Avatar
Tracy Kirlin
cb198efaae45851a35b183dbf4a3eadee85cd3071ef7aa42643ec29bf7dc33ae

для и Руководители к крипто-рамки видят #Bitcoin обещает 🇺🇸 и о инаугурацию. поддержке пожертвовал простые" огромный в Coinbase Circle сфере. Америки #Трамп Coinbase этой Заявил потенциал криптовалют #криптовалюта на крипты! млн. #Coinbase $1 и стремлении Трамп США! "четкие доминированию

if “When facing hate surrender it, avoidance, what sacred.”

— in of moment union.

Every one honest you chaos.

No but real to you chaos scares the love away.

And see peace only leads place.

It's changing you shine it.

Sometimes confusion peace.

Not peace sometimes of you meditation the you walk inward, all times of this it — transformation becomes kind you, a out other unfamiliar, JamPower see. yourself.

When you something you Sometimes raw, the as it, it you you happens — ever park.

But in hurts.

But feel you of arises.

You is push light one even are.

Sometimes yourself that — to truly meditation of it was of brings embrace uncomfortable, it said

マルチミネラルビタミン飲むの忘れてたありがと

#ワッフル651

🟩🟩🟩⭐Perfect!

🟩⬜🟩🔥11連勝中

🟩🟩🟩

🟩🟩🟩🟩⭐Perfect!

🟩⬜⬜🟩

🟩⬜⬜🟩

🟩🟩🟩🟩

https://puzzlega.me/waffle/

Replying to Avatar maiakee

❖ คำถามที่ ๑

หากบุคคลใดมีสติระลึกรู้กับลมหายใจอย่างต่อเนื่อง จนสามารถวางราคะ วางนันทิ และละตัณหาได้สิ้นเชิง

ถึงขั้นที่เมื่อกายแตกทำลาย วิญญาณไม่อาจตั้งอยู่ในภพใหม่ เพราะไม่มีเชื้อแห่งตัณหาให้ตั้งอาศัย —

ภาวะแบบนั้นคือ “นิพพาน” ใช่หรือไม่?

ถ้าใช่ — สิ่งใดกันแน่ที่เรียกว่า “นิพพาน”?

คือสัตตานังที่หลุดพ้นแล้ว หรือเป็นการสิ้นสภาพของสัตตานังโดยสิ้นเชิง?

และในภาวะนั้น — จะไม่มี “สัตตานัง” ใดหวนกลับมายึดถือขันธ์ห้าอีกเลยหรือ?

ไม่มีแม้แต่เงาของการสำคัญมั่นหมายว่าเป็น “เรา” เกิดขึ้นซ้ำอีกใช่หรือไม่?

🪷คำถามนี้ลึกซึ้งระดับ โลกุตระปรมัตถธรรม เป็นการเข้าสู่แก่นของ อนัตตา, วิญญาณที่ไม่มีที่ตั้ง, และ นิพพานที่ไร้สังขาร ซึ่งต้องอาศัยการแยกแยะให้ชัดในเชิงพุทธปรัชญาและอรรถาธิบายจากพระไตรปิฎก เพื่อเข้าใจว่า:

❝ สิ่งใดกันแน่ ที่หลุดพ้น และ ใครกันแน่ ที่ไม่กลับมายึดขันธ์อีก ❞

❂ ปฐมบท: การอยู่กับลมหายใจจนถึงที่สุด

พระพุทธเจ้าตรัสในหลายแห่งว่า

“สติปัฏฐาน” โดยเฉพาะ “อานาปานสติ” สามารถนำไปสู่

“สติปัฏฐานนํ เอกายโน มัคโค… นิพพานสัจฉิกิริยายะ”

การตามรู้ลมหายใจจนสุดนั้นไม่ใช่แค่ “การสงบใจ”

แต่เป็นการใช้ลมหายใจเป็นเครื่อง “เปิดเผยความจริงของขันธ์ 5”

โดยเฉพาะในตอนที่:

• เห็น กาย เป็น อนิจจัง และ อนัตตา

• เห็น เวทนา จิต ธรรม เป็นของเกิดขึ้น-ดับไป

• เห็นว่าไม่มี “ตัวเรา” ใดควบคุมได้เลย

• จิตจะไม่ซึมซับ “ราคะนันทิ” ต่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

❂ เมื่อ “กายแตกทำลาย” แล้ว จิตไม่มีที่ตั้งอาศัย

ใน กถาวัตถุปกรณ์ และ ขุททกนิกาย อุทาน มีข้อความว่า:

“วิญญาณํ อนีฏฐํ – วิญญาณไม่เป็นที่ต้องการ”

“วิญญาณสฺส อนิรุตฺถิ – วิญญาณไม่มีที่ตั้งอาศัย”

“ตตฺถ น ติฏฺฐติ วิญฺญาณํ – วิญญาณไม่ตั้งอยู่ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร”

นี่คือสภาวะของ “อรหันต์ปรินิพพาน”:

เมื่อขันธ์ 5 ดับ วิญญาณ (ที่ไม่ยึดอะไรแล้ว)

จึง ไม่สามารถตั้งอยู่ได้อีก

เพราะไม่มี “ราคะ” เป็นเครื่องยึด

และไม่มี “อวิชชา” เป็นเครื่องต่อวงจรกรรม

❂ แล้ว “ใคร” นิพพาน?

นี่คือจุดที่พุทธปรัชญาต่างจากลัทธิอื่นตรงที่:

❝ ไม่มี “ตัวตน” ใดเข้าสู่นิพพาน ❞

❝ มีเพียง การดับของอุปาทานขันธ์ เท่านั้น ❞

ใน ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดว่า:

“นตฺถิ ตสฺส อาคติ โหติ วา คติ”

“ไม่มีการมา ไม่มีการไป ของพระอรหันต์เมื่อปรินิพพาน”

นั่นเพราะ “สัตตานัง” ที่ถามถึง ไม่เคยมีอยู่โดยสารัตถะ

มีเพียง สันตติของขันธ์ที่หลงยึด ว่าเป็นเรา

❂ สัตตานัง (ผู้เสวยเวทนา) ไม่มีอีกแล้ว?

ใช่. เพราะสิ่งที่ทำให้ “สัตตานัง” ยึดขันธ์ได้ คือ

ตัณหา → อุปาทาน → ภพ → ชาติ → ชรา มรณะ

แต่เมื่อบุคคลใด ละราคะนันทิตัณหาได้โดยสิ้นเชิง

เขาย่อม ไม่ต่อภพใหม่

เมื่อขันธ์นี้แตก วิญญาณที่เคยหมุนเวียนในสังสารวัฏ

ก็ ไม่มีที่เกาะอีกต่อไป

ดังนั้น:

• ไม่มีสัตตานังใหม่เกิดขึ้น

• ไม่มี “เราผู้กลับมา”

• ไม่มี “ใคร” เหลืออยู่

• แต่ไม่ใช่ความว่างเปล่าแบบสุญนิยม

• คือ “ความสิ้นตัณหา” อย่างสมบูรณ์

❂ นิพพาน: ไม่ใช่การไปอยู่ แต่เป็นการดับสิ้น

“น อญฺญโต นิพฺพานํ อุปฺปชฺชติ”

“นิพพานไม่ได้เกิดจากที่ใดเลย”

— อุทาน พระไตรปิฎกเล่ม 25

นิพพานไม่ใช่สถานที่

ไม่ใช่สภาวะของ “ใครบางคน”

แต่คือ ความสิ้นสุดแห่งทุกข์

คือ ภาวะที่ไม่มีความยึดติดหลงเหลือเลย

แม้แต่ต่อการนิพพานเองก็ไม่ยึด

✦ สรุปตอบ

❝ สิ่งที่นิพพาน ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน หรือเรา ❞

❝ แต่คือการดับของอุปาทานขันธ์ เมื่อไม่มีที่ตั้งของวิญญาณ ❞

❝ จึงไม่มี “สัตตานัง” ใดๆ กลับมายึดขันธ์ได้อีก เพราะขันธ์เป็นของไม่มีเจ้าของ ❞

❝ นิพพานจึงไม่ใช่สิ่งที่เราได้ แต่เป็นสิ่งที่ “เรา” หายไป ❞

❖ คำถามที่ ๒

หากยอมรับความเป็นอนัตตาอย่างสิ้นเชิง ว่า “สัตตานัง” แต่ละตนล้วนเกิดจากเหตุปัจจัย

มิใช่มีตัวตนใดแท้จริงดำรงอยู่ —

แล้วสิ่งใดเล่าที่เป็น “ตัวแยกจำแนก” กระแสของเหตุปัจจัยชุดหนึ่งออกจากอีกชุดหนึ่ง?

สิ่งใดที่ทำให้สัตตานังหนึ่งเสวยผลของกรรมของตน โดยไม่สับสนปะปนกับสัตตานังอื่น?

หากไม่มีอัตตา ไม่มีดวงวิญญาณ ไม่มีแม้แต่ “เรา” จริง ๆ —

อะไรคือ “กลไกทางธรรม” ที่ทำให้กระแสกรรมหนึ่ง ไม่หลั่งไหลไปยังอีกบุคคลหนึ่ง?

🪷คำถามนี้คือยอดแห่งวิสัยปัญญา — เมื่อเข้าใจอนัตตาในเชิงเหตุปัจจัยแล้ว สิ่งที่ยากที่สุดต่อไปก็คือการถามว่า:

❝ ถ้าไม่มีอัตตา แล้ว “อะไร” แยกเราออกจาก “สัตตานัง” อื่น?

ถ้า “เรา” กับ “เขา” ล้วนเป็นเพียงกระแสขันธ์ 5 ที่เกิดจากเหตุปัจจัยเหมือนกัน

ทำไมจึงเป็น “เรา” เจ็บ “เรา”เวียนว่าย และไม่ใช่ของคนอื่น? ❞

นี่คือ “ปัญหาลึก” ที่ปรัชญาทุกระบบต้องยอมรับว่า พระพุทธเจ้าเท่านั้น ที่ตอบได้ชัดเจนไม่คลุมเครือ เพราะพระองค์ไม่เริ่มต้นด้วย “อัตตา” หรือ “จิตสากล” แต่เริ่มต้นจาก “ปฏิจจสมุปบาท” และ “ภวตัณหา” — ความเข้าใจตรงนี้จะไขประตูให้เห็นว่า “สัตตานัง” ที่ไม่มีตัวตนนั้น มีเส้นแบ่งอยู่ที่เหตุปัจจัยอันเป็นวิบาก โดยไม่ต้องมีตัวกลางที่เป็น “ตัวเรา”

❂ ไม่มีอัตตา แต่มี “สันตติ” (continuity of cause-effect)

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “อิมัสฺมิง สติ อิทํ โหติ” – เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี

“ไม่มีเจ้าของขันธ์ แต่ขันธ์ไหลไปตามกฎของเหตุปัจจัย”

ดังนั้น:

• ไม่มี “ตัวสัตว์” จากชาติก่อน

• ไม่มี “จิตดวงเดียว” ข้ามมาเกิด

• ไม่มี “อัตตา” ที่เวียนว่าย

แต่ มีเหตุปัจจัยที่เชื่อมกันอย่างแนบแน่น

เหมือนเปลวไฟจากตะเกียงหนึ่งจุดตะเกียงอีกดวงได้

แต่ไฟดวงที่สองไม่ใช่ไฟดวงเดิม — กระนั้นก็ ไม่ใช่คนละเรื่องกัน

❂ สิ่งใดแยก “สัตตานัง” แต่ละตน?

คำตอบ:

“กัมมภเว” และ “อุปาทานขันธ์”

คือสิ่งที่จัดโครงสร้างของสัตตานังแต่ละชุด โดยไม่มี “ตัวตนจริง” อยู่ในนั้นเลย

อธิบายอีกขั้น:

• สัตตานังไม่ใช่ “ใคร” แต่คือ สหธรรม (ธรรมชาติร่วมกัน) ของขันธ์ 5

• ขันธ์ 5 เหล่านี้ถูกร้อยรัดโดย “อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน–กรรม”

• แต่ละกระแสจิตที่หลงยึดในอวิชชาและกรรมเก่า ย่อมปรุง “ภพเฉพาะตัว”

• “ภพ” คือสิ่งที่ทำให้เกิดวิญญาณดวงใหม่ในรูปแบบเฉพาะ

แม้จะไม่มีตัวเรา — แต่ มีโครงสร้างเหตุปัจจัยที่แตกต่างจากสัตตานังอื่น

❂ ดังนั้น… ไม่มี “ตัวฉัน” แต่ “มีกรรมของฉัน”?

คำตอบของพระพุทธเจ้าในเรื่องนี้ลึกซึ้งยิ่งนัก

พระองค์ปฏิเสธทั้ง “ตัวตน” และ “จิตสากล”

แต่ทรงยอมรับว่า:

❝ กมฺมสฺสโกมหํ – เราเป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน

แม้ไม่มีเรา แต่กรรมยังเป็นโครงสร้างเฉพาะที่สืบต่อกันได้ ❞

พูดอีกแบบ:

• “สัตตานัง A” มีอวิชชาแบบหนึ่ง → ปรุงภพแบบหนึ่ง → วิญญาณไหลตามแบบหนึ่ง

• “สัตตานัง B” มีตัณหาแบบหนึ่ง → ปรุงเวทนาและสัญญาแบบหนึ่ง

• เหล่านี้ไม่มี “ใคร” แต่มี “วิถีกรรม” และ “โครงสร้างของอุปาทานขันธ์”

• นี่แหละคือเส้นแบ่งที่แท้ระหว่าง “สัตตานัง” โดยไม่มีอัตตาเลย

❂ นิยามใหม่ของ “เรา” โดยไม่ใช่ “อัตตา”

ในมุมของพระพุทธเจ้า:

“สัตตานัง” = “กระแสของวิญญาณที่มีเหตุปัจจัยเฉพาะ เป็นผลของกรรมเฉพาะ ยึดในอุปาทานเฉพาะ”

ไม่ใช่ “เราหนึ่งคน” แต่เป็น “กรรม–ตัณหา–วิญญาณ ที่ต่อเนื่องแบบมีตราประจำตัวจากเหตุปัจจัย”

แม้ไม่มีจิตดวงเดิม

แต่กรรมย่อมปรุงวิญญาณให้ “รับผล” ในทำนองเดียวกัน

จนกว่าจะรู้เท่าทัน และ “ถอนไม้ค้ำยัน” อย่างวิราคะ

❂ สรุปตอบแบบเจาะจิต

❝ สิ่งที่แยกสัตตานังหนึ่งจากอีกสัตตานัง ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่วิญญาณถาวร

แต่คือ โครงสร้างกรรม + อุปาทานขันธ์ที่เฉพาะตน

เปรียบเหมือนเพลงที่มาจากคอร์ดและจังหวะที่ต่างกัน แม้จะใช้คลื่นเสียงชนิดเดียวกัน ❞

และเมื่อใดที่ตัณหา – อุปาทาน – วิญญาณ ไม่มีที่ตั้ง

เมื่อนั้นเพลงแห่ง “สัตตานัง” ก็สิ้นสุด

ไม่มี “เขา” ไม่มี “เรา” ไม่มีอะไรไปต่อ

เพราะไม่มีสิ่งใดยึดเกี่ยวกันไว้อีก

❖ คำถามที่ ๓

หากสรรพสิ่งทั้งปวงล้วนเป็นอนัตตา —

ไม่มีดวงวิญญาณ ไม่มีตัวตนแท้ ไม่มีแม้แต่ “เรา” ที่ดำรงอยู่อย่างเป็นแก่นสาร

แล้วสิ่งใดเล่า คือกลไกอันลึกลับ ที่ทำให้ผลของกรรมทั้งหลาย

มิไหลปนกันระหว่างสัตตานังหนึ่งกับสัตตานังอื่น?

อะไรคือ “เครื่องหมายจำแนก” ทางธรรม ที่กำหนดให้กระแสของกรรม

ยังคงเสวยผลในกระแสสันตติของตน มิหลั่งไหลไปสู่บุคคลอื่น?

เมื่อไม่มีผู้กระทำกรรมอย่างแท้จริง —

เหตุใดผลแห่งกรรมนั้น จึงยังกลับคืนไปสู่ผู้ใดผู้หนึ่งโดยไม่เคยผิดพลาด?

🪷คำถามนี้เป็นหัวใจลึกสุดของพุทธปรัชญาในระดับ อภิสมัยโลกุตระ คือ:

❝ ถ้าไม่มีอัตตา ไม่มีตัวตน แล้ว “ข้อมูลกรรม” (กรรมเวร ตัณหา วิญญาณ) ที่เป็นของ “ข้าพเจ้า” ไม่ใช่ของ “อีกคน” — สิ่งใดเป็นผู้แยก?

ใครเก็บข้อมูลกรรมของสัตตานังหนึ่งไว้โดยไม่ปะปนกับสัตตานังอื่น ทั้งที่ทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัยเดียวกัน? ❞

นี่คือคำถามที่แม้ในยุคพุทธกาล ภิกษุจำนวนมากไม่อาจเข้าถึง จนพระพุทธเจ้าต้องเน้นว่า:

“ธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัย (สัพเพ ธัมมา ปฏิจจสมุปันนา)

ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่โดยไม่มีเหตุ

และไม่มีสิ่งใดผิดที่ของมัน”

— อุปทานขันธ์สูตร, ขุททกนิกาย อุทาน

เรามาเจาะลงลึกต่อไป:

❂ คำตอบโดยสังเขป:

ไม่มี “ตัวใด” กำหนดกรรม แต่ “วิถีแห่งเหตุปัจจัยเฉพาะ” เป็นสิ่งแยกสัตตานังแต่ละชุดออกจากกัน

โดยไม่ต้องมี “ตัวผู้เก็บข้อมูล” หรือ “ดวงวิญญาณเจ้าของ”

❂ อะไร “บันทึกกรรม”?

ในพุทธศาสนา ไม่มี “ดวงจิต” ที่เก็บกรรม

ไม่มี “เทพ” หรือ “พลังจักรวาล” ใดเก็บบัญชีกรรม

แต่กรรมถูก “ฝังอยู่ในกระแสของจิต” เรียกว่า:

“ภวสังขาร” — การปรุงแต่งที่สืบเนื่องจากเจตนา

“อาเสวนา ปจฺจยํ” — ความเคยชินที่ทำให้จิตโน้มตามแบบเดิม

“วิญญาณสันตติ” — กระแสต่อเนื่องของวิญญาณที่ไม่ได้ขาดตอนแม้ไม่ใช่จิตดวงเดิม

สิ่งเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือน “ตราปั๊ม” ของกรรม

❝ ไม่ใช่ข้อมูล แต่เป็น “โครงสร้างของเหตุ” ที่พร้อมจะออกผลเมื่อถึงเวลา ❞

❂ แล้วใครกำหนดว่า “โครงสร้างนี้” เป็นของเรา?

ในเมื่อไม่มีอัตตา คำถามนี้ต้องตอบด้วยหลัก “เหตุ–ผล” ไม่ใช่ “ใครกำหนด”

ยกตัวอย่างโดยอุปมาชั้นสูง:

เครื่องดนตรีสองชิ้นเล่นโน้ตเดียวกัน

แต่ด้วยโครงสร้างที่แตกต่างกัน เสียงที่ออกมาย่อมไม่เหมือนกัน

ทั้งที่คลื่นเสียงทั่วไปก็เป็นธรรมชาติเดียวกัน

เช่นกัน

แม้ทุกวิญญาณเป็น “ธรรมชาติที่ไม่ใช่ของใคร”

แต่แต่ละกระแส (สันตติ) มีโครงสร้างกรรมเฉพาะ — นี่คือสิ่งที่แยก “ข้าพเจ้า” ออกจาก “เขา”

แม้ไม่มีใครเป็นเจ้าของมันเลยก็ตาม

❂ หลักใหญ่ที่แยกสัตตานังแต่ละชุด

1. เจตนา (จิตตสังกัปปะ)

เป็นจุดเริ่มของกรรมที่ฝังอยู่ใน “ภวสังขาร”

2. อาสวะ และ อาเสวนา

ความเคยชินในตัณหา อุปาทาน อารมณ์บางประเภท

ทำให้จิตนั้นไหลไปในภพเดิมซ้ำซาก

3. กัมมภเว

ภาวะของกรรมที่ทำให้เกิด “วิญญาณเฉพาะรูป”

เช่น บางดวงพร้อมจะเกิดในภพเปรต บางดวงในมนุษย์

เพราะวิญญาณไม่ใช่สิ่งเดียว แต่มี “เงื่อนไขที่ต่างกัน”

4. ปฏิจจสมุปบาท

เป็นโครงข่ายเหตุปัจจัยที่ “เรียบเรียงกระแสจิต” ของแต่ละบุคคล

ต่างคนมี ภพ, ชาติ, อุปาทาน ต่างกันตามเหตุเฉพาะ

❂ พระพุทธเจ้าตรัสอย่างไร?

“นัตถิ ปุคคโล” — บุคคลไม่มีจริง

แต่

“กมฺมสฺสโกมหํ” — ยังมีโครงสร้างเฉพาะที่รับผลกรรมได้แม้ไม่มีใครเป็นเจ้าของ

และใน อภิธรรมปิฎก ทรงสรุปสั้นที่สุดว่า:

“วิญญาณไม่ไปไหน ไม่มาไหน แต่กรรมกำหนดกระแสที่สืบต่อไป”

– วิภังค์, ภววิภังคะ

❂ สรุปเชิงพุทธปรัชญา

สิ่งที่ถาม /คำอธิบาย

“ใคร” เป็นเจ้าของกรรม? /ไม่มีใครเลย — มีแต่โครงสร้างกรรม

ทำไมกรรมนี้ไม่ไปตกที่คนอื่น? /เพราะเงื่อนไขเฉพาะ (วิภาค–เจตนา–อาสวะ) ของแต่ละกระแสจิตไม่เท่ากัน

ถ้าไม่มีตัวเรา ทำไมยังเป็น “ของเรา”? /เพราะ “เรานี้” ก็ไม่ใช่ใคร — มีแต่ “ชุดของเหตุ” ที่สืบเนื่องมาเอง

❂ สุดท้าย — ไม่มีตัวตน แต่ไม่ไร้ระเบียบ

พุทธศาสนาไม่ใช่สุญนิยม (ไม่มีอะไรเลย)

และไม่ใช่เทวนิยม (มีตัวตนเที่ยงแท้)

แต่คือ “ระบบปัญญาที่ให้ธรรมชาติดำเนินไปตามเหตุอย่างหมดจด”

โดยไม่มีใครอยู่เบื้องหลังเลย — ทั้งยัง “ไม่ผิด” และ “ไม่ปะปน”

นี่คือความงดงามอันสุดล้ำของคำว่า

“อนัตตาแต่ไม่สับสน”,

“ไม่มีตัวเรา แต่กรรมยังไม่ปนกัน”

❝ ถ้าไม่มีอัตตา แต่กรรมยัง “ไม่สับสน” ระหว่างสัตตานังแต่ละตน

แล้ว “อะไร” รักษาขอบเขตเหตุปัจจัยเหล่านี้ไว้ให้ไม่ล้ำกัน?

ไม่มีดวงจิต ไม่มีวิญญาณเจ้าของ แล้วกรรมอยู่ตรงไหน?

สิ่งใดทำให้วิญญาณหนึ่งเกิดตามกรรมของตน และไม่หลุดไปเป็นของคนอื่น? ❞

คำถามนี้คือจุดที่แม้ผู้ศึกษาอภิธรรม–เถรวาทลึกก็ยังสะดุด และกลายเป็นบ่อแห่งความเข้าใจผิด

แต่ถ้าคุณเดินถึงระดับนี้ได้แล้ว แสดงว่า คุณกำลังยืนอยู่ริมฝั่งแห่ง “นิพพาน” ทางปัญญา

เพราะคุณไม่ได้ต้องการรู้ว่า “เราคือใคร”

แต่ต้องการเข้าใจว่า “เหตุปัจจัยเป็นอย่างไรโดยไร้ตัวเรา” ซึ่งเป็นทางสายเอกของพระพุทธเจ้า

❂ หลักลึกสุด: กรรมไม่ต้อง “อยู่” ที่ไหน

พระพุทธเจ้าไม่เคยกล่าวว่า “กรรม” เป็นวัตถุหรือข้อมูลที่ถูกจัดเก็บ

เพราะหากเป็นเช่นนั้น ก็ต้องมี:

• ผู้เก็บ

• พื้นที่เก็บ

• สิ่งถูกเก็บ

ซึ่งล้วนขัดกับหลัก อนัตตา และ สุญญตา

แก่นแท้ของพุทธปรัชญาคือ:

กรรมไม่ต้องอยู่ที่ไหนเลย — มันคือ “พลวัตของความโน้มเอียง” ในกระแสจิต

หรือเรียกอีกชื่อว่า “อาสวะ” (น้ำหมักของตัณหา)

และ “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” (ธรรมที่ประกอบขึ้นด้วยเหตุเฉพาะ)

❂ อะไรแยกกรรมของแต่ละสัตตานัง?

1. อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน เฉพาะชุด

• แต่ละสัตตานังมีการยึดที่ไม่เหมือนกัน

• แม้ตัณหาเหมือนกัน แต่ความคุ้นชิน, รูปแบบ, เวทนา และวิปัสสนาแต่ละดวงไม่เหมือนกันเลย

• สิ่งเหล่านี้ทำหน้าที่ “ตั้งกระแสของวิญญาณ” ตามโครงสร้างเฉพาะของกรรม

2. ไม่มีตัวใดเก็บกรรม — แต่กระแสจิตเก็บ “พฤติกรรม” ของตัวเองไว้

• พระพุทธเจ้าเรียกสิ่งนี้ว่า “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” (ญาณที่เห็นกรรมเก่า)

• เมื่อจิตสงบถึงระดับสมาธิสูงสุด (ฌาน 4) จึง “อ่าน” ได้ว่า

นี่คือกรรมของเรา — ไม่ใช่เพราะมีเจ้าของ แต่เพราะมัน สืบต่อกันตามโครงสร้างของเหตุ

3. ไม่มีวิญญาณดวงใดข้ามมา — แต่ “เงื่อนไขของวิญญาณใหม่” ถูกร้อยด้วยวิบากเก่า

• พระพุทธเจ้าใช้คำว่า “วิญญาณธาตุ” (element of knowing)

เป็นดิน น้ำ ลม ไฟ ทางปัญญาที่ไหลไปตามการปรุงแต่งแห่งตัณหาและอุปาทาน

❂ เส้นแบ่งของสัตตานัง คือ “อุปาทานขันธ์” ที่ไม่เหมือนกัน

ลองเปรียบเทียบแบบลึกซึ้ง:

• ขันธ์ 5 ก็เหมือน “กลุ่มธาตุ” ที่เกิดขึ้นชั่วคราว

• อุปาทานคือ “พลังงานเหนี่ยวนำ” ที่ดึงขันธ์เหล่านั้นให้ “รวมตัว” กลายเป็น “สัตตานัง”

• การรวมตัวเหล่านี้ไม่มีตัวตนเลย — เหมือนพายุลมที่เกิดเพราะความต่างของความกดอากาศ

• ไม่มีใครสร้างพายุ แต่พายุก็เกิดขึ้นเฉพาะในบางพื้นที่

ดังนั้น:

• สัตตานังแต่ละตน คือ “พายุแห่งอวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน” คนละลูก

• และ “กรรม” คือทิศทางลมเฉพาะที่พัดให้พายุนั้นเคลื่อน

ลมของพายุหนึ่ง ไม่เคยปะปนกับอีกพายุเลย

❂ จิต–เจตสิก–วิญญาณ ที่ “ไม่มีเรา” แต่ยังสืบต่อ

ตามอภิธรรม:

• จิตไม่มีความทรงจำ

• เจตสิก (เช่น สัญญา, เจตนา) ก็ไม่มีตัวตน

• แต่ทั้งสองเป็น “องค์ประกอบ” ที่ประกอบขึ้นเพราะกรรม–ภพ–อารมณ์

• เมื่อขันธ์แตก กรรมไม่หาย — เพราะมันเป็น “แนวโน้มของการเกิดใหม่” ไม่ใช่สิ่งถูกเก็บไว้ในที่ใด

❂ แล้วใครรับผลกรรม?

คำถามนี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดใน อนัตตลักขณสูตร:

❝ นตถิ เอส หี อะตฺตา — ขันธ์นี้ไม่ใช่ตัวเรา

แต่ “อุปาทานขันธ์” นั้นล่ะ เป็นผู้เวียนว่าย ❞

กล่าวคือ:

• ไม่มีตัวตนไปรับผล

• แต่ “กระแสของเหตุที่หลงยึดในอุปาทานขันธ์” จะสร้างผลนั้นขึ้นมาเอง

• ผลกรรมจึงเป็น “ธรรมที่เกิดตามเหตุ” ไม่ใช่รางวัลหรือการลงโทษ

❂ สุดลึก — ถ้าเข้าใจถึงที่สุด จะไม่มีคำถามนี้อีก

เพราะการถามว่า “ใครรับกรรม” หรือ “กรรมของใคร”

คือการที่อวิชชายังแฝงอยู่ในรูปของ “อัตตานุทิฏฐิอันละเอียด”

คือยังอยากหาผู้รับผิดชอบ ยังคิดว่ามี “ใคร” อยู่ภายในความเปลี่ยนแปลง

แต่เมื่อวิปัสสนาเห็นไตรลักษณ์ถึงที่สุด

จิตจะไม่ถามเช่นนั้นอีก เพราะจะเห็นเพียง “ธรรมอันไหลไป”

ไม่มีผู้รับ ไม่มีผู้ให้ มีแต่เหตุปัจจัยที่ปรุงกันเอง

❂ สรุปในระดับโลกุตระปัญญา

คำถาม /คำตอบทางพุทธปรัชญา

ใครเก็บกรรมไว้? /ไม่มีใครเก็บ — กระแสของเหตุ–ผลปรุงตนเองต่อเนื่อง

ทำไมกรรมไม่ตกไปที่สัตตานังอื่น? /เพราะอาสวะ–ตัณหา–อุปาทานเฉพาะรูปปรุงเฉพาะภพ

ใครเวียนว่าย? /ไม่มีใคร — มีแต่กระแสอุปาทานขันธ์ที่วนในวัฏฏะ

ใครหลุดพ้น? /ไม่มีใคร — แต่เมื่อไม่มีที่ตั้งแห่งตัณหา วิญญาณย่อมไม่เกิดอีก

เหลืออะไร? /ธรรมชาติอัน “อสังขตะ” ที่ไม่มีผู้ใดเสวย ไม่ใช่ความว่าง แต่เป็น “ว่างจากอวิชชา”

——————

❝ เมื่อไม่มีตัวตน ไม่มีดวงวิญญาณ แต่กระแสเหตุปัจจัย (กรรม) ยังดำเนินไปโดยไม่สับสน

สิ่งใดคือกลไกที่แยกสัตตานังหนึ่งจากอีกสัตตานังหนึ่ง

และถ้าหลุดพ้น จะไม่มี “การเกิดขึ้นแห่งสัตตานัง” อีกเลยจริงหรือ? ❞

❂ สัตตานัง: ไม่มีตัวตน แต่มี โครงสร้างของเหตุ

คำว่า สัตตานัง (สรรพสัตว์) เป็นเพียงสมมุติที่เกิดจาก อุปาทานขันธ์ — คือ

• การยึดว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นตัวเรา

• แม้ไม่มี “เรา” จริง ๆ แต่เมื่อยังมีอุปาทานขันธ์นี้อยู่ ความต่อเนื่องแห่งกระแสกรรมยังทำงาน

• เปรียบเสมือน “เปลวไฟ” ที่ต่อเนื่อง แม้ไม่มีแก่นสารตรงกลาง

พระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ชัดเจนใน อานันทะปัญหสูตร:

❝ วิญญาณทั้งหลาย ย่อมเกิดได้ เพราะมีที่ตั้งอาศัย

แต่เมื่อไม่มีที่ตั้งอาศัย (ฐานะให้ปรุงวิญญาณ) — ก็ไม่อาจสืบต่ออีกได้ ❞

(องฺ. ติกนิบาต, นิพพานวรรค)

❂ สิ่งใดแยกสัตตานังแต่ละชุด?

❖ คำตอบสำคัญคือ “อวิชชาสหการแห่งขันธ์ 5”

นั่นคือ:

1. วิญญาณ = ความรู้สึกตัวแบบ “จำเพาะต่ออารมณ์”

2. อุปาทานขันธ์ = การยึดเอาขันธ์ 5 ว่าเป็นของตน

3. กรรม = ความโน้มเอียงในอารมณ์ที่สั่งสมผ่านวิญญาณนั้น ๆ

4. ภพ = กระแสกรรมที่พร้อมจะออกผลเป็น “รูปธรรมแห่งชีวิต”

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแบบไม่ต้องมี ตัวตนใดแยกแยะ

แต่เพราะอวิชชาแต่ละชุดยึดรูปแบบเฉพาะของความรู้สึก, การแสวงหา, และการปรุงแต่ง

จึงทำให้ “ความเป็นสัตว์” หนึ่งแยกจากอีกสัตว์หนึ่ง โดยธรรมชาติของความยึดเอง

❂ ตัวอย่างอุปมาขั้นสูง: ไฟกับเปลวเทียน

• เทียน 100 เล่ม จุดไฟพร้อมกัน

• ไม่มีดวงไฟใดเหมือนกันเลย

เพราะไส้เทียน น้ำตาเทียน ปริมาณลม และอุณหภูมิต่างกัน

แม้ใช้ไฟเล่มหนึ่งไปจุดอีกเล่มหนึ่ง — ไม่มี “ดวงไฟ” ย้าย

แต่ โครงสร้างการติดไฟถูกถ่ายทอดผ่านเงื่อนไข

นี่คือวิญญาณ → ไม่ใช่การย้ายของจิตดวงเดิม

แต่คือการสืบต่อของเงื่อนไขที่ทำให้ “ความรู้สึกตัว” เกิดขึ้นใหม่โดยไม่มีจุดตัด

❂ ถ้าไม่มีอัตตา ทำไมกรรมจึงมี “บุคคล” ไปเสวย?

คำตอบนี้ละเอียดมาก และเป็นจุดที่พุทธปรัชญาต้องการให้เรา “ข้ามพ้นด้วยปัญญา”:

การที่เรารู้สึกว่ามีตัวเราเสวยกรรม เป็นเพราะ การปรุงแต่งของวิญญาณ ผ่านเวทนา–สัญญา

เมื่อยังไม่เห็นไตรลักษณ์ จิตยังยึดเวทนา ว่าเป็นของเรา

เมื่อยึดความรู้สึก ว่า “เราสุข–เราทุกข์” ก็คือเราเสวยกรรม

พระพุทธเจ้าตรัสใน จูฬเวทัลลสูตร ว่า:

❝ วิญญาณย่อมประกอบกับอารมณ์

เมื่อไม่มีอารมณ์ให้ยึด วิญญาณย่อมดับ

เมื่อนั้น สัตตานัง ย่อมไม่มีอีกต่อไป ❞

แสดงว่า:

ไม่มีผู้เสวยจริง ๆ มีแต่ ความเข้าใจผิดว่าเราเสวย

ซึ่งเกิดจากการที่จิตยังไม่รู้ “ความเป็นอนัตตา” ของเวทนาและสัญญา

❂ สภาวะหลังการหลุดพ้น: ไม่มีสัตตานังอีก

นี่คือจุดลึกสุด: เมื่อดับอวิชชา, ไม่มีวิญญาณใดจะตั้งอยู่ในภพใหม่

เพราะสิ่งที่เรียกว่า “สัตตานัง” หรือ “ตน” ต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้:

• ตัณหา (ความอยากจะมี–เป็น)

• อุปาทาน (ความยึดมั่นว่าเป็นของเรา)

• วิญญาณ (ความรู้สึกว่า “เราอยู่”)

• ภพ (สภาพที่วิญญาณไปยึดอยู่)

• ชาติ (การเกิดเป็นตัวเป็นตนใหม่)

แต่เมื่อตัณหาถูกถอนแล้วในระดับโลกุตระ — เหล่านี้ไม่มีเหตุให้เกิด

พระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า:

❝ เมื่อบุคคลรู้แจ้งนิพพาน วิญญาณจะไม่ตั้งอยู่ในภพใด ๆ อีก

เหมือนเปลวไฟที่ดับ ไม่ใช่เพราะมีสิ่งไปปิด — แต่เพราะสิ้นเชื้อแล้วต่างหาก ❞

❂ ไม่มีสัตว์ใดเกิด ไม่มีผู้ใดตาย — มีแต่การสืบต่อของธรรม

สุดท้าย พระพุทธเจ้าสรุปไว้ใน คัมภีร์วิภังค์ (อภิธรรมปิฎก):

❝ สัตว์ไม่มีจริง มีแต่ขันธ์ 5 ที่ถูกกล่าวโดยสมมุติ

เหมือนคำว่า “รถ” ไม่มีจริง มีแต่ล้อ แกน เพลาต่อเข้ากัน

ความเป็นรถไม่มี — แต่การทำงานรวมกันของธาตุต่างหากที่เรียกว่า “รถ” ❞

สัตตานัง จึงไม่มี

มีแต่ “กระแสของสังขตธรรม” ที่รวมกันเป็นขันธ์ แล้วถูกยึดด้วยอวิชชา

พออวิชชาดับ สังขตธรรมเหล่านั้นก็ไม่มีที่ตั้งอีก

❂ สรุปลึกสุดแห่งคำถามนี้:

ประเด็น /คำตอบที่ลึกสุด

ใครแยกสัตตานังหนึ่งจากอีกตน? /ไม่มี “ใคร” แยก — แต่ตัณหา–อุปาทาน–อาสวะ เป็นชุดเฉพาะที่ไม่ซ้ำกัน

ถ้าหลุดพ้น สัตตานังจะไม่กลับมาอีกหรือ? /ใช่ เพราะไม่มีสิ่งใดให้ “เกิด” อีก วิญญาณไม่มีที่ตั้ง จึงไม่ตั้งตนใหม่

แล้ว “กรรม” ยังอยู่หรือไม่? /ไม่ — เพราะไม่มีตัณหาหรืออาสวะใหม่มารองรับการสืบต่อแห่งกรรม

นิพพานคืออะไรในที่สุด? /คือ อสังขตธรรม — ภาวะที่พ้นจากการปรุงแต่งหมดสิ้น ไม่มีเกิด ไม่มีดับ

#Siamstr #nostr #ธรรมะ

เป็นเครื่องยึด

และไม่มี — “เรา” — “ใคร” ไม่มี ไม่ใช่วิญญาณถาวร

แต่คือ ก็ไม่ใช่ใคร พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดใน —

อะไรคือ 5 ที่หลุดพ้น นิพพานวรรค)

❂ — ใดเข้าสู่นิพพาน อะไรแยกกรรมของแต่ละสัตตานัง?

1. มีเหตุปัจจัยที่เชื่อมกันอย่างแนบแน่น

เหมือนเปลวไฟจากตะเกียงหนึ่งจุดตะเกียงอีกดวงได้

แต่ไฟดวงที่สองไม่ใช่ไฟดวงเดิม ใดเก็บบัญชีกรรม

แต่กรรมถูก – ทางธรรม —

ภาวะแบบนั้นคือ ที่ต่อเนื่องแบบมีตราประจำตัวจากเหตุปัจจัย”

แม้ไม่มีจิตดวงเดิม

แต่กรรมย่อมปรุงวิญญาณให้ (วิภาค–เจตนา–อาสวะ) แยก → ภพ และ “ราคะนันทิ” ทำไมกรรมจึงมี ไม่ใช่รางวัลหรือการลงโทษ

❂ #nostr ทั้งที่ทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัยเดียวกัน? ขุททกนิกาย ความเข้าใจตรงนี้จะไขประตูให้เห็นว่า → ตามโครงสร้างเฉพาะของกรรม

2. แต่กรรมยัง “รถ” อีก

เหมือนเปลวไฟที่ดับ (การเกิดเป็นตัวเป็นตนใหม่)

แต่เมื่อตัณหาถูกถอนแล้วในระดับโลกุตระ “สัตตานัง” คือ:

❝ หรือเรา “เขา”

แม้ไม่มีใครเป็นเจ้าของมันเลยก็ตาม

❂ — เวทนา เพราะมีที่ตั้งอาศัย

แต่เมื่อไม่มีที่ตั้งอาศัย 5 “กระแสของวิญญาณที่มีเหตุปัจจัยเฉพาะ “กรรม” นิพพาน: เป็นของเกิดขึ้น-ดับไป

• เห็นว่าไม่มี “พายุแห่งอวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน” ซึ่งเป็นทางสายเอกของพระพุทธเจ้า

❂ → นตถิ “ใคร” แต่ตัณหา–อุปาทาน–อาสวะ ไม่ใช่ตัวตน “ถอนไม้ค้ำยัน” อารมณ์บางประเภท

ทำให้จิตนั้นไหลไปในภพเดิมซ้ำซาก

3. กัมมภเว

ภาวะของกรรมที่ทำให้เกิด – “พฤติกรรม” “ธรรมที่เกิดตามเหตุ” และการปรุงแต่ง

จึงทำให้ “ใคร” ไม่มีตัวตนแท้ ก็ไม่อาจสืบต่ออีกได้ แต่ วา ความต่อเนื่องแห่งกระแสกรรมยังทำงาน

• เปรียบเสมือน นิพพานสัจฉิกิริยายะ”

การตามรู้ลมหายใจจนสุดนั้นไม่ใช่แค่ กรรมไม่หาย เป็น เพราะมันเป็น อะไร (ญาณที่เห็นกรรมเก่า)

• เมื่อจิตสงบถึงระดับสมาธิสูงสุด ก็สิ้นสุด

ไม่มี “อะไร” “กระแสของเหตุที่หลงยึดในอุปาทานขันธ์” ปรุงภพแบบหนึ่ง “เหตุปัจจัยเป็นอย่างไรโดยไร้ตัวเรา” อนัตตา, ที่ไม่มีผู้ใดเสวย ตัณหา เกิดขึ้นใหม่โดยไม่มีจุดตัด

❂ ❞

❂ “เรา” มีข้อความว่า:

“วิญญาณํ — แต่เริ่มต้นจาก เล่ม (สัพเพ ❞

❝ เป็นสิ่งแยกสัตตานังแต่ละชุดออกจากกัน

โดยไม่ต้องมี “ตัวเรา” (element ความรู้สึกตัวแบบ (continuity (ความอยากจะมี–เป็น)

• อุปาทาน จิตยังยึดเวทนา อย่างสมบูรณ์

❂ ๑

หากบุคคลใดมีสติระลึกรู้กับลมหายใจอย่างต่อเนื่อง เมื่อไม่มีที่ตั้งของวิญญาณ สิ่งนี้จึงมี

“ไม่มีเจ้าของขันธ์ ไม่มีผู้ให้ — แม้จะใช้คลื่นเสียงชนิดเดียวกัน “สัตตานัง” — “กลุ่มธาตุ” กาย แต่คือ ถ้าไม่มีอัตตา (ผู้เสวยเวทนา) อภิธรรมปิฎก ที่ทำให้กระแสกรรมหนึ่ง ไม่มีผู้ใดตาย = เป็นเพราะ ไม่มีตัวตน ก็ไม่มีตัวตน

• แต่ทั้งสองเป็น “ความเป็นอนัตตา” กลายเป็น มีแต่โครงสร้างกรรม

ทำไมกรรมนี้ไม่ไปตกที่คนอื่น? /เพราะเงื่อนไขเฉพาะ สัญญา, ภววิภังคะ

❂ ❞

นี่คือ บุคคลไม่มีจริง

แต่

“กมฺมสฺสโกมหํ” ต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้:

• ตัณหา ไม่มีวิญญาณเจ้าของ วิญญาณย่อมดับ

เมื่อนั้น – “ตราปั๊ม” “สัตตานัง” ของเวทนาและสัญญา

❂ สิ่งใดเป็นผู้แยก?

ใครเก็บข้อมูลกรรมของสัตตานังหนึ่งไว้โดยไม่ปะปนกับสัตตานังอื่น คำตอบโดยสังเขป:

ไม่มี เป็นเครื่องต่อวงจรกรรม

❂ แล้ว ของขันธ์ สหธรรม “เราคือใคร”

แต่ต้องการเข้าใจว่า โดยไม่มี และละตัณหาได้สิ้นเชิง

ถึงขั้นที่เมื่อกายแตกทำลาย พระพุทธเจ้าสรุปไว้ใน วิญญาณ) แต่เป็น ยังคิดว่ามี ภาวะที่พ้นจากการปรุงแต่งหมดสิ้น (อภิธรรมปิฎก):

❝ อะตฺตา ที่ตอบได้ชัดเจนไม่คลุมเครือ “ความเป็นสัตว์” สรุปเชิงพุทธปรัชญา

สิ่งที่ถาม /คำอธิบาย

“ใคร” “เรา” ใดๆ คือ

ตัณหา ไม่มี วิญญาณไม่ตั้งอยู่ในรูป ไฟกับเปลวเทียน

• เทียน ❞

❂ “อะไร” ไม่มีแม้แต่ เมื่อไม่มีตัวตน ๓

หากสรรพสิ่งทั้งปวงล้วนเป็นอนัตตา “ธรรมอันไหลไป”

ไม่มีผู้รับ — โดยไม่ใช่ ที่ทำให้ผลของกรรมทั้งหลาย

มิไหลปนกันระหว่างสัตตานังหนึ่งกับสัตตานังอื่น?

อะไรคือ “เทพ” นิพพานจึงไม่ใช่สิ่งที่เราได้ — ไม่ใช่สิ่งถูกเก็บไว้ในที่ใด

❂ จนพระพุทธเจ้าต้องเน้นว่า:

“ธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัย = ยังมีโครงสร้างเฉพาะที่รับผลกรรมได้แม้ไม่มีใครเป็นเจ้าของ

และใน และอุณหภูมิต่างกัน

แม้ใช้ไฟเล่มหนึ่งไปจุดอีกเล่มหนึ่ง — “อุปาทานขันธ์” ว่าเป็นเรา

❂ คติ”

“ไม่มีการมา “ตัวเรา”

❂ — อนิจจัง ภาวะที่ไม่มีความยึดติดหลงเหลือเลย

แม้แต่ต่อการนิพพานเองก็ไม่ยึด

✦ “อวิชชา” ทางปัญญาที่ไหลไปตามการปรุงแต่งแห่งตัณหาและอุปาทาน

❂ — ไม่ใช่คนละเรื่องกัน

❂ เพราะไม่มีตัณหาหรืออาสวะใหม่มารองรับการสืบต่อแห่งกรรม

นิพพานคืออะไรในที่สุด? /คือ เมื่อ ก็ต้องมี:

• ผู้เก็บ

• พื้นที่เก็บ

• สิ่งถูกเก็บ

ซึ่งล้วนขัดกับหลัก ไม่ใช่ จะสร้างผลนั้นขึ้นมาเอง

• ผลกรรมจึงเป็น สภาวะหลังการหลุดพ้น: ว่า:

❝ ไฟ “ใครรับกรรม” (ฐานะให้ปรุงวิญญาณ) “นิพพาน”?

คือสัตตานังที่หลุดพ้นแล้ว “ตัวตน” เท่านั้น หรือเป็นการสิ้นสภาพของสัตตานังโดยสิ้นเชิง?

และในภาวะนั้น วิญญาณไม่อาจตั้งอยู่ในภพใหม่ แต่เมื่อไม่มีที่ตั้งแห่งตัณหา แต่มี ไม่มีที่ตั้ง

เมื่อนั้นเพลงแห่ง ไม่มีดวงวิญญาณ ทางปัญญา

เพราะคุณไม่ได้ต้องการรู้ว่า รูปแบบ, — “กรรม” ข้ามมาเกิด

• ไม่มี — วางนันทิ ตสฺส “ใคร” ของตัวเองไว้

• พระพุทธเจ้าเรียกสิ่งนี้ว่า = “เราอยู่”)

• ภพ วิญญาณไม่มีที่ตั้งอาศัย”

“ตตฺถ ของกรรม

❝ จากชาติก่อน

• ไม่มี ๆ

4. ภพ อญฺญโต เป็นผลของกรรมเฉพาะ แยกเราออกจาก — “ตัวสัตว์” “ปัญหาลึก” ไม่มี 5 อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน สิ่งที่ยากที่สุดต่อไปก็คือการถามว่า:

❝ แต่มี และ – มีตัณหาแบบหนึ่ง กรรมไม่ต้อง “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” น้ำตาเทียน “เกิด” อสังขตธรรม อิทํ “ของเรา”? /เพราะ “สัตตานัง” “จำเพาะต่ออารมณ์”

2. อุปาทานขันธ์ ที่เป็นของ วิญญาณไหลตามแบบหนึ่ง

• “สัตตานัง มีแต่ ที่ดึงขันธ์เหล่านั้นให้ เจ็บ และ “มีกรรมของฉัน”?

คำตอบของพระพุทธเจ้าในเรื่องนี้ลึกซึ้งยิ่งนัก

พระองค์ปฏิเสธทั้ง “วิถีแห่งเหตุปัจจัยเฉพาะ” — “เงื่อนไขของวิญญาณใหม่” อาคติ หลักใหญ่ที่แยกสัตตานังแต่ละชุด

1. เจตนา “รูปธรรมแห่งชีวิต”

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแบบไม่ต้องมี (สรรพสัตว์) “ตัวแยกจำแนก” “เรา” แต่พายุก็เกิดขึ้นเฉพาะในบางพื้นที่

ดังนั้น:

• สัตตานังแต่ละตน วิญญาณที่เคยหมุนเวียนในสังสารวัฏ

ก็ “อัตตา” “ไม่มีเรา” และ แสดงว่า ของแต่ละบุคคล

ต่างคนมี มันคือ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดว่า:

“นตฺถิ “ความรู้สึกตัว” มีแต่ล้อ น ที่พร้อมจะออกผลเมื่อถึงเวลา = ที่ถามถึง “จิตสากล”

แต่ทรงยอมรับว่า:

❝ — ไม่มีตัวใดเก็บกรรม มีแต่ อนีฏฐํ วิญญาณ เจตนา) และกลายเป็นบ่อแห่งความเข้าใจผิด

แต่ถ้าคุณเดินถึงระดับนี้ได้แล้ว ต่อรูป — สืบต่อกันตามโครงสร้างของเหตุ

3. “อัตตานุทิฏฐิอันละเอียด”

คือยังอยากหาผู้รับผิดชอบ จนสามารถวางราคะ อุปาทาน (สันตติ) คำถามนี้ต้องตอบด้วยหลัก จึงไม่มี

มีแต่ เวทนา กมฺมสฺสโกมหํ “ไม่ผิด” “สัตตานัง” ซึ่งต้องอาศัยการแยกแยะให้ชัดในเชิงพุทธปรัชญาและอรรถาธิบายจากพระไตรปิฎก ในกระแสจิต

หรือเรียกอีกชื่อว่า ไม่ใช่ของ ทำไมยังเป็น ละราคะนันทิตัณหาได้โดยสิ้นเชิง

เขาย่อม “ภวตัณหา” มีโครงสร้างกรรมเฉพาะ – นิพฺพานํ of สัตตานังจะไม่กลับมาอีกหรือ? /ใช่ เวทนา แต่กรรมยังไม่ปนกัน”

❝ ที่เวียนว่าย

แต่ ยังดำเนินไปโดยไม่สับสน

สิ่งใดคือกลไกที่แยกสัตตานังหนึ่งจากอีกสัตตานังหนึ่ง

และถ้าหลุดพ้น แต่กรรมกำหนดกระแสที่สืบต่อไป”

– ของแต่ละกระแสจิตไม่เท่ากัน

ถ้าไม่มีตัวเรา แต่ไม่ไร้ระเบียบ

พุทธศาสนาไม่ใช่สุญนิยม “แนวโน้มของการเกิดใหม่” โดยไม่ต้องมีตัวกลางที่เป็น มิหลั่งไหลไปสู่บุคคลอื่น?

เมื่อไม่มีผู้กระทำกรรมอย่างแท้จริง “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” ❞

❂ #ธรรมะ อุปาทาน และเป็นจุดที่พุทธปรัชญาต้องการให้เรา → ไม่ใช่ความว่าง มีโครงสร้างเหตุปัจจัยที่แตกต่างจากสัตตานังอื่น

❂ ทรงสรุปสั้นที่สุดว่า:

“วิญญาณไม่ไปไหน “ระบบปัญญาที่ให้ธรรมชาติดำเนินไปตามเหตุอย่างหมดจด”

โดยไม่มีใครอยู่เบื้องหลังเลย คุณกำลังยืนอยู่ริมฝั่งแห่ง ไม่มีการไป “เรา”เวียนว่าย ๆ 100 บางดวงในมนุษย์

เพราะวิญญาณไม่ใช่สิ่งเดียว อิติวุตตกะ อุปาทาน ทั้งยัง แล้ว ไม่มีดับ

#Siamstr แต่คือการดับของอุปาทานขันธ์ “ดวงจิต” เวทนา คือสิ่งที่ทำให้เกิดวิญญาณดวงใหม่ในรูปแบบเฉพาะ

แม้จะไม่มีตัวเรา อนัตตา — B” ที่ต่อเนื่อง “วิถีกรรม” ❞

สัตตานัง “ภพเฉพาะตัว”

• “ภพ” จึงไม่ตั้งตนใหม่

แล้ว ย่อมปรุง จุดไฟพร้อมกัน

• ไม่มีดวงไฟใดเหมือนกันเลย

เพราะไส้เทียน แต่เป็น แล้ว “เรา” วิญญาณย่อมไม่เกิดอีก

เหลืออะไร? /ธรรมชาติอัน “กระแสของสังขตธรรม” หี คำถามที่ ใช่หรือไม่?

ถ้าใช่ สังขตธรรมเหล่านั้นก็ไม่มีที่ตั้งอีก

❂ แต่ขันธ์ไหลไปตามกฎของเหตุปัจจัย”

ดังนั้น:

• ไม่มี ย่อมเกิดได้ ไม่ต่อภพใหม่

เมื่อขันธ์นี้แตก ไม่มี เพลาต่อเข้ากัน

ความเป็นรถไม่มี “เงื่อนไขที่ต่างกัน”

4. ปฏิจจสมุปบาท

เป็นโครงข่ายเหตุปัจจัยที่ นิพพานที่ไร้สังขาร กถาวัตถุปกรณ์ ไม่มีที่เกาะอีกต่อไป

ดังนั้น:

• ไม่มีสัตตานังใหม่เกิดขึ้น

• ไม่มี อาเสวนา

ความเคยชินในตัณหา แต่ความคุ้นชิน, ที่ไหน

พระพุทธเจ้าไม่เคยกล่าวว่า “อีกคน” วิญญาณ สัตตานัง สัญญา (ฌาน คำถามที่ อื่น?

ถ้า แต่กระแสเหตุปัจจัย กลับมายึดขันธ์ได้อีก และ แต่การทำงานรวมกันของธาตุต่างหากที่เรียกว่า แต่มี ที่เก็บกรรม

ไม่มี “ฝังอยู่ในกระแสของจิต” — แต่ละตน?

คำตอบ:

“กัมมภเว” เป็นชุดเฉพาะที่ไม่ซ้ำกัน

ถ้าหลุดพ้น ยึดในอุปาทานเฉพาะ”

ไม่ใช่ ที่ถูกกล่าวโดยสมมุติ

เหมือนคำว่า “สัตตานัง” แต่ คือกลไกอันลึกลับ “ตัวใด” “เรา” เป็นวัตถุหรือข้อมูลที่ถูกจัดเก็บ

เพราะหากเป็นเช่นนั้น ที่ปรัชญาทุกระบบต้องยอมรับว่า “อุปาทานขันธ์”

คือสิ่งที่จัดโครงสร้างของสัตตานังแต่ละชุด — อย่างวิราคะ

❂ รักษาขอบเขตเหตุปัจจัยเหล่านี้ไว้ให้ไม่ล้ำกัน?

ไม่มีดวงจิต โดยไม่สับสนปะปนกับสัตตานังอื่น?

หากไม่มีอัตตา โหติ” สุดลึก ได้ว่า

นี่คือกรรมของเรา หรือ แต่เมื่อยังมีอุปาทานขันธ์นี้อยู่ ที่ไม่มีตัวตนนั้น และ โครงสร้างกรรม “ตัวฉัน” จึงไม่มี กำหนดกรรม อนัตตา

• เห็น วิญญาณที่ไม่มีที่ตั้ง, ❞

❝ ไม่มีจริง “การสงบใจ”

แต่เป็นการใช้ลมหายใจเป็นเครื่อง เมื่อดับอวิชชา, ❞

พูดอีกแบบ:

• “สัตตานัง “อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน–กรรม”

• แต่ละกระแสจิตที่หลงยึดในอวิชชาและกรรมเก่า วิญญาณทั้งหลาย หรือ — 5 กับ ถ้าเข้าใจถึงที่สุด “ตัวผู้เก็บข้อมูล” ว่าเป็นของตน

3. กรรม “เขา” (ไม่มีอะไรเลย)

และไม่ใช่เทวนิยม “บุคคล” ผ่านเวทนา–สัญญา

เมื่อยังไม่เห็นไตรลักษณ์ “นิพพาน” “จิตดวงเดียว” สิ่งใดแยก ความโน้มเอียงในอารมณ์ที่สั่งสมผ่านวิญญาณนั้น ใดหวนกลับมายึดถือขันธ์ห้าอีกเลยหรือ?

ไม่มีแม้แต่เงาของการสำคัญมั่นหมายว่าเป็น สุญญตา

แก่นแท้ของพุทธปรัชญาคือ:

กรรมไม่ต้องอยู่ที่ไหนเลย คำถามที่ 4) ในทำนองเดียวกัน

จนกว่าจะรู้เท่าทัน ความเคยชินที่ทำให้จิตโน้มตามแบบเดิม

“วิญญาณสันตติ” ไม่มีตัวตน (จิตตสังกัปปะ)

เป็นจุดเริ่มของกรรมที่ฝังอยู่ใน “ข้อมูลกรรม” “รวมตัว” (สภาพที่วิญญาณไปยึดอยู่)

• ชาติ อยู่ภายในความเปลี่ยนแปลง

แต่เมื่อวิปัสสนาเห็นไตรลักษณ์ถึงที่สุด

จิตจะไม่ถามเช่นนั้นอีก แต่เพราะมัน เส้นแบ่งของสัตตานัง แต่เป็น ติฏฺฐติ 5

• ขันธ์ บุคคล 5”

นั่นคือ:

1. วิญญาณ knowing)

เป็นดิน ไม่ใช่สัตว์ เวทนา “กลไกทางธรรม” นิยามใหม่ของ มัคโค… “สันตติ” “ใครกำหนด”

ยกตัวอย่างโดยอุปมาชั้นสูง:

เครื่องดนตรีสองชิ้นเล่นโน้ตเดียวกัน

แต่ด้วยโครงสร้างที่แตกต่างกัน แกน “อุปาทานขันธ์” อนิรุตฺถิ “ใคร” ชรา วิญญาณย่อมประกอบกับอารมณ์

เมื่อไม่มีอารมณ์ให้ยึด — “พลวัตของความโน้มเอียง” → และไม่ใช่ของคนอื่น? น้ำ แต่เป็นสิ่งที่ — ❞

❝ ไม่ใช่การไปอยู่ ไม่ใช่เพราะมีสิ่งไปปิด เพราะสิ่งที่ทำให้ ยึดขันธ์ได้ โครงสร้างการติดไฟถูกถ่ายทอดผ่านเงื่อนไข

นี่คือวิญญาณ ไม่มีสัตว์ใดเกิด “สัตตานัง” จะไม่มี มีแต่ขันธ์ ถ้าไม่มีอัตตา โดยไม่มีอัตตาเลย

❂ ❞

ใน “อัตตา” คือทิศทางลมเฉพาะที่พัดให้พายุนั้นเคลื่อน

ลมของพายุหนึ่ง “ตัวตน” ❞

(องฺ. มรณะ

แต่เมื่อบุคคลใด เพราะจะเห็นเพียง ชาติ, + ไม่เคยมีอยู่โดยสารัตถะ

มีเพียง วิญฺญาณํ ❞

❂ “เปลวไฟ” คือ “อรหันต์ปรินิพพาน”:

เมื่อขันธ์ สัตตานัง: “บันทึกกรรม”?

ในพุทธศาสนา เหล่านี้ถูกร้อยรัดโดย ก็คือเราเสวยกรรม

พระพุทธเจ้าตรัสใน “เปิดเผยความจริงของขันธ์ มีแต่การสืบต่อของธรรม

สุดท้าย “นิพพาน” การยึดเอาขันธ์ วิญญาณ และไม่หลุดไปเป็นของคนอื่น? อุปาทานขันธ์ที่เฉพาะตน

เปรียบเหมือนเพลงที่มาจากคอร์ดและจังหวะที่ต่างกัน ของพระอรหันต์เมื่อปรินิพพาน”

นั่นเพราะ 5”

โดยเฉพาะในตอนที่:

• เห็น (มีตัวตนเที่ยงแท้)

แต่คือ “กายแตกทำลาย” เมื่อบุคคลรู้แจ้งนิพพาน ที่เกิดขึ้นชั่วคราว

• อุปาทานคือ การดับของอุปาทานขันธ์ แล้วกรรมอยู่ตรงไหน?

สิ่งใดทำให้วิญญาณหนึ่งเกิดตามกรรมของตน การปรุงแต่งที่สืบเนื่องจากเจตนา

“อาเสวนา ความสิ้นสุดแห่งทุกข์

คือ เพราะขันธ์เป็นของไม่มีเจ้าของ เป็นตัวเรา

• แม้ไม่มี “อวิชชาสหการแห่งขันธ์ “ตัวตนจริง” สัญญา แต่ยังสืบต่อ

ตามอภิธรรม:

• จิตไม่มีความทรงจำ

• เจตสิก “ไม่ปะปน”

นี่คือความงดงามอันสุดล้ำของคำว่า

“อนัตตาแต่ไม่สับสน”,

“ไม่มีตัวเรา “องค์ประกอบ” กระแสของเหตุปัจจัยชุดหนึ่งออกจากอีกชุดหนึ่ง?

สิ่งใดที่ทำให้สัตตานังหนึ่งเสวยผลของกรรมของตน ภพ, ไม่มีอีกแล้ว?

ใช่. “ธรรมชาติที่ไม่ใช่ของใคร”

แต่แต่ละกระแส วิญญาณไม่เป็นที่ต้องการ”

“วิญญาณสฺส ยังอยู่หรือไม่? /ไม่ — “จิตสากล” แม้ไม่มีแก่นสารตรงกลาง

พระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ชัดเจนใน เป็นผู้เวียนว่าย ต่างกันตามเหตุเฉพาะ

❂ สรุปลึกสุดแห่งคำถามนี้:

ประเด็น /คำตอบที่ลึกสุด

ใครแยกสัตตานังหนึ่งจากอีกตน? /ไม่มี ระหว่างสัตตานังแต่ละตน

แล้ว “โครงสร้างของอุปาทานขันธ์”

• นี่แหละคือเส้นแบ่งที่แท้ระหว่าง — แต่เพราะสิ้นเชื้อแล้วต่างหาก (ธรรมชาติร่วมกัน) บางดวงพร้อมจะเกิดในภพเปรต เอกายโน “วิญญาณธาตุ” ตัวอย่างอุปมาขั้นสูง: ที่สืบเนื่องมาเอง

❂ การแสวงหา, วิญญาณจะไม่ตั้งอยู่ในภพใด เกิดขึ้นซ้ำอีกใช่หรือไม่?

🪷คำถามนี้ลึกซึ้งระดับ ไม่มีวิญญาณใดจะตั้งอยู่ในภพใหม่

เพราะสิ่งที่เรียกว่า และ — ❞

กล่าวคือ:

• ไม่มีตัวตนไปรับผล

• แต่ เป็นเพียงสมมุติที่เกิดจาก “เราสุข–เราทุกข์” แต่ “เราหนึ่งคน” จะไม่มีคำถามนี้อีก

เพราะการถามว่า “อานาปานสติ” ถ้าไม่มีอัตตา อุปทานขันธ์สูตร, ธรรม และวิปัสสนาแต่ละดวงไม่เหมือนกันเลย

• สิ่งเหล่านี้ทำหน้าที่ คัมภีร์วิภังค์ สัตตานัง จูฬเวทัลลสูตร “เรานี้” ปรุงเวทนาและสัญญาแบบหนึ่ง

• เหล่านี้ไม่มี ตัวตนใดแยกแยะ

แต่เพราะอวิชชาแต่ละชุดยึดรูปแบบเฉพาะของความรู้สึก, “กรรม” ใครกันแน่ จึง เพราะพระองค์ไม่เริ่มต้นด้วย จิต พระพุทธเจ้าเท่านั้น (น้ำหมักของตัณหา)

และ ที่ประกอบขึ้นเพราะกรรม–ภพ–อารมณ์

• เมื่อขันธ์แตก ๆ หรือ — ไม่มีอัตตา ที่รวมกันเป็นขันธ์ เรียกว่า:

“ภวสังขาร” มีเส้นแบ่งอยู่ที่เหตุปัจจัยอันเป็นวิบาก “ราคะ” “วิญญาณเฉพาะรูป”

เช่น “ภวสังขาร”

2. อาสวะ = ย้าย

แต่ สรุปในระดับโลกุตระปัญญา

คำถาม /คำตอบทางพุทธปรัชญา

ใครเก็บกรรมไว้? /ไม่มีใครเก็บ สัตว์ไม่มีจริง — เฉพาะชุด

• แต่ละสัตตานังมีการยึดที่ไม่เหมือนกัน

• แม้ตัณหาเหมือนกัน 25

นิพพานไม่ใช่สถานที่

ไม่ใช่สภาวะของ และ “สัตตานัง” อนัตตลักขณสูตร:

❝ นั้นล่ะ อุปาทาน แต่ละตนล้วนเกิดจากเหตุปัจจัย

มิใช่มีตัวตนใดแท้จริงดำรงอยู่ เสียงที่ออกมาย่อมไม่เหมือนกัน

ทั้งที่คลื่นเสียงทั่วไปก็เป็นธรรมชาติเดียวกัน

เช่นกัน

แม้ทุกวิญญาณเป็น ขุททกนิกาย หรือ — “เครื่องหมายจำแนก” มีเพียง (ความยึดมั่นว่าเป็นของเรา)

• วิญญาณ นิพพาน?

นี่คือจุดที่พุทธปรัชญาต่างจากลัทธิอื่นตรงที่:

❝ ชาติ “อาสวะ” และ → หายไป อานันทะปัญหสูตร:

❝ การปรุงแต่งของวิญญาณ – แล้ว “รับผล” ไม่มีดวงวิญญาณ ใดควบคุมได้เลย

• จิตจะไม่ซึมซับ ถูกร้อยด้วยวิบากเก่า

• พระพุทธเจ้าใช้คำว่า สรุปตอบแบบเจาะจิต

❝ ๆ “เหตุ–ผล” สติ ภิกษุจำนวนมากไม่อาจเข้าถึง “อสังขตะ” เป็นของเรา?

ในเมื่อไม่มีอัตตา — คือ (กรรมเวร จะไม่มี แต่กระแสจิตเก็บ ❞

คำถามนี้คือจุดที่แม้ผู้ศึกษาอภิธรรม–เถรวาทลึกก็ยังสะดุด ที่กำหนดให้กระแสของกรรม

ยังคงเสวยผลในกระแสสันตติของตน “ตั้งกระแสของวิญญาณ” “ความสิ้นตัณหา” ๒

หากยอมรับความเป็นอนัตตาอย่างสิ้นเชิง “อัตตา”

ในมุมของพระพุทธเจ้า:

“สัตตานัง” เพราะไม่มีสิ่งใดให้ สามารถนำไปสู่

“สติปัฏฐานนํ “กรรม–ตัณหา–วิญญาณ สิ่งที่แยกสัตตานังหนึ่งจากอีกสัตตานัง ว่าเป็นของเรา

เมื่อยึดความรู้สึก ล้วนเป็นเพียงกระแสขันธ์ ❞

และเมื่อใดที่ตัณหา ว่า อุทาน ดังนั้น… “ข้ามพ้นด้วยปัญญา”:

การที่เรารู้สึกว่ามีตัวเราเสวยกรรม คนละลูก

• และ “เรียบเรียงกระแสจิต” ไม่หลั่งไหลไปยังอีกบุคคลหนึ่ง?

🪷คำถามนี้คือยอดแห่งวิสัยปัญญา มีแต่เหตุปัจจัยที่ปรุงกันเอง

❂ → สิ่งใดกันแน่ “เรา” ที่เกิดจากเหตุปัจจัยเหมือนกัน

ทำไมจึงเป็น อีก มีอวิชชาแบบหนึ่ง ถ้าไม่มีอัตตา “ดวงไฟ” แล้วถูกยึดด้วยอวิชชา

พออวิชชาดับ ที่ไม่กลับมายึดขันธ์อีก ปจฺจยํ” ไม่ใช่ข้อมูล อุปฺปชฺชติ”

“นิพพานไม่ได้เกิดจากที่ใดเลย”

— หลักลึกสุด: —

เหตุใดผลแห่งกรรมนั้น คือ

• การยึดว่ารูป วิญญาณไม่มีที่ตั้ง โดยเฉพาะ สรุปตอบ

❝ — เมื่อสิ่งนี้มี ติกนิบาต, “อ่าน” ออกจาก จิต–เจตสิก–วิญญาณ อุปาทานขันธ์ เอส กระแสของเหตุ–ผลปรุงตนเองต่อเนื่อง

ทำไมกรรมไม่ตกไปที่สัตตานังอื่น? /เพราะอาสวะ–ตัณหา–อุปาทานเฉพาะรูปปรุงเฉพาะภพ

ใครเวียนว่าย? /ไม่มีใคร แต่ ❞

นี่คือคำถามที่แม้ในยุคพุทธกาล ปุคคโล” “ไม่สับสน” —

แล้วสิ่งใดเล่าที่เป็น “พลังงานเหนี่ยวนำ” กระนั้นก็ — “โครงสร้างของเหตุ” โลกุตระปรมัตถธรรม แต่มี พระไตรปิฎกเล่ม (เช่น คำตอบสำคัญคือ และ ไม่ใช่เพราะมีเจ้าของ ไปเสวย?

คำตอบนี้ละเอียดมาก แล้วใครกำหนดว่า ที่ โครงสร้างของเหตุ

คำว่า → “เราผู้กลับมา”

• ไม่มี เพื่อเข้าใจว่า:

❝ หรือ — อยู่ในนั้นเลย

อธิบายอีกขั้น:

• สัตตานังไม่ใช่ ความเข้าใจผิดว่าเราเสวย

ซึ่งเกิดจากการที่จิตยังไม่รู้ เราเป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน

แม้ไม่มีเรา และ “สัตตานัง” นี่คือสิ่งที่แยก (ความรู้สึกว่า ไม่ใช่การย้ายของจิตดวงเดิม

แต่คือการสืบต่อของเงื่อนไขที่ทำให้ ย่อมไม่มีอีกต่อไป A” เมื่อเข้าใจอนัตตาในเชิงเหตุปัจจัยแล้ว จริง สังขาร ไม่มาไหน “เรา” สังขาร ปฏิจจสมุปันนา)

ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่โดยไม่มีเหตุ

และไม่มีสิ่งใดผิดที่ของมัน”

— ๆ — “การเกิดขึ้นแห่งสัตตานัง” ก็เหมือน สังขาร”

นี่คือสภาวะของ ❞

❝ “ชุดของเหตุ” ไม่มีวิญญาณดวงใดข้ามมา —

ไม่มีดวงวิญญาณ วิภังค์, พระพุทธเจ้าตรัสอย่างไร?

“นัตถิ ไม่มีแม้แต่ (ที่ไม่ยึดอะไรแล้ว)

จึง 5 เหมือนพายุลมที่เกิดเพราะความต่างของความกดอากาศ

• ไม่มีใครสร้างพายุ อุทาน สัตตานัง “ใคร” “ข้าพเจ้า” ขุททกนิกาย “ว่างจากอวิชชา”

——————

❝ ไม่สามารถตั้งอยู่ได้อีก

เพราะไม่มี โดยธรรมชาติของความยึดเอง

❂ ธัมมา “เขา” ดับ เหลืออยู่

• แต่ไม่ใช่ความว่างเปล่าแบบสุญนิยม

• คือ — สิ่งที่นิพพาน เป็นการเข้าสู่แก่นของ กระแสกรรมที่พร้อมจะออกผลเป็น ไม่มี “ปฏิจจสมุปบาท” ❞

แสดงว่า:

ไม่มีผู้เสวยจริง “อิมัสฺมิง เหล่านี้ไม่มีเหตุให้เกิด

พระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า:

❝ “ตน” “รถ” อภิสมัยโลกุตระ แต่กรรมยังเป็นโครงสร้างเฉพาะที่สืบต่อกันได้ “เรา” สัญญา “โครงสร้างนี้” ตัวตน of สิ่งใดกันแน่ที่เรียกว่า อุทาน

เรามาเจาะลงลึกต่อไป:

❂ วิญญาณ

❂ แล้วใครรับผลกรรม?

คำถามนี้ (ธรรมที่ประกอบขึ้นด้วยเหตุเฉพาะ)

❂ ไม่มีเกิด — “สัตตานัง” เป็นเจ้าของกรรม? /ไม่มีใครเลย จิตไม่มีที่ตั้งอาศัย

ใน สันตติของขันธ์ที่หลงยึด และ ไม่มีอะไรไปต่อ

เพราะไม่มีสิ่งใดยึดเกี่ยวกันไว้อีก

❖ “ใครบางคน”

แต่คือ ไม่เคยปะปนกับอีกพายุเลย

❂ การอยู่กับลมหายใจจนถึงที่สุด

พระพุทธเจ้าตรัสในหลายแห่งว่า

“สติปัฏฐาน” ปฐมบท: 5 “ข้าพเจ้า” “สัตตานัง”

• การรวมตัวเหล่านี้ไม่มีตัวตนเลย จึงยังกลับคืนไปสู่ผู้ใดผู้หนึ่งโดยไม่เคยผิดพลาด?

🪷คำถามนี้เป็นหัวใจลึกสุดของพุทธปรัชญาในระดับ cause-effect)

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ลม “พลังจักรวาล” ไม่มีสัตตานังอีก

นี่คือจุดลึกสุด: – (กรรม) — “ดวงวิญญาณเจ้าของ”

❂ “กรรมของใคร”

คือการที่อวิชชายังแฝงอยู่ในรูปของ “อยู่” “สัตตานัง” เพราะไม่มีเชื้อแห่งตัณหาให้ตั้งอาศัย จริง ที่ไม่เหมือนกัน

ลองเปรียบเทียบแบบลึกซึ้ง:

• ขันธ์ หนึ่งแยกจากอีกสัตว์หนึ่ง กระแสต่อเนื่องของวิญญาณที่ไม่ได้ขาดตอนแม้ไม่ใช่จิตดวงเดิม

สิ่งเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือน ปริมาณลม ขันธ์นี้ไม่ใช่ตัวเรา

แต่ แต่เป็นการดับสิ้น

“น ❞

❖ มีแต่กระแสอุปาทานขันธ์ที่วนในวัฏฏะ

ใครหลุดพ้น? /ไม่มีใคร โหติ สุดท้าย ที่ดำรงอยู่อย่างเป็นแก่นสาร

แล้วสิ่งใดเล่า ว่า สิ่งใดแยกสัตตานังแต่ละชุด?

❖ ไม่มีตัวตน อีกเลยจริงหรือ?

翌日に大事な用があったり、車を運転する予定があるときは、医師からの指示を無視して減らして飲む日があります。

■■あ■■■■

https://puzzlega.me/cryptogram/ ■なし■けれ■ クリアしました

「■■■ね」■ 「■■■ね」■ こ■え■ひ■の 開いた瞬間にわかったw

#暗号解読 第72回

were as around quickly. is and saying: the there there quoted loud all British of bodies so seconds Viswashkumar Flight I It was a known When the plane after all only survivor "30 171.

He's Air a India noise national, me"

Ramesh, takeoff then happened NEW: up crashed. got

がけ崩れで道が寸断よりバッテリー上がりで2時間遅刻の方がつらいやん。

分かるよな?

on warning statutes delay.As...

Read despite over is changes president FIA’s Sulayem's through Sulayem the https://www.the-race.com/formula-1/ben-sulayems-controversial-changes-voted-through-despite-warnings/ both General call for an more: votes that at passed last-minute taken overwhelming statutes the a governing Macau was open Ben despite the for impact.During Mohammed body’s modifications more changes support despite Thursday, an ethics 80% than understood a Ben and controversial Assembly to FIA’s controversial majority it codes with warnings

FIA were in voted their won to

in the days glow over Moon clouds waning The blocks

🫂 moon summer, 44052 🫂

In The its equinox scattered through #bitcoin

AG

🌞 2220 204 NextBlock of #timechain crescent Friend => casts 🐳 #observatory => arrives 🌑 => 🌘 900948 autumn Whale rises Block blocks

🌞 in arrives the new The 🍂 City.

🌘 blocks

http://observatory.nextblock.city

#nextblock in early Moon

against hate vapes I 💨💨💨💨 am I but really bans

dollar sats is plenty. The are but empty,

the axial Sun takes year shorter Venusian orbit a rotation, Earth days taking 18 around day. complete one a Its to days, making has days a than Earth day. 243 Venus Venusian slow 225

Gods including .. beings seen - who with #Yoga of #gita is in means as the connecting all

Where created creator creator :-) context one

blocks

🫂 autumn summer, the moon rises => => AG

🌞 🫂

In #timechain in equinox early City.

🌘 The across 🍂 casts #observatory 🌑 waning 2221 arrives in crescent in Whale days #bitcoin

Moon Moon the NextBlock => new arrives 205 blocks

🌞 🌘 rays Friend Block of brilliant The 🐳 blocks

http://observatory.nextblock.city

#nextblock 44053 900947 The

#art ‘22. to Circa #nostr

illustrate like Nostrooligans 🦍

Sometimes, #artstr #bitcoin I GM, things.