Avatar
Bosthai
af91edc9430a091e038157ed673991f7d4e8852a3b4720ae54f1ae37cd6d42aa

เป็นการไตร่ตรองจากที่เรียนรู้มาครับ และหนึ่งในนั้นมาจาก Alt Tab ที่พี่ให้สัมภาษณ์ ผมฟังแล้วจุกเรื่อง Entropy กับ Proof of work ของครอบครัว

Replying to Avatar Bosthai

ผมคิดว่าเด็กๆ ควรเรียนรู้เรื่องBitcoin ไม่ใช่เพราะแค่มันมีจำกัด มันช่วยเราต้านเงินเฟ้อ

แต่มันบทเรียนหลายๆ อย่าง และบทเรียนที่ว่าคือ "ทำไมหนูต้องทำงาน" , "ทำไมหนูต้องเก็บออม" และ "เวลาหนูมีจำกัด"

"ก็ถ้าหนูไม่ทำงาน ก็อดแตกตาeสิค่ะลูก"

เออจะตอบแบบนั้นก็ง่ายดี แต่ถ้าคิดในอีกมุม การที่เราทำงานและได้เงินมา มันต้อง Trade off 2 สิ่ง นั้นคือ "เวลา" และ "คุณค่า" ที่เราทำ

สมมุติลูกเราออกไปทำงานพนักงานเซเว่น ได้เงินเดือนเฉลี่ย 15,000 เฉลี่ยต่อวันได้เงินวันละ 500 บาท นั้นหมายความว่า ลูกเราเสียเวลา 1 วัน และสร้างคุณค่า หรือ productivity ให้กับสังคมและได้รับผลตอบแทนเป็นจำนวนเงิน 500 บาท/วัน ถูกไหม?

ถ้าลูกเราอยากจะได้เงินมากกว่าเดิม เขาก็แค่พยายามสร้างคุณค่าให้มากกว่าเดิม ในเวลาที่เท่าเดิม อาจจะขยันทำ OT หรือจัดการร้านได้ดีจนได้แต่งตั้งเป็นผู้จัดการ หรือออกไปทำงานอื่นที่ได้เงินเฉลี่ยมากกว่า 500 บาท/วัน

นี้คือจุดประสงค์ของการมีชีวิตอยู่ของพวกเขา คือการออกไปสร้างคุณค่าแก่สังคม อาจจะสานต่อเส้นทาง Proof of Work ของครอบครัวเสียพวกเขาเสียสละเวลาทำมา หรือสร้างเส้นทางของตัวเองใหม่ตั้งแต่เริ่ม ไม่รู้แหละด้วยวิธีไหน แต่ถ้ามันเวิร์ค สังคมจะตอบแทนคุณคุณค่ากลับมา

"หนูเกิดมาเพื่อสร้างคุณค่าในแก่สังคมนะลูก"

และเงินไม่ใช่แค่เงิน แต่ : เงิน = เวลา+คุณค่า /// เรากำลังแลกเปลี่ยนคุณค่ากับคุณค่าด้วยกันในสังคม

ที่นี้ ถ้าลูกอยากจะได้ไอโฟนซักเครื่อง เอาไอโฟน 13 128GB ตีกลมๆ ขายตอนนี้ 20,000 บาท และเขายังทำงานที่เซเว่น แสดงว่าเขาก็ต้องเก็บเงิน หรือ เก็บ "เวลา+คุณค่า" จำนวน 40 วัน (เข้ เยอะวะ) เพื่อแลกไอโฟน 1 เครื่อง

แต่อย่าลืมว่า ระหว่างที่ลูกๆ เก็บเงินรอซื้อไอโฟน เขาอาจจะใช้เวลาเก็บจริงเกิน 4-5 เดือน++ และระหว่างนั้น "ตลาดเสรี" ก็กำลังทำงาน และกำลังพัฒนา productivity ให้แกสังคมมนุษย์

มนุษยชาติมันมีกิเลส มันขี้เบื่อ ขี้เกียจ เลยพัฒนา Productivity ให้ตัวเองสบายขึ้นอยู่เสมอ

ใครจะไปรู้ว่าระหว่างที่ลูกค้าเราเก็บ "เวลา+คุณค่า" เอาไว้ อยู่ดีๆ ไอโฟน 13 ราคาอาจจะลดลงด้วยต้นทุนการผลิตที่ถูกลง ลดเหลือ 18,000 บาท (จากเดิมใช้เวลา 40 วัน ใช้แค่ 36วัน) หรือมีไอโฟน 16 ผลิตออกมา แล้วกดดันราคาไอโฟน 14 ให้เท่ากับไอโฟน 13 เพราะกำลังจะตกรุ่น ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นผลพ่วงของกลไกลตลาดเสรีทั้งสิ้น

"กลายเป็นว่ายิ่งลูกของเรา Low Time มากเท่าไหร่ ยิ่งเก็บ เวลา+คุณค่านานเท่าไหร่ เขาจะจ่ายเวลา+คุณค่าที่เขาเก็บไว้ น้อยลงเพื่อครอบครองสิ่งของหรือบริการที่ดีกว่าเดิม"

ยิ่งลูกเก็บออม ชีวิตยิ่งดีขึ้น ยิ่งเติมเต็ม Self esteem , Self sufficient และ Self secure พวกเขาจะรู้ว่า "เวลา+คุณค่า" ของพวกเขา "มันมีความหมายจริงๆ" มันมี " Meaning of Life จริงๆ" ชีวิตพวกเขามันมีค่าจริงๆ การสร้างคุณค่าให้สังคมมันคุ้มจริงๆ

ยิ่งทำงานได้เงินเยอะ ก็เป็นการโชว์ให้สังคมรู้ว่าเขาเป็นคนที่ทำคุณค่าให้สังคมสูง และมีเงินเก็บเยอะ ก็เป็นโชว์ว่าตัวเขาเป็นผู้เสียสละ ขยัน อดทน เก็บเยอะกว่าแดรก โดยเฉพาะยิ่งรายได้น้อยแต่เก็บออมเยอะ จะยิ่งน่านับถือมากๆ

- แต่เรื่อง Meaning of Life พวกนี้คุณปาทิ้งไปได้เลย หากลูกเราเอา เวลา+คุณค่า ไปเก็บในสิ่งที่มันไม่สามารถรักษาเวลา+คุณค่าของพวกเขาไว้ได้-

"เวลาหนูมีจำกัดนะลูก"

เราไม่รู้หรอกลูกเราจะมีอายุเท่าไหร่ อาจจะมีอายุในชีวิตนี้สัก 70 ปี ตีเป็นวันก็ 25,550 วัน กว่าจะทำงานจริงจังอาจจะอายุ 20 เหลืออีก 18,250 วัน

ทำงานเซเว่นมีเงินเก็บ 10,000 บาท เฉลี่ยก็ใช้เวลา20วัน แต่ดันทะลึ่งเอาไปปั่นสล็อต ติดพนัน เล่นฟิวเจอร์พอร์ตแตก และปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไร ไม่เล่นของพวกนี้แล้ว เดือนหน้าเก็บเงินใหม่

"ไม่ใช่นะหนู" ลูกเราเสียเวลาไป 20 วัน หรือ 0.07% ของเวลาทั้งหมดไปฟรีๆ และ 20 วันนั้นเอาคืนไม่ได้ ย้อนเวลาไปห้ามตัวเองไม่ได้ หรือจะยืดเวลาชีวิตตัวเองเป็น 70 ปี กับ 20 วัน ในอนาคตก็ไม่ได้ ถ้าชะตาฟ้ามันลิขิตไว้ให้ชีวิตต้องdedใน 70ปี

เพราะไอ้การที่เวลามีจำกัดเนี่ยแหละ ลูกเราจึงจะต้องคิดให้ดี ว่าจะเอาไปใช้กับอะไร หรือเก็บเวลาไว้ที่ไหน

ส่วนผม ที่อายุกำลังเข้าเลข 3 แล้ว อาจจะมาได้ครึ่งทาง กระสุนผมใช้ไปแล้วครึ่งแม็ค เหลืออีกครึ่ง ผมจะเอาเวลา+คุณค่า ของผมไปเก็บไว้ที่ไหนดี?

"เวลาเรามีจำกัด จงเก็บมันในสิ่งที่จำกัดเหมือนเวลาเรา"

#siamstr

ทำไมยิ่งศึกษา ยิ่งไตร่ตรอง ยิ่งปลงชีวิตกว่าเดิมวะ 🫠

ผมคิดว่าเด็กๆ ควรเรียนรู้เรื่องBitcoin ไม่ใช่เพราะแค่มันมีจำกัด มันช่วยเราต้านเงินเฟ้อ

แต่มันบทเรียนหลายๆ อย่าง และบทเรียนที่ว่าคือ "ทำไมหนูต้องทำงาน" , "ทำไมหนูต้องเก็บออม" และ "เวลาหนูมีจำกัด"

"ก็ถ้าหนูไม่ทำงาน ก็อดแตกตาeสิค่ะลูก"

เออจะตอบแบบนั้นก็ง่ายดี แต่ถ้าคิดในอีกมุม การที่เราทำงานและได้เงินมา มันต้อง Trade off 2 สิ่ง นั้นคือ "เวลา" และ "คุณค่า" ที่เราทำ

สมมุติลูกเราออกไปทำงานพนักงานเซเว่น ได้เงินเดือนเฉลี่ย 15,000 เฉลี่ยต่อวันได้เงินวันละ 500 บาท นั้นหมายความว่า ลูกเราเสียเวลา 1 วัน และสร้างคุณค่า หรือ productivity ให้กับสังคมและได้รับผลตอบแทนเป็นจำนวนเงิน 500 บาท/วัน ถูกไหม?

ถ้าลูกเราอยากจะได้เงินมากกว่าเดิม เขาก็แค่พยายามสร้างคุณค่าให้มากกว่าเดิม ในเวลาที่เท่าเดิม อาจจะขยันทำ OT หรือจัดการร้านได้ดีจนได้แต่งตั้งเป็นผู้จัดการ หรือออกไปทำงานอื่นที่ได้เงินเฉลี่ยมากกว่า 500 บาท/วัน

นี้คือจุดประสงค์ของการมีชีวิตอยู่ของพวกเขา คือการออกไปสร้างคุณค่าแก่สังคม อาจจะสานต่อเส้นทาง Proof of Work ของครอบครัวเสียพวกเขาเสียสละเวลาทำมา หรือสร้างเส้นทางของตัวเองใหม่ตั้งแต่เริ่ม ไม่รู้แหละด้วยวิธีไหน แต่ถ้ามันเวิร์ค สังคมจะตอบแทนคุณคุณค่ากลับมา

"หนูเกิดมาเพื่อสร้างคุณค่าในแก่สังคมนะลูก"

และเงินไม่ใช่แค่เงิน แต่ : เงิน = เวลา+คุณค่า /// เรากำลังแลกเปลี่ยนคุณค่ากับคุณค่าด้วยกันในสังคม

ที่นี้ ถ้าลูกอยากจะได้ไอโฟนซักเครื่อง เอาไอโฟน 13 128GB ตีกลมๆ ขายตอนนี้ 20,000 บาท และเขายังทำงานที่เซเว่น แสดงว่าเขาก็ต้องเก็บเงิน หรือ เก็บ "เวลา+คุณค่า" จำนวน 40 วัน (เข้ เยอะวะ) เพื่อแลกไอโฟน 1 เครื่อง

แต่อย่าลืมว่า ระหว่างที่ลูกๆ เก็บเงินรอซื้อไอโฟน เขาอาจจะใช้เวลาเก็บจริงเกิน 4-5 เดือน++ และระหว่างนั้น "ตลาดเสรี" ก็กำลังทำงาน และกำลังพัฒนา productivity ให้แกสังคมมนุษย์

มนุษยชาติมันมีกิเลส มันขี้เบื่อ ขี้เกียจ เลยพัฒนา Productivity ให้ตัวเองสบายขึ้นอยู่เสมอ

ใครจะไปรู้ว่าระหว่างที่ลูกค้าเราเก็บ "เวลา+คุณค่า" เอาไว้ อยู่ดีๆ ไอโฟน 13 ราคาอาจจะลดลงด้วยต้นทุนการผลิตที่ถูกลง ลดเหลือ 18,000 บาท (จากเดิมใช้เวลา 40 วัน ใช้แค่ 36วัน) หรือมีไอโฟน 16 ผลิตออกมา แล้วกดดันราคาไอโฟน 14 ให้เท่ากับไอโฟน 13 เพราะกำลังจะตกรุ่น ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นผลพ่วงของกลไกลตลาดเสรีทั้งสิ้น

"กลายเป็นว่ายิ่งลูกของเรา Low Time มากเท่าไหร่ ยิ่งเก็บ เวลา+คุณค่านานเท่าไหร่ เขาจะจ่ายเวลา+คุณค่าที่เขาเก็บไว้ น้อยลงเพื่อครอบครองสิ่งของหรือบริการที่ดีกว่าเดิม"

ยิ่งลูกเก็บออม ชีวิตยิ่งดีขึ้น ยิ่งเติมเต็ม Self esteem , Self sufficient และ Self secure พวกเขาจะรู้ว่า "เวลา+คุณค่า" ของพวกเขา "มันมีความหมายจริงๆ" มันมี " Meaning of Life จริงๆ" ชีวิตพวกเขามันมีค่าจริงๆ การสร้างคุณค่าให้สังคมมันคุ้มจริงๆ

ยิ่งทำงานได้เงินเยอะ ก็เป็นการโชว์ให้สังคมรู้ว่าเขาเป็นคนที่ทำคุณค่าให้สังคมสูง และมีเงินเก็บเยอะ ก็เป็นโชว์ว่าตัวเขาเป็นผู้เสียสละ ขยัน อดทน เก็บเยอะกว่าแดรก โดยเฉพาะยิ่งรายได้น้อยแต่เก็บออมเยอะ จะยิ่งน่านับถือมากๆ

- แต่เรื่อง Meaning of Life พวกนี้คุณปาทิ้งไปได้เลย หากลูกเราเอา เวลา+คุณค่า ไปเก็บในสิ่งที่มันไม่สามารถรักษาเวลา+คุณค่าของพวกเขาไว้ได้-

"เวลาหนูมีจำกัดนะลูก"

เราไม่รู้หรอกลูกเราจะมีอายุเท่าไหร่ อาจจะมีอายุในชีวิตนี้สัก 70 ปี ตีเป็นวันก็ 25,550 วัน กว่าจะทำงานจริงจังอาจจะอายุ 20 เหลืออีก 18,250 วัน

ทำงานเซเว่นมีเงินเก็บ 10,000 บาท เฉลี่ยก็ใช้เวลา20วัน แต่ดันทะลึ่งเอาไปปั่นสล็อต ติดพนัน เล่นฟิวเจอร์พอร์ตแตก และปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไร ไม่เล่นของพวกนี้แล้ว เดือนหน้าเก็บเงินใหม่

"ไม่ใช่นะหนู" ลูกเราเสียเวลาไป 20 วัน หรือ 0.07% ของเวลาทั้งหมดไปฟรีๆ และ 20 วันนั้นเอาคืนไม่ได้ ย้อนเวลาไปห้ามตัวเองไม่ได้ หรือจะยืดเวลาชีวิตตัวเองเป็น 70 ปี กับ 20 วัน ในอนาคตก็ไม่ได้ ถ้าชะตาฟ้ามันลิขิตไว้ให้ชีวิตต้องdedใน 70ปี

เพราะไอ้การที่เวลามีจำกัดเนี่ยแหละ ลูกเราจึงจะต้องคิดให้ดี ว่าจะเอาไปใช้กับอะไร หรือเก็บเวลาไว้ที่ไหน

ส่วนผม ที่อายุกำลังเข้าเลข 3 แล้ว อาจจะมาได้ครึ่งทาง กระสุนผมใช้ไปแล้วครึ่งแม็ค เหลืออีกครึ่ง ผมจะเอาเวลา+คุณค่า ของผมไปเก็บไว้ที่ไหนดี?

"เวลาเรามีจำกัด จงเก็บมันในสิ่งที่จำกัดเหมือนเวลาเรา"

#siamstr

Halving ปีนี้ใช้ 8,500 sats ซื้อเบียร์ในงาน

หวังว่า Halving ถัดไปใช้ 2,000 sats พอนะ

อิอิ

#siamstr

Replying to Avatar Panai Lawasut

ประเทศไทยแม่งมีแค่ 8 เดือน

กิจการหลายๆกิจการ มีโปรดักส์หรือบริการที่มีความเป็น seasonal มีช่วงที่ขายดีขายไม่ดีคล้ายๆกันในแต่ละปี เพราะฉะนั้นจำเป็นอย่างมากที่เราต้องเก็บสถิติยอดขายตลอดทั้งปี อย่างน้อย 2-3 ปี เราถึงจะเริ่มเห็นความเป็น seasonal ของโปรดักส์ของเรา

เพื่อที่จะคาดเดาความต้องการของตลาดที่จะมีผลไปถึงเรื่องการเตรียมพร้อมของวัตถุดิบและกำลังการผลิต ซึ่งสำคัญมากกกก (เรื่องความเป็นซีซั่นนอลนั้น ถ้าดูที่มาที่ไปกันลึกๆจะพบว่าแม่งอย่างเฟียต)

การเก็บสถิติของกิจการนั้นเป็น POW ต้องใช้เวลาและเร่งไม่ได้

ธุรกิจที่มีอายุมากกว่าจะมีความได้เปรียบคู่แข่งที่เพิ่งเริ่มต้นมาแค่ปีสองปีโดยปริยายอยู่แล้ว เพราะจะมีความสามารถบริหารจัดการวัตถุดิบและกำลังผลิตได้ใกล้เคียงความต้องการตลาด นี่ยังไม่รวมถึงธุรกิจที่เคยผ่านเหตุการณ์ที่เป็น black swan มาอย่างโควิด กิจการเหล่านั้นค่อนข้างยั่งยืนและแข็งแกร่งมาก

และมันจะพันไปถึง seasonal ของสินค้าและบริการของบรรดา supplier ใน supply chain ของเราด้วย

ในร้านของผม วัตถุดิบจำพวก เม็ดมะม่วง แป้ง เนย มักที่จะมีช่วงนึงในปีที่ชอบขาดตลาด เราจำเป็นต้องรู้ซีซั่นของมัน เพื่อจะวางแผนได้

แต่ยังไงซะกิจการสเกลประมาณผมค่อนข้าง suffer ในเรื่องนี้

เราใหญ่เกินกว่าร้านค้าส่งในจังหวัดจะสต๊อกสินค้าให้เราได้ แต่เราก็เล็กเกินกว่าที่โรงงานผู้ผลิตจะมาดูแล หากจะมีของขนาดตลาดโรงงานผู้ผลิตมักเลือกที่จะรักษาลูกค้ารายใหญ่ๆของเค้าไว้ก่อนเป็นธรรมดา ส่วนเราต้องยอมไปวิ่งหาซื้อของแพงตามร้านค้าส่งที่ก็ไม่ค่อยจะอยากขายให้เราอยู่ดี เพราะถือว่าเราเป็นพวกลูกค้าฉาบฉวย

เรื่องพวกนี้ผมเข้าใจดีเป็นกลไกธรรมดาของตลาด สิ่งไหนสต๊อกล่วงหน้าได้ก่อนดีไป บางอย่างสต๊อกไม่ได้ก็ต้องว่าไปตามสภาพ

แต่ที่ผมไม่ค่อยเข้าใจคือสินค้าประเภท“คน” โดยเฉพาะคนที่ไม่ใช่พนักงานของเรา

ในช่วง 5-6 ปีมานี้ ผมมีทั้งเพิ่มสาขา รีโนเวท และย้ายร้าน รวมๆแล้วเกือบ 10 ไซส์งาน เป็นที่รู้กันดีว่า คนงานก่อสร้างจะปล่อยเกียร์ว่าตั้งแต่ ต้นเดือน ธันวาคม ถึงแม้ว่าวันหยุดจริงๆจะแค่ช่วง 4-5 วันตอนปลายเดือน แล้วพอเดือนมกรา ก็ไม่ใช่ว่าจะกลับมาทำงานกันตั้งแต่ต้นเดือนด้วย ถ้าโชคดีหน่อย อาจจะมากันช่วงกลางเดือน แต่ก็ยังคงจะเกียร์ว่างอยู่ จะทำงานกันจริงๆอาจต้องรอถึงเดือนกุมภา แล้วทุกครั้งที่คนงานกลับบ้าน อย่าได้คาดหวังว่าจะกลับมาทำงานกันครบทุกคน

แล้วพอเดือนเมษา ก็เริ่มเกียร์ว่างกันตั้งแต่ต้นเดือนใหม่อีกแล้ว และในช่วง กุมภา-มีนา progress งานก็ไม่ค่อยจะคืบหน้ากันเท่าไหร่อีกด้วย

เอาเข้าจริงผมนับเวลาทำงานจริงๆของบ้านเราได้ 8 เดือนเท่านั้นเอง พวกพี่ทำงานกันเป็น seasonal หรือวะนี่ แต่ค่าใช้จ่ายมันมีทุกวันนะเว้ย..อยู่กันได้ยังไงนี่ ฉันไม่เข้าใจ!!

งานก่อสร้างที่ร้านของผม ไม่มีงานไหนเลยที่ส่งงานกันในช่วงธันวา-เมษา เรื่องนี้ค่อนข้างส่งผลหนักนะ

ถ้างานโปรเจค 6 เดือน แล้วบังเอิญไปเริ่มงานก่อนเดือนธันวา ไม่ว่าผู้รับเหมาจะมีเทคนิคการก่อสร้างรวดเร็วขนาดไหน ผมบวกเวลาเพิ่มไปล่วงหน้าเลยเป็น โปรเจค 10 เดือน

ลามไปถึง ผมจำเป็นต้องทำสัญญาเช่าที่ และทำแบบดีไซน์รวมไปถึงขออนุญาตก่อสร้างให้เสร็จภายในช่วงก่อนเดือน 4 เพราะถ้าได้เริ่มงานเดือน 5 คือมีประสิทธิภาพที่สุด ถ้าช้ากว่านั้นคือเข้าหน้าฝน จะมีปัญหากะงานฐานราก และถ้าช้ากว่านั้นอีก schedule งานจะไปชนเดือน 12 อีกจนได้

แต่บางทีเราควบคุมจังหวะที่จะมีทำเลที่โอเคเข้ามาไม่ได้ ถ้ามีแล้วก็ต้องเอาไว้ก่อน ทำให้เราต้องจ่ายค่าเช่าไปเฉยๆโดยที่ยังทำอะไรไม่ได้ ถือเป็นราคาค่าโอกาส อย่างที่สาขาศรีราชา ผมจ่ายค่าเช่าฟรีไป 1 ปีเต็มๆ

และเมื่อไหร่ที่เรามีเรื่องเวลาเข้ามาบีบ ทุกๆอย่างจะแพงเสมอ (ตัวอย่างเช่นใบอนุญาตเป็นต้น 55555)

ถ้าผมไม่ออสเตรียน ถ้าผมใช้เงินแบงค์ ทุกอย่างคงอยู่บนความเร่งรีบและความเครียดตลอดเวลา การตัดสินใจบนสภาวะแบบนั้น คงจะไม่ออกมาดีแน่นอน

#Siamstr

ปล.รูป progress งาน 1 เดือน ในช่วงเมษายน ได้ footing มา ฉันก็ประทับใจแล้ว 🥰

ปล.2 ผู้รับเหมาผมโอเคมากนะ เป็นผู้รับเหมาคู่บุญเลย แต่เรื่องคนงานพี่เค้าเองก็ยังจัดการไม่ได้

ปล3.ผมไม่มีสัญญาเรื่องค่าปรับหากงานล่าช้า แต่เพื่อเทรดออฟกับเรื่องอื่นที่ผมมองว่าคุ้มค่ากว่า และต้องออสเตรียนเท่านั้นนะถึงทำได้

ขอบคุณที่แชร์ประสบการณ์ครับ ผมหาอ่านเรื่องแบบนี้ได้ยากเหลือเกินในเฟสเก่าผม

จะซ้ายจะขวา แต่ถ้าเชียร์ภาษีคือหน้าที่ ตูตราหน้าว่าเป็นคอมมี่หมดอะ

ไม่อยากสังวร ผมอยากมีบ้านนนน

เมื่อไหร่ฟองสบู่อสังหาจะแตก

แตกแบบ Lower low ไม่เอา Lower high นะ

วันหยุดทั้งทีอยากเริ่ม Fasting แบบ 1 มื้อ

นั่งเล่นเกมส์แม่มยันเช้าจนกว่าจะเย็น แล้วค่อยกิน

จีเนียส

32 บาทตอนไหนวะเนี่ย

กีอะไรดีแล้วพี่ อย่าเป็นตัว h เลย

Turhy

สั่ง Kunafa แถวห้วยขวาง เห็นรอนาน คนทำเลยเอามาให้ชิม เป็น Baklava

"อ ร ่ อ ย ส ั ส"

ตรงกับความคาดหวังมากๆ

ใครไม่เคยลองขนมตุรกี ต้องลองร้านนี้ #siamstr

https://www.facebook.com/mamaasmath?mibextid=ZbWKwL

อัตราเร่งมันแรงครับ 0-100 ใช้แค่ 5 วิ น่าจะขับ yeet ไปหน่อย