Avatar
jattawa
c03c5690f4a3c5fadc7a1d7787736cf508ef61e83173bafab7c1bab2f5174e61

ผมว่าป่ากับจักรยานคืออิสรภาพของเด็ก โดยไม่ต้องพึ่งพาระบอบหรือแนวคิดใด ผมมีความทรงจำมากมายกับธรรมชาติรอบตัวเพราะบ้านผมอยู่ในป่า ซึ่งมันก็ต้องเป็นไปตามนั้น มันสอนผมให้เรียนรุ้ในหลายสิ่งเกี่ยวกับชีวิตในวัยเด็ก แต่มันเป็นคนละเรื่องกับการเรียนรู้ในโรงเรียน จักรยานคือยานพาหนะที่ไร้ขีดจำกัด เครื่องยนต์ที่มีพละกำลังมหาสารก็ไม่อาจเทียบเท่ากับพละกำลังจากแรงถีบของตัวผมเอง มันใช้ความอยากรู้อยากเห็นเป็นเชื้อเพลิง และความสนุกเป็นแรงม้า ยิ่งสนุกมากยิ่งเคลื่อนที่เร็ว ยิ่งอยากรู้ยิ่งไปต่อ จักรยานพาผมลัดเลาะไปในที่ต่างๆทั้งขึ้นภูเขาข้ามแม่น้ำ มันไม่เคยเป็นภาระ จำได้ว่าครั้งหนึ่งผมกับเพื่อนๆปั่นจนไปเจอน้ำตกธารเล็กๆแห่งหนึ่งบนภูเขา มันเป็นน้ำตกที่มีแต่หินเต็มไปหมด แล้วเราก็บังเอิญไปเจอเต่าขนาดประมาณฝ่ามือเต็มไปหมด ลายบนกระดองเต่ามันดูแปลกตากว่าเต่าที่เราเคยเจอ เห็นว่ามันสวยดี พวกเราเลยตัดสินใจจับพวกมันกลับบ้านกันคนละตัวเพื่อจะเอาไปเลี้ยงตามประสาเด็กที่กำลังตกอยู่ในจินตนาการว่าตัวเองคือนักสำรวจและคิดว่ายังไม่เคยมีใครเห็นพวกมันแน่นอน เมื่อกลับมาถึงบ้านทุกคนพวกเราจัดแจงหาพาชนะมาใส่น้ำและหาก้อนหินมาตกแต่งให้เหมือนบ้านที่พวกมันอยู่ พยายามหาอาหารมาให้พวกมันกิน แต่มันก็ไม่ยอมกิน พวกเราเฝ้าดูมันด้วยความสงสัยว่ามันเป็นเต่าชนิดไหนกันนะ ตอนนั้นอินเทอร์เน็ตก็ไม่มีจะไปห้องสมุดก็ต้องนั่งรถเข้าไปในเมือง มันกินอะไรเป็นอาหารไม่รู้เลย พยายามหาหลายสิ่งมาให้มันกินแต่ก็ไม่เป็นผล มันไม่ยอมกินอาหาร ไม่เดินไปไหนด้วย อยู่นิ่งๆทั้งวัน อาจด้วยสัญชาติญาณมันบอกว่าเราไม่ควรเลี้ยงพวกมันละควรนำพวกมันกลับบ้าน พวกเราเลยตัดสินปั่นจักรยานกลับขึ้นไปบนน้ำตกแห่งนั้นอีกครั้งเพื่อพาพวกมันกลับบ้าน เราสัมผัสได้ว่าพวกมันมีความสุขเพียงใดที่ได้กลับบ้าน แล้วเรามีความสุขเพียงใดที่ได้ขึ้นมาบนน้ำตกแห่งนี้อีกครั้ง ความทรงจำของผมมันบอกว่าน้ำตกแห่งนี้มันสวยงามแตกต่างจากน้ำตกทั่วไปเพราะมันมีเต่าเหล่านี้อยู่ เรานั่งดูเต่าเหล่านี้อย่างมีความสุข เห็นพวกมันเดินไปมาต่างจากตอนที่อยู่ในกะละมังที่เอาแต่ซึมเซา เมื่อขาเราสัมผัสกับน้ำที่เย็นช่ำ ตูดเราที่สัมผัสความชื่นจากหินที่เย็น สายลมอ่อนจากธรรมชาติรอบตัวเสียงใบไม้ที่เคล้าไปตามแรงลม แสงแดดอ่อนๆที่แทงทะลุใบไม้ยามที่มันปะทะกับสายลม มันทำให้เราเคลิบเคลิ้มจนอยากจะนอนหลับ บ้านของพวกมันช่างน่าอยู่เสียจริง ระหว่างทางกลับบ้านช่วงระหว่างทางลาดลงเขาจักรยานของผมอยู่เหนือการควบคุมมันเร็วจนผมไม่สามารถต้านทานได้ พร้อมกับเพื่อนที่ยืนเกาะใหล่อยู่ด้านหลังตรงท้ายรถ มันช่วยส่งให้ล้อหน้าของผมค่อยๆลอยขึ้นจากพื้นจนหงายหลังตูดไถลไปกับพื้นกลิ้งกระเด็นกระดอนไปคนละทิศคนละทาง เป็นแผลเหวอะหว่ะเต็มตัว บาดแผลที่ก้นทำให้ผมทรมานอยู่ประมาณสองอาทิตย์เพราะทุกครั้งที่ตื่นนอนแผลมันจะแห้งติดกับกางเกงและผมต้องดึงมันออกทุกครั้ง เลยทำให้แผลหายช้า และต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกปิดไม่ให้แม่รู้เพราะกลัวจะโดนดุ จึงต้องรักษาแผลด้วยตัวเองและทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมนึกไปถึงเต่าตัวที่ผมเอามันลงมาจากภูเขา ผมรู้ได้ทันทีว่าผมได้สร้างบาดแผลให้แก่พวกมัน และไม่รู้ว่าทุกครั้งที่มันนอนบาดแผลนั้นจะทำให้พวกมันทรมานหรือเปล่า เหตุการณ์ในครั้งนี้ไม่ใช่บาดแผลของผมแต่เป็นประสบการณ์ที่สอนให้ผมรับรู้ถึงความงดงามของธรรมชาติ ความงดงามของสายสัมพันธ์ในธรรมชาติ เป็นบทเรียนจากเจ้าป่าเจ้าเขาที่คอยสั่งสอนเด็กน้อยเหล่านี้ให้รู้จักความงดงามของชีวิต

ผมนึกไปถึงเพลงนิทานหิ่งห้อยของวงเฉลียง ที่ว่า หิ่งห้อยในกล่องตอนนี้เหมือนหนอนตัวหนึ่ง ไม่สวยดังซึ่งตอนอยู่ใต้ต้นลำพูส่องแสง ยายจึงยิ้มแล้วสอนตาม จะมองเห็นความงามที่จริง อย่าขังความจริงไม่เห็น อย่าขังความงาม

ในตอนนี้ผมยังไม่เข้าใจหรอกแต่ผมรู้สึก ผมว่าเต่าตัวนั้นก็คงไม่ต่างจากหิ่งห้อย สุดท้ายแล้วน้ำตกแห่งนั้นก็กลายเป็นเหมือนบ้านหลังที่สองที่ผมกับเพื่อนๆมักจะขึ้นไปนั่งเล่นทุกๆวันหยุด เราหายกันแล้วนะเจ้าเต่า ตอนนี้แผลเป็นที่ก้นฉันก็จางจนแทบจะมองไม่เห็นแล้ว และฉันก็ปั่นจักรยานเก่งขึ้นกว่าแต่ก่อนแล้วด้วย

#siamstr

ผมว่าป่ากับจักรยานคืออิสรภาพของเด็ก โดยไม่ต้องพึ่งพาระบอบหรือแนวคิดใด ผมมีความทรงจำมากมายกับธรรมชาติรอบตัวเพราะบ้านผมอยู่ในป่า ซึ่งมันก็ต้องเป็นไปตามนั้น มันสอนผมให้เรียนรุ้ในหลายสิ่งเกี่ยวกับชีวิตในวัยเด็ก แต่มันเป็นคนละเรื่องกับการเรียนรู้ในโรงเรียน จักรยานคือยานพาหนะที่ไร้ขีดจำกัด เครื่องยนต์ที่มีพละกำลังมหาสารก็ไม่อาจเทียบเท่ากับพละกำลังจากแรงถีบของตัวผมเอง มันใช้ความอยากรู้อยากเห็นเป็นเชื้อเพลิง และความสนุกเป็นแรงม้า ยิ่งสนุกมากยิ่งเคลื่อนที่เร็ว ยิ่งอยากรู้ยิ่งไปต่อ จักรยานพาผมลัดเลาะไปในที่ต่างๆทั้งขึ้นภูเขาข้ามแม่น้ำ มันไม่เคยเป็นภาระ จำได้ว่าครั้งหนึ่งผมกับเพื่อนๆปั่นจนไปเจอน้ำตกธารเล็กๆแห่งหนึ่งบนภูเขา มันเป็นน้ำตกที่มีแต่หินเต็มไปหมด แล้วเราก็บังเอิญไปเจอเต่าขนาดประมาณฝ่ามือเต็มไปหมด ลายบนกระดองเต่ามันดูแปลกตากว่าเต่าที่เราเคยเจอ เห็นว่ามันสวยดี พวกเราเลยตัดสินใจจับพวกมันกลับบ้านกันคนละตัวเพื่อจะเอาไปเลี้ยงตามประสาเด็กที่กำลังตกอยู่ในจินตนาการว่าตัวเองคือนักสำรวจและคิดว่ายังไม่เคยมีใครเห็นพวกมันแน่นอน เมื่อกลับมาถึงบ้านทุกคนพวกเราจัดแจงหาพาชนะมาใส่น้ำและหาก้อนหินมาตกแต่งให้เหมือนบ้านที่พวกมันอยู่ พยายามหาอาหารมาให้พวกมันกิน แต่มันก็ไม่ยอมกิน พวกเราเฝ้าดูมันด้วยความสงสัยว่ามันเป็นเต่าชนิดไหนกันนะ ตอนนั้นอินเทอร์เน็ตก็ไม่มีจะไปห้องสมุดก็ต้องนั่งรถเข้าไปในเมือง มันกินอะไรเป็นอาหารไม่รู้เลย พยายามหาหลายสิ่งมาให้มันกินแต่ก็ไม่เป็นผล มันไม่ยอมกินอาหาร ไม่เดินไปไหนด้วย อยู่นิ่งๆทั้งวัน อาจด้วยสัญชาติญาณมันบอกว่าเราไม่ควรเลี้ยงพวกมันละควรนำพวกมันกลับบ้าน พวกเราเลยตัดสินปั่นจักรยานกลับขึ้นไปบนน้ำตกแห่งนั้นอีกครั้งเพื่อพาพวกมันกลับบ้าน เราสัมผัสได้ว่าพวกมันมีความสุขเพียงใดที่ได้กลับบ้าน แล้วเรามีความสุขเพียงใดที่ได้ขึ้นมาบนน้ำตกแห่งนี้อีกครั้ง ความทรงจำของผมมันบอกว่าน้ำตกแห่งนี้มันสวยงามแตกต่างจากน้ำตกทั่วไปเพราะมันมีเต่าเหล่านี้อยู่ เรานั่งดูเต่าเหล่านี้อย่างมีความสุข เห็นพวกมันเดินไปมาต่างจากตอนที่อยู่ในกะละมังที่เอาแต่ซึมเซา เมื่อขาเราสัมผัสกับน้ำที่เย็นช่ำ ตูดเราที่สัมผัสความชื่นจากหินที่เย็น สายลมอ่อนจากธรรมชาติรอบตัวเสียงใบไม้ที่เคล้าไปตามแรงลม แสงแดดอ่อนๆที่แทงทะลุใบไม้ยามที่มันปะทะกับสายลม มันทำให้เราเคลิบเคลิ้มจนอยากจะนอนหลับ บ้านของพวกมันช่างน่าอยู่เสียจริง ระหว่างทางกลับบ้านช่วงระหว่างทางลาดลงเขาจักรยานของผมอยู่เหนือการควบคุมมันเร็วจนผมไม่สามารถต้านทานได้ พร้อมกับเพื่อนที่ยืนเกาะใหล่อยู่ด้านหลังตรงท้ายรถ มันช่วยส่งให้ล้อหน้าของผมค่อยๆลอยขึ้นจากพื้นจนหงายหลังตูดไถลไปกับพื้นกลิ้งกระเด็นกระดอนไปคนละทิศคนละทาง เป็นแผลเหวอะหว่ะเต็มตัว บาดแผลที่ก้นทำให้ผมทรมานอยู่ประมาณสองอาทิตย์เพราะทุกครั้งที่ตื่นนอนแผลมันจะแห้งติดกับกางเกงและผมต้องดึงมันออกทุกครั้ง เลยทำให้แผลหายช้า และต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกปิดไม่ให้แม่รู้เพราะกลัวจะโดนดุ จึงต้องรักษาแผลด้วยตัวเองและทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมนึกไปถึงเต่าตัวที่ผมเอามันลงมาจากภูเขา ผมรู้ได้ทันทีว่าผมได้สร้างบาดแผลให้แก่พวกมัน และไม่รู้ว่าทุกครั้งที่มันนอนบาดแผลนั้นจะทำให้พวกมันทรมานหรือเปล่า เหตุการณ์ในครั้งนี้ไม่ใช่บาดแผลของผมแต่เป็นประสบการณ์ที่สอนให้ผมรับรู้ถึงความงดงามของธรรมชาติ ความงดงามของสายสัมพันธ์ในธรรมชาติ เป็นบทเรียนจากเจ้าป่าเจ้าเขาที่คอยสั่งสอนเด็กน้อยเหล่านี้ให้รู้จักความงดงามของชีวิต

ผมนึกไปถึงเพลงนิทานหิ่งห้อยของวงเฉลียง ที่ว่า หิ่งห้อยในกล่องตอนนี้เหมือนหนอนตัวหนึ่ง ไม่สวยดังซึ่งตอนอยู่ใต้ต้นลำพูส่องแสง ยายจึงยิ้มแล้วสอนตาม จะมองเห็นความงามที่จริง อย่าขังความจริงไม่เห็น อย่าขังความงาม

ในตอนนี้ผมยังไม่เข้าใจหรอกแต่ผมรู้สึก ผมว่าเต่าตัวนั้นก็คงไม่ต่างจากหิ่งห้อย สุดท้ายแล้วน้ำตกแห่งนั้นก็กลายเป็นเหมือนบ้านหลังที่สองที่ผมกับเพื่อนๆมักจะขึ้นไปนั่งเล่นทุกๆวันหยุด เราหายกันแล้วนะเจ้าเต่า ตอนนี้แผลเป็นที่ก้นฉันก็จางจนแทบจะมองไม่เห็นแล้ว และฉันก็ปั่นจักรยานเก่งขึ้นกว่าแต่ก่อนแล้วด้วย

ขอแชร์งานเขียนปากเซโดยบังเอิญ เขียนเมื่อกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วครับ

#คนเพ้อเจ้อที่เดินเหม่อไปเรื่อย

เรื่อง พี่น้อง

ความง่วงงันค่อยๆคลี่คลายเมื่อต้องแสงของเช้าตรู่ที่เล็ดรอด ผ่านม่านที่คิดว่ามิดชิดแต่สะเพร่า รถไฟเหมือนจะเคลื่อนตัวช้าลง เมื่อภายนอกหน้าต่างนั้นมีแต่ภาพทุ่งนาที่ปรากกฏ ความเขียวชอุ่มของมันสลัดความเกียจคร้านของหนังตา มันแปรเปลี่ยนเป็นความสดชื่นเข้ามาปลุกให้ตื่นขึ้น ความนุ่มละมุนของทุ่งข้าวราวกับขนแกะที่กำลังเอนพริ้วไปตามจังหวะของดนตรีแห่งสายลมในยามเช้าชักนำอารมณ์ให้ลอยล่องอย่างไร้จุดหมาย มันทำให้ลืมในบางสิ่งที่คิดว่าฝังใจนักหนาและจดจำในบางสิ่งสาบสูญไปจากหลืบลึกของสมอง

เราเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้วไม่รู้ แต่คิดว่าอุบลราชธานีคงถึงในอีกไม่นาน รางรถไฟทำให้ผมหลับสนิทเพราะมันไม่มีหลุม ไม่มีบ่อ ไม่มีโค้งหักศอก ผมออกเดินทางจากสถานีหัวลำโพงกรุงเทพมหานครมุ่งหน้าไปอุบลราชธานีเพื่อต่อรถไปเมืองปากเซ ประเทศลาว แต่จะใช่ปลายทางของการเดินทางในครั้งนี้หรือไม่นั้น ไม่แน่ใจ บางทีอาจจะต้องต่อไปยังเมืองอื่นอีก เพราะการเดินทางในครั้งนี้ไปเพื่อพาสาวลาวซึ่นเป็นพนักงานที่ทำงานอยู่ที่บ้านภรรยาของผมไปทำหนังสือเดินทางและทำหลักฐานเพื่อใช้ในการทำงานที่ประเทศไทยให้ถูกต้องตามกฏหมาย ต้องขอเล่าก่อนว่าสาวลาวคนนี้เข้ามาทำงานอยู่ในประเทศไทยแบบผิดกฏหมายเพราะโดนหลอกแถมเสียเงินเป็นจำนวนหลายพันบาท มันอาจเป็นเงินที่ดูไม่เยอะสำหรับคนไทย แต่คุณลองจินตนาการดูว่ามันเยอะมากแค่ไหนสำหรับคนลาวที่ทำงานหาผักหาเห็ดขายมาหลายสิบปี เพิ่งจะมีเงินเพียงแค่ไม่กี่พันบาท มันอาจจะเป็นเงินเก็บทั้งชีวิตของเขาเลยก็ได้ สาวลาวคนนี้ถูกปล่อยทิ้งเมื่อถึงที่หมายซึ่งเขาไม่รู้เลยว่าอยู่ส่วนไหนของประเทศไทย ความหวังถึงชีวิตที่ผาสุกค่อยๆพังทลายลงเมื่อพบว่าตัวเองกลายเป็นแรงงานผิดกฏหมายและต้องคอยหลบซ่อนเยี่ยงผู้กระทำผิดทั้งที่ไม่คิดจะทำผิด เป็นเรื่องน่าขันที่ผู้กระทำผิดอย่างแท้จริงยังคงทำมาหากินด้วยอาชีพหลอกลวงเช่นเดิมและไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระราวกับว่าเป็นเรื่องถูกกฏหมาย ช่างกลับตาลปัตรสิ้นดี เป็นเรื่องหน้าเศร้าที่กลุ่มคนหลอกลวงพวกนี้คือคนลาวที่หลอกคนลาวด้วยกันเอง ถึงตรงนี้อาจจะสงสัยว่าแล้วสาวลาวมาทำงานในบ้านภรรยาผมได้อย่างไร ผมคงไม่ต้องเล่าหลอกเพราะเรื่องมันยาว เอาเป็นว่าพวกเราไม่ทำเรื่องแย่แบบนี้แน่นอน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมกับภรรยาจึงต้องมาด้วย

ขณะที่กำลังก้าวขาขึ้นรถตู้มันเป็นขณะเดียวกับผมสงสัยว่าคนขับรู้ได้อย่างไรว่ามีสาวลาวมาด้วยกันกับผม ทั้งๆที่หน้าตาเราใกล้เคียงกัน ท่าทีดูเป็นห่วงเป็นใยผุดขึ้นในแววตาและน้ำเสียงดูปลอบโยนว่าเพื่อนสาวลาวของผมอาจจะโดนจับได้เมื่อถึงด่านตำรวจซึ่งเขาบอกว่ามีถึงสามด่าน เขาจึงเสนอตัวเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ให้โดยมีค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย เพราะถ้าหากถูกจับได้เรื่องราวอาจจะวุ่นวายและค่าใช้จ่ายที่เอาการ ผมได้แต่คิดในใจว่าเราผิดอะไรในเมื่อเรากำลังเดินทางเพื่อไปทำสิ่งต่างๆ ให้ถูกต้องตามกระบวนการทางกฏหมาย แต่ใครจะกล้าเสี่ยงเพราะราคาของมันคือชะตากรรมของเพื่อนสาวลาวของผม จึงตอบตกลง

ไม่นานเราก็มาถึงด่านตรวจคนเข้าเมือง แต่รถมาส่งเราที่ท่ารถโดยสารซึ่งห่างจากตัวด่านอยู่พอสมควร เราจึงต้องนั่งรถมอเตอร์ไซต์รับจ้างต่ออีกทอดหนึ่ง ผมเข้าใจว่าการมาส่งที่ท่ารถโดยสารคงเป็นการกระจายรายได้และเพิ่มอาชีพให้กับผู้คนแถวนั้น ผมกับภรรยามาถึงก่อน สาวลาวยังไม่มา ผมเริ่มกังวลเล็กน้อย แต่ไม่นานก็มาถึงแต่กลับพบปัญหา คนขับมอเตอร์ไซต์รับจ้างบอกกับผมว่าสาวลาวจะข้ามแดนโดยผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองตามปกติไม่ได้เพราะผิดกฏหมาย หน้าผมเริ่มซีดเผือด ไม่นานก็คลายลงเพราะคนขับมอเตอร์ไซต์อาสาพาไปส่งในจุดที่สามารถข้ามได้ซึ่งอยู่ถัดไปไม่ใกลมากจากจุดนี้เพราะเขารู้ดีและส่งอยู่เป็นประจำ โดยไม่คิดราคาเพิ่ม ผมจึงตอบตกลงและรู้สึกขอบคุณในน้ำใจเขา เมื่อผมข้ามมายังฝั่งลาว ก็มีโทรศัพท์ดังขึ้น คนในสายคือทหารลาว ผมเหงื่อตกอีกครั้งเมื่อคนในสายบอกว่าสาวลาวเพื่อนของผมอยู่กับทหารลาวและบอกให้เราไปหา ผมเริ่มสบดคำหยาบตีโพยตีพาย แต่กลับไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอย่างที่คาดคิด เมื่อมาถึงเต้นท์มีทหารลาวอยู่สี่ห้าคน ทุกคนต้อนรับเราอย่างดีด้วยคำพูดสุภาพและรอยยิ้ม ทหารลาวเริ่มซักถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใยและเพียงต้องการทราบว่าเราเป็นนายจ้างของสาวลาวจริงรึเปล่า เราพูดคุยกันอยู่พักใหญ่เป็นการพูดคุยที่เป็นมิตรและมีแต่รอยยิ้ม จากการพูดคุยพบว่าสาวลาวสามารถข้ามแดนได้เลยโดยไม่ผิดกฎหมายเพราะข้ามกลับประเทศ ทหารเล่าว่าเจอตัวสาวลาวตรงจุดที่คนขับรถไปส่งซึ่งห่างจากจุดที่ผมยืนเพียงแค่หนึ่งร้อยเมตรเพียงเท่านั้นและเอาเงินเพิ่มไปอีกยี่สิบเท่าของราคาที่บอกกับผม

ผมนั่งนึกทบทวนครั้งแล้วครั้งเล่าถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่าทำไมผมไม่สามารถดูแลสาวลาวเพื่อนของผมได้เลยทั้งๆที่เราอยู่ในประเทศที่เจริญกว่า หรือว่าแผนการพัฒนาชาติไม่เคยมีเรื่องของจิตใจอยู่เลย คงจะจริงอย่างที่คนขับรถตู้หรือคนขับมอเตอร์ไซด์รับจ้างพูด เพราะพวกเขาคงรู้ดีและคงทำอยู่เป็นประจำจริงๆ

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ผู้ถูกกระทำยังคงโดนกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในขณะที่คนกระทำก็ยังคงกระทำอยู่เช่นเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่น่าขันคือเขาว่ากันว่าไทยลาวคือเมืองพี่เมืองน้อง ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วกับคำพูดนี้ หรือว่าแท้จริงแล้วเราอาจจะคิดไปเอง

แต่ที่แน่ๆผมกับสาวลาวเพื่อนของผมเรายังเป็นพี่น้องกันอยู่

แด่มิตรภาพที่เหลือน้อยเต็มที

จอห์นนี่ อิงค์แลนด์

ขอแชร์เรื่องเล่าเล็กๆน้อยครับผม เขียนไว้เมื่อหลายปีก่อน

ปากเซโดยบังเอิญ

#คนเพ้อเจ้อที่เดินเหม่อไปเรื่อย

เรื่อง ฝุ่น

ฝุ่นแดงที่เกรอะกรังอยู่ตามตัวและใบหน้า และมันจะกลับมาเช่นเดิมทุกครั้งที่เราเช็ดมันออกแม้ว่าคุณอาจจะนั่งอยู่เฉยๆก็ตาม มันจะตามเราไปทุกที่ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนของปากเซเพราะมันฝังอยู่ในทุกอณูของอากาศ ผมนั่งอยู่ที่ท่ารถหลักแปด ผมเดาว่าอาคารหลังนี้คงเคยเป็นสีขาวมาก่อน เพียงแค่ตอนนี้มันถูกฉาบทาไปด้วยสีน้ำตาลอมส้มของฝุ่นที่คลุ้งอยู่เสมอเมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเข้าไปสัมผัสให้ลอยวนไปตามแรงลม มันเกรอะกรังจนไม่รู้ว่าพื้นที่ผมเหยียบอยู่นั้นแท้จริงคือพื้นซีเมนต์หรือพื้นดินกันแน่ ผมรอด้วยความกังวลใจว่าอีกนานเพียงใดกว่ารถจะออกเดินทาง มันผ่านมาราวสองชั่วโมงแต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่มีทีท่า ทั้งที่มันไม่น่าจะมีที่เหลือพอสำหรับผู้โดยสารหรือหมาแมวตัวใดแทรกตัวได้อีกแล้ว

นาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังดูเหมือนว่าเข็มของมันจะเยื้องย่างอย่างอืดอาดเต็มที แต่ละนาทีที่ผ่านพ้นดูเหมือนจะยาวนานกว่าที่เคย ผู้คนที่นี่มีเวลาเหลือเฟือในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ผิดกับผู้คนในเมืองศิวิไลซ์ ทุกคนต่างเร่งรีบกับสิ่งที่ตัวเองต้องทำและหวงแหนเวลาซึ่งถือว่าเป็นของสำคัญที่มิอาจเสียสละร่วมใช้กับผู้อื่นได้ แต่ผู้คนในรถคันนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น สามชั่วโมงผ่านไปรถจึงเคลื่อนตัวออกเดินทาง ผู้หญิงสองคนที่เดินทางมากับผมนั่งอยู่หน้ารถข้างคนขับ ผมนั่งอยู่ท้ายสุดของที่นั่งที่เป็นเบาะแต่ไม่ท้ายที่สุดเพราะยังมีอีกสามคนที่ยืนห้อยท้ายและอีกสองคนนั่งบนกระสอบปุ๋ยที่อยู่ท้ายรถซึ่งมีเหล็กต่อยื่นออกไป รถค่อนข้างเล็กถ้าให้เปรียบคงคล้ายกับรถกระเป๊าะแถวตลาดบางประกอกแต่อาจจะใหญ่กว่า ในตอนแรกผมคะเนด้วยสายตาแล้วน่าจะบรรจุคนได้แค่ไม่เกินสิบสองคนเมื่อรวมข้าวของทั้งหลายแล้ว แต่มันกลับบรรจุได้ถึงสิบแปดคนพร้อมกับสัมภาระที่เยอะเหมือนย้ายบ้าน จึงทำให้การนั่งของทุกคนอยู่ในท่าที่ไม่สามารถขยับตัวได้อีกต่อไป ความเมื่อยล้าจึงกลายเป็นภาระที่ติดตามตัวไปตลอดเส้นทาง แต่กลับไม่มีอาการที่บ่งบอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาจากผู้คนที่ร่วมเดินทางมาในรถคันเดียวกับผมเลยความเมื่อยล้าดูไม่ใช่ภาระสำหรับทุกคนบนรถยกเว้นผม ผมจึงได้แต่พยายามลืมๆมันไป มันเป็นถนนลูกรังแคบที่ไม่สามารถวิ่งสวนไปมาได้ สองข้างทางมีแต่ป่าเขา และฝุ่นที่คลุ้งวนไปตามแรงลมที่ประทะจากความเร็วของรถ เรากำลังไปบ้านของสาวลาวเพื่อนร่วมงานของผมด้วยรถโดยสารที่วิ่งอยู่ราวหกสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงหรืออาจจะช้ากว่า วันนี้อากาศค่อนข้างร้อนระอุ ผมนั่งอยู่เงียบๆคนเดียว เสื้อลายดอกกับกางเกงขาสั้นสีเทาอ่อนคงบ่งบอกลักษณะทางกายภาพได้ว่าผมเป็นคนต่างถิ่น แต่ด้วยลักษณะหน้าตาคงเดาได้ไม่ยากว่าผมคือคนไทย ความเงียบของผมอาจทำให้ใครบางคนบนรถโดยสารนึกสงสารจนต้องเปิดบทสนทนาหรืออาจจะเป็นวิถีปกติของผู้คนที่นี่ ผมได้แต่ยิ้มเพราะฟังไม่รู้ความ หลังจากนั้นสาวลาวอีกคนจึงเริ่มต้นใหม่อีกครั้งด้วยภาษาไทย จริงๆแล้วภาษาเราใกล้เคียงกับภาษาอีสานเพียงแต่ผมไม่คุ้นเคย ไม่นานวงสนทนาจึงขยายวงมากขึ้นกลายเป็นว่าเราคุยกันทั้งคัน หลายคนพยายามเว้าลาวกับผมและพยายามอธิบายให้ฟังเมื่อผมทำหน้างงและยกมือขึ้นเกาหัว เรื่องเล่าต่างๆนานาถูกเล่าผ่านรอยยิ้มที่ใสซื่อด้วยแววตาที่ละเอียดอ่อนของแต่ละคนประหนึ่งว่าผมคือเพื่อนร่วมทางที่คุ้นเคย เรื่องราวดีๆเกิดขึ้นมากมายบนรถคันนี้ จนผมลืมความเมื่อยล้าที่คอยจิกขบขาทั้งสองข้างจากความเนืองแน่นของผู้คนและสัมภาระต่างๆนานาที่เบียดแย่งจนผมต้องนั่งชันอยู่บนรถที่ขับด้วยความช้าอย่างซื่อตรงที่ทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดและไม่สามารถรู้ได้เลยว่าอีกกี่ชั่วโมงกว่ารถจะถึงที่หมาย

เพื่อนร่วมทางของผมในวันนี้เป็นคนต่างที่ ต่างถิ่น ต่างภาษา ต่างเชื้อชาติ ถึงแม้จะเบียดเสียดจนเมื่อยล้าแต่เพราะทุกคนคือเพื่อนร่วมทาง เป็นมิตรภาพที่สร้างขึ้นด้วยความรวดเร็ว ใจเท่านั้นคือราคาซื้อขายของมิตรภาพบนรถคันนี้ ผมจึงยินดีที่จะเก็บความหงุดหงิดและความเมื่อยล้านั้นไว้ ผมเดาเอาว่าคงเพราะพวกเขาคิดเช่นนี้ ทุกคนจึงสามารถเสียสละเวลาให้กันและกันได้ สิ่งต่างๆที่ผมคิดว่าเป็นภาระและเป็นปัญหาจึงไม่ใช่สำหรับพวกเขา ต่างจากที่บ้านของผมที่ยกตัวเองว่าเป็นประเทศที่พัฒนาไปไกลกว่า เราเบียดเสียดและแออัดเช่นเดียวกัน แต่เรากลับบึ้งตึงใส่กันราวกับคนแปลกหน้าทั้งทั้งที่เราพูดภาษาเดียวกันและกลับบ้านทางเดียวกัน

เรื่องราวดีๆในปากเซคงเหมือนกับฝุ่นแดง ที่เกรอะกรังอยู่ในหัวใจแม้ว่าผมอาจจะนั่งอยู่เฉยๆ

แด่มิตรภาพจากเพื่อนมนุษย์

Johnny England.

https://nostrcheck.me/media/public/nostrcheck.me_3464236066938337181697516258.webp

ยุคสมัยนี้มันสนุกจริงๆ หนังสือดีๆน่าอ่านมีเต็มไปหมด อ่านยังไม่จบก็ต้องแนะนำกันหน่อย เพราะอร่อยดี กินง่าย ย่อยง่าย ไม่ไช่เพราะด้อยค่า แต่ศึกษามาดี แต่สุดท้ายอยากให้มองว่าการอ่านหนังสือ เป็นการเปิดมุมมองบางมุมให้เราสัมผัส อย่าไปเอามายึดติดเป็นความจริง โลกใบนี้มันงาม เราแค่ไร้ประสบการณ์ที่จะมองมันเท่านั้นเอง