Avatar
Sats and Sound
6de139792544c2ac6a92e1061dfe5b13e4f365b2fc950efcbd24c9f23ce844fc
Sats and Sound: สร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืน ผ่านการเงินดิจิทัลและการพัฒนาตนเอง ชื่อช่องสามารถตีความให้ครอบคลุมทั้งบิตคอยน์ (Sats), การเงิน (Sound Money), และการพัฒนาตัวเอง (การเรียนรู้ผ่าน "Sound" หรือเสียงที่เป็นความรู้ที่มั่นคง)

การที่ Trump ทำแบบนี้ เหมือนการเล่นสงครามประสาทกับจีน ซึ่งแค่คำพูดของเขา มีผลมากมาย ในตลาดหุ้นทั่วโลก นโยบายกำแพงภาษีที่เขาขู่ กระทบกับเงิน และ ความมั่งคั่งของคนทั่วโลก

มันยิ่งทำให้ผมคิดว่า ทำไม ความมั่งคั่ง ของเราต้องขึ้นอยู่กับ แค่คำพูด การปั่น ของคนๆเดียวด้วย นี่เป็นสิ่งที่ควรจะเป็นเหรอ??

บางคนเงินเหลือ ไม่รู้จะเอาไปต่อยอดอะไร ก็ไปลงหุ้น แล้วผลก็เป็นแบบนี้ (นี่ยังไม่นับกองทุน ltf ที่ถ้าลงมาเป็น 10 ปี ขายตอนนี้ขาดทุน)

Bitcoin self custody มันมาตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดีเลยครับ แค่เก็บออมอย่างมีระบบ (เก็บ seed ให้ปลอดภัยด้วย) ผมยังเชื่อมั่นว่า มันจะทำให้ชีวิตผมดีขึ้นในระยะยาว

โพรงกระต่ายนี้ เมื่อเข้ามาแล้วเหมือนเราเข้าใจอะไรๆในโลกมากขึ้น เป็นจริง และตั้งคำถามมากขึ้น ถ้าเราเริ่มเอ๊ะ เราจะหาความจริงไปเรื่อยๆ

เรื่อง Trump ผมไม่อยากปวดหัวแล้ว สยองมากถ้าคิดว่า สินทรัพย์เรามันไม่เคยมั่งคง

ผมมองหาชีวิตที่เรียบง่าย เชื่อว่าทำให้เรามีความสุขได้จริง คำตอบผมยังไม่ชัดเจน แต่เชื่อว่า ผมมี know how ที่จะทำมันให้เกิดขึ้นในอนาคตได้ ด้วย การออมง่ายๆใน btc

มาคอยดูกันครับ เพราะความจริงแม่งช้า

#bitcoin #siamstr #btc

สิ่งที่ได้จากการอ่านหนังสือ "เงินเฟ้อคือคดีอาญา" ของพี่ชิต จบรอบแรก

1 มันเป็นหนังสือที่ย่อยง่าย และอ่านเข้าใจง่ายทั้งเล่ม เป็นหนังสือที่แทบจะไม่มีน้ำเลย เนื้อล้วนๆ เหมาะกับการเป็นหนังสือเล่มแรกสำหรับคนที่กำลังสนใจ BTC การเงิน และการบริหารเงินส่วนบุคคลในปี 2025

(จะให้คนที่ผมรักไปซื้อมาอ่านด้วย ไม่ให้ยืมต้องให้ไปซื้อเอง)

2 ประวัติศาสตร์การเงินโลกมันเกิดปัญหาเดิมขึ้นซ้ำๆ จากการพิมพ์เงิน และ เงินเฟ้อ สิ่งนี้ไม่ใช่ปัญหาใหม่ แต่เปลี่ยนตัวกลางที่เฟ้อไปเรื่อยๆเท่านั้น พวกเราได้บทเรียนมากมาย แต่มันมีกลุ่มอำนาจที่ไม่อยากบอกเราเรื่องนี้ เพราะเขาจะเสียความมั่งคั่งที่มีไป ถ้าคนเบิกเนตร

3 ความเลวทรามของการพิมพ์เงิน และเงินเฟ้อส่งผลกับชีวิตเราตั้งแต่เกิดจนถึงตอนตาย พอเงินเฟ้อแล้วผู้มีอำนาจพยายามปกปิดข้อมูล ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นเรื่องปกติ (ซึ่งที่จริงไม่ปกติ)

4 ในตอนนี้พวกเราอยู่ในยุคที่เงินเฟ้อกัดกิน แต่ในความโชคร้ายก็มีความโชคดีที่มี BTC สินทรัพย์ที่เป็น Hard Money และสามารถแก้ปัญหาของเงินเฟียต และ ทองคำได้ (หนังสืออธิบายการทำงานของ BTC แบบเข้าใจง่าย ศัพท์เทคนิคน้อย)

ความโชคดีที่สองคือ เรายังอยู่ใน early state ของ BTC ดังนั้น ควรศึกษา และ ออมซะ (แค่ซื้อแล้วถือ โคตรง่าย อย่าไปสนใจความผันผวนของราคา) เฟสนี้อาจจะมีช่วงเวลาอีกไม่นานก่อนจะเข้าสู่เฟสที่ราคาสูงมาก (ในหนังสือบอกจำนวนปี แต่ผมอยากให้คนไปอ่านกันเอง)

5 หนังสือเล่มนี้พออ่านจบแล้วผมรู้สึกมีความหวังในการใช้ชีวิตอีกครั้ง การออมในสิ่งที่รักษามูลค่าได้จะทำให้ตัวเรามีความมั่นคงในทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นการเงิน ความสัมพันธ์และสังคม

6 ผู้ที่อดทนรอได้คือผู้จะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า เพราะความจริงแม่งช้า

7 แนะนำไปดูคลิปพี่ชิตก่อนอ่าน แล้วคุณจะได้ยินเสียงพี่ชิตทุกอักษร 😆😆

#siamstr #btc #bitcoin #เงินเฟ้อคือคดีอาญา

เมื่อโดนเบิกเนตรเรื่องเงินเฟ้อ มูลค่าเงินเฟียตที่ลดลงจากการพิมพ์เงินมหาศาล (และในอนาคตเงินเฟ้อจะยิ่งมากขึ้นกว่านี้อีกไม่รู้กี่เท่าตัว)

ทำให้มุมมองความสำเร็จของผมต่างไปจากเดิม

ในสมัย 10 กว่าปีก่อน

เวลาเห็นเพื่อน หรือ คนในโลกโซเชียลโพสว่า โอนบ้าน โอนรถแล้วต้องผ่อนไป 5 - 30 ปี ผมมองว่า นั้นคือก้าวที่ยิ่งใหญ่ในการสร้างเนื้อสร้างตัวอัพเกรดคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

แต่เมื่อรู้จักกับ BTC ผมกลับมองว่า การผ่อนรถ 5-10 ปี ผ่อนบ้าน 30 ปี นี่มันทำให้เรา "เสียโอกาส" ในการ ออมในสินทรัพย์ที่ดีไปนานเหมือนกันนะ แต่เรื่องนี้มันก็ขึ้นอยู่กับ ความต้องการ ความจำเป็น และความฝันของแต่ละบุคคลด้วย (คนรอบตัวผม ยังไม่ค่อยยอมรับ BTC เลย)

ซึ่งถ้าใครที่คล้ายๆผม คือเป็นวัยกลางคนที่ทำงาน แล้วยังไม่ได้มีบ้าน รถ

และเมื่อเบิกเนตรก็อยากออม BTC ด้วย

ผมมองว่า ทรัพย์สินเหล่านี้ เราสามารถ "ค่อยๆทำ ค่อยๆสะสม" แต่ละอย่างทีละนิดไปได้ ไม่จำเป็นต้องได้ทุกอย่างในรวดเดียว

แต่สิ่งแรกที่ควรมีก่อนคือ เงินสำรองใช้จ่าย 6-12 เดือน เพราะสิ่งนี้จะทำหน้าที่เป็น buffer ในช่วงที่เราเงินขาดมือ (ถ้าไม่มีเงินส่วนนี้ แล้วต้องใช้เงินกะทันหัน เราจะต้องไปถอนเอา สินทรัพย์ ที่ไม่ควรถอนมาใช้จ่าย และช่วงแบบนั้น เราก็จะขาดทุนอีก)

คิดจากเงินใช้แต่ละเดือนได้เลย เช่น ใช้เดือนละ 25k ควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 150k ขั้นตอนนี้ทำให้เรารู้ด้วยนะว่า แต่ละเดือนใช้จ่ายอะไรไปบ้าง แถมทำให้เราประหยัด และไม่ใช้จ่ายเงินจำเป็นมากเกินไป ค่อยๆออม ใช้เท่าไหร่เติมให้เต็มเหมือนเดิม

พอได้ก้อนนี้แล้ว เราก็ค่อยๆ สร้างระบบการออม และบริหารเงินต่อเดือนควบคู่กันไป เช่น การ DCA BTC ทุกเดือน (ถ้าใครจะกู้บ้าน ผ่อนรถ

ก็ต้องพิจารณาดูตามความเหมาะสม แต่ต้องยอมรับว่า ถ้าผ่อนแล้ว เงินที่จะใช้ออม BTC จะน้อยลง ) เป้าหมายพวกนี้มันเป็นแรงผลักให้เราขยันหาเงินมากขึ้นด้วย

เป้าพวกนี้ มันอาจจะดูเหนื่อย ทำได้ยากสำหรับคนรายได้ น้อย - ปานกลาง แต่ถ้าเราค่อยๆทำไปทีละนิด สะสมไปเรื่อยๆ ทำเป็นระบบ ผมว่า ผ่านไปสัก 1-2 cycle halving คุณจะเป็นคนที่ใหม่ที่มั่นคงขึ้น ทั้งด้านการเงิน และด้านอื่นๆในชีวิตด้วย (คำพูดพี่ชิต ความจริง แ_งช้า)

#btc #bitcoin #siamstr #เงินเฟ้อคือคดีอาญา

ความจริงแม่งช้า (เสียงพี่ชิตก้องในหัวตลอดเวลา)

#siamstr #btc #bitcoin

ขอบคุณครับ พลาดรู้งี้ ไปสามครั้ง ครั้งที่สี่ ซื้อจริงแล้วครับ 55

บันทึกเรื่องราว ตัวผมและ Bitcoin

ปี 2010

ความรู้ทางการเงิน = 0%

ความรู้ BTC =0%

ผมตอนนั้นเรียน มหาลัย รู้จัก BTC ครั้งแรก ผ่านข่าวการใช้ BTC ซื้อพิซซ่า ไม่แน่ใจว่าเป็นข่าวทาง facebook หรือทาง TV

ความรู้สึกในตอนนั้น รู้แค่ว่า BTC มันก็เป็นเงินดิจิตอล ที่ไกลตัว ไม่รู้หลอกลวงมั้ย ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมันมากนัก

ในตอนนั้นผมมีไปรับจ๊อบทำงานพิเศษ ได้เงินมาเล็กๆน้อยๆ ซึ่งเพื่อนคนหนึ่งก็บอกว่า "มึงซื้อ Bitcoin สิ"

ในหัวผมตอนนั้นคือ ผมไม่แน่ใจในเงินดิจิทอลตัวนี้ เป็นอาจจะเป็น scam เลิกสนใจมันไป

ปี 2013

ความรู้ทางการเงิน = 20%

ความรู้ BTC =0%

ผมเริ่มทำงาน และได้ศึกษาความรู้เกี่ยวกับการเงิน เริ่มมีเงินเก็บเล็กๆน้อยๆ

แน่นอนว่าเป็นการลงทุนในหุ้นไทย กองทุนรวม กองทุนดัชนี และมีการลดความเสี่ยงด้วยการซื้อประกันชีวิต ประกันสุขภาพ มีเงินสำรองฉุกเฉิน เริ่มเก็บเรื่อยๆ

ในส่วนของ BTC ตอนนั้นเคยไปดูกราฟราคา แล้วคิดเล่นๆว่า "ถ้าเราซื้อตั้งแต่ปี 2010 เราคงรวยไปแล้วเนอะ" แล้วก็ไม่ได้ติดตาม ไม่ได้สนใจ BTC อีกเลย

หลังจากนั้นผมก็พยายามทำงานเก็บเงิน

แต่ต้องยอมรับว่า ไม่มีความสม่ำเสมอ บางครั้งก็เก็บตามอารมณ์ บางครั้งมีเหตุให้ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ ผมก็ใช้ชีวิตทำงาน เที่ยวเล่นบ้าง ไปเรื่อยๆ

ปี 2017-2019

ความรู้ทางการเงิน = 20%

ความรู้ BTC =0%

ช่วงนี้ผมก็ใช้ชีวิตคล้ายๆช่วงปี 2013 เงินเก็บบ้าง ลงทุนบ้าง ใช้บ้างไปเรื่อยๆ

ตอนนี้ผมมีเงินสำรองฉุกเฉินครบ 6 เดือนแล้ว

มีเพื่อนคนหนึ่ง เคยพูดกับผมว่า คนรู้จักของเขา ซื้อ BTC ทำกำไรได้เรื่อยๆนะ

ที่จริงน่าจะซื้อไว้ ผมก็เออๆ ไม่ได้สนใจอะไรอีก และยังไม่คิดที่จะศึกษาและซื้อ BTC (ผมพลาดการศึกษา และซื้อ BTC มาแล้วถึง 3 ครั้ง)

ปี 2020-2021

ความรู้ทางการเงิน = 25%

ความรู้ BTC =5%

2 ปี แห่งความยุ่งเหยิง ทั้งโรคระบาด เศรษฐกิจหยุดชะงัก ผมโดนออกจากงาน

ตอนนั้นมีเพื่อนอีกคน พูดว่า "มึง Bitcoin เหรียญละล้านแล้วนะ"

ผมก็เริ่มศึกษา แต่.... ผมดันไปลงพวก meme coin ,alt coin ,การลงทุนกับเกม play to win (ยังสยองและเข็ดกับคำว่า เกมต้นน้ำ จนถึงวันนี้)

ผมก็เสียเงินไปประมาณ 150,000 บาท กับ เกม play to win และเหรียญ alt coin หลายตัว และตอนนี้ เงินสำรองฉุกเฉินใช้จนหมด หน้ามืดและ FOMO จนหมด

ผมก็ต้องดิ้นรน จนหางานใหม่ได้ แต่เงินน้อยกว่าเดิม ตอนนี้คือต้องเริ่มเก็บเงินใหม่กันเลย จนทำให้ผมเริ่มศึกษา และแยกความแตกต่าง BTC กับ Alt coin ออกจากกัน (ต้องเจ็บ ต้องเสียเวลา เสียเงิน ก่อนถึงจะรู้สึก)

ในปีนี้ผมเริ่มรู้จักวิธีการโอนเหรียญ, รู้จัก exchange, wallet แบบต่างๆ

ปี 2022-2023

ความรู้ทางการเงิน = 25%

ความรู้ BTC =10%

ปี 2022 เป็นปีแรกที่เริ่มซื้อ BTC แต่ตอนนั้นผมซื้อแค่ 5,000 บาท ผ่าน exchange ของไทย เริ่มศึกษาข้อมูลมาเรื่อยๆ ด้วยตนเอง (รู้ว่ามันดีแต่ยังไม่ได้เข้าใจมาก)

ด้วยความที่ปีนี้ โควิดเพิ่งซา ทำให้ผมยังไม่ค่อยมีเงินซื้อมากนัก รวมถึงปี 2023 ผมเริ่มเป็นวัยกลางคนที่มีภาระทั้งครอบครัว และส่วนตัว

ทำให้เป็นปีที่พยายามเก็บเงินซื้อ BTC ได้ไม่กี่ครั้ง แต่ละครั้งก็ซื้อแค่หลักพันบาท (เสียดายมาก)

ปี 2024-2025

ความรู้ทางการเงิน = 50%

ความรู้ BTC =20%

ปี 2024 เป็นปีแห่งการเบิกเนตร เมื่อผมเจอคลิป อาจารย์ตั๊ม และคลิปอื่นๆจากช่อง Right Shift สิ่งที่เปิดโลกผมมากที่สุดคือเรื่องระบบการเงิน การพิมพ์เงิน ความน่ากลัวและน่ารังเกียจของเงินเฟ้อ

มันมาตอบคำถามเราเลยว่า ทำไมเราตั้งใจทำงานมา 10 ปี เราไม่เห็นจะรวยขึ้นเลย คำตอบคือ เรานำเงินไปวางผิดที่ไงหล่ะ แถมยังโดนพิษเงินเฟ้อ การพิมพ์เงินเล่นงานด้วย (โดนควบคุมมาทั้งชีวิตไม่รู้ตัว)

ผมก็ศึกษา ดูคลิปมาเรื่อยๆ ปีนี้ผมเพิ่งมาเข้าใจว่า ทำไม BTC ถึงราคาสูงขนาดนี้

(ถ้าผมโชคดีได้ซื้อ BTC ในปี 2010 แต่ไม่มีชุดความรู้ของ Right Shift ที่รู้ในปี 2024 ผมก็คงขาย BTC ออกไปจนหมดอยู่ดี) เหมือนที่อาจารย์ตั๊มบอกว่า การทนถือยาว มันยากกว่าที่คิด

พอได้เห็น Bitcoin community ทางออนไลน์ และงานประชุม แถมได้เข้ามาอยู่ใน nostr มันทำให้ผมรู้สึกไม่ได้โดดเดี่ยว (เรามีผู้ร่วมชะตากรรมเยอะอยู่เหมือนกัน)

2 ปีนี้ผมเริ่ม DCA อย่างเป็นระบบ ด้วยเงินไม่มากต่อเดือน เก็บออมไปเรื่อยๆ ไม่มีกำหนดเวลา

ตอนนี้ ความคิดของผมต่อ BTC มันต่างไปจากเดิม จากตอนแรกมันคือ scam ถ้าจะเข้ามาก็ต้องขายออกให้เร็วตอนกำไรเยอะๆ แต่ตอนนี้ผมคิดว่า BTC มันคือ สินทรัพย์ที่ใช้เก็บมูลค่าได้ ป้องกันเงินเฟ้อ และทำให้คุณภาพชีวิตเราดีขึ้นในหลายมิติ

ผมก็ตื่นเต้นเหมือนกันที่คิดว่า ถ้าเรา DCA BTC ไปเรื่อยๆ อีก 2-3 halving cycle

ตัวเราจะเป็นยังไง และ มูลค่าของ BTC ที่เราถ้าจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตเราขนาดไหน?

#btc #bitcoin #siamstr #nostr #rightshift

เมื่อวานผมนั่งคิดอยู่ว่า ถ้าเรา “รู้งี้” ว่าจะต้องออม BTC ตั้งแต่ ปี 2011 เราจะได้ BTC แต่ละปีเท่าไหร่

เกณฑ์คือ DCA BTC วันที่ 1 ของทุกเดือน ด้วยเงิน 500 usd สรุปได้ดังนี้

ปี 2011 ได้ 4343 BTC

ปี 2012 ได้ 882 BTC (1st halving)

ปี 2013 ได้ 109 BTC

ปี 2014 ได้ 11 BTC

ปี 2015 ได้ 23 BTC

ปี 2016 ได้ 11 BTC (2nd halving)

ปี 2017 ได้ 3 BTC

ปี 2018 ได้ 0.822 BTC

ปี 2019 ได้ 1.010 BTC

ปี 2020 ได้ 0.611 BTC (3th halving)

ปี 2021 ได้ 0.137 BTC

ปี 2022 ได้ 0.227 BTC

ปี 2023 ได้ 0.224 BTC

ปี 2024 ได้ 0.099 BTC (4th halving)

พอมาดูตัวเลข ทำให้ผมรู้สึกว่า เงินเฟ้อ การพิมพ์เงินมันน่ากลัวมาก เงินที่เสื่อมมูลค่าเร็วแบบนี้ มันจะทำให้การมีคุณภาพชีวิตที่ดีเท่าเดิม ยากมากขึ้น (สินค้า อาหารแพงขึ้น แถมซื้อบ้านกันไม่ไหวแล้ว) ผมได้คำตอบแล้วว่าทำไม ผมจนลงทั้งๆที่ขยันทำงาน เก็บเงิน ลงทุน(แบบผิดๆ) มาตลอด

พอมาดูจำนวน BTC ที่ได้ พอผ่าน halving ไปสักสองครั้ง ราคาของ BTC ไปไกลจนออมได้แค่ หลักทศนิยมเท่านั้น

ตอนแรกก็ท้อครับ คิดว่าเราคงมาช้าไป ที่จะมาเริ่มในปี 2024-2025 แต่ผมก็กลับมาคิดได้ว่า เราต้องการหาแหล่งเก็บเงินที่ไม่เสื่อมค่า เราจะออมกี่บาทก็ตามเมื่อเราซื้อเป็นหน่วย BTC ในระยะยาวมูลค่ามันไม่ลดลง

ดูจากสถิติของ BTC halving แล้ว ในอีก 5-10 ปี ข้างหน้า มูลค่าของ BTC ก็คงจะเพิ่มมากขึ้นไปอีก (ถึงจะเปลี่ยนไม่มากเท่าเมื่อก่อน และอาจจะไม่ทำให้รวย พลิกชีวิต เหมือนสิ่งที่ฝันเฟื่องไว้ก็ตาม) ผมคิดว่า มันเป็น solution ที่ดีที่สุดในตอนนี้แล้ว อยากรู้เหมือนกันว่า ถ้าdca ไปเรื่อยๆอีก 5-10 ปี ผลลัพธ์จะเป็นแบบไหน แล้วทำให้คุณภาพชีวิตเราเป็นยังไง

ความน่ากลัวและน่ารังเกียจของเงินเฟ้อคือการบิดเบือนข้อมูล จนประชาชนไม่คิดว่าเป็นเรื่องที่ส่งผลร้ายแรงในอนาคต ตัวผมเองก่อนเบิกเนตรก็ไม่ได้สนใจเรื่องการพิมพ์เงิน และเงินเฟ้อเลย พอตอนนี้รู้แล้ว ก็เลยตั้งใจ DCA BTC เพื่อวันข้างหน้าจะได้ไม่ต้องมาพูดว่า “รู้งี้” อยู่อีก

ยิ่งรู้ช้า ยิ่งลำบาก เวลามีค่า ศึกษา Bitcoin

#siamstr #btc #bitcoin

Replying to Avatar SOUP

เงินฝืดทำให้เราจนลงจริงหรือ ?

หลายคนเชื่อว่า "เงินฝืดทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงักและทำให้คนจนลง" เพราะถ้าเงินมีค่ามากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป คนจะไม่ใช้จ่าย ธุรกิจจะขาดรายได้ และเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะซบเซา แต่คำถามคือ นี่เป็นเรื่องจริงหรือเป็นเพียงแนวคิดที่ถูกปลูกฝังโดยระบบการเงินปัจจุบัน ?

ในตอน #BitcoinTalk 201 อาจารย์พิริยะ ได้มีการพูดถึงแนวคิดนี้อย่างลึกซึ้งแบบสุดติ่งกระดิ่งแมวในรายการเต็มอิ่มกว่าสองชั่วโมง นี่คือหัวข้อคร่าวๆ

.

1.เงินเฟ้อคือเงินเสื่อม เงินฝืดคือเงินที่มั่นคงคง - เงินเฟ้อทำให้มูลค่าของเงินลดลงเรื่อย ๆ สินค้าราคาแพงขึ้น ขณะที่รายได้ของเราตามไม่ทัน ส่วนเงินฝืดเป็นเงินที่มั่นคง ไม่เสื่อมค่าไปตามกาลเวลา คนสามารถเก็บออมได้โดยไม่ต้องกลัวว่าเงินของตนเองจะถูกกัดกินโดยอัตราเงินเฟ้อ

.

2.เงินเฟ้อทำให้เราจนลงทีละนิด โดยที่เราไม่รู้ตัว - ทุกวันนี้ระบบการเงินถูกออกแบบมาให้เงินเฟ้อเป็นเรื่องปกติ แต่ในความเป็นจริง เงินเฟ้อไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างแท้จริง แต่มันเพียงทำให้มูลค่าเงินของเราลดลง เมื่ออัตราเงินเฟ้อเกิดขึ้นต่อเนื่อง รายได้ที่เพิ่มขึ้นกลับไม่ทันกับค่าครองชีพ ทำให้ประชาชนต้องดิ้นรนมากขึ้นเพื่อรักษาคุณภาพชีวิตของตนเอง

.

3.เงินฝืดไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก แต่ช่วยให้เงินมีคุณค่า - มีความเชื่อว่า "ถ้าเงินมีค่ามากขึ้น คนจะไม่ใช้จ่าย" แต่ในความเป็นจริง คนจะใช้จ่ายเมื่อพวกเขาต้องการและมีความจำเป็น ไม่ใช่เพียงเพราะกลัวว่าเงินจะด้อยค่า สิ่งที่ถูกมองข้ามไปคือ ก่อนเกิด The Great Depression เศรษฐกิจไม่ได้ถดถอยเพราะเงินฝืดโดยธรรมชาติ แต่เกิดจากนโยบายที่ผิดพลาดและการควบคุมเงินที่บิดเบือนของรัฐบาล ทำให้เกิดฟองสบู่และการพังทลายของระบบเศรษฐกิจในที่สุด หากเงินสามารถรักษามูลค่าได้ คนจะใช้จ่ายกับสิ่งที่มีคุณค่าแท้จริง และการออมที่มั่นคงจะนำไปสู่การลงทุนที่เกิดประโยชน์แท้จริง ไม่ใช่การกู้ยืมเกินตัวที่ถูกกระตุ้นโดยเงินเฟ้อที่ไม่มีวันสิ้นสุด

.

4.ระบบเงินเฟ้อถูกสร้างขึ้นเพื่อใคร - ระบบการเงินปัจจุบันอาศัยเงินเฟ้อเพื่อรักษาเสถียรภาพของหนี้สิน ธนาคารและรัฐบาลสามารถพิมพ์เงินได้อย่างไม่จำกัด เพื่อทำให้หนี้ของพวกเขามีค่าน้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่สุดท้าย ประชาชนต้องรับภาระเพราะเงินในมือพวกเขาซื้อของได้น้อยลงทุกปี

.

5.เงินฝืดช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน - เงินที่ไม่เสื่อมค่า ช่วยให้ประชาชนสามารถออมเงิน และคิดถึงอนาคตของลูกหลานได้มากขึ้น พวกเขาจะลงทุนในสิ่งที่มีคุณค่าจริง ๆ ไม่ใช่แค่หนีเงินเฟ้อ ระบบเศรษฐกิจที่ดีไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการใช้จ่ายที่เกิดจากความกลัว แต่ควรขับเคลื่อนด้วย ประสิทธิภาพ นวัตกรรม และการสร้างคุณค่า

.

6.บิตคอยน์ เงินฝืดที่เป็นทางออก - บิตคอยน์เป็นเงินที่ไม่สามารถถูกพิมพ์เพิ่มได้ มีจำนวนจำกัด 21 ล้านเหรียญ และค่อย ๆ ถูกนำออกมาในระบบผ่านกลไกที่โปร่งใส ซึ่งแตกต่างจากเงินกระดาษที่ถูกผลิตขึ้นได้ไม่จำกัด นี่คือเหตุผลที่ทำให้บิตคอยน์เป็นเงินที่มั่นคง เพราะอุปทานถูกกำหนดล่วงหน้า ไม่ถูกลดค่าด้วยนโยบายของรัฐ และไม่สามารถควบคุมโดยธนาคารกลางได้ ระบบนี้สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน สามารถออมเงินได้โดยไม่ต้องกังวลว่าเงินของพวกเขาจะถูกกัดกินด้วยเงินเฟ้อ

.

...บทสรุปอยากฝากไว้ให้คิดกันต่อว่า เงินของคุณกำลังสร้างอนาคตให้คุณ หรือคุณกำลังติดอยู่ในวูปที่ต้องทำงานหนักขึ้นเรื่อย ๆ เพียงเพื่อให้ได้เงินที่มีค่าน้อยลงทุกวัน ?

✅ เงินเฟ้อไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้นแต่มันทำให้มูลค่าเงินลดลงและประชาชนจนลงเรื่อย ๆ

✅ เงินฝืดไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว แต่ช่วยให้เงินคงมูลค่าและสนับสนุนการออมและการลงทุนที่มีคุณค่า

✅ ระบบการเงินที่ใช้เงินเฟ้อเป็นเครื่องมือถูกออกแบบมาเพื่อรักษาอำนาจของรัฐและสถาบันการเงิน

✅ บิตคอยน์เป็นตัวอย่างของเงินฝืดที่ให้ประชาชนมีอิสระทางการเงินและปกป้องมูลค่าของทรัพย์สินของตนเอง การออมที่มั่นคงนำไปสู่การลงทุนที่มีคุณค่าและกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมที่แท้จริง

#Siamstr

https://www.youtube.com/watch?v=eAAmAvrCTFo

อีพีนี้ เนื้อหาแน่นมาก (ฟัง2รอบ)เป็นการปูพื้นฐานถึงเหตุผลที่ทำไมเราต้องกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และการพิมพ์เงินอย่างไม่จำกัด รวมถึง หา แหล่งเก็บเงินที่ไม่เสื่อมค่า เพื่อตุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

Replying to Avatar KT

หากฉุกคิดว่าทำไมประกันต้อง copay

เพราะเงินไม่พอไง

เพราะมันกำลังจะล้มไง

อาจไม่ใช่ตอนนี้

แต่การร่วมจ่ายจะมากขึ้น

สุดท้ายก็ใกล้เคียง 100%

ประกันตัวเองดีที่สุด Self insurance

รู้จักตนเองก่อน (1st priority)

ประเมินความเสี่ยงตนเอง ประเมินทรัพย์

โลกมันเปลี่ยนไปไว ความวุ่นวายเยอะ

บางครั้งคนเราไม่ว่างทบทวนตัวเองสักเท่าไหร่

กระจายความเสี่ยงจากตนเอง (ประกัน)

ลดความเสี่ยงตนเอง (ปรับพฤติกรรม)

รับผิดชอบตนเอง (เก็บออม และเตรียมพร้อม)

ถ้าไม่ได้ใช้ก็ส่งต่อให้ลูกหลานตอนยังมีชีวิต

ประกันไม่ได้ผิด และเป็นสิ่งดีด้วย

แต่การเอา copay มาทำให้เกิด sense of urgency และคำพูดตัวแทนบางคนที่หมกเม็ด

บางทีก็คล้ายวิธีการที่มิจทำอยู่

ศึกษาให้ดี Don’t trust. Verify!

#siamstr

จากการป้องกันความเสี่ยง ซื้อมากเกินจำเป็น กลายเป็นเสียโอกาสลงทุนอย่างอื่นแทน ตัวแทนบางคนก็เห็นแก่ได้นะ เราต้องจ่ายเงินทั้งชีวิต ให้เวลาตัดสินใจแค่ 2 ชั่วโมง

Replying to Avatar Sats and Sound

ข่าวแบบนี้ถ้าเป็นผมในเมื่อก่อนจะเข้าไปดูทันที และมโนว่า ถ้า “รู้งี้“เอาเงินไปเทรดตามดีกว่า

มันสร้างความโลภ ความ FOMO ความเศร้า เสียดายในเวลาเดียวกัน แต่ถ้าเราไปเจาะ know how จริงๆ มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น และคนที่ทำได้อาจจะเป็นกลุ่มคนสร้างเหรียญ ปั่นราคา rug pulls กัน (ใครจะปล่อยให้คนอื่นทำแบบนี้ง่ายหล่ะ) ถ้าคนถือเหรียญ 1 ล้านคน กำไรมาก ๆ 1 คน ที่เหลือเสียหมด เหรียญหมดราคา

อีกกรณี ถ้าเกิดเทรดได้มากๆจริง ก็เสี่ยงในการโดน hold กระเป๋าอีก ทำให้กำไรที่ได้เป็นแค่ กำไรทิพย์ เหมือนในเคสนี้

ทำให้นึกถึงคำว่า time references เลย ในเมื่อเงินมันเสื่อมค่าเร็วมากๆ คนจึงจะหาเงินและใช้เงินแบบฉาบฉวย ทุกอย่างต้องเร็ว ต้องพลิกชีวิตทันที

ผมเชื่อว่าทุก cycle ของตลาด จะมีคนเข้ามา และ ออกไป จากสิ่งที่ได้รู้ว่า เหรียญคริปโต มันรวยง่าย รวยเร็ว อยู่ตลอด ข่าวแบบนี้จะไม่มีวันหายไปไหน (ทุกอย่างที่เขียนเป็นความเห็นส่วนตัวเท่านั้นนะครับ)

สิ่งที่ดึงสติผมได้คือ คนที่พลิกชีวิต ได้เงินเร็วแบบนี้ ทำได้จริงไม่รู้ถึง 0.01% ของคนทั้งหมดมั้ย

ส่วนตัวไม่ใช่คน top 1% อยู่แล้ว หาอะไรที่เรียบง่ายและยั่งยืนไว้ลงทุนดีกว่า

จากการลงทุนที่ผิดพลาดในอดีต สอนผมว่า

การออมหรือลงทุนที่เรียบง่าย สม่ำเสมอ มันสบายใจและได้ผลตอบแทนที่ผมพอใจ แล้วเอาเวลาที่เหลือไปทำสิ่งที่จำเป็นหรือเราสนใจได้ด้วย

#siamstr #bitcoin #btc

แก้ไขคำ time preference นะครับ พิมตกไป 1 อักษร

ข่าวแบบนี้ถ้าเป็นผมในเมื่อก่อนจะเข้าไปดูทันที และมโนว่า ถ้า “รู้งี้“เอาเงินไปเทรดตามดีกว่า

มันสร้างความโลภ ความ FOMO ความเศร้า เสียดายในเวลาเดียวกัน แต่ถ้าเราไปเจาะ know how จริงๆ มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น และคนที่ทำได้อาจจะเป็นกลุ่มคนสร้างเหรียญ ปั่นราคา rug pulls กัน (ใครจะปล่อยให้คนอื่นทำแบบนี้ง่ายหล่ะ) ถ้าคนถือเหรียญ 1 ล้านคน กำไรมาก ๆ 1 คน ที่เหลือเสียหมด เหรียญหมดราคา

อีกกรณี ถ้าเกิดเทรดได้มากๆจริง ก็เสี่ยงในการโดน hold กระเป๋าอีก ทำให้กำไรที่ได้เป็นแค่ กำไรทิพย์ เหมือนในเคสนี้

ทำให้นึกถึงคำว่า time references เลย ในเมื่อเงินมันเสื่อมค่าเร็วมากๆ คนจึงจะหาเงินและใช้เงินแบบฉาบฉวย ทุกอย่างต้องเร็ว ต้องพลิกชีวิตทันที

ผมเชื่อว่าทุก cycle ของตลาด จะมีคนเข้ามา และ ออกไป จากสิ่งที่ได้รู้ว่า เหรียญคริปโต มันรวยง่าย รวยเร็ว อยู่ตลอด ข่าวแบบนี้จะไม่มีวันหายไปไหน (ทุกอย่างที่เขียนเป็นความเห็นส่วนตัวเท่านั้นนะครับ)

สิ่งที่ดึงสติผมได้คือ คนที่พลิกชีวิต ได้เงินเร็วแบบนี้ ทำได้จริงไม่รู้ถึง 0.01% ของคนทั้งหมดมั้ย

ส่วนตัวไม่ใช่คน top 1% อยู่แล้ว หาอะไรที่เรียบง่ายและยั่งยืนไว้ลงทุนดีกว่า

จากการลงทุนที่ผิดพลาดในอดีต สอนผมว่า

การออมหรือลงทุนที่เรียบง่าย สม่ำเสมอ มันสบายใจและได้ผลตอบแทนที่ผมพอใจ แล้วเอาเวลาที่เหลือไปทำสิ่งที่จำเป็นหรือเราสนใจได้ด้วย

#siamstr #bitcoin #btc

10/02/2025

ราคา BTC อยู่ในช่วง 90k-100k

ผมเห็นเพื่อนในโซเชียล หลายๆคนเริ่มกังวล และทยอยขายเพราะราคาตก

พออ่านๆแล้วทำให้ผมนึกถึงคำพูดหนึ่งที่ว่า

“BTC ยังอยู่ใน early state และไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคน “

ตอนนี้คนที่ยังไม่เบิกเนตรระบบการเงินโลก

ไม่รู้จัก BTC และเป้าหมายการออม,การลงทุนไม่ชัดเจน (เหมือนผมเมื่อ 2 ปีก่อน)

ยังมีอีกเยอะมากๆ (ลองไปแนะนำคนใกล้ตัว ส่วนใหญ่ปฏิเสธ ไม่เข้าใจ และเสี่ยงเกินไป)

หลายคนคิดว่า ราคามันแพงมากไปแล้ว ซื้อไปก็กำไรน้อย มันทำให้ผมคิดว่า ยังมีโอกาสสำหรับคนที่เพิ่งเข้าใจและ เพิ่งมาออม BTC (ราคา 100k) อยู่ (ถึงมันจะไม่เพียงพอสำหรับทุกคนก็ตาม) ยิ่งรู้ช้ายิ่งจ่ายแพง

ถ้าเป้าหมายเราชัดเจนและถูกต้อง เชื่อว่าชีวิตและหนทางข้างหน้า ต้องดีกว่าวันนี้แน่นอน

#siamstr #bitcoin

ได้เลยครับ ผมจะพยายาม ฝึกวินัย stack sat ให้ได้ตลอด 10 ปีครับ ตอนนี้เข้าปีที่ 2 เองครับ หนทางอีกยาวไกล

Replying to Avatar TATUN

ส่วนหนึ่งของ 'อาชีพดารา' คือการสร้างภาพลักษณ์ ดาราบางคนรวยจริง อู้ฟู้จริง แต่ดาราบางคนก็ติดดิน เรียบง่าย กินข้าวกล่อง กินข้าวแกง แต่ส่วนมากที่อัพลงโซเชียลก็ภาพเตะตาหะหรูหะหรามากกว่าครับ เป็นภาพลักษณ์ที่ดูแล้วว้าว ตื่นตาตื่นใจ ดูเป็นคนประสบความสำเร็จ แต่ส่วนที่เรียบง่ายก็ยังมีให้เราเห็นครับ ส่วนชีวิตประจำวันของเขาจะหรูหราขนาดไหนก็อาจจะดูที่งานของเขา PoW ของเขาด้วยนะครับ เขาก็สมควรได้ใช้ชีวิตตาม pow ของเขาครับ ท่าเขาไม่ได้ทำเพื่อภาพลักษณ์ที่เกินจริง เขาก็จะทำได้นาน แต่ถ้าโอเวอร์โอวังแน่นอนครับ สักวันก็จะดรอปลง ไม่มีอะไรยั่งยืนครับ

ส่วนตัวไม่ได้รู้จักดาราคนไหน แต่ผมคิดว่าเขาไม่น่าจะทำแค่อาชีพเดียว + ค่าตัวการแสดงของเขาด้วย ก็เยอะอยู่นะครับ

สู้ๆครับ ✌️✨ เมื่อก่อนผมก็เคยจิตตกเพราะความเป็นอยู่ของเพื่อนในแก๊งแต่ละคนนั้นดีกว่าเรามาก แต่สุดท้ายเพื่อนก็คือเพื่อน หยุดเปรียบเทียบ ใช้ชีวิตง่าย สบายใจขึ้นเยอะครับ และนี่คือเพื่อนนะครับ ยิ่งเป็นคนอื่นที่เราไม่รู้ภูมิหลังของเขามาก่อน เรายิ่งคิดเราจะยิ่งฟุ้งครับ

ขอบคุณครับ เป็นหลักคิดที่ผมจะพยายาม บอกตัวเองไว้ครับ

ดารากินข้าวมื้อละ 2000-5000 บาท ผมผู้กินข้าว 1-2 มื้อ ทั้งวันไม่เกิน 160 บาท อยู่ใกล้กัน แต่การใช้ชีวิตเหมือนคนละโลกเลย ทำไมอำนาจการใช้จ่ายต่างกันขนาดนี้

พอได้ไปรับรู้เรื่องแบบนี้เยอะๆ

บางทีก็จิตตกแล้วตั้งคำถามกับตัวเองนะ

stack sat แป็บ เผื่ออีก 10 ปี จะได้ใช้ชีวิตดีๆกะเข้าบ้าง มันน่าตื่นเต้นนะที่จะนึกว่า ถ้าเราสะสม btc อย่างมีวินัยไปเรื่อยๆ มันจะเป็นยังไง ชีวิตเราจะเป็นเหมือนที่ฝันไว้ไหม? #siamstr #bitcoin

สอบถามพี่ๆครับ แผนการลงทุนตอนนี้ของผมคือ

มีเงินเหลือ dca ทุกเดือน โดยจะลงทุนแบบนี้

- 50 % BTC

- 50 % USA stocks and etf

ถ้ามองในระยะยาว ผมควรเปลี่ยนมา dca BTC

มากขึ้นกว่านี้ หรือ dca BTC 100%

หรือมีไอเดียพอจะแชร์ได้มั้ยครับว่า แต่ละคนจัดสัดส่วน portfolio แบบไหนบ้าง อยากทราบเป็นไอเดียมาปรับใช้กับ port ตัวเองครับ

#bitcoin #siamstr

ในสภาวะเศรษฐกิจที่แย่เรื้อรัง สุขภาพกายก็แย่เพราะฝุ่น สุขภาพจิตที่แย่ มันทำให้ทุกคนดูเหนื่อยไปหมด เงินก็หายาก ข้าวของแพงขึ้น ส่วนตัวมีประสบการณ์ ทำงานมา 12 ปี และ ลงทุนในหุ้นไทย ตลอด 12 ปี แบบไม่ใส่ใจอะไรมาก ไม่มีความต่อเนื่อง เงินลงทุนน้อย

ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ชิลๆ กินบ้าง ท่องเที่ยวสนุกสนานบ้าง (ตอนนั้น วินัยทางการเงินยังน้อย เก็บ ออม ลงทุนตามอารมณ์)

จุดเปลี่ยนคือ โควิด 19 ผมก็ต้องเอาชีวิตรอดแบบคนถูกออกจากงาน กระเสือกกระสนมา ผ่านไปอีก 2 ปี โควิดซา แต่เงินเก็บใช้หมด

(โดน gamefi,nft ไป ประมาณ 150,000 บาท)

ผมกลับมาทำงานได้เงิน แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไป ผมแก่ตัวลงเป็นวัยกลางคนที่รอบตัว มีแต่คนที่ประสบความสำเร็จ เพื่อนบางคนมีความมั่นคง รวยเป็น10ล้าน มีธุรกิจ มีครอบครัวที่อบอุ่น

ตัดมาที่ตัวผมที่ไม่มีอะไรเลย 12 ปีที่ผ่านไป

(หุ้นไทยไม่ไปไหนเลย)

ผมคิดว่าเราทำอะไรอยู่ ทำไมเรายังย่ำอยู่กับที่

แถมไม่มีความมั่นคงอะไรเลย ทั้งความสัมพันธ์ ทั้งความมั่งคั่ง ทั้งการงาน ทำไมเราไม่เก่งเลย เราไร้ค่ามาก เราดูแลใครไม่ได้เลย

ชีวิตที่ดูหมดหวังกับทุกอย่าง เกือบซึมเศร้า แต่ผมได้รู้จัก Bitcoin ได้ศึกษาจากวิดีโอ ของ Right Shift (จริงๆรู้จักมานานแต่ไม่สนใจ)

มันได้เบิกเนตรผมหลายอย่าง (คลิป อ.ตั๊ม เป็นชั่วโมงๆ ผมทยอยดูเรื่อยๆ)ตั้งแต่ระบบการเงินโลก เงินเฟ้อที่โคตรน่ากลัวและน่ารังเกียจ

ชีวิตที่เราเติบโตมา เราโดนเงินเฟ้อแย่ๆกระทำโดยไม่รู้ตัวมาตั้งแต่เกิด และที่สำคัญ เราจะรักษาเงินออมโดยไม่เสื่อมค่าได้ยังไง ยิ่งคลิปงาน Bitcoin Thailand 2024 นอกจากควาทรู้อัดแน่นๆ ผมยังเห็น bitcoiner community ผมรู้สึกได้ถึงความจริงใจ และความอบอุ่นที่มีเพื่อนที่คุยเรื่องเดียวกัน (ผมยิ้มกว้างมากตอนที่พี่ speaker พูดถึงโปรเจ็คบ้านพักคนชรา ของ bitcoiner ในเมื่อคนแก่เยอะ ไม่มีลูก เราก็ดูแลกันเอง) มันทำให้ผมรู้สึกมีความหวังในการจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อีกครั้ง

ความล้มเหลวทางการเงินในอดีต ผมแก้ไม่ได้ แต่ตอนนี้ผมรู้วิธีที่จะทำให้การเงินในอนาคตผมไม่เสื่อมค่าลง ด้วยการ ออมนิ่งๆไว้ใน Bitcoin

ขอบคุณ อ.ตั๊ม และทีมงาน Right Shift ทุกคน

ที่ทำคลิปดีๆออกมาให้ความรู้คนไทยเกี่ยวกับระบบเงิน fiat และ Bitcoin

ผมเบิกเนตรแล้วครับ

#siamstr #bitcoin

เช็คลิส ความหรูหราแท้จริงในชีวิตที่ผมอยากได้

- นอนหลับอย่างมีคุณภาพ 8 ชั่วโมง
- สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคภัย
- มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง ครอบครัวอบอุ่น
- ตื่นนอนตอนไหนก็ได้ 
- ใช้ชีวิตแบบสบายๆ ไม่ต้องเร่งรีบ
- ทำงานที่โอเค ไม่ต้องชอบก็ได้ แต่ไม่ทุกข์ ไม่เครียดตลอดเวลา
- ไม่ต้องรวย แต่ไม่ขัดสน 
- มี Passive income และ แหล่งเก็บเงินที่ไม่เสื่อมค่า 
- มีเวลาพัฒนาตัวเอง เพิ่มทักษะ ทำในสิ่งที่เราชอบ

แต่ละคนมีกี่ข้อ มาแชร์กันได้นะครับ
#siamstr #พัฒนาตนเอง #แชร์ประสบการณ์ #คุณภาพชีวิต