Avatar
Jingjo
a7e9b36ff24ae730706742553b4a4a2733b01156e7c9e26145f9bc6a14f061a9
beef, beer, & bitcoin🥩🍺⚡ 🦘ผู้คุมกฏแห่งรัฐไก่🐓

เพิ่งตรวจบทความใหม่ของประธานซุปเสร็จ เจ้าตัวบอกว่าเห็นหลายคนไปนั่งเถียงในโซเชียลฯ กับพวกไม่ (อยาก) เข้าใจเศรษฐศาสตร์ออสเตรียน (แฮร่ ยั้งงงง) แล้วเสียดายเวลาแทน สู้มาเขียนบทความให้ความรู้สำหรับคนที่อยากเรียนรู้และเข้าใจดีกว่า

รออ่านกันได้เร็ว ๆ นี้ที่ https://rightshift.to/article/

#siamstr

มี 3 ตอน ฟังให้ครบครับ รบกวนแชร์ทุกช่องทางด้วยครับ

การติดอาวุธให้ไวรัส เริ่มจาก NIH ของสหรัฐ เฟาซี และพวก ในกรณีของไวรัสโคโรนา Ralph Baric ถ่ายทอดวิชาให้สถาบันวิจัยไวรัส อู่ฮั่น Dr Shi และทำการตัดต่อพันธุกรรมสร้างไวรัสใหม่ทดสอบในหนูที่ปรับพันธุกรรมเหมือนมนุษย์ จนได้ไวรัสใหม่ และจนหลุดรั่วออกไปเกิดระบาด

และเป็นเรื่องเดียวกับวัคซีน เพราะกลุ่มเดียวกัน เตรียมวัคซีนตั้งแต่ 2018 โควิดระบาด และผลข้างเคียงที่มีปัญหาแต่พูดไม่ได้ เพราะมีการเซ็นเซอร์

Health Nexus

ตอน 1

31/3/2025

https://youtu.be/aexZXA0QSKg?si=BEikXUkNT6JRTnvF

Health Nexus - ตอน2

7/4/2025

https://youtu.be/cuU1QmYGZtI?si=TILbvvN-fhNeSAwf

Health Nexus ตอน 3

เกิดอะไรขึ้นกับวัคซีนโควิดบ้าง?

14/4/2025

https://youtu.be/ys_ykPbyMks?si=sOZ4BZpb1Zhg-MTz

โคตรมัน 88 ดาวทั้งสองคู่

https://youtu.be/bhN-wMd3ZgY

https://youtu.be/ZUAXLyuOZVA

Replying to Avatar maiakee

📖เศรษฐศาสตร์ในหนึ่งบทเรียน

แปลและเรียบเรียงโดยละเอียดจากผลงานของ Henry Hazlitt

หนังสือ เศรษฐศาสตร์ในหนึ่งบทเรียน ของ Henry Hazlitt ถือเป็นหนึ่งในผลงานเศรษฐศาสตร์ที่เข้าใจง่ายที่สุดในศตวรรษที่ 20 มันไม่ใช่ตำราวิชาการ แต่เป็นบทสะท้อนทางปัญญาที่ใช้หลักเหตุผลเพื่อต่อต้านความเข้าใจผิดในนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งแพร่หลายทั้งในหมู่ประชาชนทั่วไปและนักการเมือง

บทเรียนเดียวที่คุณต้องรู้

“ศิลปะแห่งเศรษฐศาสตร์คือการมองไม่เพียงแค่ผลลัพธ์ทันที แต่ต้องมองผลระยะยาวของนโยบายหนึ่งๆ และไม่ใช่แค่ผลต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กับทุกกลุ่มในสังคม”

นี่คือ “บทเรียนเดียว” ที่ Hazlitt ต้องการให้ทุกคนเข้าใจ เพราะเขาเชื่อว่า ความล้มเหลวของนโยบายเศรษฐกิจส่วนใหญ่เกิดจากการเพ่งมองเพียงผลลัพธ์ระยะสั้น และผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ซึ่งนำไปสู่ความเสียหายต่อส่วนรวมในระยะยาว

กรณีศึกษา: นิทานหน้าต่างแตก

Hazlitt ยกตัวอย่างนิทานคลาสสิกของ Frédéric Bastiat ที่เล่าเรื่องเด็กชายคนหนึ่งที่ขว้างหินใส่หน้าต่างร้านค้า ทำให้เจ้าของร้านต้องจ้างช่างกระจกมาเปลี่ยน คนดูอาจคิดว่า “ดีสิ! อย่างน้อยช่างกระจกก็ได้งาน ได้เงิน เศรษฐกิจก็หมุนเวียน”

แต่นี่คือ ความเข้าใจผิด Hazlittอธิบายว่าเราต้องมอง “สิ่งที่ไม่ปรากฏ” เช่น เงินที่เจ้าของร้านใช้ซ่อมกระจกนั้น อาจถูกนำไปซื้อรองเท้าใหม่ หรือขยายธุรกิจ หากหน้าต่างไม่ถูกทำลาย เขาจะมีทรัพยากรเพิ่ม ไม่ใช่แค่ซ่อมของเก่าเท่านั้น

นี่คือตัวอย่างของ “ต้นทุนทางเลือก” (Opportunity Cost) ซึ่งมักถูกมองข้ามโดยผู้สนับสนุนการใช้จ่ายของรัฐหรือการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบผิดวิธี

นโยบายที่ Hazlitt วิจารณ์

1. ค่าแรงขั้นต่ำ

ดูเหมือนช่วยเหลือคนจน แต่ในความจริงแล้ว มันผลักคนไร้ทักษะออกจากตลาดแรงงาน

Hazlitt ชี้ว่า เมื่อรัฐบังคับให้จ่ายค่าแรงสูงกว่าความสามารถของแรงงานบางกลุ่ม นายจ้างจะเลือกไม่จ้าง หรือใช้เทคโนโลยีแทนแรงงาน กลุ่มเปราะบางจึงกลายเป็นผู้ว่างงานถาวร

2. การควบคุมค่าเช่า (Rent Control)

ทำให้เกิดการขาดแคลนที่อยู่อาศัย

เมื่อรัฐจำกัดค่าเช่าบ้านต่ำกว่าราคาตลาด เจ้าของบ้านไม่มีแรงจูงใจในการดูแล ซ่อมแซมหรือสร้างใหม่ ทำให้จำนวนที่อยู่อาศัยลดลงในระยะยาว คนเช่าที่ต้องการบ้านกลับหาบ้านไม่ได้

3. การอุดหนุน (Subsidies)

เงินภาษีที่ถูกนำไปช่วยกิจกรรมที่ไม่สามารถอยู่รอดได้เอง

Hazlitt เห็นว่า การอุดหนุนธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม เพราะเงินนั้นมาจากภาษีของประชาชนทั้งหมด และทำลายกลไกการแข่งขันเสรี

4. การพิมพ์เงินและเงินเฟ้อ

“เงินมากขึ้นไม่เท่ากับความมั่งคั่งมากขึ้น”

Hazlitt เตือนว่าการขยายตัวของเงิน (inflation) ทำให้ค่าของเงินลดลง ราคาสินค้าสูงขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ ทำลายการออมและบิดเบือนสัญญาณราคาในระบบเศรษฐกิจ

แนวคิดหลักของ Hazlitt กับเศรษฐศาสตร์คลาสสิก

Hazlitt ยึดหลักเศรษฐศาสตร์แบบเสรีนิยมคลาสสิก (Classical Liberalism) ซึ่งเน้น:

• เสรีภาพของบุคคลในการเลือกทางเศรษฐกิจ

• ความสำคัญของกลไกตลาดเสรี

• การไม่แทรกแซงจากรัฐเกินจำเป็น

• การเคารพต่อสิทธิในทรัพย์สินและการค้าเสรี

เขาเชื่อว่าความพยายามของรัฐในการ “จัดการ” เศรษฐกิจ ล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม

Hazlitt กับ Keynes: ศึกทางปัญญา

Henry Hazlitt คือผู้ต่อต้านแนวคิดของ John Maynard Keynes อย่างแข็งขัน เขาเขียนหนังสือชื่อ The Failure of the “New Economics” เพื่อโต้กลับแนวคิด The General Theory ของ Keynes อย่างเป็นระบบ

Keynesianism เชื่อว่า:

• การใช้จ่ายของรัฐสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงตกต่ำ

• การขาดดุลและเงินเฟ้อเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

Hazlitt โต้ว่า:

• การขาดดุลและการพิมพ์เงินจะสร้างฟองสบู่และหนี้สิน

• การบริโภคไม่ใช่ตัวสร้างความมั่งคั่ง การผลิตและการออมต่างหากที่สำคัญ

• กลไกตลาดควรถูกปล่อยให้ปรับตัวตามธรรมชาติ

ความสำคัญของ Hazlitt ในยุคปัจจุบัน

แม้จะเขียนเมื่อเกือบ 80 ปีก่อน แต่คำเตือนของ Hazlitt กลับดูร่วมสมัยอย่างน่าประหลาด:

• ในยุคของเงินเฟ้อเรื้อรังและหนี้สาธารณะท่วมโลก

• เมื่อรัฐเข้ามาอุ้มธุรกิจล้มเหลว (Too big to fail)

• เมื่อผู้คนเข้าใจเศรษฐกิจแค่เพียง “ภาครัฐต้องจ่ายเพิ่ม”

Hazlitt เตือนเราว่า “ผลลัพธ์ระยะยาว” และ “กลุ่มที่มองไม่เห็น” สำคัญกว่าความสะดวกทันใจหรือเสียงปรบมือชั่วคราว

บทส่งท้าย

Economics in One Lesson คือบทเรียนที่ควรอ่านซ้ำในทุกวิกฤตเศรษฐกิจ เพราะมันไม่ได้ให้แค่ความรู้ แต่ให้ “วิธีคิด” ในการพิจารณานโยบายอย่างมีสติ วิจารณญาณ และมองเห็นภาพรวมแท้จริงของระบบเศรษฐกิจทั้งระบบ

ในยุคที่ “คำสัญญาทางเศรษฐกิจ” มักมาก่อน “ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ”

Hazlitt สอนให้เราตั้งคำถามกับสิ่งที่ดูดีเกินไปที่จะเป็นจริง

ประเด็นเดือด: ทำไม Hazlitt ถึงเป็น “ศัตรูหมายเลขหนึ่ง” ของนักการเมืองและนักเศรษฐศาสตร์สายรัฐนิยม

1. การพิมพ์เงิน = การขโมยในคราบนโยบาย

Hazlitt มองว่า การขยายตัวของเงิน (inflation) ไม่ใช่แค่ปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่เป็น “การลักทรัพย์อย่างเป็นระบบ” โดยรัฐที่กำลังทำลายค่าเงินอย่างเงียบๆ

“เมื่อรัฐบาลพิมพ์เงิน พวกเขาไม่ได้แจกจ่ายความมั่งคั่ง พวกเขาแค่เปลี่ยนเส้นทางของมัน—โดยการปล้นค่าของเงินจากผู้มีรายได้คงที่และผู้เก็บออม”

ใครได้ประโยชน์?

• ธนาคารขนาดใหญ่

• บริษัทที่ใกล้ชิดกับรัฐ

• นักการเมืองที่ซื้อเสียงด้วยนโยบายแจกเงิน

ใครเสียประโยชน์?

• คนทำงานกินเงินเดือน

• ผู้สูงอายุที่พึ่งเงินเกษียณ

• คนจนที่ต้องจ่ายค่าครองชีพสูงขึ้น

นี่คือความไม่เท่าเทียมที่แฝงอยู่ในนโยบายที่ถูกโฆษณาว่า “เพื่อประชาชน”

2. การอัดฉีดเศรษฐกิจ = การทำให้ประชาชนเสพติดการช่วยเหลือ

Hazlitt มองว่านโยบาย “กระตุ้นเศรษฐกิจ” ผ่านการแจกเงิน อัดฉีดงบประมาณ หรือโครงการรัฐขนาดยักษ์ เป็นเพียง “ยาเสพติดทางเศรษฐกิจ” ที่ทำให้ประชาชนและภาคธุรกิจ เสพติดการพึ่งพิงรัฐ

เขาเขียนว่า:

“ยิ่งคุณใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากเท่าไร เศรษฐกิจก็จะยิ่งเปราะบางเมื่อไม่มีมัน”

ผลลัพธ์?

• ธุรกิจไม่มีแรงจูงใจในการพัฒนา

• คนรุ่นใหม่ขาดสำนึกในการสร้างคุณค่าด้วยตนเอง

• การเมืองกลายเป็นสนามแข่งขันของนโยบายประชานิยมลวงโลก

Hazlitt เตือนว่า การเติบโตที่แท้จริงเกิดจากการผลิต ไม่ใช่การแจกเงิน

3. รัฐไม่สามารถ “บริหารเศรษฐกิจ” ได้ดีเท่ากลไกตลาด

ในยุคที่รัฐนิยมการควบคุมอัตราดอกเบี้ย กำหนดค่าแรง ควบคุมราคา และวางแผนเศรษฐกิจจากเบื้องบน Hazlitt พูดสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง:

“ไม่มีใคร—แม้แต่คนฉลาดที่สุดในโลก—สามารถรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อบริหารเศรษฐกิจได้ดีเท่ากับตลาดเสรี”

เขาอธิบายว่า:

• ตลาดคือระบบกระจายข้อมูลแบบกระจายศูนย์ (decentralized)

• ราคาคือ “ภาษาแห่งข้อมูล” ที่บอกว่าอะไรควรถูกผลิต มากน้อยแค่ไหน และเพื่อใคร

• การแทรกแซงตลาด คือการบิดเบือนภาษาและทำให้เกิดความเข้าใจผิดทั้งระบบ

นี่คือเหตุผลที่เศรษฐกิจที่ถูกควบคุมแบบเบ็ดเสร็จ (เช่น สังคมนิยม) จบลงด้วย การขาดแคลน ความยากจน และการล่มสลาย

4. สื่อ + รัฐบาล = เครื่องมือสร้าง “มายาเศรษฐกิจ”

Hazlitt ไม่ได้วิจารณ์แค่นโยบายเท่านั้น เขายังโจมตี การทำงานร่วมกันระหว่างสื่อและรัฐ ที่มักรายงานข่าวเศรษฐกิจโดยไม่ตั้งคำถาม เช่น:

• “GDP โตขึ้น!” = ดีแน่นอน? (แม้จะเกิดจากการพิมพ์เงิน?)

• “รัฐบาลอัดฉีดงบ 500,000 ล้าน!” = ใครจ่ายคืน?

• “ตลาดหุ้นพุ่ง!” = ประชาชนส่วนใหญ่ได้อะไรจากมัน?

Hazlitt สอนให้ประชาชนคิดอย่างมีวิจารณญาณ และไม่เชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อที่สื่อหลักขายให้ทุกวัน

5. ประชานิยมทางเศรษฐกิจ = หลุมพรางแห่งหายนะ

Hazlitt เตือนว่า นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยมักเสนอ นโยบายที่หวานปากระยะสั้น แต่ทำลายอนาคตระยะยาว เพราะพวกเขาต้องการเสียงเลือกตั้ง ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

“นักการเมืองยินดีจุดไฟเผาอนาคต เพื่อให้ได้แสงสว่างในปัจจุบันที่ทำให้ประชาชนยิ้ม”

นี่คือสาเหตุว่าทำไมนโยบายอย่าง:

• การแจกเงิน

• การควบคุมราคา

• การสร้างหนี้สาธารณะมหาศาล

ถึงยังดำรงอยู่ แม้จะล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วนในประวัติศาสตร์

บทสรุปเดือด: Hazlitt คือเสียงเตือนในยุคที่ความงมงายทางเศรษฐกิจกลายเป็นกระแสหลัก

ในยุคที่โลกทั้งใบกำลังเผชิญกับ:

• วิกฤตเงินเฟ้อระดับโลก

• ความเหลื่อมล้ำพุ่งสูง

• หนี้สาธารณะระเบิดเวลา

• การพึ่งพิงรัฐมากเกินไป

คำพูดของ Hazlitt ไม่ได้เก่าเลย—มันคือคำเตือนล่วงหน้าจากอดีตที่แม่นยำราวคำพยากรณ์

หากเราไม่เรียนรู้จาก “บทเรียนเดียว” ที่เขาให้ไว้

เราก็จะจ่ายราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ…จนกระทั่งไม่มีอะไรเหลือให้จ่าย

บทต่อไป: ศึกเศรษฐศาสตร์แห่งศตวรรษ — Hazlitt vs. Keynes

“Keynes ไม่ได้ปฏิวัติเศรษฐศาสตร์ เขาแค่ทำให้มันสับสนมากพอที่คนจะไม่กล้าคัดค้าน” — Henry Hazlitt

Keynes: บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์นิยมรัฐ

Keynes เขียน The General Theory ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 1930s โดยเสนอแนวคิดที่ฉีกออกจากเศรษฐศาสตร์คลาสสิก:

• เมื่อเศรษฐกิจซบเซา รัฐควรเข้าแทรกแซง โดยการใช้จ่ายเงิน (fiscal stimulus)

• การขาดดุลงบประมาณเป็นเครื่องมือทางนโยบาย ไม่ใช่สิ่งต้องหลีกเลี่ยง

• อัตราดอกเบี้ยต่ำ และ การบริโภคมากกว่าการออม คือเครื่องยนต์ของเศรษฐกิจ

Keynes กลายเป็นพระเอกในหมู่นักการเมือง เพราะแนวคิดของเขาเปิดทางให้รัฐ ขยายอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างชอบธรรม

Hazlitt: นักรบเดี่ยวผู้ท้าทายอำนาจ

Hazlitt อ่านงานของ Keynes แล้วประกาศว่า:

“The General Theory เต็มไปด้วยคำศัพท์คลุมเครือ ความเข้าใจผิดเชิงตรรกะ และการลบล้างหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐานอย่างไร้เหตุผล”

เขาจึงเขียน The Failure of the “New Economics” โดย วิจารณ์ทุกบท ทุกย่อหน้า ทุกสมมติฐานของ Keynes ทีละจุด

การโจมตีจุดต่อจุด: Hazlitt ปะทะ Keynes

1. “การบริโภค” คือทุกสิ่ง?

Keynes:

การใช้จ่ายคือสิ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การออมมากเกินไปทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว (paradox of thrift)

Hazlitt:

ผิดโดยหลักเหตุผล—การออมไม่ใช่การถอนตัวจากเศรษฐกิจ แต่เป็นการเปลี่ยนจากการบริโภคปัจจุบันไปสู่การลงทุนในอนาคต

หากไม่มีการออม ย่อมไม่มีทุน ไม่มีการผลิตระยะยาว

2. การจ้างงานโดยรัฐคือ “ทางออก”?

Keynes:

ถ้ารัฐจ้างคนขุดหลุมแล้วถมมัน ก็ยังดีกว่าปล่อยให้เขาว่างงาน

Hazlitt:

การจ้างงานเพื่อ “ทำสิ่งไร้ค่า” คือ การทำลายทรัพยากรด้วยมือของเราเอง

งานที่ไม่มีคุณค่า = ค่าแรงที่ไม่มีผลิตภาพ = ภาษีที่ถูกเผาทิ้ง

3. การขาดดุลไม่เป็นไร?

Keynes:

การขาดดุลของรัฐในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำช่วยกระตุ้นการฟื้นตัว

Hazlitt:

การขาดดุลคือ ภาษีเลื่อนเวลา ที่ต้องชำระในอนาคต พร้อมดอกเบี้ย และผลักภาระให้กับคนรุ่นหลัง

ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “มื้ออาหารฟรี” แม้แต่ของรัฐ

Hazlitt กับตรรกะเศรษฐศาสตร์แบบตรงไปตรงมา

Hazlitt วิจารณ์ว่า Keynesใช้ศัพท์เฉพาะเพื่อเบี่ยงเบนความเข้าใจพื้นฐาน เช่น:

• ใช้คำว่า “aggregate demand” แทนที่จะพูดง่ายๆ ว่า “การใช้จ่าย”

• ใช้แบบจำลองที่ละเลย “เวลา” และ “ทุน” ซึ่งสำคัญต่อเศรษฐกิจจริง

• มองมนุษย์เป็น “ตัวแปรสมมติ” ที่ตอบสนองตามสูตร ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่คิดและปรับตัวได้

เขาสรุปว่า แนวคิดของ Keynes คือเศรษฐศาสตร์ที่ปล้นอนาคตเพื่อซื้อความสบายชั่วคราว

ผลกระทบ: ใครชนะ?

แม้ Hazlitt จะได้รับการยอมรับจากนักเศรษฐศาสตร์สาย Austrian และเสรีนิยมสายลึก เช่น Mises, Hayek, Rothbard แต่…

โลกทั้งใบกลับรับแนวคิด Keynesian เป็นกระแสหลัก

• เพราะมัน เข้าทางนักการเมือง

• เพราะมัน ดูง่ายต่อการ “จัดการเศรษฐกิจ”

• เพราะมัน ขายได้ทางสื่อ เมื่อพูดถึง “การกระตุ้น” และ “การจ้างงาน”

Hazlitt แพ้ในสนามการเมือง…แต่ ชนะในสนามของตรรกะ

และทุกครั้งที่วิกฤตเศรษฐกิจกลับมา—ชื่อของเขาถูกเรียกกลับมาเสมอ

บทส่งท้าย: Hazlitt คือเสียงเตือนจากหุบเหวแห่งหายนะ

ถ้าคุณไม่เข้าใจว่า “ต้นทุนแฝง” (opportunity cost) คืออะไร คุณไม่มีวันเข้าใจว่าการพิมพ์เงินแจกคนไม่ใช่ทางออก

ถ้าคุณไม่เข้าใจว่าทุกการแทรกแซงของรัฐคือการ “บิดเบือนสัญญาณตลาด” คุณก็จะตกหลุมพรางเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก

และถ้าคุณเชื่อว่า “แค่รัฐจ่ายเงินเพิ่ม ทุกอย่างจะดีขึ้น”

คุณควรอ่าน Hazlitt—ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่ทุกครั้งที่รัฐบาลบอกว่า “เราจะอัดฉีดเศรษฐกิจอีกครั้ง”

Hazlitt, Bitcoin และอนาคตของโลก

“Bitcoin ไม่ได้แค่เป็นเงินรูปแบบใหม่—มันคือการกบฏทางจริยธรรมและปรัชญา ต่อระบบที่โกหกเรามานาน”

ในยุคที่ Henry Hazlitt ยังมีชีวิตอยู่ (1894–1993) Bitcoin ยังไม่ถือกำเนิด แต่หากเขามีชีวิตอยู่ถึงวันนี้ ไม่มีข้อสงสัยเลยว่า เขาจะเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของ Bitcoin เพราะมันคือคำตอบที่ “เป็นรูปธรรม” ต่อคำเตือนเชิงปรัชญาและเศรษฐศาสตร์ที่เขาพยายามส่งเสียงมาทั้งชีวิต

1. เงินที่ไม่สามารถถูกพิมพ์เพิ่มได้ = ความยุติธรรมกลับคืน

Hazlitt ต่อต้าน เงินเฟียต (fiat money) อย่างเผ็ดร้อน เพราะ:

• มันไม่มีหลักประกันทางมูลค่า

• มันเปิดช่องให้รัฐบาลพิมพ์เงิน “จากอากาศ” และขโมยมูลค่าจากประชาชนผ่านเงินเฟ้อ

• มันบิดเบือนกลไกตลาดและสร้างวัฏจักรเศรษฐกิจเทียม

Bitcoin คือสิ่งที่ตรงข้ามกับทั้งหมดนั้น

• มีจำนวนจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญ — ไม่มีใครเพิ่มได้แม้แต่ 1 satoshi

• ไม่มีธนาคารกลาง ไม่มีรัฐ ไม่มีนโยบายการเงิน

• ไม่มีการพิมพ์เพื่อช่วยคนที่ “too big to fail”

นี่คือสิ่งที่ Hazlitt เรียกว่า “เงินที่ยุติธรรม” (honest money)

มันคือเงินที่ไม่มีใครควบคุมได้ แต่ทุกคนตรวจสอบได้

2. Bitcoin กับ “ต้นทุนแฝง” ที่ไม่มีใครอยากพูดถึง

Hazlitt เคยเตือนว่า ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่แท้จริง คือสิ่งที่ไม่เห็นด้วยตา เช่น:

• เงินที่รัฐใช้ไป = เงินที่ประชาชนไม่สามารถนำไปลงทุน

• เวลาในการทำงาน = โอกาสที่สูญเสียในการเติบโต

Bitcoin ทำให้ต้นทุนแฝงกลับมามองเห็นได้ เพราะ:

• ทุกธุรกรรมมี “ค่าธรรมเนียม” ที่ต้องจ่ายจริงจากเครือข่าย

• ทุกการใช้จ่ายต้องคิดให้ถี่ถ้วน เพราะการถือ Bitcoin คือการถือ “พลังซื้อที่เพิ่มขึ้น”

• มันทำให้เกิด การประหยัด (savings-based system) แทนระบบหนี้ (debt-based system)

3. Hazlitt กับ “การคำนึงถึงผลกระทบระยะยาว” = ธรรมชาติของ Bitcoin

ในหนังสือ Economics in One Lesson, Hazlitt พูดว่า:

“ศิลปะแห่งเศรษฐศาสตร์คือการมองผลกระทบระยะยาวของนโยบาย ไม่ใช่แค่ผลทันทีต่อกลุ่มเดียว”

Bitcoin ถูกออกแบบมาจาก มุมมองระยะยาวที่สุดเท่าที่เงินเคยมีมา

• แทนที่จะสร้างสกุลเงินที่ตอบสนองตลาดการเงินระยะสั้น

• มันสร้างระบบที่ให้รางวัลกับ “ผู้มีวินัย” และ “การอดทน”

• มันกำจัด “กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการใกล้กับเงินใหม่” (Cantillon Effect) ออกจากสมการ

Hazlitt จะเรียกสิ่งนี้ว่า “จริยธรรมทางเศรษฐกิจ” ซึ่งหาไม่ได้เลยในระบบการเงินปัจจุบัน

4. Bitcoin: ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือขบถต่อรัฐนิยม

Hazlitt ต่อต้านการรวมศูนย์ของอำนาจทางเศรษฐกิจ เพราะมันนำไปสู่:

• ความล้มเหลวในการจัดสรรทรัพยากร

• การใช้ความรุนแรงโดยรัฐเพื่อรักษาอำนาจ

• การบิดเบือนกลไกตลาดจนประชาชนสูญเสียความสามารถในการเลือกเสรี

Bitcoin คือการกระจายศูนย์อำนาจทางการเงินครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษย์

• ไม่มีใครสามารถยึดครองมันได้ทั้งหมด

• ทุกคนสามารถตรวจสอบบัญชีของตนเอง

• ไม่มีใครต้องขออนุญาตในการเข้าร่วม

นี่ไม่ใช่แค่การปฏิวัติทางเศรษฐกิจ—แต่มันคือ การคืนอำนาจให้ปัจเจกบุคคล (sovereignty)

5. อนาคตของโลก: เมื่อแนวคิดของ Hazlitt บรรลุรูปธรรมผ่าน Bitcoin

โลกในสายตา Hazlitt + Bitcoin คือโลกแบบนี้:

• รัฐไม่สามารถใช้เงินของประชาชนเพื่อซื้อเสียงหรือทำสงคราม

• การเติบโตทางเศรษฐกิจต้องเกิดจาก “การผลิต” ไม่ใช่ “การบริโภคเทียม”

• ความมั่งคั่งจะสะสมอยู่กับผู้ที่มีวินัย อดทน และมีศีลธรรมทางการเงิน

• ภาษีทางอ้อมอย่าง “เงินเฟ้อ” จะหายไป

• ตลาดจะขับเคลื่อนด้วยความจริง ไม่ใช่การจัดฉากโดยรัฐ

บทส่งท้าย: ถ้า Hazlitt มีชีวิตอยู่ในยุคนี้…

เขาคงพูดว่า:

“Bitcoin คือบทเรียนเดียวในเศรษฐศาสตร์ ที่ถูกเขียนไว้ในรูปของโค้ด แทนที่จะเป็นหนังสือ”

“มันไม่ต้องขออนุญาต มันแค่ทำหน้าที่ของมัน—เหมือนกลไกตลาดที่บริสุทธิ์ที่สุด”

และบางที Hazlitt อาจยิ้ม…เมื่อเห็นว่าเสียงของเขาไม่หายไปในกาลเวลา แต่มันถูกแปลงเป็นโครงข่ายกระจายศูนย์ ที่ไม่มีใครลบล้างได้อีกต่อไป

#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC #finance

มีฉบับแปลไทยแล้วนะครับ

At first I thought this doc was for fun. Then I saw the Chinese robot dogs armed with machine gun. Scary shit.

https://youtu.be/6MUrF_G7KlM

#siamstr

กลัวแล้วววว

1 ปีผ่านไปไวมาก เหมือนเพิ่งผ่านฮาล์ฟวิงปาร์ตี้ไปไม่นานนี่เอง

nostr:nevent1qqsqqqdj2ardugzzxd58uwrhewel79wysapzjj6l6x7aduzngcrqttspz9mhxue69uhkummnw3ezuamfdejj7q3qprya33fnqerq0fljwjtp77ehtu7jlsjt5ydhwveuwmqdsdm6k8esxpqqqqqqz0gy388

Replying to Avatar R0PE

พระเจ้าส่งอะไรมาให้ผมในวันสงกรานต์

อยู่ๆก็คิดจะพกหนังสือที่ยังไม่ได้อ่าน

สักเล่มกลับบ้าน เพื่อเครีย ไอ่กองดอง

ที่มันค้างอยู่ ผมก็หยิบ ชีวิตเรา

มีแค่ 4000 สัปดาห์ ดองมาได้ที่ 1 ปีถ้วน

ได้มาจากงานหนังสือปีก่อน พร้อมๆ

กับ the fiat standard (กำลังแช่อิ่มได้ที่เหมือนกัน )

ได้หยิบมาอ่านก็ตอนว่างไปบนเครื่องบิน

ชีวิตเราต้องบริหารเวลาให้คุ้มอะเนอะ

ผมที่เคยชินกับการจัดการเวลา

ให้คุ้มค่า และค่อนข้างชื่นชอบ

ผมมีหน้าที่ประจำวันในการให้

โรงงานผลิตงานได้อย่างประสิทธิภาพ

นาฬิกาจับเวลาเป็นอะไรที่ผมต้องพกติดตัวอยู่เสมอๆ (ถึงแม้หลังจะไม่ค่อยได้ใช้

เพราะตัวเลข เวลา มันเข้าเส้นไปพอสมควร ก็เถอะ)

หลังจากอ่านไปสัก 20 หน้าตอนต้นๆ

มันเหมือนมีอะไรมาสะกิดใจ

เหมือนมีอะไรมาเคาะกะโหลก

ปลุกให้ตื่น เดินออกมาจากสายพาน

การผลิตที่หย่อนตัวเองลงไปด้วยความเต็มใจแบบไม่รู้ตัว

เหมือนดึงเราออกมาจากโลกที่รีบเร่ง

เมื่อก่อนเรียนรู้ที่จะทำให้ทุกอย่าง perfect

Optimization ตอนนี้กลับ

มาเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง

อยู่ความเข้าใจชีวิตก็แบบนี้

มีข้อบกพร่อง มีอะไรที่ไม่สมบูรณ์

(เอ่อไม่รู้คนอื่นตีความยังงัย

แต่ผมคิดได้แบบนี้ล่ะนะ)

แปลกดี ....

หลังจากอดออม stack sats มานาน

พระเจ้าคงกำลังส่งสัญญาณ

บอกให้ออกไปใช้ชีวิตบ้างละมั้ง

มีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน

ยังงัยก็ สวัสดี ปีใหม่ไทยทุกๆท่าน

Happy songkran festival

มีความสุขกับเวลาทุกช่วงเวลา

มีความสุขกับทุกๆ sats ที่ได้เก็บออม

#siamstr

พอออมได้ก้อนประมาณนึงแล้วจะเริ่มอยากใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการจริง ๆ ครับ มันรู้สึก secure แบบที่สินทรัพย์อื่นให้ไม่ได้

ไม่เคยชอบกินเลย พอได้อ่านแบบนี้ยิ่งพร้อมจะเขี่ยทิ้งทุกครั้งที่เห็น 555

ปลอมกระทั่งชื่อ อื้อหืออออออ

มันฉิบหายเลยโว้ยยยยยย

https://youtu.be/Jyxul0tCEFg

#siamstr