THE BITCOIN STANDARD
ของมัน และจะทำการวิเคราะห์แนวทางการใช้งานบิตคอยน์ในฐานะของ เงินที่มั่นคง โดยจะพูดถึงบางกรณีที่บิตคอยน์ยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้ดี นัก รวมไปถึงการพูดคุยถึงข้อที่ผู้คนส่วนมากยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ ปิดคอยน์
หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นมาเพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจถึงกลไกทาง เศรษฐศาสตร์ของบิตคอยน์ และเพื่อให้เข้าใจได้ว่ามันนำเอาแนวทางการ แก้ปัญหาของเงินในประวัติศาสตร์มาสู่รูปแบบดิจิทัลได้อย่างไร หนังสือ เล่มนี้ไม่ใช่คำโฆษณาเชิญชวนให้ผู้อ่านทำการซื้อหรือลงทุนในสกุลเงิน ปิดคอยน์แต่อย่างใด ตรงกันข้าม มูลค่าของบิตคอยน์ยังมีแนวโน้มที่จะมี ความผันผวนสูงอย่างน้อยก็อีกระยะหนึ่ง โครงข่ายบิตคอยน์อาจประสบ ความสำเร็จหรือล้มเหลวด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตามทั้งที่คาดการณ์ได้และ คาดการณ์ไม่ได้ และการใช้งานบิตคอยน์ยังต้องการความเชี่ยวชาญ ทางด้านเทคนิค และเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่ทำให้มันไม่เหมาะสมสำหรับ หลายๆ คน หนังสือเล่มนี้ไม่มีการให้คำแนะนำทางการลงทุน แต่มี เป้าหมายที่จะช่วยสร้างความกระจ่างชัดถึงคุณสมบัติทางเศรษฐศาสตร์ ของโครงข่ายบิตคอยน์และการทำงานของมัน เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจถึง บิตคอยน์อย่างถ่องแท้ก่อนที่จะตัดสินใจว่าต้องการที่จะใช้มันหรือไม่
โครก็ตามที่จะพิจารณาใช้งานบิตคอยน์เพื่อเก็บรักษามูลค่าใดๆ ควรจะมีความเข้าใจถึงประเด็นข้างต้น และควรทำการศึกษาถึงกระบวนการ และแนวทางปฏิบัติสำหรับการเป็นเจ้าของและการเก็บรักษาบิตคอยน์อย่าง ถ่องแท้เสียก่อน แม้มูลค่าตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นของบิตคอยน์อาจทำให้มันดู เหมือนเป็นการตัดสินใจในการลงทุนอันง่ายดาย แต่การพิจารณาถึง เหตุการณ์ การแฮก การโจมตี การหลอกลวง และความล้มเหลวของระบบ
24
บทน่า
ทำให้เราสามารถแยกแยะส่วนที่เป็นสาระสำคัญในเชิงปฏิบัติการออกจาก คุณลักษณะที่อาจเป็นส่วนประกอบที่ไม่สำคัญ ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือ เป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น การทำความเข้าใจถึงปัญหาที่เงินพยายามจะ แก้ไขทำให้เราสามารถที่จะเกิดความเข้าใจอย่างกระจ่างชัดว่าสิ่งใดทำให้ เงินสามารถกลายเป็นเงินที่มั่นคงหรือเงินไม่มั่นคงได้ และทำให้เราสามารถ นำเอากรอบทางความคิดนั้นมาใช้ในการทำความเข้าใจว่าเพราะเหตุใด สินค้าบางชนิด เช่น เปลือกหอย ลูกปัด โลหะหรือเงินของรัฐบาล จึงสามารถ ทำหน้าที่เป็นเงินได้ และเหตุใดสินค้าเหล่านั้นจึงล้มเหลวในการทำหน้าที่ เป็นเงินหรือในการทำหน้าที่เป็นหน่วยเก็บรักษามูลค่าของสังคมเพื่อนำมา ใช้ในการแลกเปลี่ยนได้
ส่วนที่สองของหนังสือจะกล่าวถึงผลกระทบของเงินที่มั่นคงและเงินที่ ส่วนที่สอง ไม่มั่นคงทั้งในระดับบุคคล สังคม และโลกในช่วงเวลาตลอดประวัติศาสตร์ ที่ผ่านมา เงินที่มั่นคงทำให้ผู้คนสามารถที่จะคิดการณ์ไกลและเก็บออมเพื่อ นำมาลงทุนเพื่ออนาคตได้มากขึ้น การเก็บออมและการลงทุนคือกุญแจ สำคัญสำหรับการสั่งสมทุนทรัพย์และการพัฒนาอารยธรรมของมนุษยชาติ เงินคือระบบการสื่อสารข้อมูลและระบบการวัดมูลค่าของระบบเศรษฐกิจ และเงินที่มั่นคงคือสิ่งที่ทำให้การค้า การลงทุน และการริเริ่มกิจการ สามารถดำเนินไปได้บนพื้นฐานที่มั่นคง ในขณะที่เงินที่ไม่มั่นคงกลับทำให้ กระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้เกิดความสับสนวุ่นวาย เงินที่มั่นคงยังเป็นปัจจัย สำคัญของสังคมที่เสรีเนื่องจากสามารถเป็นเกราะกำบังรัฐบาลเผด็จการ ผู้ฉ้อฉลได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
ส่วนที่สามของหนังสืออธิบายถึงกระบวนการการทำงานของระบบ โครงข่ายบิตคอยน์และคุณลักษณะที่เป็นจุดเด่นสำคัญในเชิงเศรษฐศาสตร์
23
THE BITCOIN STANDARD
ทั้งหมด สิ่งนี้ทำให้บิตคอยน์เป็นกรณีตัวอย่างกรณีแรกของ (digital cash) และ เงินดิจิทัลสร้างยาก (digital hard money) สา เงินสดดิจิทั ใช้งานได้อย่างน่าเชื่อถือ
แม้ว่าบิตคอยน์จะเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดขึ้นใหม่ในยุคดิจิทัล ที่มันเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ไขกลับเป็นปัญหาที่มีอายุยาวนานเทียบเท่ากับชา ซึ่งก็คือโจทย์ปัญหาในการสร้างเงินที่อยู่ภายได้ การควบคุมของผู้เป็นเจ้าของเงินโดยสมบูรณ์ และมีแนวโน้มที่จะสามารถ หนังสือเล่มนี้นำเสนอ ต้นกำเนิดของปัญหาเหล่านี้บนพื้นฐานจากการศึกษาเทคโนโลยีและปัญหา ทางเศรษฐศาสตร์ต่าง ๆ ที่บิตคอยน์สามารถแก้ไขได้ รวมไปถึงแนวทาง การแก้ปัญหาในรูปแบบต่าง ๆ ที่สังคมได้นำมาใช้ในแต่ละยุคสมัยของ ประวัติศาสตร์ บทสรุปของผมอาจสร้างความประหลาดใจให้กับผู้ที่คิดว่า บิตคอยน์เป็นเรื่องหลอกลวง หรือเป็นเพียงกลลวงของเหล่านักเก็งกำไร และผู้สนับสนุนที่ต้องการล่อลวงผู้คนมาเพื่อหวังผลกำไรระยะสั้น แท้จริง แล้วบิตคอยน์คือการพัฒนาต่อยอดจากแนวทางการสร้าง “หน่วยเก็บรักษา มูลค่า" ที่ดีในอดีต และความเหมาะสมในการเป็นเงินที่มั่นคงแห่งยุคดิจิทัล อาจทำให้ผู้ต่อต้านมันต้องตกตะลึง
ประวัติศาสตร์สามารถเป็นลางบอกเหตุได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป โดยเฉพาะเมื่อเราพิจารณามันอย่างใกล้ชิด และเวลาจะเป็นผู้ตัดสินก บทสรุปของหนังสือเล่มนี้จะเป็นจริงเพียงใด โดยในส่วนแรกจำเป็นที่จะต้อง อธิบายถึงเงินทั้งในแง่บทบาทหน้าที่และคุณสมบัติ ในฐานะที่เป็น นักเศรษฐศาสตร์ที่มีพื้นฐานทางวิศวกรรม ผมมักจะพยายามทำความเข้าใจ เทคโนโลยีผ่านการทำความเข้าใจปัญหาที่มันเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ไข ซึ่งในน
22
GM & HNY
อยากกินหนมก็ต้องซื้อเอาเองนะจ๊ะ
แหม..ไม่ยอมใช้เฟียตด้วย.!!
#siamstr
#toffeecakechonburi https://video.nostr.build/669f03710949a5603da1be58b4e5873fcabfddb1d336f2c9bd02e3970e32f2ce.mp4
เยี่ยมเลย
บทน่า
25 ดอลลาร์ นับเป็นครั้งแรกที่บิตคอยน์ได้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการ แลกเปลี่ยนสินค้า บิตคอยน์ต้องใช้เวลากว่า 7 เดือนในการเปลี่ยนสภาพ จากสินค้าไปเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน
ตั้งแต่นั้นมาเครือข่ายบิตคอยน์ก็เริ่มเติบโตขึ้นทั้งทางด้านจำนวนผู้ใช้ งานและปริมาณธุรกรรม รวมไปถึงกำลังการประมวลผลที่อุทิศให้กับมัน แม้ว่ามูลค่าของมันจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วสูงกว่า 7,000 ดอลลาร์ต่อ บิตคอยน์ในเดือนพฤศจิกายน 2017 หลังจากผ่านมานานถึง 8 ปี เห็น ได้ชัดว่าสิ่งประดิษฐ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เกมออนไลน์อีกต่อไป แต่มันเป็น เทคโนโลยีที่ได้ข้ามผ่านบททดสอบของตลาดและกำลังถูกใช้งานจริงอย่าง แพร่หลาย ในขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนของมันปรากฏขึ้นบนโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และเว็บไซต์ต่าง ๆ เคียงข้างกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินประจำ ชาติอื่น ๆ อยู่เป็นประจำ
พูดให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ก็คือ บิตคอยน์เป็นซอฟต์แวร์ไร้ศูนย์กลางที่ สามารถทำให้ผู้คนส่งมูลค่าถึงกันได้ผ่านสกุลเงินที่ปลอดภัยจากการ เกิดอัตราเงินเฟ้อโดยไม่ทันตั้งตัว โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยความเชื่อใจใน ตัวกลางแต่อย่างใด กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ บิตคอยน์สามารถทำหน้าที่ของ ธนาคารกลางสมัยใหม่ได้โดยอัตโนมัติในลักษณะที่คาดเดาได้ และแทบไม่ สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลยโดยการระบุหลักการทำงานต่าง ๆ ลงไป ในโค้ดที่กระจายอยู่ในกลุ่มสมาชิกโครงข่ายนับพันที่ไม่มีใครสามารถแก้ไข โค้ดได้แม้แต่น้อยหากไม่ได้รับความยินยอมอย่างเอกฉันท์จากสมาชิกอื่น ๆ
รุนแรงที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมา เงินคงคลังของเรากลายเป็นก้อนน้ำแข็งที่ กำลังละลายอย่างรวดเร็ว เราจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่างอย่างเร่งด่วนถ้า เราไม่อยากเห็นมูลค่าของเงินเหล่านั้นสูญหายไปจนไม่เหลือค่า
สิ่งนี้เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการพยายามควานหาคำตอบสำหรับ ปัญหาของเราอย่างบ้าคลั่ง ธุรกิจสมัยใหม่จะปกป้องบัญชีแสดงฐานะ การเงินของพวกเขาในสภาพแวดล้อมของเงินเฟ้อที่เงินกำลังสูญเสียอำนาจ ในการจับจ่ายของมันลงไปถึง 15% ต่อปีได้อย่างไร ในขณะที่รายได้หลัง หักภาษีจากเครื่องมือในการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลแบบเดิม ๆ แทบ จะเป็นศูนย์ การที่บริษัทสามารถสร้างกระแสเงินสดได้ 75 ล้านดอลลาร์ ต่อปี ในขณะที่มีเงินสำรองในคลังอีกกว่า 500 ล้านดอลลาร์ที่กำลังขาดทุน อำนาจการจับจ่ายลง 15% ต่อปี ก็เป็นบริษัทที่ทำลายมูลค่าของผู้ถือหุ้น ลงในอัตราเดียวกันกับที่สามารถสร้างได้ พูดง่าย ๆ ก็คือ พวกเรากำลัง พยายามกันแทบตายเพียงเพื่อที่จะรักษาสถานภาพเอาไว้ให้คงเดิม
หลังจากที่ได้พิจารณาและปฏิเสธสินทรัพย์ต่าง ๆ ทั้งเงินสด พันธบัตร อสังหาริมทรัพย์ หุ้น สินค้าอนุพันธ์ งานศิลปะ สินค้าโภคภัณฑ์ และของ สะสมแล้ว พวกเราเหลือเพียงโลหะมีค่าและคริปโทเคอร์เรนซี (Crypto- currency) เท่านั้น จุดนี้เองที่ผมได้ค้นพบหนังสือ The Bitcoin Standard ที่เขียนโดยเซเฟดีน อัมมูส (Saifedean Ammous) และหนังสือเล่มนี้เอง ที่ได้มอบมุมมองโครงสร้างทางเศรษฐศาสตร์องค์รวมที่ผมต้องการสำหรับ การตีความปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์ระดับมหภาคที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลก ของเรา บิดเบือนตลาดของเรา และกระหน่ำซัดธุรกิจกิจการต่าง ๆ
ทำให้สิ่งประดิษฐ์นี้แตกต่างจากความพยายามในการสร้างเงินสดดิจิทัล หลายต่อหลายครั้งในอดีตคือการที่มันสามารถทำงานได้จริงๆ
แม้จะเป็นการออกแบบอันชาญฉลาดและประณีต แต่มันก็ไม่มีอะไร ที่จะบ่งชี้ได้ว่าการทดลองเพี้ยนๆ นี้จะสามารถดึงดูดความสนใจโดยไม่ นอกจากกลุ่มคนที่คลั่งไคล้ในศาสตร์การเข้ารหัสจริง ๆ และมันก็เป็นเช่นนั้น อยู่หลายเดือนเมื่อมีคนเพียงไม่กี่สิบคนทั่วโลกที่มาเข้าร่วมในระบบ ทำการขุดและส่งเหรียญที่ในขณะนั้นเริ่มที่จะมีสถานะเป็นเพียงของสะสม ระหว่างกันและกัน แม้ว่ามันจะอยู่ในรูปแบบดิจิทัลก็ตาม
แต่ในเดือนตุลาคม 2009 ตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าออนไลน์ แห่งหนึ่ง” ได้ทำการขายบิตคอยน์จำนวน 5,050 บิตคอยน์เพื่อแลกกับเงิน 5.02 ดอลลาร์ ที่ราคา 1 ดอลลาร์ต่อ 1,006 บิตคอยน์ นับเป็นการบันทึก การซื้อขายแลกเปลี่ยนบิตคอยน์ด้วยเงินเป็นครั้งแรก” ราคาที่ใช้ในการ แลกเปลี่ยนคำนวณมาจากการวัดพลังงานไฟฟ้าที่จำเป็นต่อการผลิต บิตคอยน์ ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์แล้ว เหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์นี้ สามารถกล่าวได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของ บิตคอยน์เลยทีเดียว บิตคอยน์ไม่ได้เป็นเพียงเกมดิจิทัลที่มีแต่กลุ่ม นักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์กลุ่มเล็ก ๆ เล่นกันอีกต่อไป มันได้กลาย มาเป็นสินค้าที่มีราคาไปเสียแล้ว เป็นการบ่งชี้ว่ามีใครสักคนในที่สักแห่งได้ เริ่มเห็นค่าของมันขึ้นมา และในวันที่ 22 พฤษภาคม 2010 ก็มีคนอีกคนหนึ่ง จ่ายบิตคอยน์จำนวน 10,000 บิตคอยน์เพื่อซื้อพิซซ่าสองถาดมูลค่า
เครื่องดื่มกระท่อม https://mystar.co.th/v8/register?m=YnVIbUg2VStuVWxSNEttZ21KZGxqQT09
จริงๆ
#m=image%2Fjpeg&dim=534x574&blurhash=%7BMR2C%3D-l%23PbbbvSixuf9t-xBt6WER-ozbboy8wi_xvWCNdtQR*of%24%7BtQWBa%7DoyR%2BoyWBNyNHf%2BfRoLayWCa%7D%7EVIpoej%5Bn%24o2RkoMcFNIR*oLslV%5BaeWC_2NIWVoen%24aeaeafOZS4WXf6nijFWBja&x=2d14e546ab074a29498906b10381b91ae2fccc28718b7aa38b8c130d0d0d3c76
สวัสดีครับค่ำๆ
ไร้ตัวกลาง
ทำยังไง
Bnjhun

