Avatar
FaBellgas
dbdd9e75a021812c988fccd28b57f19a5022f2cc43ddaacac5cb556cd889b3f9
Proof of work, Math, Diversity and City pop.

ครั้งหนึ่งเคยรังเกียจทุนนิยม เพราะไม่เข้าใจถ่องแท้ว่าทำไมคนรวย 1% ถึงรวยเอา ๆ ทำไมคน 99% ถึงจนลง ๆ ทำไมความเหลื่อมล้ำมันถ่างกว้างขึ้น ทั้งๆที่คนส่วนใหญ่ก็ขยันทำงาน

แต่เราเข้าใจผิด เพราะเงินมันเสื่อมค่ามากกว่า 10% ต่อปี คนที่รู้จักกู้หนี้มาทำต้นทุนย่อมได้เปรียบเสมอ เพราะคน 1% เขาเล่นในระบบเฟียต แต่คน 99% เขาเล่นในระบบมาตรฐานทองคำ ทำงานได้มาเท่าไหร่ก็เก็บในแบงค์ แล้วหวังว่าเงินเหล่านั้นจะเพียงพอให้อยู่สบายตอนแก่

เราเล่นกันผิดเกม เราเลยจน ความเหลื่อมล้ำจึงกว้าง ถ้าโลกอยู่ในระบบเงินไม่เสื่อมค่า ความเหลื่อมล้ำไม่มีทางถ่างขนาดนี้

ธรรมชาติของมนุษย์เหมาะในระบบทุนนิยม (Capitalism) ไม่ใช่ “ต้นทุน” นิยม (Costlism)

#siamstr

ไหน ๆ ได้ข่าววันนี้มีคนรู้จัก Nostr เพิ่มขึ้นเหรอ อยากกดฟอล

#siamstr

Good evening,

Proof of work คำนี้ยิ่งใหญ่

การก่อกำเนิดสรรพสิ่งแและจักรวาลต้องใช้พลังงานและเวลา

จะไปข้างหน้าได้ต้องใช้พลังงานและเวลา

จะสร้างอารยธรรมและสังคมได้ต้องทำงาน

จะมั่งคั่งได้ต้องทำงาน

จะรุ่มรวยทางวัฒนธรรมต้องสั่งสมผลงานจากความหลากหลาย

การที่ Bitcoin เลือกใช้การยืนยันธุรกรรมและการมีอยู่ของเงินด้วยหลักการ PoW คือการเลือกเดิมพันกับกลไกการสร้างความเจริญก้าวหน้าที่พื้นฐานที่สุดนั่นคือ ”งาน“

มีแค่งานเท่านั้นที่จะ Keep ความเจริญก้าวหน้าไว้ได้

งานส่วนเกินที่ไม่ละลายจะทำให้เกิดการต่อยอดความก้าวหน้า เหมือน Bigbang ที่พาจักรวาลขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

ความก้าวหน้าของโลกต้อง Proof ด้วยงาน (สติปัญญา การวางแผน การลงมือ ตรวจสอบ ส่งมอบ สร้างมาตรฐาน) ไม่ใช่ Proof ด้วยกำลังทหาร นั่นคือสิ่งที่เราต้องต่อสู้

เมื่องานมันมากพอ งานมันไม่ละลาย ความหลากหลายจะก่อกำเนิด นั่นคือจุดเริ่มของ Golden age

#Siamstr

I knew it in the 25 era

I doubted it in the 12.5 era

I understood it in the 6.25 era

I continue grow with it in this 3.125 era

I hope i will live with it until the 0.00000001 era

#siamstr

วันนี้ขอนอนเร็วนะครับ จะตื่นมาเค้าดาวน์บล็อคที่ 840,000

#siamstr

Good evening,

เมื่อระบบการเงินกว่า 5000 ปี ที่ผ่านมาไม่เคยมีมาตรฐานและถูก broken the rule มาตลอดเศรษฐกิจของประชาชนและ Productivity ที่มนุษย์สร้างขึ้นก็ถูกทำให้ระเหย การสร้างสังคมที่ศิวิไลซ์ถูกทำให้สะดุด คนตัวเล็กตัวน้อยส่วนใหญ่ตายจากโดยไม่มีทรัพย์สมบัติเก็บให้รุ่นโหลน การมี Free market ที่ถูกต้องตามสันดานการสร้างอารยธรรมมนุษย์กลายเป็นการทำลายมูลค่าคนส่วนใหญ่ เพราะปลายทางคือการลู่ไปหาสันดานของคนคุมระบบเงิน

การที่เงินมัน Uncontrol จาก Free market ทำให้เกิดคนส่วนน้อย Control มัน และผู้คนต้องลำบาก

แต่ 15 ปีก่อนเป็นครั้งแรกในอารยธรรมที่ Money ถูกสร้าง Standard จากสันดานของคนๆ เดียว ถูกทำให้กฏทั้งหลายต้องถูก “Control" แก้ไขไม่ได้ ต้องถูกทำให้แคลงใจเสมอ ต้องโดน Verify แต่มันเสือก Match กับ Free market การที่กฏของเงินมีมาตรฐาน ทำให้เศรษฐกิจและ Productivity ของผู้คนถูก ”บันทึก“ ในประวัติศาสตร์ และส่งต่อไปหาชาติหน้าได้ไม่ต้องเชื่อเรื่องเวรกรรมประโลมโลก

เหลือจะเชื่อ การสร้าง Real Capital ดันเกิดจากการ Control Standard ของเงิน ที่เกิดจากคน ๆ เดียว ไม่ได้มาจากการที่ตลาดบอกว่าต้องสร้างเงินอย่างไร แต่มันกำลังจะทำให้คนทั้งโลกสั่งสมความมั่งคั่งได้ ขอบคุณครับ นายซาโตชิ

#siamstr

ลงใต้แล้ว

#siamstr

Replying to Avatar FaBellgas

Good afternoon,

“งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข”

โควทนี้ได้ยินมาตั้งแต่ยังเด็ก ไม่เคยเข้าใจความหมายที่แท้จริงจนเข้าใจว่า เงินและงานสัมพันธ์กันอย่างไรในระบบเงินที่มั่นคง

เมื่อคุณใช้พลังงานและเวลาจนได้ Output ออกมาสิ่งนั้นคือ Value และ Value นั้นสามารถถูกแปรสภาพออกมาเป็นภาชนะอะไรก็ได้ที่ตรงตามนิยาม Store of value, Medium of exchange, Unit of account เราเรียกสิ่งนั้นว่าเงิน

เมื่อเงิน = งาน = เงิน คนที่มีเงินเยอะคือคนที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีเพราะเขาสร้างแวลู่ให้ตลาด

แต่คนที่ทำให้เงินเสื่อมค่า = ลดทอนพลังงานและเวลาในภาชนะบรรจุ = ขโมยคุณค่า = ขโมยศักดิ์ศรี เกียรติ และเสรีภาพในการสร้างความมั่นคง ปลอดภัยหรือซื้อสินค้า

ไอ้พวกนั้น เลวยิ่งกว่าหมา

#siamstr

ขอโทษทาสหมาด้วยครับที่ใช้คำแรงไป อันที่จริงแล้วสุนัขไม่ควรถูกเอาไปเปรียบเทียบกับความเลวเลยด้วยซ้ำ อันนี้เป็นการพูดเร็วเกินไปของผมเอง ต้องกราบขออภัย

Good afternoon,

“งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข”

โควทนี้ได้ยินมาตั้งแต่ยังเด็ก ไม่เคยเข้าใจความหมายที่แท้จริงจนเข้าใจว่า เงินและงานสัมพันธ์กันอย่างไรในระบบเงินที่มั่นคง

เมื่อคุณใช้พลังงานและเวลาจนได้ Output ออกมาสิ่งนั้นคือ Value และ Value นั้นสามารถถูกแปรสภาพออกมาเป็นภาชนะอะไรก็ได้ที่ตรงตามนิยาม Store of value, Medium of exchange, Unit of account เราเรียกสิ่งนั้นว่าเงิน

เมื่อเงิน = งาน = เงิน คนที่มีเงินเยอะคือคนที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีเพราะเขาสร้างแวลู่ให้ตลาด

แต่คนที่ทำให้เงินเสื่อมค่า = ลดทอนพลังงานและเวลาในภาชนะบรรจุ = ขโมยคุณค่า = ขโมยศักดิ์ศรี เกียรติ และเสรีภาพในการสร้างความมั่นคง ปลอดภัยหรือซื้อสินค้า

ไอ้พวกนั้น เลวยิ่งกว่าหมา

#siamstr

ถ้าไม้บรรทัดทางการเงินมันมีมาตรฐาน

แบงค์ชาติประกาศว่าเงิน 100 บาทในตอนนี้ของคุณมีมูลค่า 80 บาทจากนโยบายอัดฉีดสภาพคล่อง ปีข้างหน้าเหลือ 75 บาทจากเงินเฟ้อ สามสิบปีข้างหน้าบอกลูกว่ามันคือ 10 บาท

คุณว่าคนตาดำ ๆ ชาวบ้านหาเช้ากินค่ำ แม่ค้าข้าวแกง ชาวนา วินมอไซ หรืออาชีพอื่น ๆ เขาจะรู้สึกอย่างไรถ้าเขาเห็นข้อเท็จจริงเรียลไทม์แบบนี้

นี่เป็นเรื่องจริงที่ทุกคนเจอ แต่จะไม่รู้จนกว่าจะเจอความจริงถีบหน้า เราเข้าใจว่าเรามีเงิน 100 บาท จนถึงวันที่เรารู้ว่าข้าวแกงที่เรากินมันเกิน 100 บาท ถึงได้เข้าใจว่า 100 บาทของเรามันไม่ได้ Appreciate ที่ 100 บาทอีกต่อไป

แต่เรามีความจริงที่จริงกว่านั้น เรียบง่ายกว่านั้น ดีกว่านั้นอยู่แล้ว ไม้บรรทัดทางการเงินจะกลับมาตรงอีกครั้ง ไม่ต้องมาหลอกว่าเรามีเงิน 100 บาทให้ชาวบ้านหลงดีใจ ผู้คนจะมีความหวังอีกครั้ง เงิน 100 ก็จะยังเป็น 100 ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี

แต่ความจริงแม่งช้า

#siamstr

Replying to Avatar FaBellgas

ถ้ามีโอกาสคุยกับบัฟเฟตในแง่ของการมอง Bitcoin ในแง่มุมเชิงธุรกิจ แล้วเปรียบ BTC เป็นบริษัทหนึ่ง อยากบอกแกว่ายังไง BTC ก็อาจเป็น Company (หุ้น) ที่ดีที่สุดในโลก

> วิสัยทัศน์และนโยบายไม่เคยเปลี่ยนตั้งแต่อดีตจนถึงอนาคต ไม่เหมือนหุ้นอื่น ๆ ที่เปลี่ยน ceo ทุกอย่างเปลี่ยน

> Process ในการผลิต Product ไม่เคยเปลี่ยนรูปแบบ ทุกอย่างคาดเดาได้

> นวัตรกรรมของ Bitcoin คือการสร้างความขาดแคลนและแก้ไขไม่ได้ ซึ่ง Bitcoin ทำได้มาตลอดและจะทำมากขึ้นต่อไป เปรียบเสมือนบริษัทที่สร้างนวัตรกรรมอยู่เสมอ

> หุ้นต้องมาคอยนั่งลุ้นว่าถ้าโรงงานระเบิด CEO คอร์รัปชั่น พนักงานไม่เก่ง Product แป้ก หรือตั้งร้านค้าผิดที่ มูลค่าหุ้นจะดิ่งไหม แต่ Bitcoin ต่อให้ pool หรือ node ระเบิด ก็ยังมีส่วนอื่นในโลกทำงาน และไม่มีผลต่อตัว BTC และกระบวนการผลิต ไม่ขึ้นกับคนในองค์กรเพราะ White paper คือคำสั่ง CEO ที่ทุกคนต้องทำตามทุกบรรทัด ไม่มีพนักงานขี้เกียจเพราะมี PoW ที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา

> พฤติกรรมของ BTC เป็นธรรมชาติ มันจะเป็นเช่นนั้นเสมอ ไม่มีความผันแปรแบบหุ้น

> เวลาผ่านไปยิ่ฝมีคนใช้สินค้ามากขึ้น ไม่มีการใช้ลดลงแบบ Product อื่นในตลาดหุ้นต่อให้มีคู่แข่งเพิ่มเข้ามา

** สิ่งเหล่านี้ทำให้ Bitcoin มีมูลค่าขึ้นมา และจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นต่อไป เพราะทุกสิ่งอย่างไม่เปลี่ยนแม้เวลาจะผ่าน ยังแต่จะมีการเพิ่มพนักงานที่ดี (PoW) การตลาดที่ดี (Layer 2,3) และผู้ใช้งานขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยซ้ำ

ใครบอก Bitcoin ไม่มีพื้นฐาน ?

#Siamstr

อ่อ รูทีนคือปิด Block ธุรกรรมได้ทุก 10 นาทีโดยเฉลี่ย นี่เป็นการทำธุรกิจที่สม่ำเสมอไม่เคยขาดตกบกพร่องมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษย์ด้วยซ้ำ

ถ้ามีโอกาสคุยกับบัฟเฟตในแง่ของการมอง Bitcoin ในแง่มุมเชิงธุรกิจ แล้วเปรียบ BTC เป็นบริษัทหนึ่ง อยากบอกแกว่ายังไง BTC ก็อาจเป็น Company (หุ้น) ที่ดีที่สุดในโลก

> วิสัยทัศน์และนโยบายไม่เคยเปลี่ยนตั้งแต่อดีตจนถึงอนาคต ไม่เหมือนหุ้นอื่น ๆ ที่เปลี่ยน ceo ทุกอย่างเปลี่ยน

> Process ในการผลิต Product ไม่เคยเปลี่ยนรูปแบบ ทุกอย่างคาดเดาได้

> นวัตรกรรมของ Bitcoin คือการสร้างความขาดแคลนและแก้ไขไม่ได้ ซึ่ง Bitcoin ทำได้มาตลอดและจะทำมากขึ้นต่อไป เปรียบเสมือนบริษัทที่สร้างนวัตรกรรมอยู่เสมอ

> หุ้นต้องมาคอยนั่งลุ้นว่าถ้าโรงงานระเบิด CEO คอร์รัปชั่น พนักงานไม่เก่ง Product แป้ก หรือตั้งร้านค้าผิดที่ มูลค่าหุ้นจะดิ่งไหม แต่ Bitcoin ต่อให้ pool หรือ node ระเบิด ก็ยังมีส่วนอื่นในโลกทำงาน และไม่มีผลต่อตัว BTC และกระบวนการผลิต ไม่ขึ้นกับคนในองค์กรเพราะ White paper คือคำสั่ง CEO ที่ทุกคนต้องทำตามทุกบรรทัด ไม่มีพนักงานขี้เกียจเพราะมี PoW ที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา

> พฤติกรรมของ BTC เป็นธรรมชาติ มันจะเป็นเช่นนั้นเสมอ ไม่มีความผันแปรแบบหุ้น

> เวลาผ่านไปยิ่ฝมีคนใช้สินค้ามากขึ้น ไม่มีการใช้ลดลงแบบ Product อื่นในตลาดหุ้นต่อให้มีคู่แข่งเพิ่มเข้ามา

** สิ่งเหล่านี้ทำให้ Bitcoin มีมูลค่าขึ้นมา และจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นต่อไป เพราะทุกสิ่งอย่างไม่เปลี่ยนแม้เวลาจะผ่าน ยังแต่จะมีการเพิ่มพนักงานที่ดี (PoW) การตลาดที่ดี (Layer 2,3) และผู้ใช้งานขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยซ้ำ

ใครบอก Bitcoin ไม่มีพื้นฐาน ?

#Siamstr

แค่โดน Reality ฟาดหน้าเขาก็บอบช้ำพอแล้วครับ อย่าถึงขั้นให้เขาต้อยต่ำไปมากกว่านี้เลยครับ

Replying to Avatar Somnuke

อัตราเงินเฟ้ออย่างน้อยๆ มันต้อง 5-10% ต่อปี และตั้งแต่ช่วงโควิดจนถึงวันนี้ อาจจะแตะ 2 หลักมาตลอดก็เป็นได้

แต่เราไม่มีวันรู้ความจริง...

เงินเฟ้อ ที่ฟังดูน่ารักมุ้งมิ้ง เหมือนท้องอืดท้องเฟ้อนี้ควรถูกเรียกใหม่ว่า "เงินเสื่อมค่า" เพราะมันคือภัยพิบัติที่ร้ายแรงที่สุด ตัวแปรหลักที่นำพามนุษยชาติถอยหลังลงคลอง

ราว 50-60 ปีก่อน แม่ผมเข้ารับราชการที่บ้านนอก รับเงินเดือนครั้งแรก 1300 บาท ข้าวจานละบาท ยังพอหากินได้ มันซื้อได้เป็นพันจาน มันกินเองเหลือๆ

รับราชการในยุคนี้ วุฒิ ป. ตรี เงินเดือน 15,000.- ข้าวจานละ 40 บาท เริ่มหายากแล้วและกินก็ไม่อิ่ม ไม่ก็อิ่มเพราะได้ข้าวเยอะ กับข้าวแทบไม่มี และที่สำคัญเอาเงินทั้งเดือนไปซื้อข้าวได้แค่ 300 กว่าจาน รวมค่าใช้จ่ายทุกส่วนแล้ว ผลคือ มันไม่พอ!

ความสามารถในการเลี้ยงดูตัวเองจากเงินเดือนเริ่มต้น ของคนยุคนี้มันต่ำกว่าคนยุคก่อนมากมายหลายเท่า ไม่แปลกเลยที่คนทำงานประจำโดยทั่วไปจะมีชีวิตที่ลำบากมาก เก็บออมไม่ได้ สร้างทรัพย์สินไม่ได้ และดูท่าจะค่อยๆ แย่ลงด้วยซ้ำเพราะรายได้มันโตไม่ทันราคาข้าวของที่แพงขึ้น

ต้องพึ่งพาการช่วยเหลือจากพ่อแม่ แทนที่จะให้เขาพึ่งพาเรา พ่อแม่ใครทำไว้ดีก็รอดไป ส่วนใครที่บ้านมีฐานะยากจนเป็นทุนเดิม ชีวิตคุณจะยากลำบากกว่าหลายเท่าตัว

คนเริ่มทำงานยุคนี้ คุณต้องมีเงินเดือนเริ่มต้น 6-70,000.- คุณถึงจะมึกำลังซื้อเท่ากับคนยุคก่อน

ไหวเหรอ? โลกมันผิดเพี้ยนไปกันใหญ่

เอาแบบหลักการหน่อย CPI หรือดัชนีราคาผู้บริโภค คือตะกร้ารวมสินค้าที่รัฐเอามาคำนวณเงินเฟ้อ มันใช้การไม่ได้ ไม้บรรทัดที่ใช้วัดมันยืดหดได้ มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อะไรแพงเอาออก อะไรกระจอกเอาเข้า มันจึงไม่เคยสะท้อนภาระต้นทุนที่แท้จริงที่ประชาชนต้องแบกรับเพิ่มเลย สรุปง่ายๆ คือมีไว้ทำเหี้ยอะไรไม่รู้

โดยที่ให้เหตุผลเราว่า "สินค้าเหล่านี้มันควบคุมไม่ได้" ว๊อทเดอะ....! ทั้งๆ ที่สินค้าที่คุณเอาออกมันคือสินค้าจำเป็นที่เราไม่ซื้อก็ต้องซื้อ ไม่อยากใช้ก็ต้องใช้ คือต้นทุนชีวิตหลักของผู้คน เช่น เนื้อสัตว์และพลังงาน เนื้อวัว หมูแพง ก็เอาปลามาใส่แทน น้ำมันราคาพุ่งสูงไปไกลก็เอาตากตะกร้าคำนวณไปเลย

ถ้าหลักการเป็นแบบนี้ แล้ว CPI มันจะสะท้อนเงินเฟ้อได้อย่างไร?

รัฐและธปท. จะหาสูตรคำนวณทุกวิถีทางให้ตัวเลขมันต่ำที่สุด เพื่อความสบายใจของประชาชน ตัวเลขสูงๆ แล้วผู้คนจะใจสั่นกินไม่ได้นอนไม่หลับ ประชาชนไม่รู้ความจริงเลยว่า ชีวิตเขากำลังจะเผชิญกับอะไรที่รออยู่ข้างหน้า

แม้ว่าหายนะของเงินเสื่อมค่านี้ คือตัวแปรที่ทำร้ายทำลายชีวิตของผู้คนอย่างแสนสาหัสที่สุดแล้ว

มันขโมย เวลา หยาดเหงื่อแรงกาย ความพยายามทุ่มเท ของผู้คนที่ขยันหมั่นเพียรตั้งใจทำมาหากินออกไปหนักขึ้นทุกวัน

หลายคนใช้เวลาทำงานทั้งชีวิตเพื่อบ้านเล็กๆ แค่ 1 หลัง ที่มันจะปลอดหนี้และได้สิทธิ์ความเป็นเจ้าของแค่ไม่กี่ปีในช่วงบั้นปลายของชีวิต และหลายคนไม่มีสิทธิ์ที่จะมีที่ซุกหัวนอนเป็นของตัวเองไปจนวาระสุดท้ายของชีวิตด้วยซ้ำ

ในวันนี้รู้ตัวอีกที คนส่วนใหญ่ก็อยู่ในสถานะไม่เหลือ "อนาคต" อีกต่อไป

เรื่องที่สำคัญกับชีวิตประชาชนขนาดนี้คุณยังโกหก แล้วเราที่เป็นประชาชนธรรมดา จะหวังพึ่งพาเหี้ยอะไรจากพวกมึงได้ พวกกูชีวิตถูกทำลายขณะที่มึงนอนเกาไข่บงการชีวิตผู้คนในอ่างจากุชชี่

#Siamstr

มันส์มากครับพรี่สมนึก

ผมใช้เวลา 2 ปีในการทำความเข้าใจเรื่องการลงทุน เรื่องดอกเบี้ยทบต้น เรื่องวัฎจักรเศรษฐกิจ เรื่องธุรกิจ เรื่องการขึ้นลงอัตราดอกเบี้ย เรื่อง money management

ใช้เวลาอีก 1 ปีในการทำความเข้าใจบิทคอยน์สแตนดาร์ดและเงินคืออะไร

ใช้เวลาอีกครึ่งปีในการทำความเข้าใจระบบเฟียตที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตและอารยธรรม

เบ็ดเสร็จ 3 ปีครึ่ง 5555555

Replying to Avatar FaBellgas

Good day,

สมัยเริ่มทำงานใหม่ๆ ผมอ่านหนังสือลงทุนเป็นสิบกว่าเล่มเพราะกลัวแก่ไปไม่มีเงินใช้ ทั้งปีเตอร์ ลินซ์ ทั้งบัฟเฟต ดันโดสไตล์ มาร์ค โฮวาร์ด รวมถึงเทคนิคคัลต่าง ๆ ผมอ่านหมด เหนื่อยชิบหาย

พอเข้าใจว่ามันคือกลไกการทำงานของระบบเฟียต ที่สอนว่าเงินคุณมันเฟ้อ ต้องลงทุนรับยีลด์ กอรปกับเข้าใจว่าจริงๆ ยุคที่เราใช้ระบบทองคำเป็นเงิน ราคาสินค้ามันสเตเบิล ดูกราฟ m2 ดูเว็บ whathappenin1971 คิดดีๆว่ายุคปู่เราเก็บเงินแปปๆก็ซื้อบ้าน ซื้อที่ดินได้ เพราะระบบยังไม่ fiat

วันนั้นผมร้องไอ้เหี้ยเกินสิบรอบ น้ำตาแทบไหลยังกับเราตรัสรู้ความเป็นไปของโลกที่หลอกเรามาตั้งนาน

นี่คือผลของยาส้มที่มีต่อผม

#siamstr

ไอ้เหี้ย จริง ๆ แล้วถ้าเรามีเงินที่ไม่เสื่อมค่า เราแค่เก็บเงินอย่างเดียวก็ได้ ไม่ต้องเหนื่อยลงทุนตั้งนาน เหี้ยชิบหาย