Avatar
BitWolfz🧡⚡️
8670a6718de0618028045de5c6ddfcb4337d0d572be859125999bc7a07f6a757
I’m not a bitcoiner but I’m a bitcoin believer 🧡

[ อยากมีรถสักคัน ฉันต้องเจอค่าอะไรบ้าง? ]

🟠 ก่อนอื่นต้องยอมรับก่อนว่าการเดินทางไปไหน มาไหน ด้วยระบบขนส่งมวลชนของประเทศไทยนั้นอาจจะยังไม่ได้ครอบคลุมในทุกพื้นที่ของประเทศรวมถึงจำนวนที่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้งานในปัจจุบันซึ่งนั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้คนจำนวนหนึ่งอยากที่จะมีรถยนต์ส่วนบุคคลเป็นของตัวเองสำหรับการเดินทางที่สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

🚗 แต่ในปี พ.ศ.2567 ที่ผ่านมาปัญหาทางเศรษฐกิจที่สำคัญในบ้านเราที่ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวางบนหน้าสื่อต่างๆ ทั้งสื่อกระแสหลักและสื่อ Social Media นั่นก็คือ “ปัญหาหนี้ครัวเรือน” โดยนำมาซึ่งเหตุการณ์ที่มีรถยนต์ถูกยึดเข้าสู่ลานประมูลเป็นหลักแสนคันเนื่องจากเจ้าของรถไม่สามารถนำเงินมาผ่อนชำระค่างวดกับทางบริษัทไฟแนนซ์ได้ตามกำหนดระยะเวลา วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟังว่าการจะมีรถยนต์เป็นของตัวเองสักคันนึง เราจะต้องเจอกับค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่รออยู่ข้างหน้า เพื่อที่เพื่อนๆจะได้วางแผนค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม เพื่อที่จะสามารถผ่อนชำระได้สำเร็จและได้เป็นเจ้าของรถยนต์อย่างที่ตั้งใจเอาไว้

🛻 เพื่อให้ง่ายต่อการอธิบายเราขออนุญาตยกกรณีตัวอย่างเป็นของเราเองก็แล้วกัน โดย Condition จะเป็นดังนี้

ยี่ห้อ/รุ่นรถยนต์ : TOYOTA Hilux REVO Prerunner 2.4 mid A/T (โฉมปี 2021)

ราคา : 838,000 บาท (ได้ส่วนลดมา 100,000 บาท จากราคาเต็ม 938,000 บาท)

เงินดาวน์ : 25% (209,5000 บาท)

ระยะเวลาในการผ่อน : 48เดือน (4ปี)

จำนวนเงินผ่อนต่องวด : 13,815 บาท (ดอกเบี้ย 1.89%)

1. ค่างวด (Installment) :💸

การจะเป็นเจ้าของรถยนต์สักคันนั้นสำหรับปุถุชนคนธรรมดาแบบเราๆนั้น การจะซื้อเงินสดเต็มราคาก็ดูจะเป็นเรื่องที่เกินความสามารถไปสักหน่อย เนื่องจากราคารถยนต์ในบ้านเรานั้นถือว่าค่อนข้างสูงเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยของคนในประเทศ เพราะฉะนั้นการใช้สินเชื่อในการเช่าซื้อก็ดูจะเป็นเพียงทางออกเดียวที่พอจะเป็นไปได้ เพราะเราสามารถนำรถออกมาใช้ในการทำมาหากินหรือเดินทางไปไหน มาไหน ได้ก่อนโดยค่อยๆถยอยจ่ายคืนเป็นงวดๆไป โดยค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ก็จะมากน้อยแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับราคาของรถยนต์รุ่นนั้นๆ จำนวนเงินที่วางดาวน์และจำนวนงวดที่ต้องการผ่อนชำระ หากคุณวางเงินดาวน์ใน % ที่สูงก็จะทำให้ค่างวดที่จะต้องจ่ายในแต่ละเดือนถูกลง

⚠️ *ข้อควรระวัง หนี้รถยนต์ไม่ควรจะเกิน 30% ของรายได้ที่คุณสามารถหาได้ในแต่ละเดือนและถ้าคุณจำเป็นต้องผ่อนนานเกิน 60งวด (5ปี) แล้วยังรู้สึกว่าหืดขึ้นคอในการหาเงินมาผ่อนนั่นอาจจะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าคุณยังไม่พร้อมที่จะเป็นเจ้าของรถคันนั้น เนื่องจากรถยนต์จะมีค่าใช้จ่ายแฝงในข้อถัดๆไปอีกหลายรายการ โดยถ้าหากมีความจำเป็นต้องใช้จริงๆอาจจะลองพิจารณาเป็นรถยนต์มือสองหรือรถยนต์ที่มีราคาย่อมเยาลงมาจากที่ตั้งใจไว้ก็ได้

🔇 **มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะเถียงขึ้นมาในใจแล้วว่ายิ่งเรายืดเวลาในการผ่อนออกไปให้นานขึ้น (จำนวนงวดมากขึ้น) เราก็ยิ่งผ่อนชำระต่องวดน้อยลงไม่ใช่หรือ? คำตอบคือใช่ จำนวนเงินที่คุณต้องจ่ายไปสำหรับการผ่อนชำระต่องวดมันลดลงก็จริง แต่พอคิดจำนวนเงินที่คุณต้องจ่ายไปตลอดระยะเวลาสัญญาคุณก็จะโดนดอกเบี้ยที่มากขึ้นด้วยและที่สำคัญการที่คุณยิ่งยืดระยะเวลาในการผ่อนออกไปให้นานขึ้นด้วยเหตุผลเรื่องความพร้อมทางด้านการเงิน นั่นเท่ากับคุณกำลังเพิ่มความเสี่ยงให้กับการเป็นเจ้าของรถยนต์คันนี้ด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นคุณผ่อนรถยนต์ในฝันของคุณเป็นระยะเวลา 84 งวด (7ปี) นั่นเท่ากับว่าตลอด 7ปีที่คุณผ่อนรถยนต์คันนี้ รายได้ของคุณจะต้องคงที่ไม่มีลดลงหรือดีไม่ดีอาจจะต้องเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำเพื่อให้ทันเงินเฟ้อด้วย เพื่อไม่ให้ค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นๆมาเบียดเงินในส่วนที่คุณจะต้องเอาไปผ่อนรถคันนี้ ถ้าคุณทำงานในตำแหน่งพนักงานขององค์กรขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคงสูงมีการขึ้นเงินเดือนทุกปีก็รอดตัวไป แต่ถ้าคุณเป็นพ่อค้า แม่ค้า หรือFreelance ที่รายได้ไม่แน่ไม่นอนอาจจะต้องมาพิจารณาเรื่องความเสี่ยงตรงนี้ให้ดีๆ

2. ค่าเช็คระยะตามรอบ (Maintenance) :🔧

การใช้งานรถยนต์นั้นจำเป็นที่จะต้องมีการบำรุงรักษาในระหว่างการใช้งานตามรอบระยะเวลาที่กำหนดโดยทั่วไปก็จะเป็นทุกๆ 6 เดือนหรือประมาณทุกๆ 10,000 กิโลเมตร โดยจะต้องนำรถเข้าไปให้ทางศูนย์บริการตรวจสอบการทำงานของระบบต่างๆของตัวรถว่ายังอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานได้อย่างปลอดภัยหรือไม่? มีอะไหล่ที่เสื่อมสภาพที่จำเป็นต้องทำการเปลี่ยนหรือไม่? โดยงานตรวจเช็คระยะทั่วๆไปที่จะต้องทำทุกๆ 10,000 กิโลเมตรก็จะเป็นการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ไส้กรองน้ำมันเครื่อง สลับยาง เป่ากรองอากาศ เช็คระบบไฟ และรายการอื่นๆอีก โดยทั่วไปจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 3,000 – 5,000 บาทต่อครั้งสำหรับรถญี่ปุ่นยี่ห้อทั่วๆไป แต่ถ้าเป็นรถยุโรป (Benz , BMW) ก็จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นไปอีกระดับนึง แต่ค่าใช้จ่ายจะไปหนักที่ทุกๆ 40,000 กิโลเมตรเนื่องจากจะต้องมีการเปลี่ยนถ่ายของเหลวเกือบทุกระบบ เช่นน้ำมันเบรก น้ำมันเฟืองท้าย น้ำมันเกียร์ น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ น้ำยาหล่อเย็นในหม้อน้ำ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายประมาณเกือบ 10,000 บาทต่อครั้งสำหรับรถญี่ปุ่นยี่ห้อทั่วๆไปแต่ถ้าเป็นรถยุโรป (Benz , BMW) ก็จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นไปอีกระดับนึงเช่นกัน

3. ค่าน้ำมัน (Fuel) : ⛽️

รถยนต์จะขับเคลื่อนไปไหนมาไหนได้ก็ต้องมีเชื้อเพลิงหรือพลังงานไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์สันดาป (ICE) หรือไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งในส่วนนี้ก็จะแตกต่างกันไปตามการใช้งานของแต่ละบุคคล ว่าคุณเป็นคนใช้งานรถเยอะน้อยแค่ไหน? รวมถึงอัตราการบริโภคเชื้อเพลิงของรถยนต์ในแต่ละรุ่นและชนิดของเชื้อเพลิงที่สามารถใช้ได้กับรถยนต์รุ่นนั้นๆก็จะมีราคาแต่งต่างกันออกไป

4. ค่าเบี้ยประกันภัย (Insurance):🛡️

ประกันภัยรถยนต์เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีเพราะเราไม่รู้ว่าเรื่องไม่คาดฝันบนท้องถนนจะเกิดขึ้นกับเราเวลาไหน? ซึ่งการซื้อประกันภัยนั้นถือเป็นการซื้อวงเงินฉุกเฉินไว้เผื่อสำหรับเมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านั้นขึ้นเราจะได้ไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะตามมา ซึ่งราคาค่าเบี้ยประกันภัยนั้นจะขึ้นอยู่กับรุ่นของรถยนต์ในแต่ละรุ่นซึ่งไม่เท่ากัน ยกตัวอย่างของเราเบี้ยประกันภัยชั้น 1 จะอยู่ที่ประมาณ 12,000 – 14,000 บาทต่อปี แต่ถ้าเป็นรถยนต์รุ่นอื่นๆก็จะมีค่าเบี้ยถูกแพงแตกต่างกันไปรวมถึงประเภทของประกันภัยด้วยว่าเป็นแบบชั้น 1 ชั้น 2 , 2+ หรือชั้น3 ซึ่งความคุ้มครองก็จะแต่งต่างกันออกไปตามประเภทของประกัน (มีค่าพรบภาคบังคับที่ต้องทำด้วยนะ)

5. ค่าต่อทะเบียน (Car tax renewal) :🎟️

กฎหมายในประเทศไทยจะมีการกำหนดว่ารถยนต์ที่จะนำมาใช้งานบนถนนสาธารณะได้นั้นจำเป็นต้องมีการจดทะเบียนและต่อภาษีประจำปีให้ถูกต้องตามกฎหมายเสียก่อนจึงจะสามารถนำมาใช้งานได้ ซึ่งค่าอัตราภาษีนั้นจะแตกต่างกันออกไปตามประเภทของการจดทะเบียนรถยนต์ เช่น รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ รถยนต์ขนส่งสาธารณะ และประเภทอื่นๆ ตามสีของป้ายทะเบียนที่ติดอยู่ที่ตัวรถ โดยจะมีการคำนวณค่าภาษีจากขนาดของความจุกระบอกสูบเครื่องยนต์ที่มีหน่วยเป็น CC ยิ่งรถมีความจุของเครื่องยนต์จำนวน CC สูงก็ยิ่งเสียภาษีแพงขึ้น ยกตัวอย่างของเราจดทะเบียนเป็นประเภทรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง (ป้ายทะเบียนพื้นหลังสีขาวตัวอักษรสีดำ) ขนาดเครื่องยนต์ 2400cc จะเสียภาษีประมาณ 4000 กว่าบาทต่อปีเป็นต้น

6. ค่าเปลี่ยนยาง (Tire) :🛞

รถยนต์ทุกคันจะมีส่วนที่สัมผัสกับพื้นถนนก็คือยางทั้ง 4 เส้นซึ่งยางนี่ถือว่าเป็นหนึ่งในส่วนประกอบที่สำคัญไม่แพ้ส่วนอื่นๆของรถเลยก็ว่าได้เพราะไม่ว่าคุณจะมีทักษะในการควบคุมรถเก่งแค่ไหน? รถของคุณจะมีสมรรถนะช่วงล่างดีเพียงใดก็ตาม แต่ชีวิตของคุณและผู้โดยสารทุกคนบนรถล้วนแล้วแต่ฝากไว้บนยางเพียงแค่ 4 เส้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อยางมีการเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานคุณก็สมควรที่จะต้องเปลี่ยนชุดใหม่เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและผู้โดยสารคนอื่นๆที่โดยสารมาในรถ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนยางก็จะแต่งต่างกันออกไปตามขนาดของยางรถยนต์ในแต่ละรุ่นและในแต่ละยี่ห้อรวมถึงชนิดของยางด้วยเช่นกัน ถ้ายิ่งรถคุณมีขนาดหน้ายางที่กว้างและขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของขนาดล้อที่ใหญ่ราคาของยางก็จะยิ่งแพงขึ้น ซึ่งยางก็จะมีหลากหลายประเภทตามการใช้งานอีก เช่น ยางประหยัดน้ำมัน ยางสปอร์ต ยางสำหรับสำหรับบรรทุก ยางสำหรับรถEV และอื่นๆ ซึ่งยกตัวอย่างของเราจะเป็นยางรถกระบะขนาด 265/60 R18 ซึ่งราคาจะอยู่ที่ประมาณ 20,000 – 25,000 ต่อ4เส้นแล้วแต่ยี่ห้อแต่ถ้าเป็นรถเก๋ง ECO Car หรือ City Car ทั่วๆไปราคาก็จะถูกลงไปตามขนาด

7.ค่าจิปาถะอื่นๆ : 💲

- ค่าCar Care

- ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่

- ค่าเปลี่ยนใบปัดน้ำฝน

- ค่าซ่อมแซ่มอื่นๆ (ถ้ามี)

🥶 จะเห็นได้ว่าการจะมีรถยนต์เป็นตัวเองได้สักคันนึงนั้นมันเต็มไปด้วยค่าใช้จ่ายแฝงต่างๆอยู่อีกมายมายนอกเหนือจากค่างวดที่ต้องผ่อนทุกเดือน ค่าน้ำมันที่ต้องเติม ซึ่งนี่อาจจะเป็นสาเหตุร่วมที่ทำให้มีคนจำนวนหนึ่งไปไม่ถึงฝั่งฝันอย่างที่ตั้งใจไว้ในเรื่องของการมีรถยนต์สักคันเป็นของตัวเองก็เป็นได้

🙏🏻 เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่กำลังจะตัดสินใจอยากมีรถยนต์เป็นของตัวเองนะ บทความนี้ไม่ได้อยากจะมาบั่นทอนกำลังใจของใครแต่อยากจะให้ทุกคนที่กำลังจะตัดสินใจจะเป็นหนี้รถยนต์ได้รู้ล่วงหน้าเพื่อที่จะได้วางแผนค่าใช้จ่ายได้อย่างเหมาะสม เพื่อที่คุณจะได้เป็นเจ้าของรถยนต์ในฝันได้อย่างที่คุณตั้งใจเอาไว้

👍 หากใครชอบบทความนี้อยากจะแชร์ อยากจะนำไปเขียนใหม่ เรียบเรียง ปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหาและไปเผยแพร่ให้คนที่คุณรักได้อ่านก็ยินดีนะ

ปล.Generate images by Gemini Flash 2.0

#bitcoin #nostr #wherostr #siamstr

[ How to สู่ อิสรภาพทางการเงิน ]

🟠เราเชื่อว่าหลายๆคนคงเคยผ่านหู ผ่านตากันมาบ้างไม่มากก็น้อยกับคำว่า “อิสรภาพทางการเงิน” คุณอาจจะเคยได้ยินคำคำนี้มาจากโลกอินเตอร์เน็ตหรืองานสัมมนาเกี่ยวกับการลงทุนที่ไหนสักที่นึง เลยทำให้ผู้คนมักมีความเชื่อที่ว่าการมีอิสรภาพทางการเงินนั้นคงจะหมายถึงการมีเงินจำนวนเยอะๆ มากพอที่จะซื้อหาทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากได้ อยากมี โดยไม่จำเป็นต้องรู้สึกเสียดายเงินประมาณว่า “ชอบก็จัดประหยัดทำไม” อะไรทำนองนี้ใช่มั้ยล่ะ?

📗ในหนังสือ “The Psychology of Money” ของ Morgan Housel (มอร์แกน เฮาส์เซล) มีเขียนไว้ประมาณว่าอิสรภาพขั้นสูงสุดที่เงินจะสามารถมอบให้กับชีวิตของคุณได้คืออิสรภาพทางด้านเวลา ที่เราจะสามารถควบคุมเวลาในชีวิตของตัวเองได้ เราสามารถอยากจะทำสิ่งใด? ที่ไหน? เมื่อใด? กับใครก็ได้ตราบนานเท่าที่จะต้องการ

💰การที่จะได้มาซึ่งอิสรภาพทางการเงินนั้นเราจำเป็นจะต้องมีความมั่งคั่งให้ได้เสียก่อนและหนึ่งในหนทางที่สามารถนำไปสู่ความมั่งคั่งได้นั่นก็คือ “การออม” ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญขั้นพื้นฐานสำหรับการสะสมความมั่งคั่ง ดังนั้น

ความมั่งคั่ง = เงินออม

ดังนั้นสมการของความมั่งคั่งจึงควรจะออกมาได้ในรูปแบบดังนี้

เงินออม = รายได้ – รายจ่าย

💸แต่ทว่าโลกแห่งความเป็นจริงของเงินสกุลประจำชาติหรือเงินตราที่ออกโดยรัฐบาลที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้มันได้สูญเสียความสามารถในการเป็นแหล่งเก็บรักษามูลค่า (Store of Value) ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากการพิมพ์เงินอย่างไม่หยุดยั้งจนทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “เงินเฟ้อ” ขึ้น ดังนั้น “เกมส์อาจจะเปลี่ยนเล็กน้อยนะครับ” ทำให้สมการของเงินออมจะถูกเปลี่ยนเป็น

เงินออม = รายได้ – (รายจ่าย + เงินเฟ้อ)

🌏ในเมื่อโลกมันเป็นเช่นนี้จึงทำให้หลายคนรู้สึกว่า “เงินเฟ้อ” เป็นตัวแปรที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ผู้คนจำนวนมากจึงมุ่งเข้าสู่การเพิ่ม “รายได้” โดยการหาอาชีพเสริมทำหลังเลิกจากงานประจำหรือการรัดเข็มขัดเพื่อลด “รายจ่าย” แต่จนแล้วจนเล่าก็ยังมีคนอีกจำนวนมากที่แม้จะทำมันทั้งสองทางแล้วแต่ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองมีเงินออมไม่เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายในอนาคตอยู่ดีหรือว่าแท้ที่จริงแล้วเราอาจจะกำลังแก้ปัญหาผิดจุดกันอยู่หรือเปล่า?

จากสมการเราจะเห็นได้ว่ามีตัวแปรที่เราสามารถแก้ไขปัญหาได้อยู่ทั้งหมด 3 ตัวแปรนั่นก็คือ รายได้ , รายจ่าย , เงินเฟ้อ

[1. เพิ่มรายได้ ] :

ถ้าหากวันนี้รายได้ของคุณยังไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันแล้วร่างกายของคุณยังไหวและเวลาใน 1 วันหรือใน 1 สัปดาห์ของคุณยังเหลือ การหาอาชีพเสริมทำเพื่อเป็นการเพิ่มรายได้เพื่อให้เหลือเงินออมมากขึ้นก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว

[2. ลดรายจ่าย] :

การประหยัดและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงก็เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ช่วยเพิ่มเงินออมให้กับเราได้ เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและเริ่มลงมือทำได้ทันทีแต่คุณก็ต้องยอมรับให้ได้ว่าความสะดวกสบายและคุณภาพชีวิตในบางส่วนอาจจะต้องถูกตัดทอนลงไปบ้าง

แต่ในเมื่อคุณอุตส่าห์ตรากตำทำงานอย่างหนักรวมถึงยอมลดคุณภาพชีวิตของตัวเองลงเพื่อประหยัดอดออม คุณก็สมควรได้รับรางวัลจากความพยายามของคุณด้วยเช่นกัน นั่นจึงนำมาสู่การแก้ไขปัญหาในตัวแปรตัวสุดท้ายนั่นก็คือ “เงินเฟ้อ”

[3. ลดความเสียหายจากเงินเฟ้อ] :

ถ้าหากคุณได้ทำการแก้ไขปัญหาในข้อ 1 และ 2 ได้สำเร็จแล้วตอนนี้คุณก็คงเริ่มจะมีเงินเหลือในส่วนที่จะนำมาเก็บออมได้แล้ว คุณก็ควรที่จะต้องเก็บออมในสิ่งที่มันสามารถรักษามูลค่าของเวลาและน้ำพักน้ำแรงที่คุณอุตส่าห์เสียไปได้ นั่นก็คือ ที่ดิน ทองคำ บิทคอยน์

**⚠️ข้อควรระวัง เงินออมของคุณควรจะเป็นเงินในส่วนที่ไม่มีความจำเป็นต้องนำออกมาใช้ในเร็ววันนี้รวมถึงคุณควรจะศึกษาลักษณะของสินทรัพย์ที่สามารถเก็บมูลค่าเหล่านี้ให้ดีด้วยตัวคุณเองก่อนตัดสินใจลงทุน

👍สุดท้ายเราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คนที่กำลังติดอยู่ในลูปของการหารายได้อย่างบ้าคลั่งทำงานอย่างเอาเป็นเอาตายได้มีเวลาเหลือในการหันมาดูแลสุขภาพกายแลสุขภาพจิตของตัวเองบ้างนะ และเหมือนเดิมถ้าชอบอยากก๊อปปี้ ดัดแปลง แก้ไข เชิญเลยนะแล้วส่งต่อให้คนสำคัญของคุณได้อ่านด้วยจะดีมาก

#bitcoin #siamstr #nostr #Wherostr

[ทำไมการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำถึงไม่เคยช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย?]

​🟠 1 ในนโยบายประชานิยมสุดคลาสสิกที่ถูกหยิบนำมาใช้เป็นนโยบายหลักในการหาเสียงเลือกตั้งที่ได้ผลทุกยุค ทุกสมัยเลย นั่นก็คือนโยบาย “การประกันค่าแรงขั้นต่ำ” นั่นเอง แต่จะมีสักกี่คนเคยสงสัยไหมว่า? ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองไหน? หรือใครก็ตาม ที่ได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล จะมีการปรับขึ้นค่าแรงเป็นเท่าไหร่ก็ตาม แต่มันกลับไม่เคยทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย แถมมิหนำซ้ำในทุกๆครั้งที่มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมักจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามกับความคาดหวังของประชาชนเสมอ ทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมยิ่งดูซบเซาเข้าไปอีก ข้าวของที่กินใช้อยู่ทุกวันกลับยิ่งมีราคาแพงขึ้นไปอีก วันนี้เราจะมาเล่าถึงสิ่งที่เป็นผลลัพธ์จากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้ฟังกันว่าทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น

​1. [ ค่าแรงไม่ได้ขึ้นให้เราแค่เพียงคนเดียว ]🙅

​คุณเคยสังเกตไหมว่าทุกๆครั้งเมื่อรัฐบาลประกาศว่าจะมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ราคาสินค้าอุปโภค บริโภคที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวันมักจะมีการปรับตัวขึ้นล่วงหน้าไปก่อนที่ค่าแรงของเราจะขึ้นจริงๆซะอีก นั่นก็เป็นเพราะว่าผู้ประกอบการที่เป็นนายจ้างจำเป็นที่จะต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นในอนาคตโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใดก็ตามที่ยังจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานมนุษย์อยู่

​* สมมุติว่าคุณทำงานเป็นพนักงานในโรงงานปลากระป๋องยี่ห้อหนึ่งการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำนั่นหมายความว่าโรงงานที่คุณทำงานอยู่กำลังถูกบีบบังคับด้วยกฎหมายว่าจะต้องขึ้นค่าตอบแทนให้กับคุณและเพื่อนร่วมงานของคุณที่ทำงานอยู่ในโรงงานแห่งนี้และเพื่อที่จะรักษาสัดส่วนของกำไรเอาไว้ให้คงเดิมหรือไม่ให้ลดลงมากเกินไปจนธุรกิจไปต่อไม่ไหว ทางบริษัทจึงมีความจำเป็นต้องขึ้นราคาสินค้าเนื่องจากต้นทุนทางการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นแล้วถ้าสิ่งนี้เองก็ไปเกิดขึ้นกับโรงงานผลิตยาสีฟัน โรงงานผลิตน้ำปลา โรงงานผลิตสบู่ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสินค้าที่เราจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันแทบทั้งสิ้นก็จะมีราคาสูงขึ้นด้วยเช่นกัน (ยังไม่นับรวมในส่วนของวัตถุดิบที่นำมาผลิตสินค้ามีราคาสูงขึ้น)

​2. [ ธุรกิจรายย่อย (SMEs) อยู่ยากขึ้น ]🏭

​ลองนึกภาพดูถึงวันที่คุณจำเป็นที่จะต้องเริ่มทำธุรกิจอะไรสักอย่างเป็นของตัวเอง การทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียวมันคงจะเป็นเรื่องที่ยากน่าดู ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นคนที่ฉลาดและมีทักษะทางด้านการบริหารจัดการอันเป็นเลิศสามารถทำงานหลายๆอย่างไปพร้อมกันได้(Multitasking) แต่สักวันนึงคุณก็จะเจอเข้ากับเรื่องข้อจำกัดทางด้านเวลาอยู่ดีเพราะฉะนั้นการว่าจ้างใครสักคนให้มาทำงานบางอย่างแทนคุณก็ดูจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจใช่ไหมล่ะ? เพื่อที่คุณจะได้เอาเวลาตรงนี้ไปทำอย่างอื่นเช่น คิดวางแผนในการขยายธุรกิจหรือคิดค้นสินค้าและบริการใหม่ๆเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดีมากยิ่งขึ้น แต่อาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่ได้มีเงินทุนมากมายในช่วงเริ่มต้น แล้วคุณจะจูงใจให้คนที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญสูงให้มาร่วมงานกับคุณได้อย่างไร? ในเมื่อค่าตอบแทนและสวัสดิ์การที่คุณสามารถเสนอให้กับคนเหล่านี้ได้ไม่สามารถไปสู้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีเงินทุนมหาศาลในการจ้างพนักงาน นอกจากเงินทุนของคุณจะสู้ไม่ได้แล้วทรัพยากรณ์มนุษย์ก็ยังสู้ไม่ได้อีกแล้วแบบนี้ธุรกิจของรายย่อยจะสามารถเติบโตขึ้นไปแข่งขันกับเจ้าใหญ่ๆได้อย่างไร?

​3. [ ธุรกิจจำเป็นต้องถยอยปิดตัวลง ]🏚️

​การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำนั้นส่งผลให้ราคาสินค้าเกือบทุกชนิดมีการปรับตัวสูงขึ้นในขณะที่ค่าแรงที่ได้เพิ่มขึ้นมานั้นกลับไล่ตามไม่ทันราคาสินค้า ส่งผลให้ประชาชนส่วนมากเลือกที่จะชะลอการจับจ่ายบางอย่างออกไปก่อน ส่งผลให้ธุรกิจที่ไม่ได้มีสายป่านยาวพอที่จะทนกับวิกฤตินี้ได้เป็นเวลานานประกอบกับสินค้าที่ถูกผลิตออกมาแล้วมีความต้องการที่ลดลงจึงทำให้ธุรกิจเหล่านี้ก็จะค่อยๆขาดทุนและล้มหายตายจากไปในที่สุด เมื่อไม่มีธุรกิจใหม่ๆเกิดขึ้นแถมธุรกิจเดิมก็ยังมาปิดตัวลงอีกตำแหน่งการจ้างงานที่เคยมีก็ค่อยๆถยอยหายไป ทำให้มีผู้คนจำนวนมากต้องกลายสถานะมาเป็น “คนว่างงาน” ยิ่งทำให้กำลังในการจับจ่ายใช้สอยของภาคประชาชนยิ่งทรุดหนักลงไปอีกดังที่เราจะเห็นได้จากข่าวการปลดคนงานออกจากบริษัทต่างๆรวมถึงโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมที่ค่อยๆถยอยปิดตัวลงไม่เว้นในแต่ละวัน

​4. [ การผูกขาดในตลาดแรงงาน ]🤷

​เมื่อธุรกิจของผู้ประกอบการรายย่อยค่อยๆล้มหายตายจากไปจากระบบเศรษฐกิจ คนตัวเล็กไม่สามารถมีธุรกิจเป็นของตัวเองได้เหลือรอดแต่เพียงยักษ์ใหญ่ในวงการบวกกับจำนวนคนว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆทำให้อำนาจทางการต่อรองค่าตอบแทนของแรงงานจึงตกไปอยู่ทางฝั่งของเจ้าของธุรกิจ ผู้ประกอบรายใหญ่มีตัวเลือกมากมายในการรับคนเข้าทำงานจึงสามารถกำหนดอัตราค่าแรงเองได้โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความเหมาะสมเนื่องจากถ้าหากคุณไม่ทำก็ยังมีคนอื่นที่พร้อมจะทำงานนี้ด้วยอัตราค่าจ้างเท่านี้อยู่เต็มไปหมด

​⚠️ บทความนี้ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อต่อว่านโยบายค่าแรงขั้นต่ำเพียงแต่อยากจะนำเสนอมุมมองในอีกด้านหนึ่งที่สื่อกระแสหลักไม่ค่อยมีใครได้พูดถึงประเด็นในส่วนตรงนี้สักเท่าไหร่

​👍 สุดท้ายนี้หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับใครสักคนบ้างนะ หากว่าชอบจะแชร์ไปทั้งดุ้นหรือนำไปปรับแก้ไขให้อ่านง่ายขึ้น เพิ่มเติมเนื้อหาในส่วนที่อาจจะตกหล่นไปแล้วไปแบ่งปันให้คนที่คุณรักและหวังดีอันนี้เราก็ยินดีนะเชิญเลย

#nostr #bitcoin #wherostr #siamstr

Replying to Avatar Wichit Saiklao

หนังสือสร้างแรงบันดาลใจให้คนตัวเล็ก "ใฝ่ดี" ...เปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนประเทศ

เรามักจะได้ยินเรื่องราวที่น่าชื่นชมของคนตัวใหญ่ ซึ่งเขาคิดอะไร จะสร้างอะไร เขาสามารถเนรมิตได้ด้วยอำนาจ และเงินทุนที่เขาสะสมมา

พวกเราชื่นชม แต่ทำตามไม่ได้ เปลี่ยนตัวเองไม่ได้

...แต่การเปลี่ยนแปลงของคนตัวเล็กที่เริ่มต้นจากศูนย์ build from scratch ที่คิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เปลี่ยนครอบครัวตัวเองให้มีเสียงหัวเราะ เปลี่ยนประเทศด้วยหลักการที่จริงยิ่งกว่า มันเป็นเรื่องยากและหายาก เรื่องราวของพี่ชิตเป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ ที่พี่อยากบอกพวกเราว่ามันเป็นไปได้ หากพวกเราใฝ่ดี และไม่หยุดก้มหน้าฝัน

#เงินเฟ้อคือคดีอาญา

#ก้มหน้าฝัน

#siamstr

🙏🏻ขอบคุณพี่ชิตมากนะครับสำหรับการถ่ายทอด Proof of work ของตัวพี่เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังได้เห็นถึง “ความจริงที่แม่งช้า“ แต่สักวันความจริงก็คือความจริง

[ทำไมการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำถึงไม่เคยช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย?]

🟠 1 ในนโยบายประชานิยมสุดคลาสสิกที่ถูกหยิบนำมาใช้เป็นนโยบายหลักในการหาเสียงเลือกตั้งที่ได้ผลทุกยุค ทุกสมัยเลย นั่นก็คือนโยบาย “การประกันค่าแรงขั้นต่ำ” นั่นเอง แต่จะมีสักกี่คนเคยสงสัยไหมว่า? ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองไหน? หรือใครก็ตาม ที่ได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล จะมีการปรับขึ้นค่าแรงเป็นเท่าไหร่ก็ตาม แต่มันกลับไม่เคยทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย แถมมิหนำซ้ำในทุกๆครั้งที่มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมักจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามกับความคาดหวังของประชาชนเสมอ ทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมยิ่งดูซบเซาเข้าไปอีก ข้าวของที่กินใช้อยู่ทุกวันกลับยิ่งมีราคาแพงขึ้นไปอีก วันนี้เราจะมาเล่าถึงสิ่งที่เป็นผลลัพธ์จากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้ฟังกันว่าทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น

1. [ ค่าแรงไม่ได้ขึ้นให้เราแค่เพียงคนเดียว ]🙅

คุณเคยสังเกตไหมว่าทุกๆครั้งเมื่อรัฐบาลประกาศว่าจะมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ราคาสินค้าอุปโภค บริโภคที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวันมักจะมีการปรับตัวขึ้นล่วงหน้าไปก่อนที่ค่าแรงของเราจะขึ้นจริงๆซะอีก นั่นก็เป็นเพราะว่าผู้ประกอบการที่เป็นนายจ้างจำเป็นที่จะต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นในอนาคตโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใดก็ตามที่ยังจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานมนุษย์อยู่

* สมมุติว่าคุณทำงานเป็นพนักงานในโรงงานปลากระป๋องยี่ห้อหนึ่งการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำนั่นหมายความว่าโรงงานที่คุณทำงานอยู่กำลังถูกบีบบังคับด้วยกฎหมายว่าจะต้องขึ้นค่าตอบแทนให้กับคุณและเพื่อนร่วมงานของคุณที่ทำงานอยู่ในโรงงานแห่งนี้และเพื่อที่จะรักษาสัดส่วนของกำไรเอาไว้ให้คงเดิมหรือไม่ให้ลดลงมากเกินไปจนธุรกิจไปต่อไม่ไหว ทางบริษัทจึงมีความจำเป็นต้องขึ้นราคาสินค้าเนื่องจากต้นทุนทางการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นแล้วถ้าสิ่งนี้เองก็ไปเกิดขึ้นกับโรงงานผลิตยาสีฟัน โรงงานผลิตน้ำปลา โรงงานผลิตสบู่ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสินค้าที่เราจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันแทบทั้งสิ้นก็จะมีราคาสูงขึ้นด้วยเช่นกัน (ยังไม่นับรวมในส่วนของวัตถุดิบที่นำมาผลิตสินค้ามีราคาสูงขึ้น)

2. [ ธุรกิจรายย่อย (SMEs) อยู่ยากขึ้น ]🏭

ลองนึกภาพดูถึงวันที่คุณจำเป็นที่จะต้องเริ่มทำธุรกิจอะไรสักอย่างเป็นของตัวเอง การทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียวมันคงจะเป็นเรื่องที่ยากน่าดู ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นคนที่ฉลาดและมีทักษะทางด้านการบริหารจัดการอันเป็นเลิศสามารถทำงานหลายๆอย่างไปพร้อมกันได้(Multitasking) แต่สักวันนึงคุณก็จะเจอเข้ากับเรื่องข้อจำกัดทางด้านเวลาอยู่ดีเพราะฉะนั้นการว่าจ้างใครสักคนให้มาทำงานบางอย่างแทนคุณก็ดูจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจใช่ไหมล่ะ? เพื่อที่คุณจะได้เอาเวลาตรงนี้ไปทำอย่างอื่นเช่น คิดวางแผนในการขยายธุรกิจหรือคิดค้นสินค้าและบริการใหม่ๆเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดีมากยิ่งขึ้น แต่อาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่ได้มีเงินทุนมากมายในช่วงเริ่มต้น แล้วคุณจะจูงใจให้คนที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญสูงให้มาร่วมงานกับคุณได้อย่างไร? ในเมื่อค่าตอบแทนและสวัสดิ์การที่คุณสามารถเสนอให้กับคนเหล่านี้ได้ไม่สามารถไปสู้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีเงินทุนมหาศาลในการจ้างพนักงาน นอกจากเงินทุนของคุณจะสู้ไม่ได้แล้วทรัพยากรณ์มนุษย์ก็ยังสู้ไม่ได้อีกแล้วแบบนี้ธุรกิจของรายย่อยจะสามารถเติบโตขึ้นไปแข่งขันกับเจ้าใหญ่ๆได้อย่างไร?

3. [ ธุรกิจจำเป็นต้องถยอยปิดตัวลง ]🏚️

การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำนั้นส่งผลให้ราคาสินค้าเกือบทุกชนิดมีการปรับตัวสูงขึ้นในขณะที่ค่าแรงที่ได้เพิ่มขึ้นมานั้นกลับไล่ตามไม่ทันราคาสินค้า ส่งผลให้ประชาชนส่วนมากเลือกที่จะชะลอการจับจ่ายบางอย่างออกไปก่อน ส่งผลให้ธุรกิจที่ไม่ได้มีสายป่านยาวพอที่จะทนกับวิกฤตินี้ได้เป็นเวลานานประกอบกับสินค้าที่ถูกผลิตออกมาแล้วมีความต้องการที่ลดลงจึงทำให้ธุรกิจเหล่านี้ก็จะค่อยๆขาดทุนและล้มหายตายจากไปในที่สุด เมื่อไม่มีธุรกิจใหม่ๆเกิดขึ้นแถมธุรกิจเดิมก็ยังมาปิดตัวลงอีกตำแหน่งการจ้างงานที่เคยมีก็ค่อยๆถยอยหายไป ทำให้มีผู้คนจำนวนมากต้องกลายสถานะมาเป็น “คนว่างงาน” ยิ่งทำให้กำลังในการจับจ่ายใช้สอยของภาคประชาชนยิ่งทรุดหนักลงไปอีกดังที่เราจะเห็นได้จากข่าวการปลดคนงานออกจากบริษัทต่างๆรวมถึงโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมที่ค่อยๆถยอยปิดตัวลงไม่เว้นในแต่ละวัน

4. [ การผูกขาดในตลาดแรงงาน ]🤷

เมื่อธุรกิจของผู้ประกอบการรายย่อยค่อยๆล้มหายตายจากไปจากระบบเศรษฐกิจ คนตัวเล็กไม่สามารถมีธุรกิจเป็นของตัวเองได้เหลือรอดแต่เพียงยักษ์ใหญ่ในวงการบวกกับจำนวนคนว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆทำให้อำนาจทางการต่อรองค่าตอบแทนของแรงงานจึงตกไปอยู่ทางฝั่งของเจ้าของธุรกิจ ผู้ประกอบรายใหญ่มีตัวเลือกมากมายในการรับคนเข้าทำงานจึงสามารถกำหนดอัตราค่าแรงเองได้โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความเหมาะสมเนื่องจากถ้าหากคุณไม่ทำก็ยังมีคนอื่นที่พร้อมจะทำงานนี้ด้วยอัตราค่าจ้างเท่านี้อยู่เต็มไปหมด

⚠️ บทความนี้ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อต่อว่านโยบายค่าแรงขั้นต่ำเพียงแต่อยากจะนำเสนอมุมมองในอีกด้านหนึ่งที่สื่อกระแสหลักไม่ค่อยมีใครได้พูดถึงประเด็นในส่วนตรงนี้สักเท่าไหร่

👍 สุดท้ายนี้หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับใครสักคนบ้างนะ หากว่าชอบจะแชร์ไปทั้งดุ้นหรือนำไปปรับแก้ไขให้อ่านง่ายขึ้น เพิ่มเติมเนื้อหาในส่วนที่อาจจะตกหล่นไปแล้วไปแบ่งปันให้คนที่คุณรักและหวังดีอันนี้เราก็ยินดีนะเชิญเลย

[เงินเฟ้อทำร้ายเราได้อย่างไร?]

🟠 คำถามที่เราอยากจะชวนทุกคนมาคุยกันในบทความนี้ก็คือ “แล้วไอ้เงินเฟ้อเนี้ยมันส่งผลกระทบอะไรกับชีวิตของเราบ้างละ?”

💸 ผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก “เงินเฟ้อ” นั้นแทบจะอยู่ในทุกช่วงจังหวะของชีวิตเราเลยก็ว่าได้เพียงแต่หลายๆคนอาจจะไม่ทันได้สังเกตเห็นหรือเห็นอยู่ทุกวัน แต่ไม่รู้ว่า “เงินเฟ้อ” ก็มีส่วนเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์เหล่านั้นด้วย โดยบทความนี้เราจะมายกตัวอย่างให้เห็นภาพว่าสิ่งที่เราเจอในทุกๆวันอะไรบ้าง? ที่มีต้นตอมาจาก “เงินเฟ้อ”

1. ข้าวยากหมากแพง : “เงินเฟ้อ” หนึ่งในหัวโจกตัวสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นข้าวปลาอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ รวมถึงสินค้าอุปโภคต่างๆมีราคาสูงขึ้นในทุกๆวัน

2. สารพัดหนี้ที่มีไม่รู้จบ : เมื่อราคาของสินค้าและบริการแทบทุกอย่างแพงขึ้นตลอดเวลาส่วนรายได้ของพวกเรานั้นกลับไม่เคยที่จะขยับตามราคาของสิ่งเหล่านั้นได้ทันสักที ในขณะที่ความต้องการและความจำเป็นของเรายังคงมีอยู่ต่อไป (นี่ยังไม่รวม“ของมันต้องมี”นะ) มันได้ผลักให้พวกเราเข้าสู่ภาวะ “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” และเมื่อรายได้ไม่พอกับรายจ่ายก็ส่งผลให้หลายๆคนต้องเริ่มเข้าสู่วังวนของการเป็นหนี้ที่ไม่รู้จบเพียงเพื่อจะเอาชีวิตรอดในวันนี้ไปให้ได้ก็เท่านั้นเอง

3. ขายวิญญาณให้ซาตาน : เมื่อรายได้ของเรามันไม่สมดุลกับรายจ่ายไหนจะหนี้สินที่ไปก่อไว้อีก ทำให้เราทุกคนต้องตกเป็นทาสของระบบอย่างเลี่ยงไม่ได้ ต้องทนทำงานหรือทนทำในสิ่งที่ตัวเราเองก็ไม่ได้ชอบ ไม่ได้รัก หรือเลวร้ายไปกว่านั้นคือจำเป็นต้องทนอยู่ในสภาวะสังคมการทำงานที่แสนจะToxic ที่คอยบั่นทอนจิตใจของคุณไปทีละเล็กทีละน้อยจนสุดท้ายมารู้ตัวอีกทีคุณกลายภาวะซึมเศร้าหรือมีปัญหาด้านสุขภาพจิตไปซะแล้ว นั่นมันก็ไม่ต่างอะไรกับการขายตัวตนและจิตวิญญาณของเราให้กับซาตานเพียงเพื่อแลกกับเงินเลยแม้แต่น้อย

4. สถาบันครอบครัวที่อ่อนแอลง : ในยุคปัจจุบันการมีหน้าที่การงานเพียงอาชีพเดียวไม่อาจทำให้เราสามารถอยู่รอดได้อีกต่อไป เรานั้นจำเป็นต้องมีอาชีพที่สอง ที่สาม ที่สี่ เพื่อความอยู่รอดแต่ในขณะเดียวกันสิ่งเหล่านั้นก็ได้ขโมยเวลาอันมีค่าไปจากชีวิตของเราจนหมดสิ้น คนเป็นพ่อแม่ที่ควรจะได้ใช้เวลาอยู่กับลูกได้เฝ้ามองพัฒนาการและการเติบโตของลูกแต่เผลอแปปเดียวลูกก็โตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่จิตใจแตกสลายไปซะแล้ว คนเป็นลูกที่ควรมีโอกาสได้อยู่ดูแลพ่อแม่ของตนในช่วงวัยแก่ชราแต่ผ่านไปได้ไม่นานท่านก็จากเราไปแล้ว

5. สังคมเสื่อมถอย : ทรัพยากรณ์ที่สำคัญที่สุดในสังคมมนุษย์ก็คือตัว “มนุษย์” เองแต่ในเมื่อมนุษย์เติบโตขึ้นมาจากสถาบันครอบครัวที่อ่อนแอไม่มีผู้ใหญ่คอยชี้แนะในสิ่งที่ถูกที่ควรให้กับพวกเขาในขณะที่เขายังเป็นเด็กมันจึงเป็นเรื่องยากที่เขาจะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพให้กับสังคม โดยในปัจจุบันเราจะสังเกตุได้ว่าเด็กและเยาวชนส่วนมากมักจะใช้เวลาอยู่บนสื่อสังคมออนไลน์มากกว่าที่จะมีเวลาพูดคุยกับพ่อแม่ของตนเสียอีกจึงไม่แปลกที่ในปัจจุบันจะมีคดีความรุนแรงที่ผู้ก่อเหตุเป็นเด็กและเยาวชนเพิ่มมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนและมีแนวโน้มว่าอายุของผู้ก่อเหตุจะน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อประเทศชาติขาดประชากรที่มีคุณภาพมาเป็นแรงขับเคลื่อนและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆให้กับชาติจึงส่งผลให้ประเทศนั้นขาดศักยภาพในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ(เหมือนกับทีมกีฬาที่ขาดนักกีฬาเก่งๆ) รวมถึงผู้สูงอายุที่ต้องถูกทิ้งให้อยู่และจากไปอย่างเดียวดายเพราะลูกหลานจำเป็นต้องจากบ้านผลัดถิ่นเพื่อไปขายแรงงานและผจญโชคในเมืองกรุงโดยที่ตัวเองก็แทบจะเอาชีวิตจะไม่รอดเช่นเดียวกัน

⛔️ นี่เป็นความน่าเศร้าเพียงแค่ 5 ตัวอย่าง ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันจนเป็นภาพชินตาในสังคม แต่ในความเป็นจริงแล้วมันยังมีผลกระทบอีกมากมายหลายอย่างที่เราทุกคนก็ได้สัมผัสและได้เจอในชีวิตประจำวันกันอยู่แล้วเพียงแต่มันไม่สามารถเขียนอธิบายออกมาทั้งหมดได้ภายในบทความนี้ก็เท่านั้นเอง (ให้นั่งพูดทั้งวันก็ยังไม่หมด555+)

✅ เราหวังว่าบทความนี้จะพอมีประโยชน์กับใครสักคนบ้าง เราตั้งใจให้ทุกๆบทความที่เราเขียนเป็นเหมือนกับกับ Open Source ที่ใครเห็นว่ามีประโยชน์ ใครอยากจะใช้เป็นสารตั้งต้น เป็นไอเดีย นำไปต่อยอด แก้ไขดัดแปลง ก็เชิญนะครับเพราะเราอยากเห็นภาพสังคมที่คนไทยตาสว่างกับเรื่องการเงินสามารถลุกขึ้นยืนได้ด้วยขาของตัวเอง ลืมตาอ้าปากมีสิทธิ์มีเสียงเป็นของตัวเอง สังคมเราจะน่าอยู่ขึ้นครับ

#siamstr #nostr #wherostr #bitcoin

[เงินเฟ้อทำร้ายเราได้อย่างไร?]

🟠 คำถามที่เราอยากจะชวนทุกคนมาคุยกันในบทความนี้ก็คือ “แล้วไอ้เงินเฟ้อเนี้ยมันส่งผลกระทบอะไรกับชีวิตของเราบ้างละ?”

💸 ผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก “เงินเฟ้อ” นั้นแทบจะอยู่ในทุกช่วงจังหวะของชีวิตเราเลยก็ว่าได้เพียงแต่หลายๆคนอาจจะไม่ทันได้สังเกตเห็นหรือเห็นอยู่ทุกวัน แต่ไม่รู้ว่า “เงินเฟ้อ” ก็มีส่วนเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์เหล่านั้นด้วย โดยบทความนี้เราจะมายกตัวอย่างให้เห็นภาพว่าสิ่งที่เราเจอในทุกๆวันอะไรบ้าง? ที่มีต้นตอมาจาก “เงินเฟ้อ”

1. ข้าวยากหมากแพง : “เงินเฟ้อ” หนึ่งในหัวโจกตัวสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นข้าวปลาอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ รวมถึงสินค้าอุปโภคต่างๆมีราคาสูงขึ้นในทุกๆวัน

2. สารพัดหนี้ที่มีไม่รู้จบ : เมื่อราคาของสินค้าและบริการแทบทุกอย่างแพงขึ้นตลอดเวลาส่วนรายได้ของพวกเรานั้นกลับไม่เคยที่จะขยับตามราคาของสิ่งเหล่านั้นได้ทันสักที ในขณะที่ความต้องการและความจำเป็นของเรายังคงมีอยู่ต่อไป (นี่ยังไม่รวม“ของมันต้องมี”นะ) มันได้ผลักให้พวกเราเข้าสู่ภาวะ “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” และเมื่อรายได้ไม่พอกับรายจ่ายก็ส่งผลให้หลายๆคนต้องเริ่มเข้าสู่วังวนของการเป็นหนี้ที่ไม่รู้จบเพียงเพื่อจะเอาชีวิตรอดในวันนี้ไปให้ได้ก็เท่านั้นเอง

3. ขายวิญญาณให้ซาตาน : เมื่อรายได้ของเรามันไม่สมดุลกับรายจ่ายไหนจะหนี้สินที่ไปก่อไว้อีก ทำให้เราทุกคนต้องตกเป็นทาสของระบบอย่างเลี่ยงไม่ได้ ต้องทนทำงานหรือทนทำในสิ่งที่ตัวเราเองก็ไม่ได้ชอบ ไม่ได้รัก หรือเลวร้ายไปกว่านั้นคือจำเป็นต้องทนอยู่ในสภาวะสังคมการทำงานที่แสนจะToxic ที่คอยบั่นทอนจิตใจของคุณไปทีละเล็กทีละน้อยจนสุดท้ายมารู้ตัวอีกทีคุณกลายคนที่มีภาวะซึมเศร้าหรือมีปัญหาด้านสุขภาพจิตไปซะแล้ว นั่นมันก็ไม่ต่างอะไรกับการขายตัวตนและจิตวิญญาณของเราให้กับซาตานเพียงเพื่อแลกกับเงินเลยแม้แต่น้อย

4. สถาบันครอบครัวที่อ่อนแอลง : ในยุคปัจจุบันการมีหน้าที่การงานเพียงอาชีพเดียวไม่อาจทำให้เราสามารถอยู่รอดได้อีกต่อไป เรานั้นจำเป็นต้องมีอาชีพที่สอง ที่สาม ที่สี่ เพื่อความอยู่รอดแต่ในขณะเดียวกันสิ่งเหล่านั้นก็ได้ขโมยเวลาอันมีค่าไปจากชีวิตของเราจนหมดสิ้น คนเป็นพ่อแม่ที่ควรจะได้ใช้เวลาอยู่กับลูกได้เฝ้ามองพัฒนาการและการเติบโตของลูกแต่เผลอแปปเดียวลูกก็โตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่จิตใจแตกสลายไปซะแล้ว คนเป็นลูกที่ควรมีโอกาสได้อยู่ดูแลพ่อแม่ของตนในช่วงวัยแก่ชราแต่ผ่านไปได้ไม่นานท่านก็จากเราไปแล้ว

⛔️ นี่เป็นความน่าเศร้าเพียงแค่ 5 ตัวอย่างที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันจนเป็นภาพชินตาในสังคม แต่ในความเป็นจริงแล้วมันยังมีผลกระทบอีกมากมายหลายอย่างที่เราทุกคนก็ได้สัมผัสและได้เจอในชีวิตประจำวันกันอยู่แล้วเพียงแต่มันไม่สามารถเขียนอธิบายออกมาทั้งหมดได้ภายในบทความนี้ก็เท่านั้นเอง (ให้นั่งพูดทั้งวันก็ยังไม่หมด555+)

✅ เราหวังว่าบทความนี้จะพอมีประโยชน์กับใครสักคนบ้าง เราตั้งใจให้ทุกๆบทความที่เราเขียนเป็นเหมือนกับกับ Open Source ที่ใครเห็นว่ามีประโยชน์ ใครอยากจะใช้เป็นสารตั้งต้น เป็นไอเดีย นำไปต่อยอด แก้ไขดัดแปลง ก็เชิญนะครับเพราะเราอยากเห็นภาพสังคมที่คนไทยตาสว่างกับเรื่องการเงินสามารถลุกขึ้นยืนได้ด้วยขาของตัวเอง ลืมตาอ้าปากมีสิทธิ์มีเสียงเป็นของตัวเอง สังคมเราจะน่าอยู่ขึ้นครับ

#siamstr #nostr #bitcoin #Wherostr

ขอบคุณนะครับที่คุณหมอช่วยตีแผ่เรื่องราวความจริงที่แสนจะเจ็บปวดของการทำงานภายในโรงพยาบาลให้คนภายนอกได้เข้าใจครับ

เราเองก็เป็นนักเทคนิคตัวเล็กๆในรพ.รัฐแห่งนึง ที่ก็ไม่ได้มีperformanceการทำงานที่โดดเด่นอะไร ไม่ได้มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องใดๆ

ผมอินกับ “top down absolute power” มากครับเพราะโดนมากับตัวแล้วก็ Case คนไข้ VVIP ที่ดันไปสนิทหรือรู้จักมักจี่กับคนใหญ่คนโตในโรงพยาบาลถึงแม้ว่าเราจะทำตาม Protocol ที่ถูกต้องทุกอย่างช่วยเหลือเขาทุกอย่างเท่าที่เราจะช่วยได้ตามสถานการณ์หน้างาน ณ ขณะนั้นแต่ก็จบที่โดน Complain แบบฉ่ำๆจนโดนเรียกเข้า“ห้องดำ”กันยกแผนกเลยครับT_T

[เงินเฟ้อมาจากไหน?]

🟠 ถ้าคุณพอจะทราบมาบ้างแล้วว่า “เงินเฟ้อ” คืออะไร? ตอนนี้มันก็ถึงเวลาที่เราจะต้องมานั่งตั้งคำถามกันต่อแล้วว่า ไอ้ “เงินเฟ้อ” เนี้ยมันมาจากไหน?

💰 “เงินเฟ้อ” เป็นปรากฏการณ์ทางเศรษฐศาสตร์ที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินทั้งหมดที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ จนทำให้เงินที่มีอยู่เดิมนั้นเสื่อมมูลค่าลง

(คล้ายๆกับกรณีที่ราคาสินค้าทางการเกษตรตกต่ำเนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากเกินไปจนล้นตลาด)

—————————————————-

[ยกตัวอย่างง่ายๆให้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้น]

🤴 สมมุติว่าเราเป็นเศรษฐีท่านหนึ่งที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมีเงินสดเก็บอยู่ที่ตัวเองจำนวน 1 แสนบาทจากปริมาณเงินทั้งหมดในประเทศจำนวน 1 ล้านบาท

🔆 นั่นเท่ากับว่าตัวเรามีความมั่งคั่งเป็น 1ใน10 ของเงินบาททั้งหมดที่มีในปัจจุบัน

⏳ แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปปริมาณของเงินในระบบเกิดมีการเพิ่มจำนวนขึ้นจากเดิมที่มีทั้งหมด 1ล้านบาท ไปเป็น 10ล้านบาท

🔅 นั่นก็หมายความว่าเงินสดมูลค่า 1แสนบาทที่เราถือเอาไว้นั้นไม่ได้มีความมั่งคั่งเป็น 1ใน10ของเงินทั้งหมดในประเทศอีกต่อไปแล้ว ความมั่งคั่งของเรามันได้ลดขนาดกลายเป็น 1ใน100 ไปแล้ว

💸 นั่นหมายความว่าถ้าเราเก็บเงินสดมูลค่า 1แสนบาทนี้ไว้กับตัวเองเฉยๆเมื่อเวลาผ่านไป มูลค่าที่แท้จริงของเงินที่เราถืออยู่นั้นมันได้ถูกทำให้เสื่อมมูลค่าลงไปแบบดื้อๆแบบนั้นเลยและนี่คือเรื่องจริงที่มนุษย์โลกได้ประสบพบเจอกันมาตลอดอย่างน้อยๆก็ 50กว่าปีที่ผ่านมา (นับจากปี 1971)

—————————————————-

⁉️ ที่นี้หลายคนคงจะเริ่มเกิดคำถามโผล่เข้ามาในหัวแล้วว่า “อยู่ๆเงินมันเพิ่มขึ้นมาเองได้ยังไง?”

💵 แหล่งที่มาที่ทำให้เกิด “เงินเฟ้อ” นั้นหลักๆจะมาจากรัฐบาลและธนาคารพาณิชย์

⚜️ ฝั่งรัฐบาล : สร้าง “เงินเฟ้อ” ได้โดยการกู้เงินหรือพิมพ์เงินเพิ่มเข้ามาในระบบ โดยรัฐบาลนั้นมักจะกระทำผ่านการลงทุนใน MEGA Project ต่างๆที่รัฐบาลเป็นเจ้าของรวมถึงการทำนโยบายประชานิยมผ่านระบบโครงการรัฐสวัสดิ์การขั้นพื้นฐาน อย่างเช่น สวัสดิ์การรักษาพยาบาลฟรี🏥 โครงการที่อยู่อาศัย🏡 โครงการการศึกษาขั้นพื้นฐาน✏️ โครงการสร้างเส้นทางคมนาคม🚄 และโครงการอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งโครงการเหล่านี้ล้วนแล้วแต่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลแทบทั้งสิ้น

🏦 ธนาคารพาณิชย์ : พอมาถึงตรงนี้หลายคนคงมีคำถามว่า “ธนาคารสามารถสร้างเงินเองได้ด้วยหรอ?” คำตอบคือได้แต่จะไม่ได้ใช้วิธีการพิมพ์เงินแบบเดียวกับที่รัฐบาลทำแต่จะเป็นการเล่นแร่แปลธาตุทางบัญชีที่กฎหมายอนุญาติให้ธนาคารพาณิชย์สามารถนำเงินที่มีอยู่ไปปล่อยกู้หรือนำไปลงทุนได้โดยที่ธนาคารพาณิชย์เหล่านั้นจะมีการสำรองเงินสดไว้เพียงบางส่วนเท่านั้น (Fractional Reserve Banking)

⚙️ ด้วยกลไกทางบัญชีนี้เองทำให้เกิดเงินที่ถูกสร้างขึ้นจากอากาศธาตุอยู่เต็มไปหมดในระบบการเงินและด้วยระบบนี้ทำให้ธุรกิจธนาคารสามารถสร้างกำไรจากดอกเบี้ยที่ปล่อยกู้และสร้างผลตอบแทนจากการนำเงินไปลงทุนได้อย่างมหาศาลโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีทรัพย์สินตัวจริงเต็มจำนวนมาวางไว้นิ่งๆ

⛔️ แต่ความเสี่ยงดันกลับมาตกอยู่กับที่ประชาชนตาดำๆอย่างเราเฉยเพราะถ้าเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นวิกฤตหนี้เสีย(NPL)เนื่องจากผู้กู้ยืมไม่สามารถนำเงินมาชำระคืนธนาคารได้หรือเกิดวิกฤตความเชื่อมั่นทางการเงินใดๆก็ตามจนทำให้คนเกิดการแห่ไปถอนเงินสดพร้อมกันในปริมาณมากๆจนเงินสดที่ธนาคารสำรองไว้ไม่เพียงพอจะคืนให้กับลูกค้าได้ก็จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Bank run” ในที่สุด ไม่มีไม่หนีไม่จ่ายที่แท้ทรู

📺 (//โดยสามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ YouTube ทางช่อง Right Shift กับวิดีโอที่มีชื่อว่า : เงิน ถูกสร้างจาก อากาศธาตุอย่างแท้จริง (ปกป้อง Thai Ratel)

✅ จากสาเหตุหลักๆของการเกิด “เงินเฟ้อ” ที่กล่าวมาในข้างต้นก็ดูไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไรกับคนทั่วไปเท่าไหร่นี่หน่า?

🙋‍♀️ เพราะเราเองที่เป็นประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการต่างๆของรัฐบาล แต่สิ่งที่น่าเศร้าเกี่ยวกับ “เงินเฟ้อ” คือเงินที่ถูกพิมพ์เพิ่มหรือถูกสร้างขึ้นมาใหม่นั้นไม่ได้ถูกกระจายไปสู่ทุกคนในระบบเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมกัน

⚠️ จึงเป็นที่มาของคำว่า “รวยกระจุกจนกระจาย” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สามารถเกิดขึ้นได้เป็นปกติหากเราเลือกที่จะอยู่ในระบบการเงินแบบปัจจุบัน (Fiat standard)

📺 (//โดยสามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ YouTube ทางช่อง Right Shift กับวิดีโอที่มีชื่อว่า : Wealth Redistribution ประชาชนจนลงทั้งโลก)

👍 เราหวังว่าบทความนี้จะพอมีประโยชน์กับใครสักคนนะ เพื่อนๆคนไหนชอบและอยากใช้เป็นสารตั้งต้น ปรับปรุงแก้ไข และแชร์ไปให้คนที่คุณรักได้อ่านเราก็ยินดีมากเชิญได้เลย

โดยในบทความหน้าเราจะมาคุยกันเรื่องผลกระทบจากเงินเฟ้อที่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าและสัมผัสได้ด้วยตัวของคุณเองทุกที่ทุกเวลา⏭️

#siamstr #nostr #Wherostr #bitcoin

[เงินเฟ้อน่ะมีอยู่จริงนะ!!!]

🟠 จุดเริ่มต้นที่ทำให้เราอยากเขียนบทความนี้ขึ้นมามันเริ่มมาจากปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเราเองซึ่งตอนได้เริ่มเข้ามาศึกษาเกี่ยวกับ Bitcoin อย่างจริงๆจังๆมาประมาณ 2ปีเศษๆ

🐰 ยิ่งเราศึกษามันมากขึ้นเท่าไหร่ความอยากรู้มันก็ยิ่งมากขึ้นไปเรื่อยๆไม่รู้จบ ยิ่งพาตัวเองถลำลึกลงไปในหลุมกระต่ายมากขึ้นเรื่อยๆจนทำให้ตระหนักรู้ถึงความน่ากลัวของสิ่งที่เรียกว่า “เงินเฟ้อ” ว่ามันได้บ่อนทำลายผู้คนและสังคมมนุษย์ไปมากมายขนาดไหน?

🗣️ เราจึงค่อยๆเริ่มพูดคุยเรื่องนี้กับคนรอบข้างไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวอย่างคุณพ่อ คุณแม่ หรือแม้แต่เพื่อนร่วมงานแต่ปฏิกิริยาที่เราได้รับกลับมาจากคนเหล่านั้นคือพวกเขาไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า “เงินเฟ้อ” มันคืออะไร?

⁉️ ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับ “เงินเฟ้อ” กันก่อนว่ามันคืออะไร? ถ้าให้อธิบายแบบกำปั้นทุบดินเลยมันก็คือการที่เงินในมือของเราเสื่อมมูลค่าลงในทุกๆวัน

🤨 มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะมีข้อสงสัยว่า “เงินมันจะเสื่อมมูลค่าลงได้ยังไง?” ในเมื่อธนบัตรใบละ 100บาทในวันนี้เก็บไว้อีก10ปีข้างหน้ามันก็ยังมีมูลค่าอยู่ที่ 100บาทเท่าเดิมไม่ใช่หรอ? หรือเงินฝากในบัญชีธนาคาร 5หมื่นบาทในวันนี้เก็บไว้อีก 10ปีมันก็ยังมีมูลค่า 5หมื่นเหมือนเดิมนี่หน่า? เผลอๆจะมากกว่าเดิมด้วยซ้ำเพราะได้ดอกเบี้ยเงินฝากจากธนาคารมาเพิ่มอีก

⚠️ แต่สิ่งที่เรากำลังจะสื่อในบทความนี้ไม่ใช่มูลค่าเชิงตัวเลขของเงินแต่เป็นมูลค่าในการจับจ่ายใช้สอยของมันต่างหากที่ถูกทำให้เสื่อมมูลค่าลง

💸 หนึ่งในหน้าที่สำคัญของสิ่งที่เรียกว่า “เงิน” นั่นก็คือมันต้องมีความสามารถใช้เป็นสื่อกลางทางการแลกเปลี่ยนคุณค่าระหว่างกันในระบบเศรษฐกิจ เช่น การที่คุณสามารถใช้เงินบาทเพื่อซื้อสินค้าและบริการจากคนอื่นๆได้ในประเทศไทยเนื่องจากเงินสกุลบาทมีกฏหมายรองรับว่าสิ่งนี้เป็นเงินและคนไทยทุกคนต้องรับเงินบาท

🙊 เราอยากให้คุณลองหยุดนิ่งดูสักครู่นึงและค่อยๆมองไปรอบๆตัวคุณ คุณจะได้ยินเสียงบ่นปนสงสัยจากผู้คนรอบตัวไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นคนที่คุณรู้จักหรือไม่ก็ตามว่า “ทำไมข้าวของสมัยนี้แพงจัง?”, “ยุคนี้เศรษฐกิจไม่ดีเลย?“ และให้คุณลองเปรียบเทียบราคาไข่ไก่🥚 ราคาก๊าซหุ้งต้ม⛽️ ราคาทองคำ🏆

ณ เวลาปัจจุบันเทียบกับราคาของมันเมื่อย้อนหลังไปประมาณ 3-5ปีก่อนว่ามันเพิ่มขึ้นมาเปอร์เซ็นต์?

💵 นั่นแหละคือเงินเฟ้อตัวจริงเสียงจริงที่คุณและคนอื่นๆรอบตัวคุณสัมผัสได้ แต่ถ้าจะให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น คุณอาจจะต้องย้อนอดีตกลับไปในช่วงเวลาที่ไกลมากกว่านั้น

⏳ โดยการถามราคาสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันจากคนรุ่นพ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ของคุณเองว่าราคาข้าวแกงหรือก๋วยเตี๋ยวสมัยท่านมันราคาชามละกี่บาทแล้วคุณจะไม่อยากเชื่อรูหูตัวเองเลยว่ามันจะเคยราคาเท่านั้นจริงๆ

✅ จากทั้งหมดที่กล่าวมาปัญหาที่ว่า “ทำไมข้าวของถึงแพงขึ้น?” แท้จริงแล้วราคาของสินค้าเหล่านั้นไม่ได้มีการปรับขึ้นเลยแม้แต่น้อยแต่เป็นมูลค่าของเงินที่อยู่ในมือของเราต่างหากที่ถูกทำให้เสื่อมมูลค่าลงในทุกๆวัน

เราหวังว่าบทความนี้จะพอมีประโยชน์กับใครสักคนนะ เพื่อนๆคนไหนชอบและอยากใช้เป็นสารตั้งต้น ปรับปรุงแก้ไข และแชร์ไปให้คนที่คุณรักได้อ่านเราก็ยินดีมากเชิญได้เลย

แล้วสาเหตุที่ทำให้เกิด “เงินเฟ้อ” มันมีอะไรบ้างละ? ไว้ติดตามต่อได้ในบทความถัดไปนะ⏭️

#siamstr #nostr #Wherostr #bitcoin

[เงินเฟ้อน่ะมีอยู่จริงนะ!!!]

🟠 จุดเริ่มต้นที่ทำให้เราอยากเขียนบทความนี้ขึ้นมามันเริ่มมาจากปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเราเองซึ่งตอนได้เริ่มเข้ามาศึกษาเกี่ยวกับ Bitcoin อย่างจริงๆจังๆมาประมาณ 2ปีเศษๆ

🐰 ยิ่งเราศึกษามันมากขึ้นเท่าไหร่ความอยากรู้มันก็ยิ่งมากขึ้นไปเรื่อยๆไม่รู้จบ ยิ่งพาตัวเอง

ถลำลึกลงไปในหลุมกระต่ายมากขึ้นเรื่อยๆจนทำให้ตระหนักรู้ถึงความน่ากลัวของสิ่งที่เรียกว่า “เงินเฟ้อ” ว่ามันได้บ่อนทำลายผู้คนและสังคมมนุษย์ไปมากมายขนาดไหน?

🗣️ เราจึงค่อยๆเริ่มพูดคุยเรื่องนี้กับคนรอบข้างไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวอย่างคุณพ่อ คุณแม่ หรือแม้แต่เพื่อนร่วมงานแต่ปฏิกิริยาที่เราได้รับกลับมาจากคนเหล่านั้นคือพวกเขาไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า “เงินเฟ้อ” มันคืออะไร?

⁉️ ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับ “เงินเฟ้อ” กันก่อนว่ามันคืออะไร? ถ้าให้อธิบายแบบกำปั้นทุบดินเลยมันก็คือการที่เงินในมือของเราเสื่อมมูลค่าลงในทุกๆวัน

🤨 มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะมีข้อสงสัยว่า “เงินมันจะเสื่อมมูลค่าลงได้ยังไง?” ในเมื่อธนบัตรใบละ 100บาทในวันนี้เก็บไว้อีก10ปีข้างหน้ามันก็ยังมีมูลค่าอยู่ที่ 100บาทเท่าเดิมไม่ใช่หรอ? หรือเงินฝากในบัญชีธนาคาร 5หมื่นบาทในวันนี้เก็บไว้อีก 10ปีมันก็ยังมีมูลค่า 5หมื่นเหมือนเดิมนี่หน่า? เผลอๆจะมากกว่าเดิมด้วยซ้ำเพราะได้ดอกเบี้ยเงินฝากจากธนาคารมาเพิ่มอีก

⚠️ แต่สิ่งที่เรากำลังจะสื่อในบทความนี้ไม่ใช่มูลค่าเชิงตัวเลขของเงินแต่เป็นมูลค่าในการจับจ่ายใช้สอยของมันต่างหากที่ถูกทำให้เสื่อมมูลค่าลง

💸 หนึ่งในหน้าที่สำคัญของสิ่งที่เรียกว่า “เงิน” นั่นก็คือมันต้องมีความสามารถใช้เป็นสื่อกลางทางการแลกเปลี่ยนคุณค่าระหว่างกันในระบบเศรษฐกิจ เช่น การที่คุณสามารถใช้เงินบาทเพื่อซื้อสินค้าและบริการจากคนอื่นๆได้ในประเทศไทยเนื่องจากเงินสกุลบาทมีกฏหมายรองรับว่าสิ่งนี้เป็นเงินและคนไทยทุกคนต้องรับเงินบาท

🙊 เราอยากให้คุณลองหยุดนิ่งดูสักครู่นึงและค่อยๆมองไปรอบๆตัวคุณ คุณจะได้ยินเสียงบ่นปนสงสัยจากผู้คนรอบตัวไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นคนที่คุณรู้จักหรือไม่ก็ตามว่า “ทำไมข้าวของสมัยนี้แพงจัง?”, “ยุคนี้เศรษฐกิจไม่ดีเลย?“ และให้คุณลองเปรียบเทียบราคาไข่ไก่🥚 ราคาก๊าซหุ้งต้ม⛽️ ราคาทองคำ🏆

ณ เวลาปัจจุบันเทียบกับราคาของมันเมื่อย้อนหลังไปประมาณ 3-5ปีก่อนว่ามันเพิ่มขึ้นมาเปอร์เซ็นต์?

💵 นั่นแหละคือเงินเฟ้อตัวจริงเสียงจริงที่คุณและคนอื่นๆรอบตัวคุณสัมผัสได้ แต่ถ้าจะให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น คุณอาจจะต้องย้อนอดีตกลับไปในช่วงเวลาที่ไกลมากกว่านั้น

⏳ โดยการถามราคาสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันจากคนรุ่นพ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ของคุณเองว่าราคาข้าวแกงหรือก๋วยเตี๋ยวสมัยท่านมันราคาชามละกี่บาทแล้วคุณจะไม่อยากเชื่อรูหูตัวเองเลยว่ามันจะเคยราคาเท่านั้นจริงๆ

✅ จากทั้งหมดที่กล่าวมาปัญหาที่ว่า “ทำไมข้าวของถึงแพงขึ้น?” แท้จริงแล้วราคาของสินค้าเหล่านั้นไม่ได้มีการปรับขึ้นเลยแม้แต่น้อยแต่เป็นมูลค่าของเงินที่อยู่ในมือของเราต่างหากที่ถูกทำให้เสื่อมมูลค่าลงในทุกๆวัน

👍 เราหวังว่าบทความนี้จะพอมีประโยชน์กับใครสักคนนะ เพื่อนๆคนไหนชอบและอยากใช้เป็นสารตั้งต้น ปรับปรุงแก้ไข และแชร์ไปให้คนที่คุณรักได้อ่านเราก็ยินดีมากเชิญได้เลย

แล้วสาเหตุที่ทำให้เกิด “เงินเฟ้อ” มันมีอะไร

บ้างละ? ไว้ติดตามต่อได้ในบทความถัดไปนะ ⏭️

สวัสดีทุ่งม่วง 👋

#Siamstr