Ludwig von Mises) กล่าวในหนังสือ “ระบบราชการ” (Bureaucracy) ของเขาเอาไว้ว่า
.
“ผู้มีอำนาจมีแนวโน้มที่จะเบี่ยงเบนไปจากระบบกำไร [. . .] พวกเขาถือว่าความสำเร็จของงานอื่นมีความสำคัญ พวกเขาพร้อมที่จะละทิ้งเรื่องกำไรทั้งหมดหรือกำไรเพียงเล็กน้อย แม้กระทั่งยอมขาดทุนเพื่อบรรลุผลสำเร็จในด้านอื่นๆ [. . .] ผลกระทบของนโยบายดังกล่าวเป็นการอุดหนุนคนบางคนเพื่อผลักภาระไปให้คนอื่นเสมอ”
.
มิซิสระบุอีกว่า "ทุก ๆ การบริการของภาครัฐจะถูกพัฒนาหรือปรับปรุงให้ดีขึ้นได้โดยการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้มากขึ้น" คำถามที่ตามมาก็คือ 'สังคมเต็มใจจ่ายค่าบริการอยู่ที่เท่าไหร่?' และ 'ต้นทุนที่สังคมจะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายมากแค่ไหน?' (Mises 2023) องค์กรภาครัฐนั้นเวลาจะแก้ไขปัญหาใด ๆ ก็ตามจำเป็นต้องใช้งบประมาณที่มหาศาลอย่างสิ้นเปลืองเพื่อตอบสนองนโยบายอันไร้ประโยชน์ของตนเอง ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตามการลงทุนอุดหนุนรถไฟฟ้าอาจมีประโยชน์สำหรับผู้บริโภคที่ยินดีจะจ่ายในราคาที่ถูก แต่พวกเขาไม่รู้ว่าเมื่อมีคนจำนวนมากมาใช้บริการมากขึ้นสิ่งที่พวกเขาจำนวนมากต้องเผชิญก็คือ ความไร้ประสิทธิภาพของการบริการทั้งด้านการปรับปรุง แรงจูงใจของบุคลากร และการจัดสรรทรัพยากรต่าง ๆ จะเป็นปัญหาในระยะยาว เพราะการแทรกแซงของรัฐเพื่อบิดเบือนกลไกราคาของตลาดเป็นผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (Thornton 2022) และเมื่อเป็นเช่นนั้นทางออกของปัญหาที่ว่าจะแก้ค่าครองชีพที่สูงจนหูฉี่ (รวมถึงเงินเฟ้อ) ในระยะยาวไม่สามารถแก้ไขได้ ตราบเท่าที่รัฐยังมีบทบาทโดยตรงอันเป็นการส่งเสริมให้ต้นทุนทางเศรษฐกิจสูงขึ้น
.
กล่าวโดยสรุปก็คือ การอุดหนุนรถไฟฟ้าอาจดีที่ทำให้ผู้ใช้บริการยินดีจ่ายในราคาที่ถูกลง แต่การทำเช่นนั้นเท่ากับรัฐต้องการบิดเบือนกลไกราคาตลาดของค่าบริการรถไฟฟ้าจริงต่อคน โดยการทำให้มันถูกลงจากการผลาญงบประมาณเพื่อทุ่มไปกับโครงการรถไฟแต่ละสาย ซึ่งตรงนี้เองมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่การบริการรถไฟฟ้า คุณภาพหรืออะไรต่าง ๆ อาจส่งผลให้มันไม่มีประสิทธิภาพทั้งด้านการบริการ แรงจูงใจของบุคลากร และการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพได้ เป้าหมายของรัฐบาลเพื่อไทยคือ "ลดค่าใช้จ่ายที่สอดคล้องกับปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น" แต่พวกเขากลับไม่รู้ว่าแม้จะการกระทำของรัฐเพียงเล็กน้อยในเรื่องการอุดหนุนที่พวกเขาอาจคิดว่าไม่น่ามีผลกระทบอะไรมาก แต่ในท้ายที่สุดแล้วมันจะกลายเป็นการผลักดันภาระทางเศรษฐกิจไปสู่ประชาชนเสียเอง หากเรามองปัญหาในภาพรวมของเศรษฐกิจในตอนนี้ก็อาจกล่าวได้เต็มปากว่า นโยบายนี้มันไม่ได้ดีอย่างที่คิดแค่เพียงเพราะผู้บริโภคจ่ายค่ารถไฟฟ้าในราคาที่ถูกลง
.
บรรณานุกรม
“ราคาจริงที่ต้องจ่าย เพื่อ ‘รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย.’” THE STANDARD, 14 Sept. 2023, thestandard.co/real-cost-of-20-baht-mrt-bts/#:~:text=%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88,%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89.
“เริ่มวันนี้! รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย นำร่อง 2 เส้นทาง.” Thai PBS, 16 October, 2023, www.thaipbs.or.th/news/content/332842.
Grassmueck, Georg. Public Transit Projects Are the Perfect Recipe for Financial Disaster. (Auburn, AL: Ludwig von Mises Institute, 2023).
Thornton, Mark. The REAL Solution to the Coming Economic Crisis. (Auburn, AL: Ludwig von Mises Institute, 2022).


