Communist until you get rich. Feminist until you get married. Atheist until the airplane starts falling.
-.Juanda Brahma Metta
#siamstr
อันนี้สว่างไปนิด logo apple เลย detail หาย
#บิตคอยเนอร์น้ำมันหมู nostr:npub14gr5wssf7732cavhspxqggmtzqs2e4rh6k84m8nzcjrlc38dplvs05jf6k 🍺
#Siamstr
โหทำจริงจังเลยแฮะ ปรกติพี่หั่นใช้แทนน้ำมันเป็นครั้งๆไป ไม่ได้ทำเป็นน้ำมันเอาไว้
โหทำจริงจังเลยแฮะ ปรกติพี่หั่นใช้แทนน้ำมันเป็นครั้งๆไป ไม่ได้ทำเป็นน้ำมันเอาไว้
เอาอันแรก ติด warm นิดๆ , logo apple ยังคง detail ได้
มนุษย์ต้องการพลังงานที่มากขึ้น ถูกลง และสะอาดมากขึ้น
คือเรื่องมันเป็นแบบนี้นะพวก
ในปัจจุบัน พลังงานเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการขนส่ง การผลิตอาหาร การรักษาพยาบาล การศึกษา และความบันเทิง
ความต้องการพลังงานของโลกมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการขยายตัวของประชากรและการพัฒนาเศรษฐกิจ
ที่ผ่านมา มนุษย์พยายามที่จะลดการใช้พลังงานลงเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้อาจไม่ยั่งยืน
เนื่องจากมนุษย์ไม่สามารถลดการใช้พลังงานลงได้ทั้งหมด ความต้องการพลังงานบางส่วน เช่น พลังงานที่ใช้ในการผลิตอาหารและการรักษาพยาบาล เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตมนุษย์
ดังนั้น สิ่งที่มนุษย์ต้องการไม่ใช่การลดการใช้พลังงาน แต่เป็นการผลิตพลังงานที่มากขึ้น ถูกลง และสะอาดมากขึ้น
Bitcoin ช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกิดการแข่งขันกันด้วยการเป็นผู้ซื้อพลังงานรายสุดท้ายให้กับทุกคนทั่วโลก
Bitcoin ยังสามารถช่วยส่งเสริมการผลิตพลังงานที่สะอาดมากขึ้น โดยใช้พลังงานหมุนเวียน
ความสามารถในการจัดการแหล่งพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพคือเครื่องมือวิวัฒนาการของอารยธรรม
การหยุดใช้พลังงานจะทำให้มนุษย์ไม่มีวิวัฒนาการ เนื่องจากมนุษย์จะไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ และตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ได้
#siamstr
#siamstr
เรื่องมันยาว พูดได้เรื่อยๆแหละ
Bitcoin นั้นเปลืองไฟ มันทำให้ทะเลเดือด
คือเรื่องมันเป็นแบบนี้นะพวก
เหตุผลที่คนกลัวการเปลืองพลังงานนั้นตั้งอยู่บนสมมติฐานที่
1. มีการคาดการว่าพลังงานในโลกนี้ที่เราใช้ประโยชน์ได้มีปริมาณคงที่เหมือนกับขนมพายก้อนหนึ่ง (fixed supply)
2. มีการใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานที่ทำให้โลกร้อน เช่น ถ่านหิน หรือ น้ำมัน
ซึ่งสิ่งที่เปลืองพลังงานส่วนใหญ่ในโลกจะเข้าข่ายสองข้อนี้ จึงเหมาเอาว่ามันไม่ดีต่อโลก
แต่การขุดบิทคอยน์ถือเป็นสิ่งที่กินพลังงานแบบแปลกประหลาดไม่เหมือนการใช้พลังงานแบบอื่น
เพราะมันสร้างแรงจูงใจให้เกิดการผลิตพลังงานสะอาด หมุนเวียนที่มากขึ้น ทำให้สมมติฐานทั้งสองข้อเป็นเท็จไป
บิทคอยน์สร้างแรงจูงใจในการใช้พลังงานหมุนเวียนได้อย่างไร?
พลังงานหมุนเวียนคือ พลังงานที่มีใช้ได้เรื่อยๆไม่มีวันหมด เช่น ลม น้ำ แสงอาทิตย์ ฯลฯ
สาเหตุหลักที่ทำให้มนุษย์ไม่ยอมใช้พลังงานพวกนี้ คือราคาอุปกรณ์ และความผันผวนของพลังงาน ทำให้ใช้งานได้ไม่เต็มที่
เนื่องจากแสงอาทิตย์มีแค่ตอนกลางวัน ส่วนลมก็ไม่ได้มีทั้งวัน ดังนั้นการผลิตพลังงานจึงค่อนข้างผันผวน
สมมติ เมืองๆนึงต้องการใช้พลังงานเฉลี่ยวันละราวๆ 80 - 120 หน่วย แล้วเรามีการผลิตพลังงานจากแผงโซลาร์ได้เฉลี่ยวันละ 60 - 120 หน่วย
หมายความว่าบางวันพลังงานจะไม่พอใช้ หากวันนั้นเมืองต้องการพลังงาน 120 หน่วย แต่ผลิตพลังงานได้แค่ 60 หน่วย เมืองก็จะขาดพลังงานใช้ไปถึงครึ่งนึง
การที่จะการันตีว่าจะมีพลังงานใช้พอทุกวันคือคุณต้องลงทุนซื้อแผงโซลาร์และใช้พื้นที่เพิ่มอีกเท่าตัว ทำให้ผลิตพลังงานได้เฉลี่ยเป็น 120 - 240 หน่วย
แต่ปัญหาที่เกิดคือพลังงานคุณจะเหลือเยอะมากในวันที่พีคๆ 240 หน่วย ซึ่งมันจะไม่ได้ใช้ทำอะไร แต่ทิ้งขว้างไปเฉยๆ
ถ้าจะใช้แบตเตอรี่เก็บพลังงานไว้เยอะๆก็มีราคาแพง หากมีแบตมากเกินไปก็จะใช้เก็บพลังงานได้ไม่เต็มไม่คุ้ม และถ้ามีน้อยเกินไปแบตก็จะเต็ม เข้าสู่ปัญหาเดิมคือมีพลังงานเหลือทิ้ง
ปัญหาความผันผวนนี้ทำให้ไม่มีใครอยากที่จะลงทุนซื้อแผงโซลาร์มาเยอะๆ ไม่มีใครอยากสร้างพลังงานเหลือทิ้ง
แต่ Bitcoin บอกว่า "หากพลังงานคุณเหลือ ก็เอามาขายให้เราสิ เดี๋ยวเราซื้อไว้เอง" ซึ่งนี่ถือเป็นทางออกที่เหมือนส่งมาจากพระเจ้ายังไงอย่างงั้น
ถ้าเราผลิตพลังงานเกินและไม่มีใครต้องการ แต่ก็ยังคงมี Bitcoin ที่ต้องการเป็นคำตอบสุดท้ายอยู่เสมอ
หมายความว่าเราจะลงทุนในพลังงานหมุนเวียนได้อย่างไม่ต้องกลัวขาดทุนมาก ทำให้มีเงินเหลือไปสร้างแหล่งพลังงานเพิ่ม
สิ่งนี้แหละเป็นตัวผลักดันให้คนแข่งขันกันวิจัยและลงทุนผลิตพลังงานให้ได้มากขึ้น
เมื่อมีคนใดคนนึงรู้วิธีผลิตพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ คนอื่นๆก็จะได้รู้ด้วย
นี่ยังไม่นับแหล่งพลังงานใหญ่ก็คือการฟิวชั่นน้ำในมหาสมุทร ที่ต้องการเงินทุนวิจัยมากมาย
แต่ไม่มีใครพร้อมที่จะให้ เพราะไม่มีแรงจูงใจว่าจะขุดหาพลังงานเหล่านั้นไปทำอะไรหากไม่มีคนซื้อ
แต่หากทำได้เราจะมีพลังงานไม่จำกัดใช้อย่างสะอาด ทำให้ราคาค่าไฟถูกลงมหาศาล
และ Bitcoin คือตัวเร่งให้มนุษย์สามรถเพิ่มระดับ Kardashev scale ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น
#siamstr
บางคนเอาเงินฝากทั้งชีวิตไปฝากไว้กับ Do Kwon
บางคนเอาเงินฝากทั้งชีวิตไปฝากไว้กับ SBF
บางคนเอาเงินฝากทั้งชีวิตไปฝากไว้กับ CZ
บางคนเอาเงินฝากทั้งชีวิตไปฝากไว้กับ Alex Mashinsky
บางคนเอาเงินฝากทั้งชีวิตไปฝากไว้กับ Defi platform
แล้วก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยเกี่ยวกับ Counter party risk
#siamstr
กล้อง iPhone 15 pro ดีจริง
แต่ depth of field ไม่สมจริง
เราอยากได้ optical effect อร่า
#siamstr
10,000 Baht Digital >> เศรษฐกิจพอเพียง?
¯\_(ツ)_/
#siamstr
"ถนนสู่ความเป็นทาส" (The Road to Serfdom)
F.A. Hayek
Hayek อธิบายว่า ลัทธิสังคมนิยมจะนำไปสู่ความเป็นทาสของรัฐ
เขาได้อธิบายว่าลัทธิสังคมนิยมต้องการการควบคุมทางเศรษฐกิจโดยรัฐ ซึ่งจะนำไปสู่การจำกัดเสรีภาพส่วนบุคคลและเศรษฐกิจ
ในที่สุดสิ่งนี้จะนำไปสู่การกดขี่ข่มเหงและการปกครองแบบเผด็จการในที่สุด
-ลัทธิสังคมนิยมแบบวางแผนไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Hayek ต้นด้วยการวิจารณ์ลัทธิสังคมนิยมแบบดั้งเดิม ว่าเป็นอุดมคติที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้
เขาอธิบายว่าเศรษฐกิจแบบวางแผนนั้นสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่ากับเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี
เนื่องจากมันสามารถจัดการกับความซับซ้อนและความไม่แน่นอนของตลาดได้
เศรษฐกิจแบบตลาดเสรีอาศัยการแบ่งงานและการแข่งขันเพื่อจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้บริโภคสามารถเลือกสินค้าและบริการที่พวกเขาต้องการจากผู้ผลิตหลายรายในตลาด
ผู้ผลิตจะแข่งขันกันเพื่อเสนอสินค้าและบริการที่มีคุณภาพดีที่สุดในราคาต่ำที่สุด
ในทางกลับกัน เศรษฐกิจแบบวางแผนต้องการการวางแผนจากส่วนกลางโดยรัฐ
รัฐต้องตัดสินใจว่าสินค้าและบริการใดที่จะผลิต ผลิตอย่างไร และจัดสรรอย่างไร
สิ่งนี้ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมากและความสามารถในการคาดการณ์ที่แม่นยำ
ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่สามารถบรรลุได้อย่างสมบูรณ์
-ประวัติศาสตร์ของลัทธิสังคมนิยม
Hayek จึงสำรวจประวัติศาสตร์ของลัทธิสังคมนิยม
เขาแสดงให้เห็นว่าลัทธิสังคมนิยมทุกรูปแบบได้นำไปสู่การจำกัดเสรีภาพส่วนบุคคลและเศรษฐกิจ
ตัวอย่างเช่น สหภาพโซเวียตภายใต้ Joseph Stalin เป็นเผด็จการรัฐพรรคเดียวที่ควบคุมเศรษฐกิจอย่างเบ็ดเสร็จ
ในสหภาพโซเวียต รัฐเป็นเจ้าของและควบคุมธุรกิจทั้งหมด
รัฐกำหนดราคาสินค้าและบริการทั้งหมด ประชาชนไม่มีทางเลือกในสิ่งที่พวกเขาจะซื้อหรือขาย
รวมไปถึง รัฐยังควบคุมการเคลื่อนไหวและความคิดของประชาชนอีกด้วย
-ลัทธิสังคมนิยมเป็นภัยคุกคามต่อเสรีภาพและเสรีภาพทางเศรษฐกิจ
Hayekสรุปว่าลัทธิสังคมนิยมเป็นภัยคุกคามต่อเสรีภาพและเสรีภาพทางเศรษฐกิจ
เขาเรียกร้องให้ผู้คนระมัดระวังลัทธิสังคมนิยมและสนับสนุนเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี
<------------------------------------------>
ลัทธิสังคมนิยมต้องการการครอบงำทางความคิดเพื่อให้ประสบความสำเร็จ
ประชาชนต้องเชื่อในอุดมคติของลัทธิสังคมนิยมและยอมรับการปกครองแบบเผด็จการโดยรัฐ
สิ่งนี้มักทำได้ผ่านการโฆษณาชวนเชื่อและการควบคุมสื่อ
ลัทธิสังคมนิยมมักนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำมากกว่าระบบเศรษฐกิจอื่นๆ
รัฐบาลมักมีอำนาจในการแจกจ่ายทรัพยากรและโอกาสอย่างไม่เท่าเทียมกัน
สิ่งนี้อาจนำไปสู่ความไม่พอใจและความขัดแย้งในสังคม
ลัทธิสังคมนิยมมักไม่ยั่งยืนในระยะยาว
เศรษฐกิจแบบวางแผนไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงในตลาดได้
สิ่งนี้อาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและวิกฤต
#siamstr

Keynesian and MMT ในมุมมองของข้าพเจ้า
คือเรื่องมันเป็นแบบนี้นะขอรับ
ในมุมมองของข้าพเจ้า แนวคิดของ Keynesian และ MMT นั้นมีความคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง
นั่นคือทั้งสองแนวคิดต่างก็เห็นว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการเงินและการคลังนั้นมีความสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤต
อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ามีข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับแนวคิดทั้งสองนี้ ดังนี้
Keynesian
แนวคิดของ Keynesian นั้นมองว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการเงินและการคลังนั้นจำเป็นเพื่อเพิ่มอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจ
โดยการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการบริโภคและการลงทุน ซึ่งจะนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ามีข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับแนวคิดของ Keynesian ดังนี้
นโยบายการเงินและการคลังอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ หากอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจมากเกินไป
นโยบายการเงินและการคลังอาจนำไปสู่การกระจุกตัวของความมั่งคั่ง หากรัฐใช้นโยบายการคลังเพื่อช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มคนบางกลุ่ม
MMT
แนวคิดของ MMT นั้นมองว่ารัฐบาลสามารถพิมพ์เงินได้ไม่จำกัดเพื่อใช้จ่ายในโครงการต่างๆ
โดยไม่ก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ตราบใดที่รัฐบาลสามารถเก็บภาษีได้เพียงพอเพื่อชดเชยการพิมพ์เงิน
ข้าพเจ้ามีข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับแนวคิดของ MMT ดังนี้
แนวคิดของ MMT นั้นอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อในระยะยาว หากรัฐบาลพิมพ์เงินมากเกินไป
แนวคิดของ MMT นั้นอาจนำไปสู่การขาดดุลงบประมาณที่สูง หากรัฐบาลไม่สามารถเก็บภาษีได้เพียงพอเพื่อชดเชยการพิมพ์เงิน
หนทางสู่ความเป็นทาส
ข้าพเจ้าเห็นว่าแนวคิดของ Keynesian และ MMT นั้นอาจนำไปสู่หนทางสู่ความเป็นทาสได้
เนื่องจากรัฐมีอำนาจในการควบคุมเศรษฐกิจ โดยสามารถพิมพ์เงินและใช้จ่ายได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ซึ่งจะทำให้ประชาชนต้องพึ่งพารัฐมากขึ้นเรื่อยๆ
ข้าพเจ้าเห็นว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการเงินและการคลังนั้นควรกระทำอย่างระมัดระวัง ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป และต้องคำนึงถึงผลกระทบในระยะยาวด้วย
So... Shut the fuck up Keynesian
#siamstr
I want a solution for iPhone 15 Pro max
rig + ssd + rode video mic Pro + power bank
Which usb hub do I need?
#siamstr
CBDC งั้นเหรอ
คือเรื่องมันเป็นแบบนี้นะพวก
เงินที่โดนควบคุมหมดทุกระดับสตางค์ ทุกพฤติกรรม ทุกจริยธรรม
เหมาะสำหรับคนที่ไม่พร้อมจะรับผิดชอบตัวเอง และต้องการๆดูแลจากรัฐ
แต่สำหรับคนที่ต้องการ privacy มันริดรอนความเป็นส่วนตัว
#siamstr
Stacking sats with GPUtopia.
พอเห็นข่าวปริมาณ transaction ของ bitcoin แซง VISA ไปแล้ว
แม้มันจะเกิดมาจาก ordinal ซะส่วนใหญ่ก็ตามเถอะ แต่ก็มีอะไรบางอย่างผุดขึ้นมา
ณ ตอน Bull run ของปี 2021 และ Clubhouse บูมๆอยู่นั้น
อาจารย์ฝ้าย เพื่อน Bitcoiner ที่ผมเคารพรักคนนึง แม้ไม่เคยได้พบกันมาก่อนเลย(จนงาน BTC2023)
อาจารย์ได้ไปถกเถียงกับเด็กนักเรียนทุนใน clubhouse และคนที่เธอถกเถียงด้วยถ้าจำไม่ผิดน่าจะจบมาจาก Standford
ปรกติผมจะตามผมไปเป็นตัวหนุนให้ แต่วันนั้นผมเข้านอนเร็ว เลยไม่ได้ไปช่วยเธอร่วมถกเถียง
ประเด็นหลักๆที่ผมจำได้คือ เธอคนนั้นบอกว่า tps ของ Bitcoin น้อยกว่า VISA (แต่เธอยังไม่รู้จัก lightning อ่ะนะ)
ok อันนั้นมันจริงบน Layer 1 แต่ Visa ที่เธออ้างอิงก็เป็น Layer 2,3 ไม่ใช่ Layer 1 ของระบบการเงิน
แต่สิ่งที่ผมสะดุดใจคือเธอศรัทธาใน shitcoin ตัวนึง และ ศรัทธาใน peer review ของมัน
peer review เป็นกระบวนการตรวจสอบผลงานทางวิชาการโดยผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ
กระบวนการนี้มีประโยชน์ในการป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดพลาดหรือเป็นอันตราย
อย่างไรก็ตาม peer review นั้นไม่ใช่กระบวนการที่สมบูรณ์แบบ บางครั้งก็อาจเกิดการตีพิมพ์ผลงานที่ไม่ถูกต้องได้ เพราะว่า
-ปริมาณ peer review ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้คุณภาพของงาน
-peer review อาจไม่ได้ครอบคลุมในทุกแง่มุมมากเพียงพอ
-peer review ไม่สามารถรับประกันความสมบูรณ์แบบได้
สุดท้ายถึงมันจะมีปริมาณ peer review ที่เยอะ แต่ก็ไม่ได้แก้ปัญหาใดๆให้กับโลกอย่างที่
การเกิดและการดำรงอยู่ของมันนั้นไม่ได้มีความชัดเจนในแง่ปรัชญาใดๆ(เกิดมาทำไม)
#siamstr
ไมโลกเราจึงไม่สามารถกลับไปใช้ gold standard ได้อีกแล้ว
คือเรื่องมันเป็นแบบนี้นะพวก
ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการใช้เป็นเงินตรา เนื่องจากมีคุณสมบัติหลายประการที่ทำให้เป็นสินทรัพย์ที่มีค่าและน่าเชื่อถือ
เช่น ความทนทาน ความหายาก แบ่งย่อยได้ง่าย และพกพาง่าย อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบัน โลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ส่งผลให้ทองคำมีข้อจำกัดบางประการในการใช้เป็นเงินตรา ดังนี้
ความคล่องตัวต่ำ : ทองคำมีความคล่องตัวต่ำ ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างรวดเร็ว ในยุคปัจจุบัน โลกาภิวัตน์ทำให้การค้าระหว่างประเทศมีความซับซ้อนและรวดเร็วมากขึ้น ทองคำมีความคล่องตัวต่ำ ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างรวดเร็ว : ทำให้ไม่เหมาะกับการค้าระหว่างประเทศที่ต้องมีการโอนย้ายเงินจำนวนมากอย่างรวดเร็ว
ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย : ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้และมีมูลค่าสูง จึงมีความเสี่ยงที่จะสูญหายหรือถูกโจรกรรม
ความน่าเชื่อถือ : ระบบ gold-backed currency นั้น เราจำเป็นต้องไว้ใจคนเก็บทองคำ เนื่องจากเงินตราจะอ้างอิงมูลค่ากับทองคำ แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ทองคำในการแลกเปลี่ยน
หากธนาคารกลางหรือหน่วยงานที่ดูแลระบบ gold-backed currency ไม่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ ก็อาจทำให้ผู้คนขาดความเชื่อมั่นในระบบ และนำไปสู่การล่มสลายของระบบเงินตรา
....โลกเราจึงไม่สามารถกลับไปใช้ gold standard ได้อีกแล้ว
แต่ในปัจจุบัน โลกใช้ระบบการเงินแบบ fiat currency ซึ่งเป็นเงินตราที่ไม่มีมูลค่าในตัว แต่เป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้ควบคุมประชากรของรัฐบาล
#siamstr
Privacy or Convenience
คือเรื่องมันเป็นแบบนี้นะพวก
Those who would give up essential privacy to purchase a little temporary convenience deserve neither privacy nor convenience.
#siamstr
