Avatar
SutjaD
fa805c815139ab6aef1cc612ea96a87d634b136bb44af346e14a9024344bed3c
คนเก่าแต่แอคใหม่

#siamstr มนุษย์ยุคหินถ้าสายตาสั้น เขาจะล่าสัตว์ยังไง ใช้ชีวิตยังไงนะ😵‍💫

#siamstr

หลังจากคุณตังแนะนำ Man search for meaning ผมรู้สึกว่าหลายๆคำตอบในชีวิตผมมันได้ถูกให้คำตอบแล้ว คือก่อนหน้านี้ผมก็อ่านหนังสือเล่มอื่นมา3-4เล่ม และแน่นอนว่าเล่มนี้คือจิ๊กซอว์ตัวใหญ่ตัวสุดท้ายเลย

แน่นอนผมอ่านใกล้จบแล้ว ที่มาโพสก็คือ อัดอั้นนนน อห ผมอยากจะเรียบเรียงเขียนลงบทความยาวๆจากหนังสือ4-5เล่มที่ทรงคุณค่า --ที่ทำให้ชีวิตและMentalมันนิ่ง --ให้ทุกคนได้อ่าน คือไฟแม่งแรงมากๆครับในตัวผม คันไม้คันมือ เคลียร์งานหลักเสร็จเมื่อไหร่ผมจะเขียนทันที และจะทำให้ออกมาอย่างดีด้วย

ทุกวันนี้เวลาทำความเข้าใจอะไรแล้วไม่ได้สักที เริ่มรู้สึกมองตัวเองเป็นคนโง่ แต่พอเห็นว่ามีคนเชื่อว่าแจกเงินหมื่นแล้วศก.จะดีขึ้น ค่อยรู้สึกว่าตัวเองฉลาดขึ้นมาหน่อย

เทนโด้และบางคนที่ฟอลไอจีผม อยากให้ผมเอาเรื่อง Randle cycle , LDL ที่ผมทำลงไอจี ( โดยผมได้ข้อมูลส่วนใหญ่จาก fastingfatdentist ขอบขอบคุณครับ ) ลง Nostr ด้วย

แต่มันต้องคอยกดจิ้มอัพโหลดทีละภาพ มีใครให้คำแนะนำไหมครับว่าDamus มันลงภาพทีเดียวได้ไหม หรือมีช่องทางธรรมชาติอื่น #siamstr

ใครบางคนซัมม่อนผม มาที่นี่ย์

#siamstr เบื่อมื้ออาหาร ชีวิตเต็มไปด้วยการคาดหวังในการสำเร็จสิ่งต่าง ๆ พอกลับมากิน OMAD ได้3-4 วันก็ได้เข้าใจ ชีวิตคนเรามันก็ต้องการแค่นี้แหละ กินข้าวและเนื้อ เนื้อมาจากวัวที่ตาย เราใช้ความตาย มาต่อชีวิตให้ก้าวเดินต่อไป

มองดีๆ สิทธัตถะก็โดน dopamine addict จนตัองออกมาเป็นสมณะนี่

พี่ชายแค่อยาก dopamine detox but accidentally ศาสดา

จะพูดยังไงดีนะ ผมว่าคนเราจะมี "คุณค่า" เฉพาะตัว แบบว่าถ้าพูดชื่อใคร ก็จะนึกถึงกิจกรรมส่วนใหญ่ที่เขาทำ ไอ่กิจกรรมนั้นแหละที่เป็นสิ่งวัดคุณค่าเขาคนใดคนนั่น เช่นพูดถึง rightshift แว้บแรกในหัวก็จะเป็น อ๋อ เพจ btc maxi คุณภาพนี่นา

แต่ซึ่งตอนนี้มีเนตไอดอลด้านการด่า2ท่านกำลังโดนลากไส้วีรกรรมในอดีตออกมา ถามว่าคนเกลียดเยอะขนาดไหน ก็ขนาดมีกลุ่มตั้งออกมาด่า ปกติดราม่าจะจบใน3-4วัน อีนนี้จะ2อาทิตย์แล้วยังมีเรื่องให้แฉไม่ขาดสาย

ก็ถ้าพูดชื่อเนตไอดอลสองท่านนี้ ก็จะนึกถึงการด่า มันก็กลายเป็นว่า คุณค่าในตัวของ2คนนี้คือ การด่า ผมจะไม่บอกว่าคุณค่าสูงหรือต่ำนะ

แต่จะทำให้คุณค่าตัวเองเป็นเครื่องจักรด่าคนอื่น ทั้งที่ชีวิตมี5พันล้านอย่างให้ทำ

ควรพิจารณาตัวเอง #siamstr

กลับมาแค่ตอนมีอะไรจะเขียนครับ555

ความมั่นใจในตัวเอง แปรผันตรงกับทรัพยากรที่มีอยู่แน่นอน ถ้าจะบัฟให้คนที่ไม่มีอะไรเลยอยู่ๆมามั่นใจในตัวเอง ก็คงไม่ต่างจากการสร้างภาพลวงตา

#siamstr #บ่นไปเรื่อย

Replying to Avatar Bosthai

ผมคิดว่าเด็กๆ ควรเรียนรู้เรื่องBitcoin ไม่ใช่เพราะแค่มันมีจำกัด มันช่วยเราต้านเงินเฟ้อ

แต่มันบทเรียนหลายๆ อย่าง และบทเรียนที่ว่าคือ "ทำไมหนูต้องทำงาน" , "ทำไมหนูต้องเก็บออม" และ "เวลาหนูมีจำกัด"

"ก็ถ้าหนูไม่ทำงาน ก็อดแตกตาeสิค่ะลูก"

เออจะตอบแบบนั้นก็ง่ายดี แต่ถ้าคิดในอีกมุม การที่เราทำงานและได้เงินมา มันต้อง Trade off 2 สิ่ง นั้นคือ "เวลา" และ "คุณค่า" ที่เราทำ

สมมุติลูกเราออกไปทำงานพนักงานเซเว่น ได้เงินเดือนเฉลี่ย 15,000 เฉลี่ยต่อวันได้เงินวันละ 500 บาท นั้นหมายความว่า ลูกเราเสียเวลา 1 วัน และสร้างคุณค่า หรือ productivity ให้กับสังคมและได้รับผลตอบแทนเป็นจำนวนเงิน 500 บาท/วัน ถูกไหม?

ถ้าลูกเราอยากจะได้เงินมากกว่าเดิม เขาก็แค่พยายามสร้างคุณค่าให้มากกว่าเดิม ในเวลาที่เท่าเดิม อาจจะขยันทำ OT หรือจัดการร้านได้ดีจนได้แต่งตั้งเป็นผู้จัดการ หรือออกไปทำงานอื่นที่ได้เงินเฉลี่ยมากกว่า 500 บาท/วัน

นี้คือจุดประสงค์ของการมีชีวิตอยู่ของพวกเขา คือการออกไปสร้างคุณค่าแก่สังคม อาจจะสานต่อเส้นทาง Proof of Work ของครอบครัวเสียพวกเขาเสียสละเวลาทำมา หรือสร้างเส้นทางของตัวเองใหม่ตั้งแต่เริ่ม ไม่รู้แหละด้วยวิธีไหน แต่ถ้ามันเวิร์ค สังคมจะตอบแทนคุณคุณค่ากลับมา

"หนูเกิดมาเพื่อสร้างคุณค่าในแก่สังคมนะลูก"

และเงินไม่ใช่แค่เงิน แต่ : เงิน = เวลา+คุณค่า /// เรากำลังแลกเปลี่ยนคุณค่ากับคุณค่าด้วยกันในสังคม

ที่นี้ ถ้าลูกอยากจะได้ไอโฟนซักเครื่อง เอาไอโฟน 13 128GB ตีกลมๆ ขายตอนนี้ 20,000 บาท และเขายังทำงานที่เซเว่น แสดงว่าเขาก็ต้องเก็บเงิน หรือ เก็บ "เวลา+คุณค่า" จำนวน 40 วัน (เข้ เยอะวะ) เพื่อแลกไอโฟน 1 เครื่อง

แต่อย่าลืมว่า ระหว่างที่ลูกๆ เก็บเงินรอซื้อไอโฟน เขาอาจจะใช้เวลาเก็บจริงเกิน 4-5 เดือน++ และระหว่างนั้น "ตลาดเสรี" ก็กำลังทำงาน และกำลังพัฒนา productivity ให้แกสังคมมนุษย์

มนุษยชาติมันมีกิเลส มันขี้เบื่อ ขี้เกียจ เลยพัฒนา Productivity ให้ตัวเองสบายขึ้นอยู่เสมอ

ใครจะไปรู้ว่าระหว่างที่ลูกค้าเราเก็บ "เวลา+คุณค่า" เอาไว้ อยู่ดีๆ ไอโฟน 13 ราคาอาจจะลดลงด้วยต้นทุนการผลิตที่ถูกลง ลดเหลือ 18,000 บาท (จากเดิมใช้เวลา 40 วัน ใช้แค่ 36วัน) หรือมีไอโฟน 16 ผลิตออกมา แล้วกดดันราคาไอโฟน 14 ให้เท่ากับไอโฟน 13 เพราะกำลังจะตกรุ่น ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นผลพ่วงของกลไกลตลาดเสรีทั้งสิ้น

"กลายเป็นว่ายิ่งลูกของเรา Low Time มากเท่าไหร่ ยิ่งเก็บ เวลา+คุณค่านานเท่าไหร่ เขาจะจ่ายเวลา+คุณค่าที่เขาเก็บไว้ น้อยลงเพื่อครอบครองสิ่งของหรือบริการที่ดีกว่าเดิม"

ยิ่งลูกเก็บออม ชีวิตยิ่งดีขึ้น ยิ่งเติมเต็ม Self esteem , Self sufficient และ Self secure พวกเขาจะรู้ว่า "เวลา+คุณค่า" ของพวกเขา "มันมีความหมายจริงๆ" มันมี " Meaning of Life จริงๆ" ชีวิตพวกเขามันมีค่าจริงๆ การสร้างคุณค่าให้สังคมมันคุ้มจริงๆ

ยิ่งทำงานได้เงินเยอะ ก็เป็นการโชว์ให้สังคมรู้ว่าเขาเป็นคนที่ทำคุณค่าให้สังคมสูง และมีเงินเก็บเยอะ ก็เป็นโชว์ว่าตัวเขาเป็นผู้เสียสละ ขยัน อดทน เก็บเยอะกว่าแดรก โดยเฉพาะยิ่งรายได้น้อยแต่เก็บออมเยอะ จะยิ่งน่านับถือมากๆ

- แต่เรื่อง Meaning of Life พวกนี้คุณปาทิ้งไปได้เลย หากลูกเราเอา เวลา+คุณค่า ไปเก็บในสิ่งที่มันไม่สามารถรักษาเวลา+คุณค่าของพวกเขาไว้ได้-

"เวลาหนูมีจำกัดนะลูก"

เราไม่รู้หรอกลูกเราจะมีอายุเท่าไหร่ อาจจะมีอายุในชีวิตนี้สัก 70 ปี ตีเป็นวันก็ 25,550 วัน กว่าจะทำงานจริงจังอาจจะอายุ 20 เหลืออีก 18,250 วัน

ทำงานเซเว่นมีเงินเก็บ 10,000 บาท เฉลี่ยก็ใช้เวลา20วัน แต่ดันทะลึ่งเอาไปปั่นสล็อต ติดพนัน เล่นฟิวเจอร์พอร์ตแตก และปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไร ไม่เล่นของพวกนี้แล้ว เดือนหน้าเก็บเงินใหม่

"ไม่ใช่นะหนู" ลูกเราเสียเวลาไป 20 วัน หรือ 0.07% ของเวลาทั้งหมดไปฟรีๆ และ 20 วันนั้นเอาคืนไม่ได้ ย้อนเวลาไปห้ามตัวเองไม่ได้ หรือจะยืดเวลาชีวิตตัวเองเป็น 70 ปี กับ 20 วัน ในอนาคตก็ไม่ได้ ถ้าชะตาฟ้ามันลิขิตไว้ให้ชีวิตต้องdedใน 70ปี

เพราะไอ้การที่เวลามีจำกัดเนี่ยแหละ ลูกเราจึงจะต้องคิดให้ดี ว่าจะเอาไปใช้กับอะไร หรือเก็บเวลาไว้ที่ไหน

ส่วนผม ที่อายุกำลังเข้าเลข 3 แล้ว อาจจะมาได้ครึ่งทาง กระสุนผมใช้ไปแล้วครึ่งแม็ค เหลืออีกครึ่ง ผมจะเอาเวลา+คุณค่า ของผมไปเก็บไว้ที่ไหนดี?

"เวลาเรามีจำกัด จงเก็บมันในสิ่งที่จำกัดเหมือนเวลาเรา"

#siamstr

สุดยอดครับ

ผมขอยกให้หนังสือเล่มนี้แสดงถึง Don't Trust -- Verified "เพื่อนมนุษย์" ได้ดีทีเดียว ( ถ้ารีบอ่าน2พารากราฟแรกก็ได้ครับ ) #siamstr

ผมมีโอกาสได้อ่าน Talking to strangers ของมัลคอล์ม แกลดเวลส์

หนังสือเล่มนี้แสดงให้เห็นถึง Don't Trust -- Verified ในแง่การมีปฏิสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า ผมขอดักไว้ตรงนี้ก่อนเลย ถ้าคิดว่าเป็นหนังสือสอนอ่านภาษาทางกาย การแสดงออกทางใบหน้า *คุณคิดผิด* เพราะหนังสือเล่มนี้เขียนมาเพื่อโต้แย้งองค์ความรู้นั้นโดยเฉพาะ

เมนไอเดียของหนังสือเล่มนี้สามารถสรุปได้ภายในไม่กี่คำ

" อย่า Judge ชาวบ้านมั่วซั่ว " ลำพังแค่ตัวเราเอง มั่นใจแค่ไหนว่าเราก็เข้าใจตัวเรามากพอ ? พ่อแม่ที่เลี้ยงเรามาตั้งแต่เกิด ตั้งแต่ก่อนที่เราจะคิดอะไรได้เองเป็น บางทีก็ยังไม่สามารถเข้าใจเราได้เลยด้วยซ้ำ พอเป็นงี้ คิดว่าตัวเองมีความกล้าแค่ไหนกันที่จะไป Judge ชาวบ้านจากแค่สิ่งที่ตาเห็น แล้วก็เชื่อว่าตัวเราสามารถเข้าใจคนอื่นได้จริง ๆ ว่าเขาเป็นแบบนั้นแบบนี้ ????

นี่คือบทเรียนสำคัญ ที่หนังสือเล่มนี้ต้องการบอก

ประเด็นถัดมา หนังสือเล่มนี้บอกว่าทุกคนมีไบแอส " ที่พร้อมจะเชื่อใจคนแปลกหน้า " โดยไม่รู้ตัว แม้ว่าจะถูกอบรมพร่ำสอนขนาดไหนก็ตาม แต่หากคนแปลกหน้านั้นมีโปรไฟล์ที่ดี ถ้ามีเรื่องอะไรที่เขากระทำผิดต่อเรา หรือกระทำผิดต่อคนใกล้ตัวเรา เราก็จะไม่เชื่อเว่ย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ดาราดังในวงการเวลาทำผิด ก็ต้องอาศัยช่วงเวลาและหลักฐานที่มากและนานพอ เพื่อที่จะลบล้าง " ไบแอสที่พร้อมจะเชื่อใจคนแปลกหน้า "

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ตำรวจที่เป็นอาชีพที่ต้องรักษาและป้องกันความไม่สงบ จึงได้มีความพยายามที่จะลบล้างไบแอส " ที่พร้อมจะเชื่อใจคนอื่น " ด้วยการเขียนคู่มือรับมือและสังเกตุคนที่มีแนวโน้มว่า *เดี๋ยวมึงก็คงเป็นผู้ร้ายที่ทำอะไรผิดมาแน่ๆ* พูดง่าย ๆ คือเป็นอีกขั้วนึง ที่ไม่เชื่อใจใคร เรียกได้เรียก จับได้จับ ---- จุดเริ่มต้นมันเกิดขึ้นจากไอเดียที่ว่า หากมีรถสายตรวจตระเวนไปทั่วเมือง ก็คงลดอัตราการเกิดอาชญากรรมได้ แน่นอนว่า ไม่เวิร์ค อัตราการเกิดอาชญากรรมมีเท่าไหร่เท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ---- พวกตำรวจจึงคิดอีกว่า ถ้าปัญหาอาชญากรรมมันเริ่มจากการมีปืน งั้นเราก็คอยตรวจค้นประชาชนแล้วยึดปืนซะเลย แต่จะทำยังไงล่ะ ถ้าอยู่จะๆไปค้น มีรัฐธรรมนูญปกป้อง อ๋อ แต่รัฐธรรมนูญปกป้องแค่ตอนอยู่เฉยๆ แต่ถ้าเป็นระหว่างการจราจรที่อยู่ในรถ ก็อีกเรื่องนึง พวกกูจับสุ่มตรวจเรียกรถเลยละกัน โดยพิจารณาจาก " ข้อสงสัย " จากรถนั้น ๆ โดยการพิจารณาจากพื้นฐานเป็นความไม่เชื่อใจล้วน ๆ ---- ในช่วงแรกถามว่าดีมั้ย ก็ดีตำรวจตรวจสอบและยึดปืนได้ จำนวนอาชญากรรม*แค่ในพื้นที่ที่ทดลอง* ลดลงจริง ๆ แต่มันมี Trade off ที่เข้ามาแลก------ หนังสือเล่มนี้บอกว่าวิธีการนี้ไม่ต่างอะไรจากการงมเข็มในกองฟาง จากการเรียกรถ 4แสนคัน ก็เจอปืนแค่17คัน แต่สิ่งที่เลวร้ายกว่าคือเรื่องนี้มันกระทบถึงคนบริสุทธิ์

ตัวอย่างกรณี แซนด้า แบลนด์ 2015 อันเกิดจากตำรวจที่ชื่อเอ็นซิเนีย เรียกตรวจรถของแซนด้า เนื่องจากแซนด้าไม่เปิดไฟเลี้ยวตอนเปลี่ยนเลน ( ทั้งที่แซนด้าขยับเปลี่ยนเลนเพราะเห็นรถของเอนซิเนียตามมา จีงย้ายเลนให้แซง !? ) ถึงตรงนี้แซนด้าก็เซ็งล่ะครับ ถามเอ็นซิเนียว่าเมริงจะเขียนใบสั่งเพราะแค่กูเปลี่ยนเลนโดยไม่เปิดไฟเลี้ยวอะนะ แน่นอนว่าถ้าเอนซิเนียอยากจะสอดส่องว่าในรถมีอะไรผิดปกติมั้ยตามคู่มือ เขาควรจะพูดขอโทษแล้วใช้สายตากวาดมองในรถว่ามีอะไรผิดสังเกตหรือเปล่า แต่เอนซิเนียไม่ทำ ดันพูดจาแย่ ๆ ใส่แซนด้าไปว่า " พูดจบแล้วใช่ไหม " แซนด้าก็ยิ่งโมโหไปอีกครับ แน่นอนว่าเธอพยายามใจเย็น เลยเอาบุหรี่ขึ้นมาสูบ เอนซิเนียก็ควรทำหน้าที่ตัวเองต่อไป แต่เขาไม่ทำ ดันพูดออกมาว่า " เลิกสูบบุหรี่หากไม่เป็นการรบกวน " ทั้งที่แซนด้าสูบในรถตัวเองด้วยซ้ำ แซนด้าที่ยัง งง และโมโห ก็ตอบไปตามนั้นล่ะครับว่า " เพื่ออะไร ฉันสูบในรถของตัวเอง " เอนซิเนียได้ยินก็เหมือนปรีีดแตกประกอบการ*ตัดสินใจจากพฤติกรรม*ของแซนด้า ประมาณว่าโกรธแบบนี้ โมโหแบบนี้คงเป็นคนที่ทำอะไรผิดมาแน่ ๆ หรือไม่ก็ถ้าปล่อยไปก็คงไปทำอะไรผิด เอนซิเนียตัดสินใจบอก " งั้นคุณก็ลงมาจากรถเดี๋ยวนี้เลย " แซนด้าไม่ยอมลง เอนซิเนียเลยใช้กำลังฉุดเธอลงมา พร้อมเรียกกำลังเสริม เอนซิเนียจับแซนด้าได้ตามหวังครับ แต่ 2 วันต่อมาแซนด้าก็ใช้ถุงพลาสติกผูกคอขายในห้องขัง กลายเป็นโศกนาฎกรรมเสียไปอย่างนั้น --- หนังสือเล่มนี้เลยบอกว่าเรื่องที่เกิดนี้ ไม่ได้เกิดแค่เคสนี้ แต่เกิดบ่อยมากในอเมริกา ย้อนกลับมาสักนิดที่เคสนี้แซนด้าดูโมโห พอมีการสืบลึกลงไปก็พบว่าเธอเพิ่งเสียลูกน้อยวัยทารกเมื่อปีก่อน ทำให้เธอมีภาวะซึมเศร้าและPTSD ดังนั้นอารมณ์โมโหมันก็วัดไม่ได้เสมอไปว่าคนที่มีอารมณ์ดังนี้ แสดงสีหน้าแบบนี้ เขาคือคนไม่ดี หากจะพูดว่าโศกนาฎกรรมเกิดเพราะคนเราไม่เชื่อใจกันก็ใช่ แต่พอผมอ่านจบทำให้ผมค้นพบว่าสิ่งที่ใช่ยิ่งกว่าคือ -----" เราไม่รู้วิธีการคุยกับคนแปลกหน้า ทำให้เราตัดสินเขาไวเกินไป ไม่ว่าจะตัดสินโดยมีไบแอสที่พร้อมจะเชื่อใจคนอื่น หรือตัดสินที่จะไม่เชื่อใจเขา ก็ตาม " --------

นี่เป็นตัวอย่างที่หนังสือเล่มนี้ยกภาพให้เห็นชัดที่สุด จึงยกตัวอย่างกรณีแซนด้า แบลนด์มาเปิดเป็นบทแรก และคั่นด้วยตัวอย่างเกี่ยวกับการเชื่อใจกับคนแปลกหน้าหลายเหตุการณ์ เช่น ตอนที่มีคนไปทำการฑูตกับฮิตเลอร์ ได้ร้องขอเขาว่าอย่าบุกโปแลนด์ตอนคุยก็คุยกันดี แต่ทำไมตอนสุดท้ายฮิตเลอร์กลับผิดคำสัญญา ? สปายคิวบาที่แฝงตัวในอเมริกา รู้ได้ไงว่าเขาเป็นสปายจริงมั้ย ? ผู้พิพากษาตัดสินคนทำผิดทำไมตัดสินได้เบากว่าคอมพิวเตอร์ และคนที่พ้นโทษไปจึงกลับมาทำผิดซ้ำทั้งที่ตอนรับผิดบอกว่าจะไม่กลับไปเป็นคนไม่ดี ? ทำไมคนเป็นซึมเศร้าอยากตายถึงเขียนกวีเกี่ยวกับความตายได้บ่อยแต่ไม่ลงมือจบชีวิต แต่พอจะจบชีวิตจริงๆกลับไปโดยไม่ทันตั้งตัว ? และอีกมากมายจนวนมาบทสุดท้ายที่หยิบกรณีแซนด้าขึ้นมาพูดอีกที การเดินทางระหว่างทางในหนังสือทำให้เราได้รับมุมมองใหม่ๆเยอะขึ้นจนเรามองเคสเดิม สถานการณ์เดิม ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปในตอนจบ หนังสือเล่มนี้นี่แหละ จะพาให้เราเข้าใจในอีกมุมของเพื่อนร่วมสังคม ว่าไม่จำเป็นต้องรีบ Trust.... ค่อย ๆ Verified เถอะ

ฝากด้วยเด้อ #siamstr

ประวัติฮาเยกสังเขป

https://youtu.be/ZCLd2OQ2TKw?si=6dgF8-ja8JuZigiF

ดีจัา คนใหม่ในมีทที่หล่อๆ #siamstr