Avatar
SutjaD
fa805c815139ab6aef1cc612ea96a87d634b136bb44af346e14a9024344bed3c
คนเก่าแต่แอคใหม่

#siamstr

ถ้าคุณกลัวนักหนา

ว่าคนอื่นจะมองคุณยังไง ?

คุณตอบคำถามผมมา !!!!

ว่าถ้าคุณเสียชีวิตไปแล้ว

ในงานศพคุณ

“ ใคร ”--- > จะเป็นคนเสียใจ ?

และ

” ใคร ” !!!? --> จะเป็นคนที่มางานศพเพื่อ..

.

.

.

-. เล่นไพ่ .-

---

นี่คือประเด็นน่าสนใจที่ผมได้จาก

" ความตายของ อีวาน อีลิช " โดย LEO DOLSTOY

1 ในวรรณกรรมคลาสสิคของโลกครับ

---

( มีการเปิดเผยเนื้อเรื่องของวรรณกรรม )

( ไม่ใช้ AI เขียน ) #ทีมเทสพุ่ง #ยอดยาหม่อง

---

อุปสรรคใหญ่ ๆ ของคนที่อยู่ในระยะเริ่มต้นพัฒนาตัวเอง

คือพวกคุณกำลัง " หวาดกลัว " การตัดสินของคนรอบข้าง

วรรรกรรมนี้จะบอกคุณว่า

-. ต่อให้คุณตายวันนี้ หรือในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

คนรอบข้างก็ไม่สนใจความตายของคุณ

คนที่สนใจคุณ จะมีเพียงคนที่รักคุณจริง ๆ .-

---

ฉากที่แสดงว่าข้อความดังกล่าวเป็นจริงมากที่สุด

ก็คือ หลังจากการตายของ อีวาน อิลิช

ผู้คนในแวดวงการทำงานของ อีวาน อิลิช

ก็ได้นัดกันมางานศพครับ

เชื่อไหม ว่า 1 ในคนเหล่านั้น

ยืนเคารพโค้งศพ อีวาน อีลิช อย่างมักง่าย

และชักชวนเพื่อนฝูงของตน

" อย่าให้ความตายของใครบางคน

มาเป็นข้ออ้างในการ ”ห้าม”

ไขว่คว้าความสุขเกษม

ของคนที่กำลังมีชีวิตอยู่ "

ผมเชื่อว่าคนไทยหลายคนเข้าใจคำนี้ดี

ดีมากเลยด้วย

---

เวลามีงานศพเกิดขึ้นในไทย

ญาติของคนที่เสียชีวิต ก็วิ่งเต้นไปเถอะ

แค่เสียใจก็มากพออยู่แล้ว

ยังจะต้องจัดงานศพ จัดแจงพิธี

จัดแจงหาข้าวให้ไอ่พวกห่านี่แดก

สรรหาเสนอหน้า อ้างว่ามาร่วมทุกข์

NO VALID จัด ๆ

คนประเภทนี้ในงานศพ

เขาเคยมองหาอะไรบ้าง ?

นอกจาก " มา ตั้งวงไพ่ "

" มา ไฮโล " " มึง ไปเอาข้าวเพิ่มดิ้ "

---

ยิ่งในกรณีที่คนตาย ตายด้วยโรคร้าย

ที่ต้องค่อย ๆ Palliative

( รักษาแบบประคับประคองชีวิต )

มาตลอด

คนพวกนี้ หายไปไหน ??

เขากล้าพูดได้เต็มปากได้ยังไง ?

ว่ามาเพื่อ " ไว้อาลัย "

---

เห็นอะไรไหมครับ ?

การดำรงอยู่ของคุณ

จึงสำคัญแค่กับ

คนที่รักคุณอย่างสุดหัวใจจริง ๆ

ช่วงเวลาชีวิตที่คุณมีอยู่ตอนนี้

มันจึงมีค่ามากอย่างยิ่งที่คุณต้อง

" ทำตามเสียงหัวใจตัวเอง "

มากกว่าจะเอาเวลาไปกลัวคำตัดสินจาก

**คนที่จะมาเล่นไพ่ในงานศพของคุณ**

เพราะคนพวกนี้เขาไม่เคยแคร์อะไรคุณเลยครับ

ถ้าคุณเขินอายที่จะเริ่มพัฒนาตัวเอง เพราะกลัวลมปากคนเหล่านี้

มันไม่ได้อะไรขึ้นมาครับ

เพราะถึงคุณตายไป

เขาก็จะแค่แวะมาเล่นไพ่ในงานศพ

แล้วก็จากไปอยู่ดี

เขาไม่เคยสนอะไรคุณเลย

แล้วเรื่องอะไรที่คุณต้องไปสนใจ

คำพูด คำตัดสิน จากคนเหล่านั้น ?????

---

แต่เชื่อมั้ยครับว่า ในวรรณกรรมนี้

อีวาน อีลิช

เขาใช้ชีวิตแบบที่ไม่เคย

ทำตามเสียงหัวใจตัวเองมาตลอดเลย..

---

เล่าโดยย่อ

อีวาน อีลิช เป็นคนเรียนเก่ง

ไต่เต้าจนรู้จักกับพวกชนชั้นสูง

ได้เป็นผู้พิพากษาที่มีชื่อเสียง

แต่งงานมีเมีย มีลูก

ลีโอ ดอลสตอย ผู้เขียนเรื่องนี้

พยายามเล่าว่า ต่อให้เป็นชีวิตอันสุดแสนธรรมดา

ที่ไขว่คว้าสูงขึ้นไปด้านฐานะการงานและครอบครัว

ของ อีวาน อิลิช

แต่ อีวาน อีลิช ไม่ได้มีความสุขเลย

---

ในห้วงความคิดของอีวาน อีลิช

เหมือนกับว่า เขาต้องคอยประจบเอาใจ

ต้องแกล้งทำ " พฤติกรรมแบบที่ชนชั้นสูงเขาทำ "

ก็เพียงเพื่อว่า " จะได้รับการยอมรับ "

---

ภรรยาของเขาเป็นคนขี้บ่น

คือตอนอ่านแล้วผมก็ยัง งง

ว่า เชี่ย ลีโอ มึงเขียนตัวละครยังไง

ให้ออกมานิสัย toxic ยังงี้วะ65555555

คือภรรยาของ อีวาน อีลิช

คุณต้องไปอ่านในเล่มเอาเอง นิสัยแม้ง

แค่อ่านผมยังหดหู่แทน

ที่ทำงานก็ต้องแสร้งทำ

กลัมมาบ้านแม้แต่ภรรยาก็ยังด้อยค่าตัวเขา

สิ่งที่เขาต้องแสร้งทำอีกก็คือ

" ทำงานให้หนักขึ้น "

---

ยิ่งทำงานเก่งเท่าไหร่

ก็ยิ่งได้รับการยอมรับมากขึ้น

การยอมรับที่เขาต้องการ...

ที่เขาหาไม่ได้ ในครอบครัว...

ที่ ๆ ควรจะเป็นเซฟโซนลำดับแรก...

แม้จะต้องแสร้งทำก็ตาม...

---

เคาะห์ร้ายที่อยู่ ๆ

อีวาน อีลิช ก็ป่วย

อาการทรุดลง

---

อาการคนป่วยที่สภาพจิตใจ

ก็อ่อนแอมากพอเดิมอยู่แล้ว

อาการคนป่วย ที่รู้ดีว่าตัวเองเป็นหนักแค่ไหน

กินยามานานแค่ไหน ก็ไม่หายเสียที

---

ก็ยังไม่วายที่จะโดน . " ตัดสิน " . ว่า

ไม่ยอมพักผ่อนให้พอไง

ไม่ยอมกินยาให้ครบไง

ไม่ยอมเชื่อหมอไง

ไม่ยอมทำแบบนั้นแบบนี้ไง

---

มุมมองจากคนที่ไม่ได้ป่วย ไม่สิ...

ไม่ได้พบเจอปัญหานั้นกับตัวเอง

ปัญหาของคนอื่นจะเป็นเรื่องเล็กเสมอ

และอย่าลืมว่าขนาด อีวาน อีลิช ป่วย

ยังโดนตัดสินได้โดยง่าย !

คนจะคอยหาคำพูดมาตัดสิน

มันก็หาได้ตลอดเวลานั่นแหละ

---

คนที่กำลังป่วยเจอปัญหาอะไรก็ตาม

เขาจะอ่อนแอลงโดยอัติโนมัติ

เพราะเขารู้ดีว่าปัญหาที่เขาเจอมีภาพรวมอย่างไรบ้าง

มีความชิบหายในตัวมันเองยังไง

การใช้อีโก้ การใช้คำสั่งสอน

การใช้คำแนะนำ ที่คิดว่าอาจจะดีต่อตัวเขา

ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย

---

สิ่งที่จะช่วยอีวาน อีลิชได้ คือ

" ความเข้าใจ "

---

อีวาน อีลิช ใช้เวลามาทั้งชีวิตที่จะเข้าใจชนชั้นสูง

เข้าใจสังคมการทำงาน เข้าใจเมียตัวเองมามากพอแล้ว

ในตอนที่เขาป่วยหนัก เขาแค่ต้องการ

" ความเข้าใจ " v " ความรัก "

ก็เท่านั้นเอง

---

ดังนั้นแล้ว สิ่งที่อีวาน อีลิช ทำมาตลอดชีวิต

เพื่อที่จะได้รับการยอมรับ การเข้าใจ

คนภายนอกอาจจะเห็นว่า เขาเติบโตและมั่งคั่งขึ้นทุกวัน

แต่การใช้ชีวิตโดยที่ อีวาน อีลิช ไม่เคยใช้เพื่อตัวเองเลย

มุมมองของอีวาน อีลิช

จึงไม่ใช่ว่าเขามองตัวเองเติบโตขึ้นทุกวัน

-. แต่เป็นการเข้าหาความตายมากขึ้นทุกวันต่างหาก .-

---

โชคยังดีอยู่บ้างที่แม้ว่าเขาจะใช้ชีวิตแบบ " คนตาย " มาโดยตลอด

แต่เขายังมีพื้นที่เล็ก ๆ ที่ทำให้เขารู้สึกว่า " เขาเองก็มีชีวิต " อยู่บ้าง

---

นั่นคือ / เกราซิม / คนรับใช้ประจำตัวของ อีวาน อีลิช

---

ก็นั่นแหละนะ คนเราไม่เคยป่วย

พอป่วยที่ก็ต้องมีคนมาเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้

สิ่งเหล่านี้มีผลต่อ จิตใจ อีวาน อีลิชมาก

เขาพยายามจะบอก เกราซิมว่า

"เดี๋ยวฉันก็ตายแล้ว ! ช่วยแค่นี้แหละ ที่เหลือจัดการเอง! "

---

รู้ไหมว่าเกราซิมตอบอะไรมา ?

---

" คนเราทุกคนก็ต้องตายด้วยกันทั้งนั้นแหละครับท่าน

ไม่วันใดก็วันหนึ่ง….

ทำไม….ผมจะไม่ควรช่วยเหลือท่าน…

ตั้งแต่เสียตอนนี้ล่ะครับ ? "

---

🙂 เห็นอะไรมั้ยครับ ?

---

ผมเชื่อว่าใครหลายคนคงโตมากับคำว่า

" ไหน ๆ คนเราก็ตายอยู่ดี ลองทำเรื่องเหี้ย ๆ ไปเลย "

ผมถามกลับ…

แล้วเราจะทำเรื่องแย่ทำไม ?

ในเมื่อเราทำดีได้ ?

---

เกราซิมจึงเป็นที่พึ่งทางใจของ อีวาน อีลิชในวาระสุดท้ายของชีวิต

อีวาน อีลิช เริ่มที่จะเพ้อขึ้นเรื่อย ๆ จากอาการป้วยที่ทรุดลง

เขาเพ้อถึงพระผู้เป็นเจ้า ว่าทำไมช่วงชีวิตที่ผ่านมาของเขา

ที่พยายามทำในสิ่งที่สังคมบอกว่าดี

แต่ทำไมจิตใจของเขาถึงว่างเปล่าเพียงนี้

ทำไมไม่ถูกเติมเต็ม

ทำไมตอนใกล้จะตายจากโรคร้าย

ถึงได้ปราถนาที่จะมีชีวิตอยู่ต่อเหลือเกิน ยั

งไม่ได้ใช้ชีวิตด้วยความพึงพอใจ

ยังไม่ได้ใช้ชีวิตตามเสียงเรียกหัวใจตัวเองเลย.....

---

อีวาน อีลิช พูดถึงเสียงหัวใจตัวเองว่า จำไม่ได้

จำไม่ได้นานแล้ว

ว่าเสียงที่คอยเรียกหา

ให้เขาทำสิ่งนั้นสิ่งนี้จากในใจตัวเอง

มันหายไปไหน

เขาจำได้ว่าจุดที่เสียงหัวใจสว่างไสวที่สุดในชีวิต

มันคือตอนที่เขายังเป็นวัยแรกเริ่มของชีวิต

ที่เสียงรอบตัวมีแต่เสียงตัวเอง พ่อ แม่

แต่พอเวลาผ่านไป เสียงหัวใจเหล่านี้ลดลง

ทดแทนด้วยเสียงสังคม เมื่อนั้นเองที่เสียงหัวใจตัวเองแคบลง มืดลง มืดเร็วชั่วทุกขณะ

" เหมือนดัชนีผกผันของรากแห่งระยะทาง

ซึ่งแยกฉันไว้ด้วยความตาย "

---

note****** นี่โคตรเป็น HOOK ของหนังสือ

ไอเดียที่พยายามจะบอกว่า พวกเราทุกคนมีเสียงเรียกในใจตัวเอง

ถ้าคุณอ่านหนังสือพัฒนาตัวเองมากพอ คุณจะเข้าใจว่า

มีการพูดถึงเสียงเรียกนี้ด้วยกันหมดทั้งสิ้น !!!

และนี่คือวรรณกรรมจากยุคศตวรรษที่ 18 !!!

( มาก่อนกาลจัด ๆ )

---

ชั่วขณะสุดท้ายก่อนที่ อีวาน อีลิช จะหมดลมหายใจ

ในที่สุด อีวาน อีลิช ก็เข้าใจว่าถ้าหาก

การใช้ชีวิตที่ผ่านมาของเขา

มันคือการละเลยเสียงหัวใจตัวเอง

มันก็ไม่ต่างจาก คนที่ตายมาทั้งชีวิตหรอก

ดังนั้นความตายจากโรคร้าย

ที่กำลังจะพรากลมหายใจไปจากเขา

จึงไม่ใช่ความน่ากลัวแต่อย่างใด

การจบลงของชีวิตที่ไม่ได้ทำตามเสียงหัวใจตัวเองนี่แหละ

คือการปลดปล่อยเขาเป็นอิสระอย่างแท้จริง

อีวาน อีลิช เข้าใจถึงสัจธรรมนี้ในวาระสุดท้าย

และในที่สุดเขาก็ได้พบสิ่งที่เขาตามหามาตลอด

---

" ความสงบ "

---

หวังว่าโพสต์นี้

อาจเข้ามาช่วยคุณ

ในเวลาที่คุณต้องการ

ขอบคุณครับ

---

ทเดสอบ

" พวกเราอยู่ในโลกที่มีทฤษฎีมากมาย

แต่ไม่มีอะไรสำคัญ....เท่ากับตัวคุณเอง "

------------------------------------ #siamstr หรือสามารถอ่านได้ที่เฟส 👉🏻 https://www.facebook.com/share/p/1JQVA7wWnn/?mibextid=wwXIfr

นี่คือเรื่องที่น่าสนใจที่ผมได้จาก

-. Mastery ศาสตร์แห่งการชำนาญขั้นสุด .-

โดย Robert Greene คนดีคนเดิม

ถ้าคนนี้เขียนออกมา

เชื่อเลยว่า ต้องมีมุมมองบางอย่างที่

หนังสือพัฒนาตัวเองทั่วไป ไม่มี 5555555+

ขอบคุณไอ่บอสมาก

ที่ให้ยืมอ่านหนังสือ

CChotichai Chiantrakul

--------------------

มา เริ่มเลย

.

#ไม่ใช้AIเขียน

#ขี้เกียจอ่านข้ามไปพาทสรุปตอนท้ายได้เลย

#ยาวหน่อยอร่อยแน่

#ทีมเทสพุ่ง

#ยอดยาหม่อง

.

--------------------

[ 1. ] ทำไมเราต้องพัฒนาตัวเอง ?

.

คำตอบคือ เพราะมีแค่ 'คุณคนเดียวบนโลก ' ที่ทำได้

.

ผมอยากให้คุณคิดย้อนไปว่า

ช่วงชีวิตที่ผ่านมาคุณช่วยเหลือใครไปบ้าง ?

.

ลองคิดดูนะ ตอนอนุบาล ประถม

คุณนั่งเขียนใบงานระบายสีอยู่เฉย ๆ

ทันใดนั้น เพื่อนข้าง ๆ คุณก็พูดขึ้นมาว่า

" ยอดคับ เค้าขอยืมบางลบหน่อยได้ม้าย "

แล้วผมก็ยื่นยางลบไป

เพื่อนผมของผม ได้รับการช่วยเหลือ

.

ถัดมาช่วงมหาลัย

เป็นวัยที่ทุกคนต่างใฝ่หาความรัก

การอกหัก เป็นเรื่องธรรมดาในวัยนี้

.

" อียอดดดดด กูอกหัก

มึงมากินข้าวกับกุด่วน ๆ กุจะเมาท์ "

อะๆ ... ไป ๆ ...

.

ผมไม่ได้ทำอะไรเลยครับ

แค่รับฟังอย่างเข้าใจ

และผสมโรงด่าคนคุยของเพื่อน

ตามสไตล์

แต่เพื่อนของผมก้ได้รับการช่วยเหลือ

ได้รับการรับฟัง ได้มีคนเคียงข้าง

.

หรือแม้แต่คนไข้ที่มาหาหมอที่ OPD

คนไข้ได้รู้จักอาจารย์หมอ

อาจารย์หมอรักษาคนไข้จนหายดี

คนไข้ได้รับการช่วยเหลือ

.

ผมพยาพยามจะบอกพวกคุณว่า

ไม่ว่าจะความสัมพันธ์กับใคร รูปแบบไหนก็ตาม

การรู้จักใครสักคน เราจะได้รับ " ส่วนหนึ่ง " ของเขา

ติดตัวเราไปตลอดชีวิต

คือผมไม่เคยคิดเรื่องนี้จริงจัง

แต่พอมองลึกลงไป

แม่ง โคตรน่าแปลกใจมาก

ลองคิดดูว่า มีใครสักคนต้องการความช่วยเหลือ

และคุณก็ช่วยเหลือเขา แม้เรื่องเล็ก ๆ น้อย

แต่ ถ้าคุณไม่อยู่ในช่วงเวลานั้น

คนคนนั้น ก็จะไม่ได้รับการช่วยเหลือนะเว้ยยยยยย !!!!

.

เพราะฉะนั้น แค่การมีอยู่ของคุณ

ก็มีความหมายต่อคนรอบข้างมากพอแล้ว

และจะมีความหมายมากขึ้นอีก

หากคุณมีความเชี่ยวชาญขั้นสุด !

.

ยิ่งคุณมีความสามารถ

คุณจะยิ่งช่วยเหลือคนได้มากขึ้น

ความหมายในชีวิตคุณ

จะทะยานฟ้า

เป็นโดปามีนของจริง

ที่ไม่ได้มาจากความมักง่าย

เหมื่อนกับไถติ่กต่อกไปวัน ๆ

นี่จึงเป็นคำตอบ

ว่าทำไมเราต้องพัฒนาตัวเอง

----------------------------

[ 2 ] . แล้วเราจะรู้ได้ไง ?

ว่าเรามีความสามารถอะไร ?

.

ในหนังสือ

Robert Greene ยกตัวอย่าง

ผู้เชี่ยวชาญขั้นสุดในรอบ 3 ศตวรรษ

เช่น ไอสไตน์ / โมซาร์ต / เกอเธ่

พวกคุณรู้มั้ยครับ ?

ว่าสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญขั้นสุดมีจุดร่วมกันคืออะไร ?

.

มันคือ " การฟังเสียงหัวใจตัวเอง " ครับ

.

" พวกเราอยู่ในโลกที่มีทฤษฎีมากมาย

แต่ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับตัวคุณ "

.

นี่คือประโยค Hook สำคัญในหนังสือเล่มนี้

.

คือแม่งแบบ พวกเราโตมากับคำสอนว่า

ถ้าอยากพัฒนาตัวเองมึงต้องทำยังงั้นยังงี้

มึงต้องตื่นตี 5 มาคาดิโอ

มึงต้องอ่านหนังสือทั้งวัน

จบไปเป็นเจ้าคนนายคน ทำงานราชการ

คำเหล่านี้แม่งไร้สาระจัด ๆ

กุจะจบไปเป็นขี้ข้าในระบบทำไม ?

ในเมื่อกูสร้างระบบของกูเองได้ ?

.

คนที่ออกกำลังกายหรือคนที่เคยอ้วนมาก่อนจะเข้าใจดี

ถ้าคุณสามารถลดน้ำหนัก

ปรับหุ่นตัวเองได้ คุณจะเข้าใจคำว่า

" ถ้าอยากทำอะไร ขอแค่ลงมือ แม่งก็เป็นจริง "

การลดความอ้วนทำให้เข้าใจว่า

การสร้างระบบ การมีรูทีนของตัวเอง

แม่งทำได้จริง แม่งเห็นผลจริง ๆ

.

กับดักที่ใครหลายคนติดกับ

จนไม่มีแรงใจพัฒนาตัวเอง

คือคิดว่า " มันเป็นเรื่องของโชคดี "

.

ชีวิตของคุณ ต้องเคยเจอปัญหาอะไรสักอย่าง

คุณเครียด คุณคิดวิธีทางแก้ปัญหา

และสุดท้ายก็แก้ปัญหานั้นไปได้อย่างท่วงที

และทันใดนั้นคุณก็พูดมาว่า

" เห้อ โชคดีนะที่ จุดจุดจุด "

เว้ยยยยยย มันไม่ใช่เว้ย

.

ผมพยายามจะบอกว่า

เวลาที่คุณเจอปัญหาอะไรก็ตามเนี่ย

สมองคุณจะปลดล้อคไปอีกขั้น

คุณจะสามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อแก้ปัญหา

ไม่ให้เกิดความชิบหายตามมาในชีวิต

.

สิ่งนี้บ่งบอกว่า

สมองคุณมีศักยภาพมากกว่าที่คิด

มันไม่ใช่ความโชคดี

และการพัฒนาตัวเอง

คือการทำให้ศักยภาพสมองอันเต็มที่นั้นเนี่ย

เป็นสภาวะปกติตลอดเวลา

.

ในหนังสือ Robert Greene เน้นย้ำมาก ๆ

เกี่ยวกับเรื่องโชค

.

เราหลายคนติดกับดักในความคิดตัวเอง !

ว่าความเชี่ยวชาญขั้นสุดถือป็นเรื่องของโชค

เป็นความอัจฉริยะตั้งแต่เกิด

เรื่องเหล่านี้ถูกกำหนดมาไว้แล้ว

เราคงทำอย่างเขาไม่ได้

.

ถ้าจะเก่งอะไร มันเป็นเรื่องของ ฐานะตั้งแต่เกิด

ว่าเกิดมาบ้านรวย

เกิดมาไม่ได้เริ่มจากศูนย์

มีพรีวิลเลจ

มีบิวตี้สแตนดาด

เพราะเราเกิดเป็นคนไทย

เพราะการเมืองเป็นแบบนั้น

เพราะมีปัญหาเชิงโครงสร้างแบบนั้น

เพราะมีชายแท้ในประเทศนี้

เพราะโตมาแบบนี้

สุดแต่จะข้ออ้างที่ในทวิตเต้อจะอ้างได้

.

เห้ย เลิกเลย

.

สิ่งสำคัญในชีวิตที่ต้องทำให้ได้

คือ ลบ ทวิตเตอร์ สิ่งนี้มีผลต่อชีวิตมาก

คุณอาจจะเห็นทวิตข้ออ้างโทษนั้นโทษนี่ผ่านตา

แต่รู้ไว้เถอะครับ..... สมองคุณไม่เคยจะปล่อยผ่าน

มันจะเก็บไว้ลงใต้จิตสำนึก

.

เมื่อจิตสำนึกถูกฝังไปแบบนั้น

คุณจะทำอะไรก็ไม่สำเร็จ

เพราะสมองคุณยึดกับสิ่งที่สังคมทวิตเตอร์แบบนั้นไปแล้ว

อีกเรื่องคือคุณจะยึดติดกับคำตัดสินต่าง ๆ ในทวิตเตอร์

เล่นมากไปจะกลายเป็นบ้า แคร์ว่าคนอื่นจะมองตัวเองยังไง

อันนี่ก็ทำไม่ได้เดี๋ยวโดนมองว่ายังงั้นยังงี้

.

เห้ย คำพูดคนอื่นมันมันสำคัญขนาดนั้นหรอวะ

.

คนอื่นที่คุณเคยไม่เคยแม้จะเห็นหน้า

วัน ๆ เอาแต่ด่า เอาแต่บ่นลงทวิต

ขีวิตเขามีอะไรดี

ถึงขนาดต้องเก็บมาแคร์หรอ

.

คุณโตขึ้้นคุณจะเข้าใจว่าปัญหาบนโลกมันเยอะมาก

ถ้าถึงคราวต้องแก้ ชีวิตตกอับขาลง

ยังไงมันก็ต้องแก้ มันไม่มีเวลาไปบ่นหรือเอาเวลาไปตัดสิน

คนที่ชีวิตดีกว่าเหมือนที่คนในทวิตทำหรอกว่า

เพราะเขาโชคดียังงั้นยังงี้

.

ถ้าพูดหยาบ ๆ คุณจะเห็นเลยว่า

เพื่อนคนไหนที่เล่นทวิต กับไม่เล่นทวิต

คนไหนมีความน่าคบมากกว่า

คนไหนมีความสุขกับชีวิตมากกว่า

คนไหนมีความ TOXIC มากกว่า

.

เอาตัวเองออกจากสังคม

ที่พูดแต่คำว่า " ทำไม่ได้ "

แล้วชีวิตจะดีขึ้น ---อย่างก้าวกระโดด---

สังคมทวิตเตอร์ไม่สำคัญ

ค่านิยมสังคมไม่สำคัญ

เรื่องเล่าอะไร ชีวิตต้องไปทางไหนต่อ

ไม่มีอะไรสำคัญเลย

.

ตัวคุณนั่นแหละที่สำคัญ

.

การเติบโตเป็นผู้ใหญ่

คือการทำตามเสียงหัวใจ

และรับผิดชอบผลการกระทำตัวเอง

.

เน้นย้ำอีกที

" โลกนี้มีทฤษฎีมากมาย

แต่ไม่มีสำคัญเท่ากับตัวคุณ "

.

สงสัยอะไร อยากทำอะไร

ให้จดเอาไว้ และนำมาคิดต่อ

ใช้เวลากับมันอย่างลึกซึ้ง

.

ไม่ต้องสนวิธีการว่าจะผิดแปลกไปอย่างไร

เพราะผู้เชี่ยวชาญขั้นสุดที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์

ต่างมีวิธีการของตัวเองไม่ซ้ำใครทั้งสิ้น

.

ทำตามเสียงหัวใจตัวเองเถอะ

และคุณจะพบว่า วันเกิดคุณมีแค่ 2 วัน

1. คือวันที่ออกจากท้องแม่

2. วันที่ออกจากเสียงสังคมและหันกลับมาฟังเสียงหัวใจตัวเอง

.

----------------------------

[ 3. ] หนทางสู่ความเชี่ยวชาญขั้นสุด

ไม่ใช่การหมกมุ่นศึกษาอยู่เรื่องเดียว

แต่คุณต้องศึกษาเรื่องอื่นด้วย

.

และถ้าไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้อง

กับสิ่งที่คุณต้องการจะเชี่ยวชาญ

จะดีมาก

.

ฟังแล้วมันขัด ๆ กันใช่มั้ยครับ

อะไรของมึงวะ ไหนบอกต้องการศึกษาอะไรให้ทุ่มเท

แต่ทีนี้ดันมาบอกว่าให้ไปศึกษาเรื่องอื่น

.

มันเป็นอย่างนี้ครับ

ตอนผมอ่านเจอในหนังสือผมก็อึ้งเหมือนกัน

แต่มันเคาะกระโหลกทำให้ผมต้องเปลี่ยนไมน์เซตไปเลย

.

เวลาเราเจอปัญหาอะไรก็ตามอะครับ

เราต้องมองภาพรวมของปัญหาให้ออก

เพื่อที่จะแก้ไขให่้ถูกต้อง

.

ถ้าเราต้องมองภาพรวม

แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่เราต้องศึกษาอยู่เรื่องเดียว ?

.

การเป็นผู้เชี่ยวชาญขั้นสุด จึงไม่ใช่การหมกมุ่นศึกษาแต่เรื่องเดียว

เพราะคุณจะรู้แค่เรื่องเดียว คุณต้องศึกษาโลกภายนอกด้วย

การศึกษาศาสตร์ความรู้อื่น จะทำให้คุณสามารถนำเสี้ยวใดเสี้ยวนึง

ของความรู้นั้น ๆ นำมาประกอบ เชื่อมโยง " สร้างสรรค์ "

จนเกิดเป็นสิ่งใหม่ที่อาจจะเปลี่ยนแปลงอารยธรรมของมนุษย์ก็ได้ !

.

ลองดูผู้เชี่ยวชาญขั้นสุดที่เป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์

จากอดีตที่ผ่านมาสิครับ

พวกเขาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ก็เพราะความคิดสร้างสรรค์

การนำความเชื่อมโยงสิ่งหนึ่งกับสิ่งหนึ่งทั้งสิ้น !

--------------------------

[ 4. ] จงรับฟังอาจารย์ และจงเหนือกว่าอาจารย์

.

โลกนี้มีผู้เชี่ยวชาญขั้นสุดอยู่มากครับ การเรียนแพทย์ทำให้ผมเห็นผู้เชี่ยวชาญขั้นสุดเยอะมาก เห็นตำตาก็คืออาจารย์กับพี่พยาบาลนี่แหละครับ

.

การมีอยู่ของอาจารย์ จะทำให้เราร่นระยะเวลาไปได้มาก

จริงอยู่ว่าเราต้องใช้เวลาเพื่อความเชี่ยวชาญขั้นสุด

.

แต่ชีวิตเรามีจำกัดครับ

.

ผู้เชี่ยวชาญขั้นสุดที่่มีมาก่อนแล้ว

เขาได้เรียนรู้ว่าสิ่งไหนสำคัญ

สิ่งไหนไม่สำคัญ ในศาสตร์ความรู้นั้น ๆ

จะดีกว่ามาก ถ้าเราได้เรียนรู้จากเขา

เราจะได้ไม่เสียเวลาไปกับการลองผิดลองถูก

.

อาจารย์เขาเคยผ่านระยะผู้ฝึกหัดแบบเรามาก่อนแล้ว

เขาย่อมมองเห็นตัวเขาในอดีตผ่านตัวเราที่กระตือรือร้นที่จะใฝ่รู้

ดังนั้นเขาย่อมเต็มใจสอนอย่างดี

พี่ extern intern พพล staff

เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก

ที่่เขาตั้งใจสอน

.

และแน่นอนว่า

ไม่มีสิ่งใดสำคัญเท่าเสียงหัวใจตัวเอง

เมื่อคุณได้เรียนรู้จากอาจารย์

สิ่งต่อไปที่คุณต้องทำ

.

คือคุณต้องเหนือกว่าอาจารย์

.

อาจารย์ของคุณ

อาจจะมีรูปแบบตายตัวในสายอาชีพ

เพื่อไปสู่ความชำนาญขั้นสุด

แต่สิ่งที่อาจารย์ทำ

ย่อมเหมาะกับอาจารย์เท่านั้น

.

คุณต้องมีหนทางของตัวเอง

ที่เหมาะสมกับตัวคุณเอง

เมื่อผสานกับศาสตร์ความรู้อื่น ๆ จากข้อที่ 3.

คุณจะแปรสภาพศาสตร์ความรู้เดิม จนเหนือไปอีกขั้น

จงรับฟังอาจารย์ และจงเหนือกว่าอาจารย์

-------------------------------------

[ 5. ] ภาพลักษณ์ อีคิว สำคัญมาก

คุณอาจจะคิดว่าไม่สำคัญ แต่จริง ๆ สำคัญมาก

ผมอึ้งอยู่นะตอนอ่านอะ5555555555555

Robert Greene บอกว่า ต่อให้คุณจะเป็นผู้เชี่ยวชาญขั้นสุดก็ตาม

แต่ถ้าภาพลักษณ์คุณแย่ อีคิวคุณแย่ ทักษะการสื่อสารของคุณแย่

คุณก็ไม่ถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญขั้นสุดครับ

การผู้เชี่ยวชาญข้้นสุด

ต้องได้รับการยอมรับจากคนอื่นเช่นกัน

แต่ไม่ได้เกิดจากที่เราต้องพยายามให้คนอื่นยอมรับ

แต่คือการที่สังคมยอมรับเรา

เพราะเราเป็นตัวเราเอง มีหนทางของตัวเอง

.

เราต้องสร้างบุคลิกให้เหมาะสม

สร้างบุคลิกให้สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของเรา

แสดงให้สังคมเห็นจากภายใน

ว่าที่ผ่านมาเราพยายามมากแค่ไหน

มีความจริงจังมากเพียงใด

ไม่ใช่เล่น ๆ กับชีวิตไปวัน ๆ

.

ความเชี่ยวชาญขั้นสุดของเรา

ไม่ได้ถูกยอมรับจากผลงาน

แต่เกิดจากบุคลิกด้วยว่าน่าเคารพหรือไม่

เพราะต่อให้คุณเก่งแค่ไหน

แต่ถ้าคุณ toxic / ไม่น่าเคารพ

สังคมก็จะมองไม่เห็นความเก่งของคุณ

เขาจะมองแค่ว่า เรื่องง่าย ๆ อย่างการมีปฏิสัมพันธ์

การมีบุคลิกที่ดี ยังทำไม่ได้

ความเก่งที่มีก็คงจะ " งั้น ๆ "

( ผมคงต้องพูด สกิบิดี้ ให้น้อยลงสินะ )

----------------------------------

สรุป : แค่การมีอยู่ของคุณก็มีความหมายต่อคนรอบข้างมากเหลือเกิน หากคุณเกิดมาในครอบครัวที่ดี การมีอยู่ของคุณย่อมมีความหมายต่อพ่อแม่ หรือต่อให้คุณเกิดมาในครอบครัวที่แย่ การมีอยู่ของคุณก็มีความหมายต่อเพื่อนของคุณ หรือต่อให้คุณไม่มีเพื่อนเลย การมีอยู่ของคุณย่อมมีความหมายต่อตัวคุณเอง You still got yourself cuz no body's perfect...

เพราะฉะนั้น แค่การมีอยู่ก็มีความหมาย การเชี่ยวชาญขั้นสุดจะทำให้คุณแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ได้ บางปัญหามีอยู่เพื่อกำหนดไว้ว่ากำลัง " รอ " คุณเท่านั้นที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ มีแค่คุณคนเดียวเท่านั้น

-- การค้นหาความเชี่ยวชาญมีเพียงแค่คุณต้องรับฟังเสียงหัวใจตัวเอง เหมือนในวัยเด็ก ที่คุณสนใจก้อนดิน สนใจท้องฟ้า สงสัยเรื่องราวต่าง ๆ แล้วหันไปถามพ่อแม่ พ่อจ๋า แม่จ๋า อันนี้คืออะรายยยย แล้วเก็บมาคิดสร้างสรรค์ แต่งเรื่องเป็นเรื่องเป็นราวให้พ่อแม่ฟัง

สิ่งเหล่านี้บ่งบอกว่าสมองคุณกำลังใช้ความคิด คุณในวัยเด็กยังไม่มีความรู้มาก แต่ตอนนี้คุณโตมากพอแล้วที่จะมีนำศาสตร์ความรู้ต่าง ๆ มาเชื่อมโยงกันและกัน เรียนรู้สิ่งที่สนใจจากอาจารย์ที่ผ่านการเชี่ยวชาญขั้นสุดมาก่อน แปรสภาพให้เหนือกว่าอาจารย์โดยวิธีที่เหมาะสมกับตัวเอง ใช้เวลาและความพยายามกับมัน ผลลัพธ์จะไม่เกิดขึ้นในวันนี้ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการมีอยู่ของวันพรุ่งนี้จึงสำคัญ ผลลัพธ์จะไม่เกิดขึ้นในทันที

ความสำเร็จจะเกิดขึ้นจาก sequence ดังนี้

คือ No ---> Not YET --> Grew UP --> YES

คุณต้องเติบโตและผ่านประสบการณ์ให้มากพอ และวันนั้นเองความเชี่ยวชาญขั้นสุดจะออกมาจากตัวคุณเอง

เหมือนกับอาจารย์หมอวอร์ดศัลย์ที่รู้ว่าต้องผ่าอะไร กรีดลึกแค่ไหน adviceคนไข้ยังไง เหมือนกับพี่พยาบาล SCRUB NURSE ว่าถ้าถึงขั้นตอนนี้จะต้องยื่นอะไรให้อาจารย์หมอโดยที่อาจารย์ไม่ต้องบอก

บ่งบอกถึงเวลาและประสบการณ์ที่ได้ทุ่มลงไป

จนคุณไม่ต้องผ่านสมองกลั่นกรอง " มันออกมาเอง มันทำไปได้่เอง "

เราต่างแสวงหาเทคนิคและทางลัด

จนละเรื่องการใช้เวลาและประสบการณ์

หันไปมองว่าเป็นเพราะโชค นี่ไม่ใช่เรื่องของโชค

ไม่ใช่ข้ออ้างว่าคนที่ทำได้มาก่อน

เพราะพวกเขาไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เราทำไม่ได้เพราะเราเป็นคนไทย

เรามีปัญหาเชิงโครงสร้าง เรามีชายแท้ในประเทศ

คำบ่นในทวิตเตอร์เหล่านี้ไม่ได้สำคัญให้คุณเก็บมาคิดจนฝังสมอง

โลกนี้มีทฤษฎีมากมาย

แต่สิ่งที่สำคัญคือตัวคุณเองเท่านั้น

ปล่อยเขา และหันกลับมาให้เวลากับตัวเองเถอะ

----------------------------------------

ขอให้คุณสนุกและท้าทายกับการพัฒนาตัวเอง

มันจะเหนื่อย แต่ขอให้กินอะไรก็อร่อย

นอนหลับสบาย ผ้าห่มไม่หลุด

คอไม่ตกหมอน

------------------------------------------

ขอให้ทุกคนที่คุณจะได้พบเจอต่อจากนี้

ได้รับความรักและการช่วยเหลือ

จากการเชี่ยวชาญขั้นสุดของคุณ

------------------------------------------

ขอบคุณครับ

------------------------------------------

#siamstr ฟังผมทีครับ

ผมนั่งคิด จนตกตะกอน จนในที่สุดก็ได้คำตอบว่า "ความหมายของชีวิตคืออะไร"

ผมนั่งจมกับความคิดตัวเองมา 3-4 วันแล้ว ตอนนี้ผมอายุ 21 ปี ผมคิดว่า สิ่งที่ผมตกตะกอนได้ ทุกคน "ต้องรู้" ในตอนนี้ ยิ่งรู้ไวยิ่งเข้าใจไว ยิ่งดี

เหมือนกับที่หลายคนอยากป้ายยาส้มให้คนอื่น

ผมอยากเล่าในสิ่งที่ผมตกตะดอนได้มาก แต่มันอาจจะยาวประมาณ7 min read ผมขอ...ความกรุณา

แค่กดไลก์โพสนี้ก็พอครับ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า ต่อให้มันจะยาว คุณก็จะอ่านให้ผม...

Replying to Avatar SutjaD

#siamstr

วันนี้ครบรอบ 4 ปีที่แม่ผมเสียครับ

-

สิ่งที่คิดได้ในปีที่ 4 :

" ชีวิตจบลงตรงนั้น

แต่คนที่ยังอยูู่...

ทำอะไรได้บ้าง..? "

-

ตั้งแต่แม่เสีย ผมพัฒนาตัวเองเยอะมาก

ผมไปแข่งทั้งยกน้ำหนัก

ทั้งวิชาการ อ่านหนังสือพัฒนาตัวเอง

ทำตัวเองให้ดีขึ้นหลายอย่าง

แต่...บางครั้งก็...อดน้อยใจไม่ได้

ว่าที่เราพยายามทำอยู่ตอนนี้...เราทำไปทำไม ?

ทำไป แม่ก็ไม่อยู่เห็น แม่ไม่ได้อยู่รับรู้

-

ผมอยู่กับความคิดนี้มานาน

เถียงกับตัวเองในหัว ทุกวัน

จนวันนึง

เชี่ย...กูเถียงตัวเองชนะ

-

นี่คือคำตอบที่ผมค้นพบ

-

แม่เสียไปแล้ว ผมยังคิดถึงแม่อยู่ทุกวัน

ดังนั้น... แม่ผมยังมีชีวิต อยู่ในหัวใจ

-

ถ้า ! ผมยังเป็นใจที่ไร้แรงต่อไป..

ไม่พัฒนาตัวเองขึ้นในทุกวัน

เพราะข้ออ้างว่าทำไปแม่ก็ไม่เห็น

ณ เวลานั้น

แม่ที่อยู่ในใจ...ก็จะตายเป็นครั้งที่ 2

-

เมื่อตายครั้งนี้แล้ว จะไม่มีทางกลับมาได้อีก

ทุกคำสอน ทุกความคาดหวัง ทุกสิ่งที่ฝากฝัง

จะถูกหยุดไว้ตรงนัั่นชั่วกัลป์

-

ดังนั้น !

คนที่ยังอยู่

จึงเป็นผู้กำหนด "ความเป็นความตาย" ในชีวิตที่ 2

ชีวิต...ความทรงจำ...

ที่ยังเหลือในหัวใจของคนที่ยังอยู่

-

แล้ว?

คุณจะกำหนดอย่างไรล่ะ ?

-

คำตอบคือ...

คุณทำตามสิ่งที่เขาฝากฝังไว้...

ได้ดีแค่ไหน...?

-

นั่นแหละคือสิ่งที่ผมค้นพบ...

-

ยิ่งผมใช้ชีวิต

ตามที่แม่บอก

ตามที่แม่คาดหวัง

ตามที่แม่สั่งเสียมากเท่าไหร่

ก็ยิ่งสัมผัสได้ว่า

แม่มีชีวิตอยู่ในหัวใจผมมากขึ้นเท่านั้น

ผมเดินหน้าเป็นคนที่ดีขึ้นในทุกวัน

นี่เป็นสิ่งที่แม่ต้องการ

-

การทำตามความคาดหวังของคนที่ตายไปแล้ว

คือการตอกย้ำว่าเศษเสี้ยวชีวิตของเขา...

ไม่ได้ดับลงไปเสียหมด

ตราบใดที่ยังมีคนคิดถึง

ตราบใดที่ยังมีคนทำในสิ่งที่เขาต้องการ

-

เพื่อเป็นการอาลัยแด่คนที่จากไป

ไม่จำเป็นต้องสร้างอนุเสาวรีย์ใดใด

แค่....ต้อง " เป็น "

ในสิ่งที่เขาอยากให้โลกนี้มี

( Credit :Benz Arnun )

-

คนเราตายไป

เพื่อเป็นอมตะในใจของคนที่ยังอยู่

ขอบคุณครับ

nostr:npub1pft2cnw2rqy3vh22lau3pyhm2ysde00euhmmw6d59mnegttvjk6syfk0jk ขอบคุณ zaps มากๆเลยนะครับ

#siamstr

วันนี้ครบรอบ 4 ปีที่แม่ผมเสียครับ

-

สิ่งที่คิดได้ในปีที่ 4 :

" ชีวิตจบลงตรงนั้น

แต่คนที่ยังอยูู่...

ทำอะไรได้บ้าง..? "

-

ตั้งแต่แม่เสีย ผมพัฒนาตัวเองเยอะมาก

ผมไปแข่งทั้งยกน้ำหนัก

ทั้งวิชาการ อ่านหนังสือพัฒนาตัวเอง

ทำตัวเองให้ดีขึ้นหลายอย่าง

แต่...บางครั้งก็...อดน้อยใจไม่ได้

ว่าที่เราพยายามทำอยู่ตอนนี้...เราทำไปทำไม ?

ทำไป แม่ก็ไม่อยู่เห็น แม่ไม่ได้อยู่รับรู้

-

ผมอยู่กับความคิดนี้มานาน

เถียงกับตัวเองในหัว ทุกวัน

จนวันนึง

เชี่ย...กูเถียงตัวเองชนะ

-

นี่คือคำตอบที่ผมค้นพบ

-

แม่เสียไปแล้ว ผมยังคิดถึงแม่อยู่ทุกวัน

ดังนั้น... แม่ผมยังมีชีวิต อยู่ในหัวใจ

-

ถ้า ! ผมยังเป็นใจที่ไร้แรงต่อไป..

ไม่พัฒนาตัวเองขึ้นในทุกวัน

เพราะข้ออ้างว่าทำไปแม่ก็ไม่เห็น

ณ เวลานั้น

แม่ที่อยู่ในใจ...ก็จะตายเป็นครั้งที่ 2

-

เมื่อตายครั้งนี้แล้ว จะไม่มีทางกลับมาได้อีก

ทุกคำสอน ทุกความคาดหวัง ทุกสิ่งที่ฝากฝัง

จะถูกหยุดไว้ตรงนัั่นชั่วกัลป์

-

ดังนั้น !

คนที่ยังอยู่

จึงเป็นผู้กำหนด "ความเป็นความตาย" ในชีวิตที่ 2

ชีวิต...ความทรงจำ...

ที่ยังเหลือในหัวใจของคนที่ยังอยู่

-

แล้ว?

คุณจะกำหนดอย่างไรล่ะ ?

-

คำตอบคือ...

คุณทำตามสิ่งที่เขาฝากฝังไว้...

ได้ดีแค่ไหน...?

-

นั่นแหละคือสิ่งที่ผมค้นพบ...

-

ยิ่งผมใช้ชีวิต

ตามที่แม่บอก

ตามที่แม่คาดหวัง

ตามที่แม่สั่งเสียมากเท่าไหร่

ก็ยิ่งสัมผัสได้ว่า

แม่มีชีวิตอยู่ในหัวใจผมมากขึ้นเท่านั้น

ผมเดินหน้าเป็นคนที่ดีขึ้นในทุกวัน

นี่เป็นสิ่งที่แม่ต้องการ

-

การทำตามความคาดหวังของคนที่ตายไปแล้ว

คือการตอกย้ำว่าเศษเสี้ยวชีวิตของเขา...

ไม่ได้ดับลงไปเสียหมด

ตราบใดที่ยังมีคนคิดถึง

ตราบใดที่ยังมีคนทำในสิ่งที่เขาต้องการ

-

เพื่อเป็นการอาลัยแด่คนที่จากไป

ไม่จำเป็นต้องสร้างอนุเสาวรีย์ใดใด

แค่....ต้อง " เป็น "

ในสิ่งที่เขาอยากให้โลกนี้มี

( Credit :Benz Arnun )

-

คนเราตายไป

เพื่อเป็นอมตะในใจของคนที่ยังอยู่

ขอบคุณครับ

#siamstr

ใน EMOTION บทสุดท้าย

บอกว่าคนเรามันต้องมีสักช่วงชีวิตแหละ...

ที่ต้องเจอคนมีอีคิวต่ำ

หรือบางที เรานั่นแหละที่เป็นคนที่อีคิวต่ำเสียเอง

-

เพราะอีคิวคือการเข้าใจคนอื่น เมื่อความสามารถในการเข้าใจกันต่ำลง

ผลลัพธ์คือการแยกทางในความสัมพันธ์

-

ผมอยากให้ทุกคนลองเช็ค Blocklist ในไอจี

ในเฟสบุ้ค ของคุณตอนนี้ครับ

เปิดยังครับ ? เปิดแล้วจำได้มั้ย ? ว่าคุณบล็อคเขาเพราะอะไร ? สิ่งที่เขาทำ ผิดขนาดไหน ?

-

มาในวันนี้คุณกับเขาโตขึ้นมาก

นับตั้งแต่วันที่คุณกดบล็อค

แม้โตขึ้นมาแล้ว แต่เมล็ดพันธ์แห่งความเกลียดชังจากความสัมพันธ์ในครั้งนั้น กำลังพันธนาการให้คุณมีนิสัยเสียบางอย่างจนถึงปัจจุบันหรือเปล่า ?

-

ถ้าเกิดว่ามี

ผมไม่ได้บอกให้คุณให้อภัยเขา

แต่คุณต้องให้อภัยตัวเอง

ให้อภัย ว่านิสัยเสียบางอย่างของคุณตอนนี้

คุณจะไม่ทำอีกต่อไป เพราะโดนอดีตควบคุม

-

เสียงในใจคุณกู่ร้องเสียงดัง

" ก็แม่งทำกูแบบนี้ ! กูเลยเป็นแบบนี้ไง ! "

-

เขาหายจากชีวิตคุณตั้งแต่กดบล็อคแล้ว

แต่เขาไม่เคยหายไป เพราะคุณไม่ยอมให้เขาหายไป คุณเก็บเขามาเป็นสลากแปะกลางหัวไว้

กำหนดพฤติกรรมตัวเอง

เก็บมาเป็นข้ออ้างเพื่อที่จะนิสัยเสียต่อคนอื่น

-

เก็บมาเป็นข้ออ้าง เพื่อขังตัวเอง

ไม่ยอมให้ตัวเองออกไปเจออะไรที่ดีกว่าเดิม

-

ถึงเวลาวางสลากนั้นลงแล้วครับ

เพราะผู้ฉลาดทางอารมณ์

จะไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ตัวเองในอดีต

จะไม่ถูกยึดโยงโดยสลากใดๆอีกต่อไป

-

ถึงเวลาเริ่มต้นใหม่

ไร้ซึ่งพันธนาการใดอีกต่อไป

คืนเสรีภาพให้กับตัวเองสักที

-

ขอบคุณครับ

#siamstr

ในโลกที่มองทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผล

อย่างหนักแน่น

ผู้คนมองข้ามสภาพจิตใจอันเบาบาง

ผมขอใช้เวลานั่งข้าง ๆ

เรียนรู้สิ่งที่คุณเผชิญอยู่ตอนนี้เอง !

-

ถอด 4 บทเรียนเด็ด ๆ

จากปรมาจารย์เหมียวเทพกระบี่

ใน EMOTION :

เพราะผู้ฉลาด --> จะไม่พ่ายแพ้ต่ออารมณ์

#ไม่ใช้AIเขียน 2 นาทีอ่านจบ

- ข้อ 3 จะทำให้คนรักคุณมากขึ้น

- หัวข้อพิเศษในเม้น จะเปลี่ยนชีวิตคุณ

------

1.ทุกคนเข้าใจคำว่าความฉลาดทางอารมณ์ผิดไป ⁉️🚫🚫🚫

หลายคนคิดว่า EQ คือการควบคุมอารมณ์ได้

แต่จริง ๆ EQ คือการ " เข้าใจ " ต่างหากครับ..

-----

เช่น

คุณทักหาคนคุยว่า ทำอะไรอยู่

เขาตอบมาว่า ทำงาน

คุณไม่ได้อยากรู้ว่าเขาทำอะไรอยู่หรอกครับ

ถ้าคุยกันมานานคุณรู้อยู่ละ

โอ้ยเวลานี้ อีนี่ ทำงานอยู่แน่ ๆ

--

แต่ทำไมยังถามล่ะว่าทำอะไร ?

เพราะความต้องการจริง ๆ คุณก็รู้ดี

คือ "คิดถึงเขา"

อยากคุยด้วย อยากโทรหา

" อยากโดนสนใจอ่าาาาา"

------

2.เมื่อมองเห็นความต้องการ

ผู้มี EQ สูง จะตอบสนองได้ถูกต้อง ! 😎

ถ้าคนคุยของคุณมีความฉลาดทางอารมณ์มากพอ เขาจะมองออกว่าคุณต้องการ

"โดนเอาใจใส่" " อยากโดนสนใจ"

"คุณยังมีค่าสำหรับเขา" 🥹🥹🥺🥺

----

คนคุยที่มี EQ มากพอ เขาจะตอบว่า

" ทำงานอยู่นะครับบ วุ่นมากเลย คิดถึงมากๆๆ ทำวานเสร็จคงเหนื่อยมากแน่ ๆ อยากเลิกงานไปคุยกับเบ้บเบ๊บแล้ว😭😭 เค้าเลิกงานแล้วไปกินร้านโปรดเบ้บเบ๊บกันนะคับ🥰💖 เดี๋ยวเค้าทักหานะ "

--

นอกจากคุณไม่ถูกมองข้าม

คุณยังรู้ได้เลยว่า คนนี้ " เข้าใจคุณ "

ถ้าคุยกับกรีนแฟกก็เป็นงี้ละ

-----

3.ผู้ฉลาดทางอารมณ์

"ไม่เคยมองข้ามความเสียใจ" 😢🫂🖐🏻🚫

เมื่อคืนทักไปบ่นกับวิล

-

" ไอ่วิล ไม่มีไรเดอร์ส่งอาหารเลย รอเป็นชม. สุดท้ายต้องลงมาซื้อข้าวข้างรพ.เลย "

คนที่มีความฉลาดทางอารมณ์อย่าง

ชิษณุชา สันติอมรทัติ จะตอบผมว่ายังไง ?

-

ก.ไม่เป็นไรเพื่อน ซื้อใหม่ๆ

ข.อืม ท้องร้องเลยดิ

-

แน่นอนครับ คำตอบที่ถูกต้อง

คือ ข.อืม ท้องร้องเลยดิ

สมมติคุณบ่นว่าหิวแล้วไม่ได้แดกสักที คุณรู้อยู่แก่ใจครับว่าวิธีการได้แดก คือเดินไปร้านเองไม่ต้องรอไรเดอร์ ความรู้สึกแย่ที่รอข้าวแม่งก็นานมากอยู่แล้ว ถ้าคุณบ่นกับเพื่อนแล้วเพื่อนตอบว่า ไม่เป็นไร -- ความรู้สึกที่คุณส่งไป *มันถูกปฏิเสธ*มันไม่ถูกมองเห็น แล้วคุณจะเบาใจขึ้นได้อย่างไร ?

-

ครั้งต่อไปก็คงจำไปเองว่า

ความรู้สึกแย่ใด ๆ มันไม่สำคัญ

ให้รีบปัดตก ไม่หยิบความทุกข์มาพิจารณา

นานวันเข้า คุณจะรับมือกับความทุกข์ไม่เป็นเลย

หันไปเพิ่งพาทางแก้อย่างความสุขระยะสั้น

สิ่งมึนเมา ไถต้อก ๆ

-

เพราะคำว่า ไม่เป็นไร...

บางที เราก็ยอมเถอะ.. ว่ามัน"เป็น" จริง ๆ

-

สิ่งที่ผมต้องการจาก ชิษณุชา สันติอมรทัติ คือการสร้างโลกที่เลิกใช้ตรรกะและเหตุผลเพียง 1 นาที

เพื่อช่วยมองดูหัวใจที่เศร้าโศกสักแปปได้มั้ย ?

แม้จะเป็นเรื่องที่แก้ไขปัญหาได้ง่ายก็ตาม ? 😢

-

แค่ 1 นาที

ก็มากพอที่จะแบ่งเบาความรู้สึกหิว

แค่ 1 นาที ที่ช่วยทำให้รู้สึกว่า

โลกนี้....ยังมีคนที่มองเห็นความรู้สึกของเราอยู่

แค่ 1 นาที ยังมีคนที่ช่วยยืนยัน ว่าเรายังมีค่ามากพออยู่...

-

ความรู้สึกเราไม่ได้หายไปไหนนะครับ 😉

คุยให้ถูกคน แล้วคุณ จะถูกมองเห็น ;;)

รักนะครับ ขอบคุณครับ

-

( Special in comment

ผู้ฉลาดทางอารมณ์จะไม่ถูกอารมณ์ควบคุม )

Replying to Avatar SutjaD

อยู่กับลมหายใจมาทั้งชีวิต

ลองสนใจมันสัก 5.5 วินาทีดีมั้ยครับ ?

อ่านโพสต์ผมสองนาที

เพื่อไม่ให้ลมหายใจทั้งชีวิต

สูญเปล่าอีกต่อไป ⁉️ #ไม่ใช้AIเขียน

James Newston ( ผมจะเรียกว่าคุณเจมส์ ) อธิบาย

ถึงความสำคัญของลมหายใจ

เคียงคู่กับประวัติศาสตร์มนุษย์ไว้

ผ่าน Breath : The New science of lost art

ได้ความสั้น ๆ ดังนี้ครับ

-----

มนุษย์กำลังวิวัฒนาการถอยหลัง 🙊🐒

-----

คุณเจมส์บอกว่า โครงกระโหลกของมนุษย์เปลี่ยนไปตั้งแต่ยุคปฏิวัติเกษตรกรรม มนุษย์เคี้ยวอาหารนุ่มขึ้น ทำให้ใบหน้าเรียว " ยู่" เข้ามา

ไอ่การเรียวนี่แหละปัญหา มันดันไปเรียวตรงทางเดินหายใจพอดี วันเวลาผ่านไป จนถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม อาหารแปรรูปมากขึ้น ใบหน้าก็ยิ่งเรียวขึ้น ทุกคนเข้าไปเป็นแรงงาน ถวายเวลาให้กับงาน ไม่มีเวลาอยู่กับตัวเอง

--

จนในที่สุด ทุกคนก็ลืมวิธีการหายใจ 😭

ในที่สุดทุกคนก็ใช้ปากหายใจมากกว่าจมูก เพราะวิวัฒนาการทางกระโหลกทำให้ทางเดินอากาศในจมูกตีบตันไปแล้ว

--

มีอะไรแปลกปลอมเข้ามาในจมูกนิดหน่อย ระบบภูมิคุ้มกันก็ตกใจฟ้าถล่ม เป็นชื่อโรคประจำตัวยอดฮิตแลกลดแจกแถม " ภูมิแพ้ " กำเริบที จมูกแดงกันเป็นแถบ

หนักสุดถ้าคุณมีภาวะอ้วน คุณก็เสี่ยงเป็นโรคภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เลือดเป็นกรดอีก

เฮ้ย... แค่หายใจผิดนะนี่ ทำไมเป็นหนักจัง...

-----

พวกคุณไม่รู้ตัวหรอก

ว่าตอนนี้พวกคุณกำลังหายใจอย่างไร

แต่ให้ผมเดาว่าก่อนที่จะอ่านโพสต์ผม

ก่อนที่จะมีสติรับรู้ว่าเราคุมการหายใจได้

การหายใจคุณถี่ สั้น ไม่เต็มอิ่ม ไม่เต็มปอด ไม่กลั้น ไม่พัก ไม่กักเก็บ ไม่หายใจออกมากพอ ลมเก่าที่ค้างในปอด คุณยังไม่เอาออกเลยด้วยซ้ำแล้วคุณก็วนรอบหายใจใหม่ซะละ

แล้วถ้าเทียบในอัตราหายใจ 1 นาที คุณคิดว่าทุกรอบคุณหายใจทางไหน ? ทางจมูกเหมือนกันทุกรอบมั้ย ก็ไม่ เดี่๋ยวก็ปากบ้างจมูกบ้าง เดี๋ยวก็ลืมหายใจบ้างก็มี

---

ถ้าวิธีนำอากาศเข้าไปไม่ดี ฟังก์ชั่นร่างกายคุณจะใช้งานเต็มประสิทธิภาพได้ยังไง ?💀

--

ในหนังสือ คุณเจมส์เล่าว่า

เขาใช้เวลาเป็นสิบปีเพื่อออกทำการทดลอง

ออกตามหาผู้เชี่ยวชาญศาสตร์การหายใจ

จนในที่สุดเขาก็ได้วิธีการหายใจ

ที่สมบูรณ์แบบที่สุด

ชื่อ กฎ5.5วินาที🖐🏻.🖐🏻

--

5.5 วินาทีหายใจเข้า ( ทำตามเดี๋ยวนี้ )

5.5 วินาทีกลั้นลม

5.5 วินาทีหายใจออก

ใน 1 นาที คุณจะพบว่า

คุณหายใจด้วยอัตรา 5.5 ครั้ง / นาที

คุณหายใจเข้าไปได้ทั้งหมด 5.5 ลิตร

--

นี่เป็นตัวเลขที่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่ว่าทำแล้วมันจะรักษาหายได้ทุกโรค แต่สมบูรณ์เพราะมันง่ายที่จะเริ่มต้นทำ เพื่อทวงคืนทางเดินหายใจที่ตีบตันจากวิวัฒนาการถอยหลังของพวกเราทุกคนกลับมา เพื่อทวงคืนสุขภาพของมนุษยชาตกลับมาให้เข้าที่เข้าทาง

เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่พวกเราละเลยคือ...

การหายใจ.....

--

ศาสตร์แห่งการหายใจ อยู่คู่อารยธรรมมนุษย์ในทุกยุคสมัย ตั้งแต่ปฐมกาลไบเบิล คัมภีร์เต๋า โยคี โยคะ ทุมมา ทิเบต พุทธะ สุดาจันกริยะ

ไม่ว่าจะชื่ออะไรก็ตาม ทุกศาสตร์ต่างดึงจิตใจอันฟุ้งซ่าน จิตใจอันกังวลในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

จิตใจอันโกลาหลของคุณ กลับมาควบคุมในสิ่งที่ควบคุมได้อย่างง่ายที่สุดก่อนจะแก้ปัญหาใด ๆ

คือการควบคุมลมหายใจ

--

เรียกสติกลับมาที่ตัว เรียกออกซิเจนเข้าไปในทางเดินอากาศในทางที่ถูกต้อง ( จมูก ) เมื่อร่างกายควบคุมการเข้ามาของก๊าซที่จำเป็นในการดำรงชีวิตได้ถูกต้อง สมองก็จะเห็นวิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องตามมาเช่นกัน

-----

ผู้ใดควบคุมลมหายใจได้

ผู้นั้นย่อมควบคุมโลกใบนี้ได้

ขอบคุณครับ ( มีเรื่องน่ารู้ต่อในเม้น )

nostr:npub1e0vgtvve8c8lnahnfz42ng34cynfxtqsc479wg648e233gpnlpqsm7qdsx กราบขอบคุณมากๆเลยครับ 🥹

Replying to Avatar SutjaD

อยู่กับลมหายใจมาทั้งชีวิต

ลองสนใจมันสัก 5.5 วินาทีดีมั้ยครับ ?

อ่านโพสต์ผมสองนาที

เพื่อไม่ให้ลมหายใจทั้งชีวิต

สูญเปล่าอีกต่อไป ⁉️ #ไม่ใช้AIเขียน

James Newston ( ผมจะเรียกว่าคุณเจมส์ ) อธิบาย

ถึงความสำคัญของลมหายใจ

เคียงคู่กับประวัติศาสตร์มนุษย์ไว้

ผ่าน Breath : The New science of lost art

ได้ความสั้น ๆ ดังนี้ครับ

-----

มนุษย์กำลังวิวัฒนาการถอยหลัง 🙊🐒

-----

คุณเจมส์บอกว่า โครงกระโหลกของมนุษย์เปลี่ยนไปตั้งแต่ยุคปฏิวัติเกษตรกรรม มนุษย์เคี้ยวอาหารนุ่มขึ้น ทำให้ใบหน้าเรียว " ยู่" เข้ามา

ไอ่การเรียวนี่แหละปัญหา มันดันไปเรียวตรงทางเดินหายใจพอดี วันเวลาผ่านไป จนถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม อาหารแปรรูปมากขึ้น ใบหน้าก็ยิ่งเรียวขึ้น ทุกคนเข้าไปเป็นแรงงาน ถวายเวลาให้กับงาน ไม่มีเวลาอยู่กับตัวเอง

--

จนในที่สุด ทุกคนก็ลืมวิธีการหายใจ 😭

ในที่สุดทุกคนก็ใช้ปากหายใจมากกว่าจมูก เพราะวิวัฒนาการทางกระโหลกทำให้ทางเดินอากาศในจมูกตีบตันไปแล้ว

--

มีอะไรแปลกปลอมเข้ามาในจมูกนิดหน่อย ระบบภูมิคุ้มกันก็ตกใจฟ้าถล่ม เป็นชื่อโรคประจำตัวยอดฮิตแลกลดแจกแถม " ภูมิแพ้ " กำเริบที จมูกแดงกันเป็นแถบ

หนักสุดถ้าคุณมีภาวะอ้วน คุณก็เสี่ยงเป็นโรคภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เลือดเป็นกรดอีก

เฮ้ย... แค่หายใจผิดนะนี่ ทำไมเป็นหนักจัง...

-----

พวกคุณไม่รู้ตัวหรอก

ว่าตอนนี้พวกคุณกำลังหายใจอย่างไร

แต่ให้ผมเดาว่าก่อนที่จะอ่านโพสต์ผม

ก่อนที่จะมีสติรับรู้ว่าเราคุมการหายใจได้

การหายใจคุณถี่ สั้น ไม่เต็มอิ่ม ไม่เต็มปอด ไม่กลั้น ไม่พัก ไม่กักเก็บ ไม่หายใจออกมากพอ ลมเก่าที่ค้างในปอด คุณยังไม่เอาออกเลยด้วยซ้ำแล้วคุณก็วนรอบหายใจใหม่ซะละ

แล้วถ้าเทียบในอัตราหายใจ 1 นาที คุณคิดว่าทุกรอบคุณหายใจทางไหน ? ทางจมูกเหมือนกันทุกรอบมั้ย ก็ไม่ เดี่๋ยวก็ปากบ้างจมูกบ้าง เดี๋ยวก็ลืมหายใจบ้างก็มี

---

ถ้าวิธีนำอากาศเข้าไปไม่ดี ฟังก์ชั่นร่างกายคุณจะใช้งานเต็มประสิทธิภาพได้ยังไง ?💀

--

ในหนังสือ คุณเจมส์เล่าว่า

เขาใช้เวลาเป็นสิบปีเพื่อออกทำการทดลอง

ออกตามหาผู้เชี่ยวชาญศาสตร์การหายใจ

จนในที่สุดเขาก็ได้วิธีการหายใจ

ที่สมบูรณ์แบบที่สุด

ชื่อ กฎ5.5วินาที🖐🏻.🖐🏻

--

5.5 วินาทีหายใจเข้า ( ทำตามเดี๋ยวนี้ )

5.5 วินาทีกลั้นลม

5.5 วินาทีหายใจออก

ใน 1 นาที คุณจะพบว่า

คุณหายใจด้วยอัตรา 5.5 ครั้ง / นาที

คุณหายใจเข้าไปได้ทั้งหมด 5.5 ลิตร

--

นี่เป็นตัวเลขที่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่ว่าทำแล้วมันจะรักษาหายได้ทุกโรค แต่สมบูรณ์เพราะมันง่ายที่จะเริ่มต้นทำ เพื่อทวงคืนทางเดินหายใจที่ตีบตันจากวิวัฒนาการถอยหลังของพวกเราทุกคนกลับมา เพื่อทวงคืนสุขภาพของมนุษยชาตกลับมาให้เข้าที่เข้าทาง

เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่พวกเราละเลยคือ...

การหายใจ.....

--

ศาสตร์แห่งการหายใจ อยู่คู่อารยธรรมมนุษย์ในทุกยุคสมัย ตั้งแต่ปฐมกาลไบเบิล คัมภีร์เต๋า โยคี โยคะ ทุมมา ทิเบต พุทธะ สุดาจันกริยะ

ไม่ว่าจะชื่ออะไรก็ตาม ทุกศาสตร์ต่างดึงจิตใจอันฟุ้งซ่าน จิตใจอันกังวลในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

จิตใจอันโกลาหลของคุณ กลับมาควบคุมในสิ่งที่ควบคุมได้อย่างง่ายที่สุดก่อนจะแก้ปัญหาใด ๆ

คือการควบคุมลมหายใจ

--

เรียกสติกลับมาที่ตัว เรียกออกซิเจนเข้าไปในทางเดินอากาศในทางที่ถูกต้อง ( จมูก ) เมื่อร่างกายควบคุมการเข้ามาของก๊าซที่จำเป็นในการดำรงชีวิตได้ถูกต้อง สมองก็จะเห็นวิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องตามมาเช่นกัน

-----

ผู้ใดควบคุมลมหายใจได้

ผู้นั้นย่อมควบคุมโลกใบนี้ได้

ขอบคุณครับ ( มีเรื่องน่ารู้ต่อในเม้น )

#siamstr

nostr:note1rfdzglufthxyhcmsfs923rkmqm49wfxr53t78g6zn9qpz8qtycyqcz3282

Replying to Avatar SutjaD

อยู่กับลมหายใจมาทั้งชีวิต

ลองสนใจมันสัก 5.5 วินาทีดีมั้ยครับ ?

อ่านโพสต์ผมสองนาที

เพื่อไม่ให้ลมหายใจทั้งชีวิต

สูญเปล่าอีกต่อไป ⁉️ #ไม่ใช้AIเขียน

James Newston ( ผมจะเรียกว่าคุณเจมส์ ) อธิบาย

ถึงความสำคัญของลมหายใจ

เคียงคู่กับประวัติศาสตร์มนุษย์ไว้

ผ่าน Breath : The New science of lost art

ได้ความสั้น ๆ ดังนี้ครับ

-----

มนุษย์กำลังวิวัฒนาการถอยหลัง 🙊🐒

-----

คุณเจมส์บอกว่า โครงกระโหลกของมนุษย์เปลี่ยนไปตั้งแต่ยุคปฏิวัติเกษตรกรรม มนุษย์เคี้ยวอาหารนุ่มขึ้น ทำให้ใบหน้าเรียว " ยู่" เข้ามา

ไอ่การเรียวนี่แหละปัญหา มันดันไปเรียวตรงทางเดินหายใจพอดี วันเวลาผ่านไป จนถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม อาหารแปรรูปมากขึ้น ใบหน้าก็ยิ่งเรียวขึ้น ทุกคนเข้าไปเป็นแรงงาน ถวายเวลาให้กับงาน ไม่มีเวลาอยู่กับตัวเอง

--

จนในที่สุด ทุกคนก็ลืมวิธีการหายใจ 😭

ในที่สุดทุกคนก็ใช้ปากหายใจมากกว่าจมูก เพราะวิวัฒนาการทางกระโหลกทำให้ทางเดินอากาศในจมูกตีบตันไปแล้ว

--

มีอะไรแปลกปลอมเข้ามาในจมูกนิดหน่อย ระบบภูมิคุ้มกันก็ตกใจฟ้าถล่ม เป็นชื่อโรคประจำตัวยอดฮิตแลกลดแจกแถม " ภูมิแพ้ " กำเริบที จมูกแดงกันเป็นแถบ

หนักสุดถ้าคุณมีภาวะอ้วน คุณก็เสี่ยงเป็นโรคภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เลือดเป็นกรดอีก

เฮ้ย... แค่หายใจผิดนะนี่ ทำไมเป็นหนักจัง...

-----

พวกคุณไม่รู้ตัวหรอก

ว่าตอนนี้พวกคุณกำลังหายใจอย่างไร

แต่ให้ผมเดาว่าก่อนที่จะอ่านโพสต์ผม

ก่อนที่จะมีสติรับรู้ว่าเราคุมการหายใจได้

การหายใจคุณถี่ สั้น ไม่เต็มอิ่ม ไม่เต็มปอด ไม่กลั้น ไม่พัก ไม่กักเก็บ ไม่หายใจออกมากพอ ลมเก่าที่ค้างในปอด คุณยังไม่เอาออกเลยด้วยซ้ำแล้วคุณก็วนรอบหายใจใหม่ซะละ

แล้วถ้าเทียบในอัตราหายใจ 1 นาที คุณคิดว่าทุกรอบคุณหายใจทางไหน ? ทางจมูกเหมือนกันทุกรอบมั้ย ก็ไม่ เดี่๋ยวก็ปากบ้างจมูกบ้าง เดี๋ยวก็ลืมหายใจบ้างก็มี

---

ถ้าวิธีนำอากาศเข้าไปไม่ดี ฟังก์ชั่นร่างกายคุณจะใช้งานเต็มประสิทธิภาพได้ยังไง ?💀

--

ในหนังสือ คุณเจมส์เล่าว่า

เขาใช้เวลาเป็นสิบปีเพื่อออกทำการทดลอง

ออกตามหาผู้เชี่ยวชาญศาสตร์การหายใจ

จนในที่สุดเขาก็ได้วิธีการหายใจ

ที่สมบูรณ์แบบที่สุด

ชื่อ กฎ5.5วินาที🖐🏻.🖐🏻

--

5.5 วินาทีหายใจเข้า ( ทำตามเดี๋ยวนี้ )

5.5 วินาทีกลั้นลม

5.5 วินาทีหายใจออก

ใน 1 นาที คุณจะพบว่า

คุณหายใจด้วยอัตรา 5.5 ครั้ง / นาที

คุณหายใจเข้าไปได้ทั้งหมด 5.5 ลิตร

--

นี่เป็นตัวเลขที่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่ว่าทำแล้วมันจะรักษาหายได้ทุกโรค แต่สมบูรณ์เพราะมันง่ายที่จะเริ่มต้นทำ เพื่อทวงคืนทางเดินหายใจที่ตีบตันจากวิวัฒนาการถอยหลังของพวกเราทุกคนกลับมา เพื่อทวงคืนสุขภาพของมนุษยชาตกลับมาให้เข้าที่เข้าทาง

เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่พวกเราละเลยคือ...

การหายใจ.....

--

ศาสตร์แห่งการหายใจ อยู่คู่อารยธรรมมนุษย์ในทุกยุคสมัย ตั้งแต่ปฐมกาลไบเบิล คัมภีร์เต๋า โยคี โยคะ ทุมมา ทิเบต พุทธะ สุดาจันกริยะ

ไม่ว่าจะชื่ออะไรก็ตาม ทุกศาสตร์ต่างดึงจิตใจอันฟุ้งซ่าน จิตใจอันกังวลในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

จิตใจอันโกลาหลของคุณ กลับมาควบคุมในสิ่งที่ควบคุมได้อย่างง่ายที่สุดก่อนจะแก้ปัญหาใด ๆ

คือการควบคุมลมหายใจ

--

เรียกสติกลับมาที่ตัว เรียกออกซิเจนเข้าไปในทางเดินอากาศในทางที่ถูกต้อง ( จมูก ) เมื่อร่างกายควบคุมการเข้ามาของก๊าซที่จำเป็นในการดำรงชีวิตได้ถูกต้อง สมองก็จะเห็นวิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องตามมาเช่นกัน

-----

ผู้ใดควบคุมลมหายใจได้

ผู้นั้นย่อมควบคุมโลกใบนี้ได้

ขอบคุณครับ ( มีเรื่องน่ารู้ต่อในเม้น )

เรื่องน่ารู้**

คุณเจมส์ยังบอกอีกว่า จมูกสองฝั่งนั้นต่างกัน

ถ้าคุณอยากสดชื่น กระปรี่กระเปร่า ให้คุณหายใจเข้าด้วยข้างขวา เพราะกระตุ้นซิมพาเทติก( ห้ะ !? )

ถ้าคุณอยากผ่อนคลาย หลับง่าย ลดความดัน ให้กระตุ้นพาราซิม ให้หายใจด้วยข้างซ้าย ( โอ้ !!? )

นอกจากนี่มีการทดลองพบว่า คนที่หายใจด้วยข้างซ้าย นั่นคือสมองซีกขวาทำงาน เป็นซีกที่ทำเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ น่าสะพรึง ! คุณเจมส์พบว่าคนเป็นโรคจิตเภทที่ flight of ideas ( หลุดจากความจริง ) มีการหายใจด้วยจมูกซ้ายมากกว่าคนทั่วไป !

--

ในคนที่ถูกตัดสมองส่วนลิมบิก ที่ควบคุมความกลัว จะไม่รู้สึกกลัวอะไรเลย แต่เมื่อทำการทดลองให้สูดดมอากาศที่มีคาร์บอนไดออกไซด์ กลับได้เห็นความกลัวปรากฎขึ้นอีกครั้ง !? นี่อาจจะอธิบายได้ว่า ความกลัวยังมีอีกพาทเวย์นึงที่ซ่อนไว้ ไม่ต้องผ่านลิมบิกก็ได้ " มนุษย์มีความกลัวที่จะไม่ได้หายใจอยู่ในเบื้องลึกจิตใจ "

--

ในคนที่เป็นนักกีฬา ลองฝึกการหายใจแบบทุมโม ( คนท้องกับโรคหัวใจห้ามทำ ) จะสามารถควบคุมระบบประสาทอัติโนวัติทางอ้อมได้ ดีมากในสภาวะแข่งขัน

อยู่กับลมหายใจมาทั้งชีวิต

ลองสนใจมันสัก 5.5 วินาทีดีมั้ยครับ ?

อ่านโพสต์ผมสองนาที

เพื่อไม่ให้ลมหายใจทั้งชีวิต

สูญเปล่าอีกต่อไป ⁉️ #ไม่ใช้AIเขียน

James Newston ( ผมจะเรียกว่าคุณเจมส์ ) อธิบาย

ถึงความสำคัญของลมหายใจ

เคียงคู่กับประวัติศาสตร์มนุษย์ไว้

ผ่าน Breath : The New science of lost art

ได้ความสั้น ๆ ดังนี้ครับ

-----

มนุษย์กำลังวิวัฒนาการถอยหลัง 🙊🐒

-----

คุณเจมส์บอกว่า โครงกระโหลกของมนุษย์เปลี่ยนไปตั้งแต่ยุคปฏิวัติเกษตรกรรม มนุษย์เคี้ยวอาหารนุ่มขึ้น ทำให้ใบหน้าเรียว " ยู่" เข้ามา

ไอ่การเรียวนี่แหละปัญหา มันดันไปเรียวตรงทางเดินหายใจพอดี วันเวลาผ่านไป จนถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม อาหารแปรรูปมากขึ้น ใบหน้าก็ยิ่งเรียวขึ้น ทุกคนเข้าไปเป็นแรงงาน ถวายเวลาให้กับงาน ไม่มีเวลาอยู่กับตัวเอง

--

จนในที่สุด ทุกคนก็ลืมวิธีการหายใจ 😭

ในที่สุดทุกคนก็ใช้ปากหายใจมากกว่าจมูก เพราะวิวัฒนาการทางกระโหลกทำให้ทางเดินอากาศในจมูกตีบตันไปแล้ว

--

มีอะไรแปลกปลอมเข้ามาในจมูกนิดหน่อย ระบบภูมิคุ้มกันก็ตกใจฟ้าถล่ม เป็นชื่อโรคประจำตัวยอดฮิตแลกลดแจกแถม " ภูมิแพ้ " กำเริบที จมูกแดงกันเป็นแถบ

หนักสุดถ้าคุณมีภาวะอ้วน คุณก็เสี่ยงเป็นโรคภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เลือดเป็นกรดอีก

เฮ้ย... แค่หายใจผิดนะนี่ ทำไมเป็นหนักจัง...

-----

พวกคุณไม่รู้ตัวหรอก

ว่าตอนนี้พวกคุณกำลังหายใจอย่างไร

แต่ให้ผมเดาว่าก่อนที่จะอ่านโพสต์ผม

ก่อนที่จะมีสติรับรู้ว่าเราคุมการหายใจได้

การหายใจคุณถี่ สั้น ไม่เต็มอิ่ม ไม่เต็มปอด ไม่กลั้น ไม่พัก ไม่กักเก็บ ไม่หายใจออกมากพอ ลมเก่าที่ค้างในปอด คุณยังไม่เอาออกเลยด้วยซ้ำแล้วคุณก็วนรอบหายใจใหม่ซะละ

แล้วถ้าเทียบในอัตราหายใจ 1 นาที คุณคิดว่าทุกรอบคุณหายใจทางไหน ? ทางจมูกเหมือนกันทุกรอบมั้ย ก็ไม่ เดี่๋ยวก็ปากบ้างจมูกบ้าง เดี๋ยวก็ลืมหายใจบ้างก็มี

---

ถ้าวิธีนำอากาศเข้าไปไม่ดี ฟังก์ชั่นร่างกายคุณจะใช้งานเต็มประสิทธิภาพได้ยังไง ?💀

--

ในหนังสือ คุณเจมส์เล่าว่า

เขาใช้เวลาเป็นสิบปีเพื่อออกทำการทดลอง

ออกตามหาผู้เชี่ยวชาญศาสตร์การหายใจ

จนในที่สุดเขาก็ได้วิธีการหายใจ

ที่สมบูรณ์แบบที่สุด

ชื่อ กฎ5.5วินาที🖐🏻.🖐🏻

--

5.5 วินาทีหายใจเข้า ( ทำตามเดี๋ยวนี้ )

5.5 วินาทีกลั้นลม

5.5 วินาทีหายใจออก

ใน 1 นาที คุณจะพบว่า

คุณหายใจด้วยอัตรา 5.5 ครั้ง / นาที

คุณหายใจเข้าไปได้ทั้งหมด 5.5 ลิตร

--

นี่เป็นตัวเลขที่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่ว่าทำแล้วมันจะรักษาหายได้ทุกโรค แต่สมบูรณ์เพราะมันง่ายที่จะเริ่มต้นทำ เพื่อทวงคืนทางเดินหายใจที่ตีบตันจากวิวัฒนาการถอยหลังของพวกเราทุกคนกลับมา เพื่อทวงคืนสุขภาพของมนุษยชาตกลับมาให้เข้าที่เข้าทาง

เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่พวกเราละเลยคือ...

การหายใจ.....

--

ศาสตร์แห่งการหายใจ อยู่คู่อารยธรรมมนุษย์ในทุกยุคสมัย ตั้งแต่ปฐมกาลไบเบิล คัมภีร์เต๋า โยคี โยคะ ทุมมา ทิเบต พุทธะ สุดาจันกริยะ

ไม่ว่าจะชื่ออะไรก็ตาม ทุกศาสตร์ต่างดึงจิตใจอันฟุ้งซ่าน จิตใจอันกังวลในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

จิตใจอันโกลาหลของคุณ กลับมาควบคุมในสิ่งที่ควบคุมได้อย่างง่ายที่สุดก่อนจะแก้ปัญหาใด ๆ

คือการควบคุมลมหายใจ

--

เรียกสติกลับมาที่ตัว เรียกออกซิเจนเข้าไปในทางเดินอากาศในทางที่ถูกต้อง ( จมูก ) เมื่อร่างกายควบคุมการเข้ามาของก๊าซที่จำเป็นในการดำรงชีวิตได้ถูกต้อง สมองก็จะเห็นวิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องตามมาเช่นกัน

-----

ผู้ใดควบคุมลมหายใจได้

ผู้นั้นย่อมควบคุมโลกใบนี้ได้

ขอบคุณครับ ( มีเรื่องน่ารู้ต่อในเม้น )

#siamstr เรื่องนี้คิดได้ตอนกำลังกินข้าวกล่องที่ 3

ข้อคิดนี้เป็นประเด็นรองแต่สำคัญโคตร ๆ

ผมขอถามพวกคุณทุกคน

" คุณมีความฝันอันยิ่งใหญ่ คุณใช้เวลานับ 10 ปีเพื่อให้ได้มันมา เหลืออีกไม่กี่ก้าว คุณก็จะทำมันสำเร็จ " คุณพยักหน้าครับ ว่ามาต่อซิไอ่ยอด

--

" ทันใดนั้นคุณมีความรัก คุณรู้ดีว่าความรักก็เป็น 1 ในความฝันที่คุณต้องการมาตลอด ใครหลายคนบนโลกที่ยังโสดอยู่ต้องการแค่คู่ชีวิต ตอนนี้คุณมีคู่ชีวิตตรงหน้าแล้ว ความรักนั้นมีพลานุภาพมาก แค่เห็นเวลาเธอยิ้ม ฉันไม่ต้องการใครอีก ( Polycat ) ไม่ต้องการใครคนอื่นไม่พอ มันดันรวมถึงความต้องการในการพิชิตความฝันของคุณด้วย ต่อหน้าความรัก ความทะเยอทะยานต่อความฝันก็จางลง ไม่ใช่ว่าใจคุณไม่แน่วแน่ แต่บางทีความรักมันทำให้คุณอ่อนข้อต่อเป้าหมายได้ อธิบายไม่ได้หรอกว่าทำไม แต่อธิบายได้ว่าเพราะ ----รัก--- "

--

" ติด H**** สินะ "

" เออ มึงเข้าใจถูก "

เป็นเรื่องดี ในที่สุดคู่ชีวิตคุณก็โผล่หน้ามา

แต่เป้าหมายในชีวิตที่คุณตั้งไว้ คุณยังไม่ได้ไปรับเลย

จุดสำคัญอยู่ตรงนี้ คุณควรตั้งคำถาม

คู่ชีวิตของคุณ เป็นคู่ชีวิตจริง ๆ มั้ย ?

--

จากหนังสือ The Alchemist ล่าขุมทรัพย์ สุดขอบฟ้า Paulo Coelho

มีสปอย แต่พวกคุณคงไม่คิดไปหานั่งอ่าน

เพราะงั้นอ่านโพสต์ของผมต่อเถอะ ---

--

คือไอ่เด็กหนุ่มแม่งออกตามหาขุมทรัพย์มาหลายปี

จนไปถึงโอเอซิสระหว่างทาง

มันไปเจอสาวชื่อ ***ฟาติมา***

ความรักมันมากมันทะล้น

มันแทบจะล้มเลิกเป้าหมายในการตามล่าขุมทรัพย์

แต่สุดท้าย เด็กหนุ่มเลือกตามหาขุมทรัพย์ต่อครับ

" เอ้า อะไรทำให้เด็กหนุ่มเลือกเช่นนั้น ?

เขาอาจจะไม่ได้เจอสาวงามดังฟาติมาอีกแล้วก็ได้ ?

ตอนเขาหาขุมทรัพย์เจอ ฟาติมาอาจไม่อยู่รอเขาแล้วก็ได้ ? "

คุณถามผม

ผมว่าคนเราเรียนวิทย์-คณิตมากไป

จนทุกวันนี้คนแม่งบ้า

ใช้เหตุผลกับทุกเรื่องเป็นสิ่งที่ดี

แต่คุณจะใช้มันหาเหตุผลกับเรื่องความรักไม่ได้ !

คุณคิดหรือว่าในความสัมพันธ์ที่คาราคาซัง

เต็มไปด้วยความหวาดกลัว

เต็มไปด้วยการแข่งขันเพื่อให้ได้ใจเขามา

เต็มไปด้วยความพยายามว่าไม่อยากให้รักที่เขามีให้หายไปไหน

---> มันจะเป็นความสัมพันธ์ที่ดี ?

ถ้าในความสัมพันธ์ปัจจุบันทำให้คุณมีคำถามในใจ

และต้องเป็นฝ่ายที่พยายาม

โง่หนำซ้ำคุณยังฝืนอยู่ต่อ

ก็คงถือได้ว่ามึงแม่งโคตร Mental retardation ชิบหายเลย

--

ความรักที่แท้จริงมัน Quietly Simple มันจะ Healthy มาก /

Simple แบบที่ฟาติมะพูดประโยคหนึ่งกับชายหนุ่ม

ประโยคเดียวที่ทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจเลือกขุมทรัพย์ก่อน

มันเป็นคำที่ง้ายง๊าย ---

--

ฟาติมะบอกว่า ฉันเป็นผู้หญิงแห่งทะเลทราย แม่ของฉันก็เป็นเจ้าหญิงแห่งทะเลทรายเช่นกัน ทะเลทรายนั้นกว้าง มีอันตรายมากมายที่ไม่รู้จัก แต่พ่อของฉันมักออกเดินทางจากโอเอซิสนี้บ่อย ๆ แต่พ่อก็กลับมาหาแม่เสมอ

แม่รอพ่ออย่างไร ฉันก็จะรอคุณอยู่แบบนั้น ไปเถอะค่ะ

ออกไปตามหาความฝันเถอะค่ะ

--

ความสัมพันธ์ที่ดีจะไม่ทำให้เป้าหมายในชีวิตคุณลาดชันกว่าเดิม

เมื่อเรารักใครจริง ๆ เราจะส่งเสริมให้ทั้งเราและเขา

รับผิดชอบต่อเป้าหมายตัวเอง

--

เห้ยไอ้ยอด ชีวิตจริงมันไม่ง่ายแบบนั้น

ใจคนเราเปลี่ยนไปได้ทุกวัน

มึงเพ้อเจ้อ

ยกนิยายเอามาโพสต์โยงชีวิตจริงทำไม ?

ถ้าคุณมองแบบนั้น เพราะตั้งแต่เกิดมา

ตัวคุณเองไม่เคยได้รับความรักที่ดีมาก่อน

ก็ไม่แปลกที่คุณจะไม่เชื่อว่าความรักดี ๆ นั้นมีจริง

ขอบคุณครับ

ขอให้คุณเจอฟาติมะของคุณนะครับ ;)

Replying to Avatar SutjaD

#siamstr เรื่องเกิดที่ห้องสมุดคณะแพทยศาสตร์

ศูนย์พุทธโสธร เวลา 18 : 00 น.

“ อา….นาเชนก้า ”

“ อา….อาซาโกะ”

ผมครางขึ้นท่ามกลางความเงียบ ณ ห้องสมุดศูนย์แพทย์พุทธโสธร เพียงแต่วันนี้มันต่างออกไป ผมไม่ได้นั่งอ่านอยู่คนเดียว หากแต่ว่ามีพี่ผู้ชายใส่แว่น สวมเสื้อกาวน์สั้นสีขาว นั่งอ่านหนังสืออยู่เช่นเดียวกันกับผมอยู่ห่างออกไปอีก 2 ช่วงโต๊ะ จากการแต่งตัวและหน้าตา ผมขอตัดสินคนจากภายนอกว่านี่คงเป็นพี่ extern ( รุ่นพี่นักศึกษาแพทย์ ปีที่ 6 = extern )

“ อา… นาเชนก้า… อา…ซาโกะ ” ผมครางต่อ ลำคอผมเริ่มเจ็บ แต่ไม่ว่าพี่ข้าง ๆ เขาจะเป็นพี่ extern หรืออาจจะเป็นอาจารย์หรือไม่ พี่ extern คนนี่มีความสลักสำคัญเพียงใดต่อโลกใบนี่กันนะ ? แต่แน่นอนพี่เขาสลักสำคัญกับผม เดือนหน้าผมต้องขึ้นวอร์ดแล้ว พี่เขาจะต้องคอยสอนสิ่งต่าง ๆ ให้กับผม พี่เขายังมีความสลักสำคัญต่อผู้ป่วยมากมายในอนาคตอีกด้วย ผู้ป่วยคงจะดีใจที่รักษาหายดีจากการได้ตรวจรักษากับเขา แต่โอ้ ! นั่นคือความสลักสำคัญในด้านสถานภาพ แต่ในด้านจิตใจผมตอนนี้ พี่เขาไม่สามารถช่วยผมได้ ไม่ได้เลย ปัญหาในใจของผมมันไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรสำหรับพี่เขาด้วยซ้ำ

มันไม่สลักสำคัญมากพอที่เขาจะหันมามอง

ผมรู้ว่าผมกำลังทำผิด ผมกำลังเสียงดังในห้องสมุด ตาของผมเริ่มมองไม่ชัด น้ำตาผมไหลเอ่อออกมา พูดไม่เป็นภาษา พูดวน ๆ แต่คำว่า

“นาเชนก้า…อาซาโกะ” มันเริ่มดังขึ้น ดังขึ้น พร้อมกับเสียงที่สั่นขึ้น หางตาผมสังเกตเห็นว่าพี่ extern หันมามองผมเช่นกัน โอได้โปรดเถอะพี่ extern ผู้น่าเคารพ โอได้โปรดอย่ามองผมด้วยสายตาสงสารเช่นนั้น ผมยังไม่รู้จักพี่ในตอนนี้ และเราอย่าได้รู้จักกันในครั้งแรกแบบนี้เลย พี่คงจะเรียนจริยธรรมทางการแพทย์มาก่อนผม เก็บความเห็นใจไปใช้กับผู้ป่วยเถอะครับ เลิกมองมาทางผมเสียที ผมในตอนนี้ไม่ต้องการได้รับ empathy จากใคร ความรู้สึกผม ให้ผมแบกรับมันไว้คนเดียวเถอะ ผมไม่คู่ควรกับความดีงาม ( ความเห็นใจ ) จากพี่หรอก แค่เมินเฉยผม เหมือนที่พี่เดินสวนคนที่ไม่รู้จักในทุกทุกวัน คิดเสียว่าผมเป็นคนแปลกหน้าเถอะครับ

โชคดีเหลือเกินที่คำขอของผมเป็นจริง คงมีแต่พระเจ้าที่รับไว้ พระองค์ทรงบันดาลให้เกิดขึ้นทันตา สังเกตว่าพี่ extern คงรำคาญ หรืออาจจะทำตัวไม่ถูก พี่เขาจัดเก็บหนังสือและไอแพดลงกระเป๋าสะพาย รีบหนีออกจากห้องสมุดทันที ผมคงตกเป็นเรื่องเล่าในกลุ่มเพื่อนของเขาที่ห้องพักแพทย์คืนนี้

โอ้คุณผู้อ่านที่แสนน่ารักเอ๋ย ได้โปรดเถอะครับ ได้โปรดให้ผมเรียกคุณด้วยคำนามว่าผู้อ่าน เพราะอ่านมาได้ถึงตรงนี้คุณคงจะเป็นนักอ่านในระดับนึง อนึ่งขออนุญาจต่อด้วยคำคุณศัพท์ว่าน่ารัก คุณคงมีจิตใจอันแสนงดงามที่อยากจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในจิตใจผมตอนนี้ คุณกำลังห่วงใยผม หาได้ยากนะครับคนที่ห่วงใยคนอื่น คุณเป็นคนดีแน่แน่เลย มันอาจจะเป็นสิ่งแปลกใหม่บางอย่างที่เกิดขึ้นในใจผมหรือเปล่า ความรู้สึกต่าง ๆ ของผมมันจึงท่วมท้นออกมาร้องไห้กลางห้องสมุดจนไม่เกรงใจพี่ extern คนนั้น โอ้คุณผู้อ่านที่แสนน่ารัก เพื่อตอบสนองความดีงามที่อยู่ในใจของคุณที่ห่วงใยเพื่อนมนุษย์เช่นผม ผมจะเล่าให้คุณฟังในตอนนี้เลย เรื่องมันไม่ไร้สาระหรอกครับ คุ้มค่าเสียเวลาของคุณ เรื่องที่ผมพบเจอมันเกิดขึ้นกับตัวคุณเช่นกัน แต่คุณไม่รู้ตัว ฟังผมให้ดี การฟังปัญหาของผมอาจทำให้คุณแก้ปัญหาของคุณได้ เริ่มเลยแล้วกันนะครับ วันนี้ทั้งวันผมต้องอ่านอาการวิทยา หากแต่ว่าผมต้องเรียนรู้มันถึง 4 รอบ โดยเรียงลำดับดังนี้ 1.เรียนจากศูนย์แพทย์หลัก 2.ทำสรุปของศูนย์แพทย์หลัก3. เรียนจากศูนย์แพทย์ที่ผมเรียน และ4.ทำสรุปจากเนื้อหาศูนย์แพทย์ที่ผมเรียน

ผมทำทั้งหมดนี้ตั้งแต่ 8 : 30 น. จนถึงเวลานี้ก็ 18 : 00 น. แล้วครับ หากจะคิดว่าผมเมื่อยล้าจากการอ่านเลคเชอร์แล้วจึงพร่ำพรรณาแล้วร้องไห้กลางห้องสมุด เรื่องนั้นไม่เกิดขึ้นกับผมหรอกครับการอ่านหนังสือ มันเป็นข้ออ้างเพื่อที่ว่าถ้าไอ่โอ้หรือมีนเดินมาที่ห้องสมุดพอดี ผมจะได้อ้างว่าแค่เหนื่อยอ่านสอบ ผมไม่อยากเล่าเรื่องในหัวผมให้กับเขา เขาคงไม่มีเวลาว่างเพื่อรักษาใจผมขนาดนั้น ในขณะเดียวกันการอ่านสือทั้งวันก็เป็นแค่เหตุ

เหตุคือในตอนกลางวันเราตื่นมาพบความจริง เราตื่นมาเจอความรับผิดชอบ เราตื่นมาเจอสถานภาพที่เราต้องรับบทบาทไว้ คุณผู้อ่านที่น่ารักครับ เราทำงานหรือเรียนในช่วงเวลากลางวัน พอถึงช่วงเย็นคาบกลางคืน จิตใจกับสมองมันก็เหนื่อยล้าแล้วครับ สำหรับผมมันมากเกินไปแล้วครับที่จะเอางานหรือเลคเชอร์กลับมาตามอ่านที่ห้องนอน ถ้าจะอ่านต่อผมก็อ่านรอบดึกแต่ไม่อ่านที่ห้องนอนแน่ ๆ หลังจากใช้ชีวิตบนโลกแห่งความจริงมาค่อนวัน เวลาตกเย็นคาบดึกนี่แหละครับ ที่จะเป็นช่วงเวลาที่เสียงในหัวเปลี่ยนบทบาทจากที่คอยท่องเลคเชอร์ผ่านลูกตามาทั้งวัน สมองล้ามากครับ สมองจึงหันมารับฟังความรู้สึกกลั้นไว้ไม่ไหว ความรู้สึกที่กำลังเพรียกร้องจากหัวใจ ชักชวนให้คุณชวนค้นหาและสนใจมัน สมองกลับมารับฟังความรู้สึกของเราเอง ช่วงเวลาตกเย็นคาบดึกนี้เองครับ ที่เราเข้าใกล้ตัวเองมากกว่าพระเจ้าเสียอีก เราเข้าถึงตัวเราเองอย่างแท้จริง เราเข้าจิตเข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง เรารับฟังตัวเองอย่างแท้จริง… โอ้กลางคืน กลางคืนที่เสียงหัวใจมันดังกว่าสมองนี้เองครับ ทำให้เราเข้าใจครับ ว่าเวลาที่เราตกหลุมรักใคร

มันจะเกิดขึ้นตอนกลางคืน ช่วงเวลาที่เสียงแห่งงานเงียบลง ( เสียงแห่งความเป็นจริงของโลก ) ถูกทดแทนด้วยเสียงหัวใจ ( สิ่งที่เราอยากให้เกิดในอุดมคติ ) และเสียงหัวใจของผมมันดังมากในเย็นวันนั้น ผมถามหัวใจว่าต้องการอะไร หัวใจตอบกลับ ”ผมรักเธอคนนั้น”

ผมคงรักเธอได้แค่ตอนกลางคืน พอเช้ามาเสียงแห่งงานและความจริง ก็ดึงเธอจางหายไปจากใจของผม ( แต่ก็แค่ชั่วคราว )

ไม่สลักสำคัญว่าผมรักใคร

คุณถามตัวคุณเองเถอะ คุณผู้อ่านที่แสนน่ารักของผม

คุณผู้อ่านที่กำลังเป็นห่วงเป็นใยผม ผมขอละลาบละล้วงในความสัมพันธ์ส่วนตัวของคุณทีเถอะนะครับ ผมขอถามว่า

คุณกำลังคุยกับคนที่คุณชอบจริง ๆ

หรือคุณกำลังคุยกับคนที่คุณถือว่าเป็นตัวแทนคนเก่าคนโปรด

โอ้ ๆ มันคงจะกระแทกใจใครบางคนไปเล็กน้อย แต่ได้โปรด ฟังผมต่อเถอะครับ ขอดึงชายเสื้อคุณไว้ อย่าหนีผมไปไหนไกลเลย ขอพูดต่อนะครับ หากคุณไม่ใช่คนประเภทที่ถือว่าใครในความสัมพันธ์ ณ ปัจจุบัน เป็นตัวแทนคนเก่าคนโปรด ( ที่คุณไม่มีวันได้รับความรักจากเขาอีกแล้ว จึงต้องหาตัวแทน ) แล้วคุณแน่ใจในตัวเองแค่ไหน ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มองคุณเป็นตัวแทนคนเก่าคนโปรดของเขา ? คุณผู้อ่านที่น่ารักของผม ? ตอบสิ ! ว่าคุณแน่ใจได้อย่างไร ?

โอ้ดาวบนฟ้าเหนือศูนย์แพทย์พุทธโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา ไม่พร่างพราวเหมือนชมดาว ณ ก้ำกึ่ง คำถามที่ผมถามคุณผู้อ่านเมื่อครู่ คุณยังไม่ตอบผมก็ได้ ผมขอพักไว้ก่อน เก็บไว้ตรงนั้น แล้วค่อยเปิดออกมา ตอนนี้ผมปาดน้ำตา เดินออกมาที่ริมน้ำหน้าโรงพยาบาล ตอนนี้ผมกล้าพูดมากเลยว่าผมเป็นนักศึกษาแพทย์ริมน้ำแล้วนะ หากแต่ว่าเป็นแม่น้ำบางปะกง อา…เอาเถอะ ดาวบนฟ้าแม้มีน้อยไม่ค่อยชัดหากมองจากแปดริ้ว แต่ดวงดาวย่อมโผล่มาตอนกลางคืน ช่วงที่เรารับฟังเสียงหัวใจเราได้ชัดที่สุด ดวงดาวนี้อยู่เป็นเพื่อนผม ผมหวังว่ามันคงจะได้ยินเสียงหัวใจของผมด้วย ถ้าเอา steth มาฟัง คุณไม่ได้ยินว่า “lub dub” หรอกครับ แต่มันคงจะเป็นเสียง murmur ว่า “รัก…คุณ” “รัก…คุณ” ยิ่งดึกดาวยิ่งสว่าง ยิ่งทำให้คำว่ารักมันชัดเจนมากขึ้นจริง ๆ ด้วย

ผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านที่น่ารักต้องเคยเจอคนคุยที่ไม่ฟูล ( แต่หน้าตาดี ) เข้ามาในชีวิตบ้างแหละครับ ถ้าถามว่าไม่ฟูลยังไง ก็คือเขาคุยกับคุณ จนคุณแน่ใจว่าคิดคิดไป ที่เธอคิดฉันคิดคิดว่าใจเราตรงกัน คิดแค่ไหนฉันว่าคงจะไม่ต่าง Baby let’s me know now ว่าใจเราไม่ต่างกัน คุณชอบเขา ! เขาชอบคุณ ! เวลาแห่งการได้คบใกล้มาถึง ! แล้วก็ บู๊ม !!!

เขาเลือกกลับไปหาคนเก่า

เรื่องราวของคนคุยคนนี้ก็ได้ตกเป็นท้อปปิคเมาท์ประจำเพื่อนคุณไปสักระยะนึง แน่นอนว่าคุณจะโดนล้อด้วย ฮ่า ๆ ผมคิดว่าคนคุยของคุณก็คงรู้ตัวจริง ๆ ว่ารักคนเก่ามากกว่าคุณ ก็ตอนที่เสียงของหัวใจมันชัดในตอนกลางคืนนี่แหละครับ

คนรักเก่าที่ฝังใจ การหนีคนคุยปัจจุบันเพื่อกลับไปคบกับแฟนเก่า หรือแม้แต่ลุงๆป้าๆที่แต่งงานแล้ว ก็ยังมีให้พบว่านอกใจไปหาคนเก่าอยู่ ฉะนั้น เรื่องอุบาทว์พรรค์นี้ มันไม่ได้เพิ่งมามี แต่มันมีมานานแล้ว ผมสามารถที่จะอธิบายได้ว่าเพราะอะไรทำไมมนุษย์จึงเหนี่ยวรั้งกับคนเก่ามากนัก คุณผู้ฟังที่แสนน่ารักครับ ความน่ารักของคุณมีมากจริง ๆ นะครับ คุณผู้อ่านที่น่ารักครับ เพราะคุณเป็นห่วงเป็นใยผม ความดีงามของคุณกำลังจะถูกตอบแทน ตอนนี้คุณกำลังจะได้คำตอบแล้วนะครับ ใจความมีอยู่ว่า ทุกวันนี้เราได้รับข้อมูลมาก ทำให้เราตัดสินใจสร้างสเปคคนรักในฝัน ( ช่วงกลางคืน ) เราเพ้อฝันในอุดมคติ เราเพ้อฝันในการมูขอแฟน เราเพ้อฝันในดินแดนอุดมคติของเราว่าเราต้องมีแฟนที่ทรีตเราอย่างดี หน้าตาดี มีความสุข เป็นคนที่ไม่ทำเราเสียใจ เป็นคนที่คบเป็นแฟนแล้วใคร ๆ ต่างอิจฉา เป็นคนที่เราอวดเพื่อนได้อย่างภาคภูมิ จริง ๆ แล้วอวดในความนิสัยดีในอุดมคติ เพื่อนคุณก็อิจฉามากกว่าการได้คนหน้าตาดีเป็นแฟนแล้วครับ บางทีคนหน้าตาดีก็ดูไม่ norm และไม่ฟูล ฮ่าๆ แต่ดินแดนอุดมคตินี้ ช่วงเวลาที่เรามีความสุขกับฝันเหล่านี้ ช่างแสนสั้น ( ช่วงเวลาที่เสียงหัวใจดังกว่าเสียงงานในตอนกลางคืน ) แปปเดียวเราก็เดินไปที่เตียง ล้มตัวลงนอน คุณอาจจะฝันอย่างมีความสุขต่อก็ได้ถ้าหากว่าคืนนั้นคุณฝันดี แต่เช้ามา ช่วงเวลากลางวันมาถึง เสียงของงานดังกว่าหัวใจมันก็ลากคุณกลับเข้าความเป็นจริงอยู่ดี แต่โอ้ ! คุณผู้อ่านที่รัก หากคุณได้ยินสิ่งที่ผมพูดต่อไปนี้คุณคงจะรับไว้ไม่ไหว ใจคุณบอบบางเกินไป ผมขออนุญาตจูบลงบนที่มือของคุณ เพื่อเป็นการแน่ใจว่าต่อให้คุณจะรู้สึกจุกทางใจแค่ไหนผมก็ยังอยู่ข้างคุณไม่ว่าคุณรู้สึกอย่างไร ผมหวังดีให้คุณได้ฟังมัน ฟังผมต่อให้ดีเถอะครับ คุณอาจอยู่คนเดียวมานานหรืออาจมีความสัมพันธ์ครั้งเก่าที่ดูแย่ แต่บางช่วงเวลาของชีวิต พระเจ้าก็ดันเกิดใจดีกับคุณขึ้นมา ไม่รู้สาเหตุหรอก คงมีแต่พระองค์ที่รู้ พระองค์ทรงเปิดดินแดนแห่งความฝันและดินแดนแห่งความเป็นจริงของคุณมาบรรจบกัน ทำให้คุณพบเจอกับคนรัก ( ที่จะกลายเป็นคนเก่า ) แต่ก่อนที่เขาคนนั้นจะกลายเป็นคนเก่า โอ้คุณผู้อ่านเอ๋ย ทั้งผมและพวกคุณ พวกเราช่างน่าสงสารเหลือเกิน เรื่องราวความรักที่คุณฝันในอุดมคติ เรื่องราวความรักที่คุณเคยสัมผัสในความฝันยามนิทรา ได้เกิดขึ้นบนโลกความเป็นจริงแล้ว ( กลางวัน ) คุณมีความสุขแม้จะต้องตื่นมาทำงานและเจอกับความจริงที่ว่าคุณมีคนรักที่ตามหาจนเจอ คุณมีความรักที่คุณเฝ้าฝันหามันมาตลอด คุณอยากได้มันมาตลอด มันเกิดขึ้นจริงแล้ว หัวใจคุณได้รับการตอบกลับทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ใจอันว่างเปล่าถูกเติมเต็มเสียที คุณ On top of the world แต่อาจจะด้วยอะไรบางอย่าง ทำให้คุณกับเขาต้องเลิกรา ผมอนุญาตให้คุณเศร้าเต็มที่เลยนะครับ ผมจะไม่พูดว่าอย่าเศร้าไปเลย คุณต้องเศร้า คุณจะเศร้า จนกว่าคุณจะเหนื่อยที่เศร้า แต่คุณผู้อ่านครับ ใจที่ถูกเติมเต็มในคราวนั้น มันถูกเติมเต็มไปเพราะเขาแล้วนะครับ นึกมองย้อนไปก็มีความสุขมาก ( โดยเฉพาะหากคุณพบความสัมพันธ์ที่ดีมาก ๆ ) จนถึงว่าแม้ความสัมพันธ์จบไป คุณก็ยังอยากมีความรู้สึกที่ได้รักเขาอยู่ ไม่อยากให้ความรู้สึกนี่หายไป ผมจึงถามไงครับ ว่าหลังจากเลิกเราจากเขาไป คนคุยของคุณตอนนี้ คุณกำลังยึดถือมาเป็นตัวแทนหรือเปล่า ถ้าคนเก่าคุณกลับมา คุณจะกล้าทิ้งคุณที่กำลังคบตอนนี้หรือไม่ ?

การกลับไปหาคนเก่ายังแสดงออกมาในรูปแบบภาพยนตร์และวรรณกรรมอีกด้วย

โอ้…นาเชนก้า ที่ผมครางออกมาในตอนแรก ก็เป็น 1 ในตัวละครในวรรณกรรมคลาสสิครัสเซียนั่นแหละ ผมอยากให้ทนอ่านเรื่องย่อสักเล็กน้อย เรื่องสั้นครับวางใจได้ จบใน 1 ย่อหน้า เริ่มที่พระเอกพบกับนาเชนก้าที่สันเขื่อนในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเปิร์ก นาเชนก้ายังคงคิดถึงคนรักเก่า แต่คนรักเก่าไม่กลับมาสักทีทั้งที่สัญญากันไว้ว่าจะกลับมา พระเอกจึงตัดสินใจสารภาพรักกับนาเชนก้า นาเชนก้าตกลงปลงใจที่จะคบหากับพระเอกในคืนนั้น แต่แล้วขากลับจากสันเขื่อนในคืนเดียวกัน พวกเขาเดินสวนกับคนรักเก่าของนาเชนก้าพอดี ( เกิดขึ้นในตอนกลางคืน ) นาเชนก้าจึงทิ้งพระเอกไว้ตรงนั้น แล้วกลับไปหาคนเก่า พร้อมจัดงานแต่งงานทันที

อาซาโกะก็เช่นกัน มาจากเรื่อง Asako I and II ( 2018 ) หนังเข้าชิงเทศกาลหนังเมืองคานส์ พล็อตคล้าย ๆ กัน อาซาโกะกลับไปหาคนเก่า ทันทีที่คนเก่ากลับมาโผล่ต่อหน้าทั้งที่ตอนนั้นอาซาโกะมีแฟนอยู่แล้ว ( คนเก่าของอาซาโกะโผล่มาตอนกลางคืน ) หลังจากหายไปนานนับปี

ดังนั้น คำถามที่ผมยกขึ้นมาในตอนกลางบทความ มันจึงเป็นการตั้งคำถามที่ผิด แม้ตั้งคำถามผิดแต่มันไม่ไร้ประโยชน์ ตัวคำถามมัน reflect ว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวของคุณผู้ที่กำลังอ่านอันแสนน่ารักของผมนั้นเป็นอย่างไร เมื่อคุณคิดได้แล้ว คุณย่อมตัดสินใจทิศทางความสัมพันธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้มันดีขึ้น

แต่โอ้ ! เรื่องใดที่ทำให้ใจผมขุ่นมัวไปด้วยความเศร้าจนร้องไห้ออกมากลางห้องสมุด ! มิใช่ว่าผมคิดถึงคนรักเก่า หรือผมตกอยู่ในความสัมพันธ์ที่โดนทิ้งแล้วอีกฝ่ายกลับไปหาคนเก่าของเขาต่อหน้าต่อตาหรอกนะครับ หากแต่ว่าความทุกข์ที่อยู่ในใจผมตอนนี่ คือการตั้งคำถามที่ผิด ๆ กับพวกคุณนี่แหละครับ ! เพราะพวกคุณทั้งหมดแทบไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังใช้อดีตเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง ! คุณผู้อ่านที่แสนน่ารักครับ ผมขอจูบลงบนหลังมือของคุณ พร้อมบีบมือเพื่อเตือนสติพวกคุณ อดีตเกิดขึ้นไปแล้ว ความรักความดีงามดังคนเก่าเกิดขึ้นไปแล้ว แต่คุณผู้อ่านที่แสนน่ารักครับ เรื่องราวความดีงามที่ความฝันและความเป็นจริงมาบรรจบกันมันยากที่จะลบเลือนจากใจจริง ๆ แต่โอ้ ! อดีตเกิดขึ้นแล้ว คุณจะให้อดีตเป็นเครื่องพันธนาการหรือบทเรียนล่ะครับ ?

ถ้าทำใจกับการมูฟออนคนรักเก่าไม่ได้

ก็อย่าพาลหาตัวแทน

คุณผู้อ่านอันน่ารักของผม พวกคุณคงเห็นภาพชัดแล้วว่าปัญหามิใช่ว่าเราคิดถึงคนรักเก่าเพียงใด แต่ปัญหาคือเราให้อดีตมาเป็นเครื่องพันธนาการ เหนี่ยวรั้งเราไว้เพื่อไม่ให้พบสิ่งที่ดีกว่า เพราะผมกับคุณ พวกเรานั้นน่าสงสาร หน้ามืดตาบอดเชื่อไปหมดว่าสิ่งที่เคยพบเจอนั้นดีที่สุด ฝังความคิดผิด ๆ ลงบนหัวตัวเองว่าคงไม่เจอความดีงามเช่นนี้อีกต่อไปแล้ว ตื่นมาก็คิดถึงเขา กินข้าวก็คิดถึงเขา ไปมุมเดิม ๆ ที่เคยเดินด้วยกันยิ่งตอกย้ำความคิดถึงไปอีก ความคิดถึงของคุณมันจะอุบาทว์กว่าเดิมหากว่าคนรักเก่าของคุณคือคนใกล้ตัว ลองคิดดูสิครับ หากคน คนที่เคยมีใจกันอยู่ เปลี่ยนไปเป็นไม่มีเยื่อใยต่อกัน อยากลืม ลืมทุกสิ่ง ลบล้างเรื่องวันวาน หากเราไม่พบกัน คงลืมกันได้ หนักใจตรงที่ความจำเป็นบางอย่าง กดดัน พาให้เราเจอกันต่อไป มาเป็นเพลงเลยครับคุณผู้อ่านอันเศร้าหมองของผมแต่ก็ยังน่ารัก ผมขอจูบลงบนมือคุณครั้งที่ 3 เพื่อเน้นย้ำให้คุณจำคำผมไว้ให้ดี ตอนคุณโสดชีวิตของคุณสงบสุขในความฝันตอนกลางคืนมาตลอดแต่พอมีคนรักเข้ามาแล้วเขาจากไป คุณกลับมาอยู่คนเดียวเช่นเดิมแต่กลับมีความทุกข์โทมนัสทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างไม่มีเป้าหมายว่าต้องทนพยายามมูฟออนไปอีกนานแค่ไหน ต้องคิดถึงเขาไปอีกนานแค่ไหน ต้องโหยหาสิ่งที่เคยมีถึงเมื่อใด โอ้คุณผู้อ่านที่แสนใจร้าย ! คุณก็รู้ตัวเองไม่ใช่หรือ ? ว่าการมูฟออนจากคนรักเก่าที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงามในชีวิตอันเลวทรามของคุณมันยากเพียงไหน ?! แต่ทำไม ทำไมล่ะ โอ…นาเชนก้า… โอ…อาซาโกะ… ทำไมพวกเธอจึงตัดสินใจสร้างบาดแผลลึกให้กับคนอื่น ไม่ใช่แค่รอยแผลที่ลึกแต่คุณยังสาดแอลกอฮอลลงไปบนแผลนั่นอีก… ทำไมจึงตัดสินใจสร้างบาดแผลให้กับคนที่เต็มใจจะรักคุณทั้งหัวใจ… ทำไมล่ะนาเชนก้า… ทำไมล่ะอาซาโกะ… พวกคุณกำลังบิดเบือนภวะของคนคนหนึ่ง พวกคุณกำลังทำลายความเชื่อใจของคนที่เป็นตัวแทนความดีงามของโลกใบนี้ซึ่งเพียบพร้อมจะรักคุณ หากแต่ว่าความดีงามนั้นไม่ได้เกิดจากคนรักเก่าของคุณงั้นหรือ ? คุณจึงบดขยี้มันอย่างไร้ความเมตตา… คุณสนใจแต่โลกของตัวเองจนลืมโลกของคนที่รักคุณ ! ผมขอบีบมือคุณแต่จะไม่จูบลงบนหลังมือคุณอีกแล้ว ! ฟังนะ ในโลกของคนที่รักคุณไม่มีอะไรไปมากกว่าสิ่งที่เขาเห็นท่าทีของคุณ ว่าคุณรักเขามากแค่ไหน ! คุยกันมาขนาดนี้ กินข้าวด้วยกัน เดทด้วยกัน โอ้ยยยยยยย อย่าให้พูดเลย คุณนอนกับเขาด้วยซ้ำ !!!! เขาก็คิดว่าคุณชอบพอกันกับเขานั่นแหละ ! จึงได้ตกลงปลงใจที่จะเป็นคนคุยกันต่อในความสัมพันธ์นี้ โอ้คุณผู้อ่านที่น่ารักแต่ใจคุณแม่งใจร้ายชิบหาย ! คุณ ! คุณที่เป็นตัวแทนของฝันกลางคืนของเขา คุณคือตัวแทนที่ทำให้เขาคิดว่าพระเจ้าตอบรับคำขอของเขาที่เขาเฝ้าอธิษฐานขอให้มีความรักเติมเต็มหัวใจที่ว่างเปล่ามาโดยตลอด คุณคือคนที่ทำให้กลางคืนของเขามาบรรจบกับกลางวัน ! แต่คุณกลับทิ้งเขาไปเพราะคนรักเก่าของคุณกลับมา !!? อีเหี้ย อีสันดาน อีหน้าด้าน ! มึงฟังคำกูไว้นะ ไม่มีอะไรที่เหี้ยไปกว่าการทำลายความเชื่อมั่นของคนคนหนึ่ง ! ท่ามกลางภวะความคิดของคนที่มึงใช้เขาเป็นตัวแทนคนเก่า ไม่ได้มีแค่เรื่องดาดๆเสี่ยวๆว่าเขารักมึง แต่มันลึกกว่านั้น ! เขาเชื่อว่าความพยายามและ(วงตัวแดง) การใช้เวลากับมึงเนี่ย มันจะทำให้เขาได้คบกับมึงเว้ย มันมีความพยายามและความคิดถึงของเขาในวันต่อวันตั้งแต่รู้จักกับมึงแอบแฝงไว้อยู่ ! เขาเชื่อว่าทำดีต้องได้ดี แต่นั่นแหละ ! สุดท้ายมึงกลับไปหาคนเก่า ! มึงลองคิดสิ ! ว่าในใจของคนที่ถูกทิ้งในรูปแบบนี้มันจะมีปัญญาที่จะกล้ารักใครคนอื่นอีก ? ทำดีไม่ได้ดี เขาจะทำดีไปทำไม ? ความดีงามในตัวเขาหายไปเพราะคุณ ! ตั้งใจรักไป ถึงจะได้รับความรักกลับมา แต่กลับคาดไม่ถึงว่าจะโดนทิ้งแบบหน้าด้าน ๆ ? เกิดคำถามในใจว่าที่ผ่านมาคืออะไร ความพึงพอใจในตัวเองถูกบดขยี้ไม่มีชิ้นดี การกลับไปหาคนเก่าทั้งที่มีคนปัจจุบันอยู่แม่งเป็นการทำลายความเชื่อใจ ทำลายชีวิตของใครบางคนไป เขาอาจจะต้องแบกรับบาดแผลนี้ไปตลอดชีวิตเสียด้วยซ้ำ !! ฟังก์ชั่นความรักของคนที่มีความดีงามแม่งเสียไป ปัญหาแม่งเกิดจากคุณไม่มีปัญญารับผิดชอบหัวใจตัวเองให้มันเสร็จก่อนขึ้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่ !

ยืดตรง ! อกผาย ! ไหล่ผึ่ง ! ยืดรับปัญหาซะ !

ยกอก !! ปึ้บปึ้บ !! ( หันคอตวัดกลับ ) นี่คือประโยคคำสั่งคลาสสิคตอนเรียนรอดอ ความหมายแฝงมันเป็นแบบนี้ครับ โอ้ คุณคงจะตกใจสินะที่ผมหลุดคำหยาบออกมา ผมขอโทษนะครับ ผมไม่น่าหยาบคายกับคุณเลย ขอโทษที่ทำให้กลัวจริง ๆ ครับ ให้ผมจูบคุณแทนคำขอโทษนะคุณผู้อ่านอันแสนน่ารักของผม กล้าดียังไงถึงจูบฉัน ! คุณคิดแบบนี้สินะ ใช่ครับ ปัญหาไม่มีทางแก้ไขได้ หากคุณไม่กล้าที่จะมองปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ความโหยหาอดีตกำลังฆ่าคุณให้ตาย และการมูฟออนไม่ได้นั้นกำลังทำให้คุณตายอย่างช้า ๆ เป็นผีดิบไร้จิตวิญญาณใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน คุณผู้อ่านครับ คุณเศร้าโศกขนาดนี้ แต่ทำไมโลกใบนี้ไม่อนุญาตให้คุณเสียใจเลย… มนุษย์เรามีความสามารถในการใช้ชีวิตดีกว่าที่เราคิดนะครับ อารมณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะมีความสุขหรือทุกข์ใจ ทุกอารมณ์มีเพื่อปกป้องตัวเราเอง แต่เมื่อคุณเศร้า เพื่อนคุณกลับบอกว่าไม่เป็นไรนะมึง มันเป็นครับ เป็นปัญหาใหญ่สำหรับคุณแน่นอนคุณถึงเสียใจนานนับปีขนาดนี้ หากแต่ว่ามันไม่เป็นไรสำหรับเพื่อนของคุณเพราะเพื่อนของคุณไม่ได้สวมรองเท้าเดียวกันกับคุณ ถึงคำปลอบใจจะดูไม่ดี แต่เพื่อนคุณหวังดีครับผมเข้าใจดี และคุณก็เข้าใจมากเสียด้วยว่าเพื่อนคุณหวังดี แต่ลึก ๆ แล้วสมองคุณไม่รู้หรอกนะครับ พอได้ยินว่าไม่เป็นไร คุณก็จะเก็บเรื่องนั้นไว้พักนึงโดยอัติโนมัติ แต่เมื่อช่วงเวลากลางคืนมาถึง เสียงหัวใจของคุณกลับมาดังขึ้น ความโหยหาของคุณก็กลับมา คุณยังคงโหยหาต่อไปอย่างไร้จุดหมาย พยายามปลอบใจด้วยคำอันแสนวิเศษว่า ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร แต่ก็ช่วยได้ชั่วคราว

ความโหยหาคนรักเก่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณเศร้า แต่สิ่งที่ทำให้ทุกข์ใจยิ่งกว่าคือคุณปฏิเสธตัวเองว่าไม่อยากทุกข์ แต่ผมจะบอกให้คุณกางความทุกข์ออกมา จงโหยหา โหยหาให้มากเท่าที่คุณต้องการ นี่คือการเผชิญความกล้าอย่างแท้จริง ยอมรับตัวเองซะว่าคิดถึง ยอมรับตัวเองซะว่าทุกข์ใจแค่ไหนที่ตั้งแต่เลิกราไปยังคิดถึงแต่เขา อาการคุณหนักถึงขนาดที่ว่าเพื่อนที่คณะยังทักว่าคุณซูบลง คุณรู้ตัวเองดีว่าคุณไม่กินลง ยิ้มน้อยลง แต่ ฟังให้ดี

ไม่ผิดเลยที่คุณจะมีความทุกข์ ในพื้นที่ตรงนี้ ผมอนุญาตให้คุณยอมรับตัวเองว่าทุกข์ ทุกคนจะรีบปัดความทุกข์ของคุณ แต่ผมจะให้เวลาคุณเสียใจอยู่กับผมและผมให้เกียรติความทุกข์ทนในใจที่คุณพบเจอมา ถ้ามันหนักจนอยากจะร้องไห้ก็ร้องออกมาเลย จำไว้เถอะว่าน้ำตามีเพื่อปลดปล่อยทุกข์ และสุดท้ายน้ำตานั้นจะแห้งเหือดหายไป ไม่ว่าคุณรู้สึกอย่างไร ผมอยู่ข้างคุณ

มันจะเจ็บมาก เจ็บมากเมื่อคุณยอมรับว่าตัวเองเสียใจ และจะยิ่งเจ็บมากเนื่องจากคุณปฏิเสธความทุกข์มานาน ยิ่งนานก็เหมือนคุณกำลังเหยียบคันเร่ง อัตราเร่งคุณเร่งไปเรื่อย ๆ ปฏิเสธความทุกข์มานานเท่าไหร่ความเร่งก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งคุณกล้าที่จะดริฟเข้าไปหากำแพงที่ชื่อความจริง ชนมันตรง ๆ ยอมรับมันตรงๆ คุณจะร้องไห้ผสมกับสำลักน้ำตาด้วยความเจ็บที่คุณหลีกหนีมาโดยตลอด เมื่อรถแห่งความโหยหาชนเข้ากำแพง รถของคุณก็จะถูกบังคับให้หยุดลงไปเอง รถยนต์แห่งความโหยหาของคุณจะถูกหยุดลงที่กำแพงนั้น กระจกแตก กันชนพัง แต่คุณไม่ต้องขับรถนั้นอีกต่อไปแล้ว คุณออกมาก้าวเดินต่อด้วยตัวเอง คุณจะพบว่าความโหยหาไม่ได้หายไปเพราะคุณเลือกที่จะเหยียบเบรกด้วยตัวเอง ความโหยหาไม่ได้หายไปคำพูดแบบว่ามูฟออนเถอะมึง ความโหยหาไม่ได้หายไปจากการวิ่งเข้าใส่ความสัมพันธ์ใหม่ทันทีหลังจากเลิกรา ความโหยหาไม่ได้หายไปจากการคิดหาเหตุผลในเรื่องที่ไม่มีเหตุผลแต่แรกว่าทำไมเขาถึงจากไป คุณไม่ต้องทำอะไรกับความคิดถึงความโหยหา คุณไม่ต้องบอกตัวเองว่าจะเลิกคิดถึงเขา การมูฟออนไม่ใช่เรื่องที่คุณเลือกความคิดตัวเองได้ว่าจะต้องคิดอย่างไรถึงจะมูฟออนได้ จนกว่าคุณจะวิ่งเข้าหาความจริง คุณจะถูกความจริงบีบบังคับให้คุณมูฟออนได้โดยปริยาย ความโหยหาของคุณหายไปเพราะคุณถูกบังคับให้ชนกำแพงความจริงจนรถของคุณพังจนขับต่อไม่ได้อีกแล้ว รถยนต์แห่งความโหยหาอดีตจะจบอยู่แค่ตรงนั้น จงยืดตัวตรง อกผาย ไหล่ผึ่ง จงกล้า จนชนมัน จงเจ็บและยอมรับมัน รับผิดชอบตัวเอง นี่คือกลไกที่แท้จริงของการมูฟออน

ผมว่าคุณผู้อ่านที่แสนน่ารักก็คงใจชื้นขึ้นมาอยู่บ้าง หลังจากที่ผมบอกว่าผมให้เกียรติความทุกข์ของคุณ ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าถ้าเพียงแค่เราใจกล้าที่จะชนปัญหามากกว่านี้ กล้าที่จะชนมากกว่านี้ คนที่จะเจ็บในความสัมพันธ์เพราะอีกฝ่ายลืมคนรักเก่าไม่ได้ ก็คงไม่มี พวกเขาเหล่านั้นมีคนเดียวบนโลก และเขาไม่สมควรถูกแทนที่ใครในความคิดอีกฝ่าย พวกเขาควรเกิดมาที่จะได้รับความรักบริสุทธิ์ พวกเขาเหล่านั้นไม่สมควรเลยที่จะต้องใช้ชีวิตภายใต้การแบกรับความทุกข์ที่เกิดจากความไม่รับผิดชอบสภาพจิตใจของคนที่โหยหาคนเก่า

ขอให้คุณเจอกับความรัก ที่คุณไม่ได้ให้เขาแทนที่ใคร ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่ได้ใช้คุณแทนที่ใครอีกคนเช่นกัน

อ่านจนจบเลยนะครับ คุณน่ารักกับผมขนาดนี้ ขอให้โลกน่ารักกับคุณบ้าง อย่าลืมยืดตัวตรง ขอบคุณครับ ผมรักคุณนะ

ขอบคุณ zap มากๆเบยครับ nostr:npub1dp4gc3vcww4ln2gr3wspwz4nhusar92dzwu52ncuc7y808l5vfassxvwmh

#siamstr เรื่องเกิดที่ห้องสมุดคณะแพทยศาสตร์

ศูนย์พุทธโสธร เวลา 18 : 00 น.

“ อา….นาเชนก้า ”

“ อา….อาซาโกะ”

ผมครางขึ้นท่ามกลางความเงียบ ณ ห้องสมุดศูนย์แพทย์พุทธโสธร เพียงแต่วันนี้มันต่างออกไป ผมไม่ได้นั่งอ่านอยู่คนเดียว หากแต่ว่ามีพี่ผู้ชายใส่แว่น สวมเสื้อกาวน์สั้นสีขาว นั่งอ่านหนังสืออยู่เช่นเดียวกันกับผมอยู่ห่างออกไปอีก 2 ช่วงโต๊ะ จากการแต่งตัวและหน้าตา ผมขอตัดสินคนจากภายนอกว่านี่คงเป็นพี่ extern ( รุ่นพี่นักศึกษาแพทย์ ปีที่ 6 = extern )

“ อา… นาเชนก้า… อา…ซาโกะ ” ผมครางต่อ ลำคอผมเริ่มเจ็บ แต่ไม่ว่าพี่ข้าง ๆ เขาจะเป็นพี่ extern หรืออาจจะเป็นอาจารย์หรือไม่ พี่ extern คนนี่มีความสลักสำคัญเพียงใดต่อโลกใบนี่กันนะ ? แต่แน่นอนพี่เขาสลักสำคัญกับผม เดือนหน้าผมต้องขึ้นวอร์ดแล้ว พี่เขาจะต้องคอยสอนสิ่งต่าง ๆ ให้กับผม พี่เขายังมีความสลักสำคัญต่อผู้ป่วยมากมายในอนาคตอีกด้วย ผู้ป่วยคงจะดีใจที่รักษาหายดีจากการได้ตรวจรักษากับเขา แต่โอ้ ! นั่นคือความสลักสำคัญในด้านสถานภาพ แต่ในด้านจิตใจผมตอนนี้ พี่เขาไม่สามารถช่วยผมได้ ไม่ได้เลย ปัญหาในใจของผมมันไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรสำหรับพี่เขาด้วยซ้ำ

มันไม่สลักสำคัญมากพอที่เขาจะหันมามอง

ผมรู้ว่าผมกำลังทำผิด ผมกำลังเสียงดังในห้องสมุด ตาของผมเริ่มมองไม่ชัด น้ำตาผมไหลเอ่อออกมา พูดไม่เป็นภาษา พูดวน ๆ แต่คำว่า

“นาเชนก้า…อาซาโกะ” มันเริ่มดังขึ้น ดังขึ้น พร้อมกับเสียงที่สั่นขึ้น หางตาผมสังเกตเห็นว่าพี่ extern หันมามองผมเช่นกัน โอได้โปรดเถอะพี่ extern ผู้น่าเคารพ โอได้โปรดอย่ามองผมด้วยสายตาสงสารเช่นนั้น ผมยังไม่รู้จักพี่ในตอนนี้ และเราอย่าได้รู้จักกันในครั้งแรกแบบนี้เลย พี่คงจะเรียนจริยธรรมทางการแพทย์มาก่อนผม เก็บความเห็นใจไปใช้กับผู้ป่วยเถอะครับ เลิกมองมาทางผมเสียที ผมในตอนนี้ไม่ต้องการได้รับ empathy จากใคร ความรู้สึกผม ให้ผมแบกรับมันไว้คนเดียวเถอะ ผมไม่คู่ควรกับความดีงาม ( ความเห็นใจ ) จากพี่หรอก แค่เมินเฉยผม เหมือนที่พี่เดินสวนคนที่ไม่รู้จักในทุกทุกวัน คิดเสียว่าผมเป็นคนแปลกหน้าเถอะครับ

โชคดีเหลือเกินที่คำขอของผมเป็นจริง คงมีแต่พระเจ้าที่รับไว้ พระองค์ทรงบันดาลให้เกิดขึ้นทันตา สังเกตว่าพี่ extern คงรำคาญ หรืออาจจะทำตัวไม่ถูก พี่เขาจัดเก็บหนังสือและไอแพดลงกระเป๋าสะพาย รีบหนีออกจากห้องสมุดทันที ผมคงตกเป็นเรื่องเล่าในกลุ่มเพื่อนของเขาที่ห้องพักแพทย์คืนนี้

โอ้คุณผู้อ่านที่แสนน่ารักเอ๋ย ได้โปรดเถอะครับ ได้โปรดให้ผมเรียกคุณด้วยคำนามว่าผู้อ่าน เพราะอ่านมาได้ถึงตรงนี้คุณคงจะเป็นนักอ่านในระดับนึง อนึ่งขออนุญาจต่อด้วยคำคุณศัพท์ว่าน่ารัก คุณคงมีจิตใจอันแสนงดงามที่อยากจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในจิตใจผมตอนนี้ คุณกำลังห่วงใยผม หาได้ยากนะครับคนที่ห่วงใยคนอื่น คุณเป็นคนดีแน่แน่เลย มันอาจจะเป็นสิ่งแปลกใหม่บางอย่างที่เกิดขึ้นในใจผมหรือเปล่า ความรู้สึกต่าง ๆ ของผมมันจึงท่วมท้นออกมาร้องไห้กลางห้องสมุดจนไม่เกรงใจพี่ extern คนนั้น โอ้คุณผู้อ่านที่แสนน่ารัก เพื่อตอบสนองความดีงามที่อยู่ในใจของคุณที่ห่วงใยเพื่อนมนุษย์เช่นผม ผมจะเล่าให้คุณฟังในตอนนี้เลย เรื่องมันไม่ไร้สาระหรอกครับ คุ้มค่าเสียเวลาของคุณ เรื่องที่ผมพบเจอมันเกิดขึ้นกับตัวคุณเช่นกัน แต่คุณไม่รู้ตัว ฟังผมให้ดี การฟังปัญหาของผมอาจทำให้คุณแก้ปัญหาของคุณได้ เริ่มเลยแล้วกันนะครับ วันนี้ทั้งวันผมต้องอ่านอาการวิทยา หากแต่ว่าผมต้องเรียนรู้มันถึง 4 รอบ โดยเรียงลำดับดังนี้ 1.เรียนจากศูนย์แพทย์หลัก 2.ทำสรุปของศูนย์แพทย์หลัก3. เรียนจากศูนย์แพทย์ที่ผมเรียน และ4.ทำสรุปจากเนื้อหาศูนย์แพทย์ที่ผมเรียน

ผมทำทั้งหมดนี้ตั้งแต่ 8 : 30 น. จนถึงเวลานี้ก็ 18 : 00 น. แล้วครับ หากจะคิดว่าผมเมื่อยล้าจากการอ่านเลคเชอร์แล้วจึงพร่ำพรรณาแล้วร้องไห้กลางห้องสมุด เรื่องนั้นไม่เกิดขึ้นกับผมหรอกครับการอ่านหนังสือ มันเป็นข้ออ้างเพื่อที่ว่าถ้าไอ่โอ้หรือมีนเดินมาที่ห้องสมุดพอดี ผมจะได้อ้างว่าแค่เหนื่อยอ่านสอบ ผมไม่อยากเล่าเรื่องในหัวผมให้กับเขา เขาคงไม่มีเวลาว่างเพื่อรักษาใจผมขนาดนั้น ในขณะเดียวกันการอ่านสือทั้งวันก็เป็นแค่เหตุ

เหตุคือในตอนกลางวันเราตื่นมาพบความจริง เราตื่นมาเจอความรับผิดชอบ เราตื่นมาเจอสถานภาพที่เราต้องรับบทบาทไว้ คุณผู้อ่านที่น่ารักครับ เราทำงานหรือเรียนในช่วงเวลากลางวัน พอถึงช่วงเย็นคาบกลางคืน จิตใจกับสมองมันก็เหนื่อยล้าแล้วครับ สำหรับผมมันมากเกินไปแล้วครับที่จะเอางานหรือเลคเชอร์กลับมาตามอ่านที่ห้องนอน ถ้าจะอ่านต่อผมก็อ่านรอบดึกแต่ไม่อ่านที่ห้องนอนแน่ ๆ หลังจากใช้ชีวิตบนโลกแห่งความจริงมาค่อนวัน เวลาตกเย็นคาบดึกนี่แหละครับ ที่จะเป็นช่วงเวลาที่เสียงในหัวเปลี่ยนบทบาทจากที่คอยท่องเลคเชอร์ผ่านลูกตามาทั้งวัน สมองล้ามากครับ สมองจึงหันมารับฟังความรู้สึกกลั้นไว้ไม่ไหว ความรู้สึกที่กำลังเพรียกร้องจากหัวใจ ชักชวนให้คุณชวนค้นหาและสนใจมัน สมองกลับมารับฟังความรู้สึกของเราเอง ช่วงเวลาตกเย็นคาบดึกนี้เองครับ ที่เราเข้าใกล้ตัวเองมากกว่าพระเจ้าเสียอีก เราเข้าถึงตัวเราเองอย่างแท้จริง เราเข้าจิตเข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง เรารับฟังตัวเองอย่างแท้จริง… โอ้กลางคืน กลางคืนที่เสียงหัวใจมันดังกว่าสมองนี้เองครับ ทำให้เราเข้าใจครับ ว่าเวลาที่เราตกหลุมรักใคร

มันจะเกิดขึ้นตอนกลางคืน ช่วงเวลาที่เสียงแห่งงานเงียบลง ( เสียงแห่งความเป็นจริงของโลก ) ถูกทดแทนด้วยเสียงหัวใจ ( สิ่งที่เราอยากให้เกิดในอุดมคติ ) และเสียงหัวใจของผมมันดังมากในเย็นวันนั้น ผมถามหัวใจว่าต้องการอะไร หัวใจตอบกลับ ”ผมรักเธอคนนั้น”

ผมคงรักเธอได้แค่ตอนกลางคืน พอเช้ามาเสียงแห่งงานและความจริง ก็ดึงเธอจางหายไปจากใจของผม ( แต่ก็แค่ชั่วคราว )

ไม่สลักสำคัญว่าผมรักใคร

คุณถามตัวคุณเองเถอะ คุณผู้อ่านที่แสนน่ารักของผม

คุณผู้อ่านที่กำลังเป็นห่วงเป็นใยผม ผมขอละลาบละล้วงในความสัมพันธ์ส่วนตัวของคุณทีเถอะนะครับ ผมขอถามว่า

คุณกำลังคุยกับคนที่คุณชอบจริง ๆ

หรือคุณกำลังคุยกับคนที่คุณถือว่าเป็นตัวแทนคนเก่าคนโปรด

โอ้ ๆ มันคงจะกระแทกใจใครบางคนไปเล็กน้อย แต่ได้โปรด ฟังผมต่อเถอะครับ ขอดึงชายเสื้อคุณไว้ อย่าหนีผมไปไหนไกลเลย ขอพูดต่อนะครับ หากคุณไม่ใช่คนประเภทที่ถือว่าใครในความสัมพันธ์ ณ ปัจจุบัน เป็นตัวแทนคนเก่าคนโปรด ( ที่คุณไม่มีวันได้รับความรักจากเขาอีกแล้ว จึงต้องหาตัวแทน ) แล้วคุณแน่ใจในตัวเองแค่ไหน ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มองคุณเป็นตัวแทนคนเก่าคนโปรดของเขา ? คุณผู้อ่านที่น่ารักของผม ? ตอบสิ ! ว่าคุณแน่ใจได้อย่างไร ?

โอ้ดาวบนฟ้าเหนือศูนย์แพทย์พุทธโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา ไม่พร่างพราวเหมือนชมดาว ณ ก้ำกึ่ง คำถามที่ผมถามคุณผู้อ่านเมื่อครู่ คุณยังไม่ตอบผมก็ได้ ผมขอพักไว้ก่อน เก็บไว้ตรงนั้น แล้วค่อยเปิดออกมา ตอนนี้ผมปาดน้ำตา เดินออกมาที่ริมน้ำหน้าโรงพยาบาล ตอนนี้ผมกล้าพูดมากเลยว่าผมเป็นนักศึกษาแพทย์ริมน้ำแล้วนะ หากแต่ว่าเป็นแม่น้ำบางปะกง อา…เอาเถอะ ดาวบนฟ้าแม้มีน้อยไม่ค่อยชัดหากมองจากแปดริ้ว แต่ดวงดาวย่อมโผล่มาตอนกลางคืน ช่วงที่เรารับฟังเสียงหัวใจเราได้ชัดที่สุด ดวงดาวนี้อยู่เป็นเพื่อนผม ผมหวังว่ามันคงจะได้ยินเสียงหัวใจของผมด้วย ถ้าเอา steth มาฟัง คุณไม่ได้ยินว่า “lub dub” หรอกครับ แต่มันคงจะเป็นเสียง murmur ว่า “รัก…คุณ” “รัก…คุณ” ยิ่งดึกดาวยิ่งสว่าง ยิ่งทำให้คำว่ารักมันชัดเจนมากขึ้นจริง ๆ ด้วย

ผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านที่น่ารักต้องเคยเจอคนคุยที่ไม่ฟูล ( แต่หน้าตาดี ) เข้ามาในชีวิตบ้างแหละครับ ถ้าถามว่าไม่ฟูลยังไง ก็คือเขาคุยกับคุณ จนคุณแน่ใจว่าคิดคิดไป ที่เธอคิดฉันคิดคิดว่าใจเราตรงกัน คิดแค่ไหนฉันว่าคงจะไม่ต่าง Baby let’s me know now ว่าใจเราไม่ต่างกัน คุณชอบเขา ! เขาชอบคุณ ! เวลาแห่งการได้คบใกล้มาถึง ! แล้วก็ บู๊ม !!!

เขาเลือกกลับไปหาคนเก่า

เรื่องราวของคนคุยคนนี้ก็ได้ตกเป็นท้อปปิคเมาท์ประจำเพื่อนคุณไปสักระยะนึง แน่นอนว่าคุณจะโดนล้อด้วย ฮ่า ๆ ผมคิดว่าคนคุยของคุณก็คงรู้ตัวจริง ๆ ว่ารักคนเก่ามากกว่าคุณ ก็ตอนที่เสียงของหัวใจมันชัดในตอนกลางคืนนี่แหละครับ

คนรักเก่าที่ฝังใจ การหนีคนคุยปัจจุบันเพื่อกลับไปคบกับแฟนเก่า หรือแม้แต่ลุงๆป้าๆที่แต่งงานแล้ว ก็ยังมีให้พบว่านอกใจไปหาคนเก่าอยู่ ฉะนั้น เรื่องอุบาทว์พรรค์นี้ มันไม่ได้เพิ่งมามี แต่มันมีมานานแล้ว ผมสามารถที่จะอธิบายได้ว่าเพราะอะไรทำไมมนุษย์จึงเหนี่ยวรั้งกับคนเก่ามากนัก คุณผู้ฟังที่แสนน่ารักครับ ความน่ารักของคุณมีมากจริง ๆ นะครับ คุณผู้อ่านที่น่ารักครับ เพราะคุณเป็นห่วงเป็นใยผม ความดีงามของคุณกำลังจะถูกตอบแทน ตอนนี้คุณกำลังจะได้คำตอบแล้วนะครับ ใจความมีอยู่ว่า ทุกวันนี้เราได้รับข้อมูลมาก ทำให้เราตัดสินใจสร้างสเปคคนรักในฝัน ( ช่วงกลางคืน ) เราเพ้อฝันในอุดมคติ เราเพ้อฝันในการมูขอแฟน เราเพ้อฝันในดินแดนอุดมคติของเราว่าเราต้องมีแฟนที่ทรีตเราอย่างดี หน้าตาดี มีความสุข เป็นคนที่ไม่ทำเราเสียใจ เป็นคนที่คบเป็นแฟนแล้วใคร ๆ ต่างอิจฉา เป็นคนที่เราอวดเพื่อนได้อย่างภาคภูมิ จริง ๆ แล้วอวดในความนิสัยดีในอุดมคติ เพื่อนคุณก็อิจฉามากกว่าการได้คนหน้าตาดีเป็นแฟนแล้วครับ บางทีคนหน้าตาดีก็ดูไม่ norm และไม่ฟูล ฮ่าๆ แต่ดินแดนอุดมคตินี้ ช่วงเวลาที่เรามีความสุขกับฝันเหล่านี้ ช่างแสนสั้น ( ช่วงเวลาที่เสียงหัวใจดังกว่าเสียงงานในตอนกลางคืน ) แปปเดียวเราก็เดินไปที่เตียง ล้มตัวลงนอน คุณอาจจะฝันอย่างมีความสุขต่อก็ได้ถ้าหากว่าคืนนั้นคุณฝันดี แต่เช้ามา ช่วงเวลากลางวันมาถึง เสียงของงานดังกว่าหัวใจมันก็ลากคุณกลับเข้าความเป็นจริงอยู่ดี แต่โอ้ ! คุณผู้อ่านที่รัก หากคุณได้ยินสิ่งที่ผมพูดต่อไปนี้คุณคงจะรับไว้ไม่ไหว ใจคุณบอบบางเกินไป ผมขออนุญาตจูบลงบนที่มือของคุณ เพื่อเป็นการแน่ใจว่าต่อให้คุณจะรู้สึกจุกทางใจแค่ไหนผมก็ยังอยู่ข้างคุณไม่ว่าคุณรู้สึกอย่างไร ผมหวังดีให้คุณได้ฟังมัน ฟังผมต่อให้ดีเถอะครับ คุณอาจอยู่คนเดียวมานานหรืออาจมีความสัมพันธ์ครั้งเก่าที่ดูแย่ แต่บางช่วงเวลาของชีวิต พระเจ้าก็ดันเกิดใจดีกับคุณขึ้นมา ไม่รู้สาเหตุหรอก คงมีแต่พระองค์ที่รู้ พระองค์ทรงเปิดดินแดนแห่งความฝันและดินแดนแห่งความเป็นจริงของคุณมาบรรจบกัน ทำให้คุณพบเจอกับคนรัก ( ที่จะกลายเป็นคนเก่า ) แต่ก่อนที่เขาคนนั้นจะกลายเป็นคนเก่า โอ้คุณผู้อ่านเอ๋ย ทั้งผมและพวกคุณ พวกเราช่างน่าสงสารเหลือเกิน เรื่องราวความรักที่คุณฝันในอุดมคติ เรื่องราวความรักที่คุณเคยสัมผัสในความฝันยามนิทรา ได้เกิดขึ้นบนโลกความเป็นจริงแล้ว ( กลางวัน ) คุณมีความสุขแม้จะต้องตื่นมาทำงานและเจอกับความจริงที่ว่าคุณมีคนรักที่ตามหาจนเจอ คุณมีความรักที่คุณเฝ้าฝันหามันมาตลอด คุณอยากได้มันมาตลอด มันเกิดขึ้นจริงแล้ว หัวใจคุณได้รับการตอบกลับทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ใจอันว่างเปล่าถูกเติมเต็มเสียที คุณ On top of the world แต่อาจจะด้วยอะไรบางอย่าง ทำให้คุณกับเขาต้องเลิกรา ผมอนุญาตให้คุณเศร้าเต็มที่เลยนะครับ ผมจะไม่พูดว่าอย่าเศร้าไปเลย คุณต้องเศร้า คุณจะเศร้า จนกว่าคุณจะเหนื่อยที่เศร้า แต่คุณผู้อ่านครับ ใจที่ถูกเติมเต็มในคราวนั้น มันถูกเติมเต็มไปเพราะเขาแล้วนะครับ นึกมองย้อนไปก็มีความสุขมาก ( โดยเฉพาะหากคุณพบความสัมพันธ์ที่ดีมาก ๆ ) จนถึงว่าแม้ความสัมพันธ์จบไป คุณก็ยังอยากมีความรู้สึกที่ได้รักเขาอยู่ ไม่อยากให้ความรู้สึกนี่หายไป ผมจึงถามไงครับ ว่าหลังจากเลิกเราจากเขาไป คนคุยของคุณตอนนี้ คุณกำลังยึดถือมาเป็นตัวแทนหรือเปล่า ถ้าคนเก่าคุณกลับมา คุณจะกล้าทิ้งคุณที่กำลังคบตอนนี้หรือไม่ ?

การกลับไปหาคนเก่ายังแสดงออกมาในรูปแบบภาพยนตร์และวรรณกรรมอีกด้วย

โอ้…นาเชนก้า ที่ผมครางออกมาในตอนแรก ก็เป็น 1 ในตัวละครในวรรณกรรมคลาสสิครัสเซียนั่นแหละ ผมอยากให้ทนอ่านเรื่องย่อสักเล็กน้อย เรื่องสั้นครับวางใจได้ จบใน 1 ย่อหน้า เริ่มที่พระเอกพบกับนาเชนก้าที่สันเขื่อนในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเปิร์ก นาเชนก้ายังคงคิดถึงคนรักเก่า แต่คนรักเก่าไม่กลับมาสักทีทั้งที่สัญญากันไว้ว่าจะกลับมา พระเอกจึงตัดสินใจสารภาพรักกับนาเชนก้า นาเชนก้าตกลงปลงใจที่จะคบหากับพระเอกในคืนนั้น แต่แล้วขากลับจากสันเขื่อนในคืนเดียวกัน พวกเขาเดินสวนกับคนรักเก่าของนาเชนก้าพอดี ( เกิดขึ้นในตอนกลางคืน ) นาเชนก้าจึงทิ้งพระเอกไว้ตรงนั้น แล้วกลับไปหาคนเก่า พร้อมจัดงานแต่งงานทันที

อาซาโกะก็เช่นกัน มาจากเรื่อง Asako I and II ( 2018 ) หนังเข้าชิงเทศกาลหนังเมืองคานส์ พล็อตคล้าย ๆ กัน อาซาโกะกลับไปหาคนเก่า ทันทีที่คนเก่ากลับมาโผล่ต่อหน้าทั้งที่ตอนนั้นอาซาโกะมีแฟนอยู่แล้ว ( คนเก่าของอาซาโกะโผล่มาตอนกลางคืน ) หลังจากหายไปนานนับปี

ดังนั้น คำถามที่ผมยกขึ้นมาในตอนกลางบทความ มันจึงเป็นการตั้งคำถามที่ผิด แม้ตั้งคำถามผิดแต่มันไม่ไร้ประโยชน์ ตัวคำถามมัน reflect ว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวของคุณผู้ที่กำลังอ่านอันแสนน่ารักของผมนั้นเป็นอย่างไร เมื่อคุณคิดได้แล้ว คุณย่อมตัดสินใจทิศทางความสัมพันธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้มันดีขึ้น

แต่โอ้ ! เรื่องใดที่ทำให้ใจผมขุ่นมัวไปด้วยความเศร้าจนร้องไห้ออกมากลางห้องสมุด ! มิใช่ว่าผมคิดถึงคนรักเก่า หรือผมตกอยู่ในความสัมพันธ์ที่โดนทิ้งแล้วอีกฝ่ายกลับไปหาคนเก่าของเขาต่อหน้าต่อตาหรอกนะครับ หากแต่ว่าความทุกข์ที่อยู่ในใจผมตอนนี่ คือการตั้งคำถามที่ผิด ๆ กับพวกคุณนี่แหละครับ ! เพราะพวกคุณทั้งหมดแทบไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังใช้อดีตเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง ! คุณผู้อ่านที่แสนน่ารักครับ ผมขอจูบลงบนหลังมือของคุณ พร้อมบีบมือเพื่อเตือนสติพวกคุณ อดีตเกิดขึ้นไปแล้ว ความรักความดีงามดังคนเก่าเกิดขึ้นไปแล้ว แต่คุณผู้อ่านที่แสนน่ารักครับ เรื่องราวความดีงามที่ความฝันและความเป็นจริงมาบรรจบกันมันยากที่จะลบเลือนจากใจจริง ๆ แต่โอ้ ! อดีตเกิดขึ้นแล้ว คุณจะให้อดีตเป็นเครื่องพันธนาการหรือบทเรียนล่ะครับ ?

ถ้าทำใจกับการมูฟออนคนรักเก่าไม่ได้

ก็อย่าพาลหาตัวแทน

คุณผู้อ่านอันน่ารักของผม พวกคุณคงเห็นภาพชัดแล้วว่าปัญหามิใช่ว่าเราคิดถึงคนรักเก่าเพียงใด แต่ปัญหาคือเราให้อดีตมาเป็นเครื่องพันธนาการ เหนี่ยวรั้งเราไว้เพื่อไม่ให้พบสิ่งที่ดีกว่า เพราะผมกับคุณ พวกเรานั้นน่าสงสาร หน้ามืดตาบอดเชื่อไปหมดว่าสิ่งที่เคยพบเจอนั้นดีที่สุด ฝังความคิดผิด ๆ ลงบนหัวตัวเองว่าคงไม่เจอความดีงามเช่นนี้อีกต่อไปแล้ว ตื่นมาก็คิดถึงเขา กินข้าวก็คิดถึงเขา ไปมุมเดิม ๆ ที่เคยเดินด้วยกันยิ่งตอกย้ำความคิดถึงไปอีก ความคิดถึงของคุณมันจะอุบาทว์กว่าเดิมหากว่าคนรักเก่าของคุณคือคนใกล้ตัว ลองคิดดูสิครับ หากคน คนที่เคยมีใจกันอยู่ เปลี่ยนไปเป็นไม่มีเยื่อใยต่อกัน อยากลืม ลืมทุกสิ่ง ลบล้างเรื่องวันวาน หากเราไม่พบกัน คงลืมกันได้ หนักใจตรงที่ความจำเป็นบางอย่าง กดดัน พาให้เราเจอกันต่อไป มาเป็นเพลงเลยครับคุณผู้อ่านอันเศร้าหมองของผมแต่ก็ยังน่ารัก ผมขอจูบลงบนมือคุณครั้งที่ 3 เพื่อเน้นย้ำให้คุณจำคำผมไว้ให้ดี ตอนคุณโสดชีวิตของคุณสงบสุขในความฝันตอนกลางคืนมาตลอดแต่พอมีคนรักเข้ามาแล้วเขาจากไป คุณกลับมาอยู่คนเดียวเช่นเดิมแต่กลับมีความทุกข์โทมนัสทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างไม่มีเป้าหมายว่าต้องทนพยายามมูฟออนไปอีกนานแค่ไหน ต้องคิดถึงเขาไปอีกนานแค่ไหน ต้องโหยหาสิ่งที่เคยมีถึงเมื่อใด โอ้คุณผู้อ่านที่แสนใจร้าย ! คุณก็รู้ตัวเองไม่ใช่หรือ ? ว่าการมูฟออนจากคนรักเก่าที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงามในชีวิตอันเลวทรามของคุณมันยากเพียงไหน ?! แต่ทำไม ทำไมล่ะ โอ…นาเชนก้า… โอ…อาซาโกะ… ทำไมพวกเธอจึงตัดสินใจสร้างบาดแผลลึกให้กับคนอื่น ไม่ใช่แค่รอยแผลที่ลึกแต่คุณยังสาดแอลกอฮอลลงไปบนแผลนั่นอีก… ทำไมจึงตัดสินใจสร้างบาดแผลให้กับคนที่เต็มใจจะรักคุณทั้งหัวใจ… ทำไมล่ะนาเชนก้า… ทำไมล่ะอาซาโกะ… พวกคุณกำลังบิดเบือนภวะของคนคนหนึ่ง พวกคุณกำลังทำลายความเชื่อใจของคนที่เป็นตัวแทนความดีงามของโลกใบนี้ซึ่งเพียบพร้อมจะรักคุณ หากแต่ว่าความดีงามนั้นไม่ได้เกิดจากคนรักเก่าของคุณงั้นหรือ ? คุณจึงบดขยี้มันอย่างไร้ความเมตตา… คุณสนใจแต่โลกของตัวเองจนลืมโลกของคนที่รักคุณ ! ผมขอบีบมือคุณแต่จะไม่จูบลงบนหลังมือคุณอีกแล้ว ! ฟังนะ ในโลกของคนที่รักคุณไม่มีอะไรไปมากกว่าสิ่งที่เขาเห็นท่าทีของคุณ ว่าคุณรักเขามากแค่ไหน ! คุยกันมาขนาดนี้ กินข้าวด้วยกัน เดทด้วยกัน โอ้ยยยยยยย อย่าให้พูดเลย คุณนอนกับเขาด้วยซ้ำ !!!! เขาก็คิดว่าคุณชอบพอกันกับเขานั่นแหละ ! จึงได้ตกลงปลงใจที่จะเป็นคนคุยกันต่อในความสัมพันธ์นี้ โอ้คุณผู้อ่านที่น่ารักแต่ใจคุณแม่งใจร้ายชิบหาย ! คุณ ! คุณที่เป็นตัวแทนของฝันกลางคืนของเขา คุณคือตัวแทนที่ทำให้เขาคิดว่าพระเจ้าตอบรับคำขอของเขาที่เขาเฝ้าอธิษฐานขอให้มีความรักเติมเต็มหัวใจที่ว่างเปล่ามาโดยตลอด คุณคือคนที่ทำให้กลางคืนของเขามาบรรจบกับกลางวัน ! แต่คุณกลับทิ้งเขาไปเพราะคนรักเก่าของคุณกลับมา !!? อีเหี้ย อีสันดาน อีหน้าด้าน ! มึงฟังคำกูไว้นะ ไม่มีอะไรที่เหี้ยไปกว่าการทำลายความเชื่อมั่นของคนคนหนึ่ง ! ท่ามกลางภวะความคิดของคนที่มึงใช้เขาเป็นตัวแทนคนเก่า ไม่ได้มีแค่เรื่องดาดๆเสี่ยวๆว่าเขารักมึง แต่มันลึกกว่านั้น ! เขาเชื่อว่าความพยายามและ(วงตัวแดง) การใช้เวลากับมึงเนี่ย มันจะทำให้เขาได้คบกับมึงเว้ย มันมีความพยายามและความคิดถึงของเขาในวันต่อวันตั้งแต่รู้จักกับมึงแอบแฝงไว้อยู่ ! เขาเชื่อว่าทำดีต้องได้ดี แต่นั่นแหละ ! สุดท้ายมึงกลับไปหาคนเก่า ! มึงลองคิดสิ ! ว่าในใจของคนที่ถูกทิ้งในรูปแบบนี้มันจะมีปัญญาที่จะกล้ารักใครคนอื่นอีก ? ทำดีไม่ได้ดี เขาจะทำดีไปทำไม ? ความดีงามในตัวเขาหายไปเพราะคุณ ! ตั้งใจรักไป ถึงจะได้รับความรักกลับมา แต่กลับคาดไม่ถึงว่าจะโดนทิ้งแบบหน้าด้าน ๆ ? เกิดคำถามในใจว่าที่ผ่านมาคืออะไร ความพึงพอใจในตัวเองถูกบดขยี้ไม่มีชิ้นดี การกลับไปหาคนเก่าทั้งที่มีคนปัจจุบันอยู่แม่งเป็นการทำลายความเชื่อใจ ทำลายชีวิตของใครบางคนไป เขาอาจจะต้องแบกรับบาดแผลนี้ไปตลอดชีวิตเสียด้วยซ้ำ !! ฟังก์ชั่นความรักของคนที่มีความดีงามแม่งเสียไป ปัญหาแม่งเกิดจากคุณไม่มีปัญญารับผิดชอบหัวใจตัวเองให้มันเสร็จก่อนขึ้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่ !

ยืดตรง ! อกผาย ! ไหล่ผึ่ง ! ยืดรับปัญหาซะ !

ยกอก !! ปึ้บปึ้บ !! ( หันคอตวัดกลับ ) นี่คือประโยคคำสั่งคลาสสิคตอนเรียนรอดอ ความหมายแฝงมันเป็นแบบนี้ครับ โอ้ คุณคงจะตกใจสินะที่ผมหลุดคำหยาบออกมา ผมขอโทษนะครับ ผมไม่น่าหยาบคายกับคุณเลย ขอโทษที่ทำให้กลัวจริง ๆ ครับ ให้ผมจูบคุณแทนคำขอโทษนะคุณผู้อ่านอันแสนน่ารักของผม กล้าดียังไงถึงจูบฉัน ! คุณคิดแบบนี้สินะ ใช่ครับ ปัญหาไม่มีทางแก้ไขได้ หากคุณไม่กล้าที่จะมองปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ความโหยหาอดีตกำลังฆ่าคุณให้ตาย และการมูฟออนไม่ได้นั้นกำลังทำให้คุณตายอย่างช้า ๆ เป็นผีดิบไร้จิตวิญญาณใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน คุณผู้อ่านครับ คุณเศร้าโศกขนาดนี้ แต่ทำไมโลกใบนี้ไม่อนุญาตให้คุณเสียใจเลย… มนุษย์เรามีความสามารถในการใช้ชีวิตดีกว่าที่เราคิดนะครับ อารมณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะมีความสุขหรือทุกข์ใจ ทุกอารมณ์มีเพื่อปกป้องตัวเราเอง แต่เมื่อคุณเศร้า เพื่อนคุณกลับบอกว่าไม่เป็นไรนะมึง มันเป็นครับ เป็นปัญหาใหญ่สำหรับคุณแน่นอนคุณถึงเสียใจนานนับปีขนาดนี้ หากแต่ว่ามันไม่เป็นไรสำหรับเพื่อนของคุณเพราะเพื่อนของคุณไม่ได้สวมรองเท้าเดียวกันกับคุณ ถึงคำปลอบใจจะดูไม่ดี แต่เพื่อนคุณหวังดีครับผมเข้าใจดี และคุณก็เข้าใจมากเสียด้วยว่าเพื่อนคุณหวังดี แต่ลึก ๆ แล้วสมองคุณไม่รู้หรอกนะครับ พอได้ยินว่าไม่เป็นไร คุณก็จะเก็บเรื่องนั้นไว้พักนึงโดยอัติโนมัติ แต่เมื่อช่วงเวลากลางคืนมาถึง เสียงหัวใจของคุณกลับมาดังขึ้น ความโหยหาของคุณก็กลับมา คุณยังคงโหยหาต่อไปอย่างไร้จุดหมาย พยายามปลอบใจด้วยคำอันแสนวิเศษว่า ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร แต่ก็ช่วยได้ชั่วคราว

ความโหยหาคนรักเก่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณเศร้า แต่สิ่งที่ทำให้ทุกข์ใจยิ่งกว่าคือคุณปฏิเสธตัวเองว่าไม่อยากทุกข์ แต่ผมจะบอกให้คุณกางความทุกข์ออกมา จงโหยหา โหยหาให้มากเท่าที่คุณต้องการ นี่คือการเผชิญความกล้าอย่างแท้จริง ยอมรับตัวเองซะว่าคิดถึง ยอมรับตัวเองซะว่าทุกข์ใจแค่ไหนที่ตั้งแต่เลิกราไปยังคิดถึงแต่เขา อาการคุณหนักถึงขนาดที่ว่าเพื่อนที่คณะยังทักว่าคุณซูบลง คุณรู้ตัวเองดีว่าคุณไม่กินลง ยิ้มน้อยลง แต่ ฟังให้ดี

ไม่ผิดเลยที่คุณจะมีความทุกข์ ในพื้นที่ตรงนี้ ผมอนุญาตให้คุณยอมรับตัวเองว่าทุกข์ ทุกคนจะรีบปัดความทุกข์ของคุณ แต่ผมจะให้เวลาคุณเสียใจอยู่กับผมและผมให้เกียรติความทุกข์ทนในใจที่คุณพบเจอมา ถ้ามันหนักจนอยากจะร้องไห้ก็ร้องออกมาเลย จำไว้เถอะว่าน้ำตามีเพื่อปลดปล่อยทุกข์ และสุดท้ายน้ำตานั้นจะแห้งเหือดหายไป ไม่ว่าคุณรู้สึกอย่างไร ผมอยู่ข้างคุณ

มันจะเจ็บมาก เจ็บมากเมื่อคุณยอมรับว่าตัวเองเสียใจ และจะยิ่งเจ็บมากเนื่องจากคุณปฏิเสธความทุกข์มานาน ยิ่งนานก็เหมือนคุณกำลังเหยียบคันเร่ง อัตราเร่งคุณเร่งไปเรื่อย ๆ ปฏิเสธความทุกข์มานานเท่าไหร่ความเร่งก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งคุณกล้าที่จะดริฟเข้าไปหากำแพงที่ชื่อความจริง ชนมันตรง ๆ ยอมรับมันตรงๆ คุณจะร้องไห้ผสมกับสำลักน้ำตาด้วยความเจ็บที่คุณหลีกหนีมาโดยตลอด เมื่อรถแห่งความโหยหาชนเข้ากำแพง รถของคุณก็จะถูกบังคับให้หยุดลงไปเอง รถยนต์แห่งความโหยหาของคุณจะถูกหยุดลงที่กำแพงนั้น กระจกแตก กันชนพัง แต่คุณไม่ต้องขับรถนั้นอีกต่อไปแล้ว คุณออกมาก้าวเดินต่อด้วยตัวเอง คุณจะพบว่าความโหยหาไม่ได้หายไปเพราะคุณเลือกที่จะเหยียบเบรกด้วยตัวเอง ความโหยหาไม่ได้หายไปคำพูดแบบว่ามูฟออนเถอะมึง ความโหยหาไม่ได้หายไปจากการวิ่งเข้าใส่ความสัมพันธ์ใหม่ทันทีหลังจากเลิกรา ความโหยหาไม่ได้หายไปจากการคิดหาเหตุผลในเรื่องที่ไม่มีเหตุผลแต่แรกว่าทำไมเขาถึงจากไป คุณไม่ต้องทำอะไรกับความคิดถึงความโหยหา คุณไม่ต้องบอกตัวเองว่าจะเลิกคิดถึงเขา การมูฟออนไม่ใช่เรื่องที่คุณเลือกความคิดตัวเองได้ว่าจะต้องคิดอย่างไรถึงจะมูฟออนได้ จนกว่าคุณจะวิ่งเข้าหาความจริง คุณจะถูกความจริงบีบบังคับให้คุณมูฟออนได้โดยปริยาย ความโหยหาของคุณหายไปเพราะคุณถูกบังคับให้ชนกำแพงความจริงจนรถของคุณพังจนขับต่อไม่ได้อีกแล้ว รถยนต์แห่งความโหยหาอดีตจะจบอยู่แค่ตรงนั้น จงยืดตัวตรง อกผาย ไหล่ผึ่ง จงกล้า จนชนมัน จงเจ็บและยอมรับมัน รับผิดชอบตัวเอง นี่คือกลไกที่แท้จริงของการมูฟออน

ผมว่าคุณผู้อ่านที่แสนน่ารักก็คงใจชื้นขึ้นมาอยู่บ้าง หลังจากที่ผมบอกว่าผมให้เกียรติความทุกข์ของคุณ ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าถ้าเพียงแค่เราใจกล้าที่จะชนปัญหามากกว่านี้ กล้าที่จะชนมากกว่านี้ คนที่จะเจ็บในความสัมพันธ์เพราะอีกฝ่ายลืมคนรักเก่าไม่ได้ ก็คงไม่มี พวกเขาเหล่านั้นมีคนเดียวบนโลก และเขาไม่สมควรถูกแทนที่ใครในความคิดอีกฝ่าย พวกเขาควรเกิดมาที่จะได้รับความรักบริสุทธิ์ พวกเขาเหล่านั้นไม่สมควรเลยที่จะต้องใช้ชีวิตภายใต้การแบกรับความทุกข์ที่เกิดจากความไม่รับผิดชอบสภาพจิตใจของคนที่โหยหาคนเก่า

ขอให้คุณเจอกับความรัก ที่คุณไม่ได้ให้เขาแทนที่ใคร ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่ได้ใช้คุณแทนที่ใครอีกคนเช่นกัน

อ่านจนจบเลยนะครับ คุณน่ารักกับผมขนาดนี้ ขอให้โลกน่ารักกับคุณบ้าง อย่าลืมยืดตัวตรง ขอบคุณครับ ผมรักคุณนะ

ไอ่เหี้ยรำคาญ คนเราเป็นนั่นเป็นนี่เพราะเฟียตๆๆๆๆๆหรือเปล่า เออ ใช่ ถูก เพราะเฟียต แต่ที่เป็นปัญหาอีกเรื่องคือมันแค่ระดับปัจเจกแม่งเลือกที่จะไร้ความรับผิดชอบต่อตัวเองเว่ย คือนอกจากเฟียตแม่งจะบูลชิทจริงๆ มึงหัดโทษตัวเองบ้างก็ได้

Replying to Avatar SutjaD

' มนุษย์นั้นมีความงามทางศีลธรรมอยู่ในใจมาตั้งแต่แรก ทำไมยังต้องคิดทฤษฎีมากมายเพื่อทำลายความดีนั้น ' #siamstr

*ไม่ได้ใช้ AI เขียน*

นี่คือ 1 ในประเด็นที่จับได้ในงานของ ฟีโอดอร์ ดอสโตเยสกี - อาชญากรรมกับการลงทัณฑ์

ทั้งชีวิตของผม Verified มาแล้วว่าในแง่การถือครองทรัพยากร มนุษย์เข้ากันได้กับ Natural Right ที่สุด คือสิทธิในทรัพย์สินเพื่อตัวเอง

สิทธิในร่างกายเพื่อตัวเองเช่นกัน เรียกรวมกันได้ว่ามนุษย์มีสิทธิ์ในชีวิตของตน ผู้ใดจะพรากมาไม่ได้ ก็เรียกได้ว่ามันเป็นแนวคิดหรอ มันก็เรียกได้ว่าเป็นแนวคิดเพราะ จอห์น ล็อค เสนอ แต่ผมว่ามันเหนือกว่าแนวคิด เพราะมนุษย์ทุกคนก็ต่างยอมรับในสิทธิ์ตามธรรมชาตินี้ เพราะมันแฟร์กับชีวิตที่สุด

ผมจึงขอเกี่ยวโยงว่าสิทธิตามธรรมชาติโดยที่ต้องเน้นย้ำเรื่องการเคารพสิทธิในชีวิตของกันและกันในสังคม คือ การยึดถือมั่นอย่างแท้จริงว่าเราจะไม่ฆ๋ากันและกัน มันคือความงามทางศีลธรรมที่อยู่ในใจมนุษย์ ( ปกติ )มาตั้งแต่แรก

มนุษย์เราเลยใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อพัฒนาตัวเอง เพื่อสะสมความมั่งคั่ง

แต่อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย ไม่ว่าคุณจะยกว่าเป็นเพราะระบบเงินเฟียต เป็นเพราะรัฐบาล เป็นเพราะความเหลื่อมล้ำ เป็นเพราะช่วงที่เกิดเหตุการณ์ในวรรณกรรมนี้มันเป็นช่วงเลิกทาสในรัสเซีย นานาจิตตังหลายเหตุผลนั่นแหละ จะเหตุผลใด คนจนก็ยังมีอยู่ในสังคม.

คนจนคนนั้นคือราสโคลนิคอฟ ตัวเอกในวรรณกรรมเรื่อง อาชญากรรมกับการลงทัณฑ์ เขาเป็นนักเรียนกฎหมาย ในขณะเดียวกันก็เป็นนักคิดที่เก่ง. ความจนมันน่ากลัว ดังว่า อกหักเรื่องเล็ก ไม่มีแม้สักโกเป็กมันเรื่องใหญ่

หากไปตามอ่านรีวิวเรื่องย่อ ก็คงเล่าแบบดาด ๆ ว่าราสโคลนิคอฟทนความจนไม่ได้ เลยต้องไปฆ่าหญิงชราเจ้าของร้านรับจำนำ แต่ผมอยากจะชวนคุยถึงรายละเอียดที่เป็นประเด็นในวรรณกรรมเรื่องนี้ต่างหาก คือการปลิดชีวิตใครบางคนทิ้ง มันเป็น 1 ในบาปที่น่ากลัวที่สุดมากเลยนะ. สังคมคนเราทุกยุคทุกสมัยมีการนอกใจ มีการโกหก เป็นบาปส่วนใหญ่ในสังคมที่ทุกวันนี้แทบจะมองกันว่าเป็นเรื่องปกติ แต่การปลิดชีวิตคน มันหนักหนาที่สุดจริง ๆ

ผมว่าผมมองเห็นบางสิ่งที่เหมือนกันระหว่างราสโคลนิคอฟ กับตัวเอกในความฝันของคนไร้สาระ ทั้งสองเหมือนกัน คือต้องการปลิดชีวิต. ราสโคลนิคอฟต้องการปลิดชีวิตหญิงชราเพราะมองเธอเป็นหมัดแมงที่ไม่สลักสำคัญ

ส่วนตัวเอกในความฝันของคนไร้สาระ ต้องการปลิดชีวิตตนเอง เพราะเชื่อว่าตนเองไม่สลักสำคัญ. เอาละมี 2 ประเด็นย่อยให้เราเห็น คือ /เราเอาเกณฑ์อะไรตัดสินว่าชีวิตใครมีความสลักสำคัญมากน้อยแค่ไหน / กับ / ราสโคลนิคอฟกับตัวเอกในความฝันของคนไร้สาระ แม่งคิดกันนานมาก คิดกันนานชิบหายตามประสาวรรณกรรมรัสเซีย คือก่อนที่มึงจะบ้าทำอะไรห่าม ๆ ทำอะไรที่แม่งเป็นบาป มึงจะคิดแล้วคิดอีก ซัฟเฟอร์จนบรรยายออกมาได้1-2หน้ากระดาษ/ และสุดท้ายทั้งสองก็ตัดสินใจทำลงไป ตัดสินใจปลิดชีพ

กลับมามองที่ราสโคลนิคอฟกันดีกว่า ผมจะพยายามยกเหตุผลล้านแปดประการมาอธิบายว่าทำไมต้องถึงกับปลิดชีวิตหญิงบริสุทธิ์ให้ตายเลยเหรอ

ความยากจนคงจะเป็นเหตุที่ทำให้เขาก่อเกิดความคิดวิปลาศขึ้นมา ราสโคลนิคอฟเขียนบทความลงวารสาร เกี่ยวกับคนสองประเภท ประเภทแรก คือประเภทพวกอนุรักษ์นิยม พวกนี้จะเชื่อโลกเก่ารวมถึงศีลธรรมแล้วทำตาม ๆ กันมา จึงไม่ค่อยมีปัญหาอะไรมากนัก แต่เพราะความที่อยู่แต่กับโลกเก่านี้เอง มันจึงขัดกับความก้าวหน้า อันซึ่งนั่นคือประเภทที่สอง ประเภทที่คิดว่าตัวเองเป็นคนพิเศษกว่าใคร ก้าวหน้าไปเสียทุกอย่าง ประเภทที่ว่าเราจำเป็นต้องทำบางอย่างเพื่อที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้าในสังคม นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ผมว่าผมมองไอเดียของดอสโตเยสกีออกว่า ในความหัวก้าวหน้ามันไม่มีลิมิตแบบที่พวกอนุรักษ์นิยมมันลิมิตเอาไว้ ไม่ว่าแม้คุณจะเป็นคนหัวประเภทไหน ๆ ก็ตาม ผมรู้ว่าคุณก็อยากให้โลกมันดีขึ้น. แต่คนประเภทที่สองที่ยกยอความก้าวหน้าตามที่ผมกล่าว ลิมิตของศีลธรรมของคนพวกนี้อยู่ไหนกัน ? หากการค้นพบของนิวตันจำเป็นต้องแลกด้วยชีวิตคน 1 คน ร้อยคนก็ต้องแลกไปสิ ในเมื่อการค้นพบของนิวตันมันยิ่งใหญ่และช่วยเหลือคนอีกเป็นล้านคนบนโลกได้ ( ยกมาจากโคว้ตในหนังสือ ). เพราะงั้นดอสโตเยสกีจึงให้ราสโคลนิคอฟเป็นตัวแทนของคนประเภทที่สอง คนพิเศษคนนั้น

คนพิเศษที่จะไม่อยู่ภายใต้ศีลธรรมจากพวกโลกเก่าอีกต่อไป คนพิเศษที่ยอมทำทุกอย่างเพื่ออรรถประโยชน์ ไม่ว่าจะแลกด้วยการหลั่งเลือดก็ตาม

นั่นก็เป็นเพียงความคิดอันตรายในหัวของราสโคลนิคอฟ จนกระทั่งจุดกระแทกแรงก็มาถึง ดูเนีย น้องสาวของราสโคลนิคอฟกำลังจะแต่งงานกับเจ้าลูชิน ปีเตอร์ เปโตรวิช. ราสโคลนิคอฟมองเจ้าลูชินออกตั้งแต่หัวจรดตีนว่าไอ่นี่ แม่งเหี้ย555555. แม่งคือจอม gaslight / manipulating มาก ถามว่าเหี้ยขนาดไหนคือมันอยากจับดูเนียที่ยากจนมาเป็นภรรยา เพื่อที่จะให้ดูเนียซาบซึ้งในใจเจ้าลูชินว่าเป็นผู้มาโปรด เพราะลูชินมันมีกะตัง. ราสโคลนิคอฟโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

เขาน้อยใจในทรัพย์สินที่ตนมีน้อยจนทำให้น้องสาวเขาต้องขายตัวเองเพื่อค้ำชูครอบครัว ประกอบกับทฤษฎีคนพิเศษในหัวเขาก็มีอยู่แล้ว นี่ยังไม่รวมว่าวันก่อนเขาเพิ่งไปกินเหล้าแล้วไปเจอเจ้ามาร์มาเดลอฟเล่าชีวิตอันแสนรันทด " สิ้นจนหนทาง " ระดับที่ว่าฟรีไมค์ได้ 4 - 5 หน้ากระดาษ. นั่นแหละทุกอย่างมันประเดประดังทำให้ราสโคลนิคอฟรู้สึก *สิ้นจนหนทาง* จริง ๆ. จนเขาตัดสินใจวางแผนเป็นอย่างดี เพื่อไปปลิดชีพหญิงชราคนนั้น

คือมันคิดผิด คิดเข้าข้างตัวเอง คิดหาเหตุผลร้อยแปดประการเพื่อมาสนับสนุนทฤษฎีคนพิเศษของตัวเอง นอกจากนี้ในท้ายเล่มเขายังเปรียบเปรยอีกว่าการกระทำของเขาไม่ต่างจากนโปเลียนหรอก นโปเลียนผู้คร่าชีวิตคนในสงครามนับไม่ถ้วน ยังได้รับการสรรเสริญ . แล้วทำไมเขาผู้ซึ่งปลิดชีพหญิงชราที่ทำตัวไร้สาระรอวันตายไปวัน ๆ เป้นเพียงหมัดแมง. ทำไมเขาจะปลิดชีพเธอไม่ได้.

เขาควรได้รับการสรรเสริญเหมือนนโปเลียนสิ.

แต่เขาคงลืมไป เขาไม่ได้เป็นผู้คุมอำนาจดังนโปเลียน

ผลคือ แน่นอนว่า แม่ง ไม่ได้เป็นแบบที่แม่งมโนไว้เลย ช้ำใจอีกคืออย่างที่ผมพูดไว้คำแรก มนุษย์แม่งเข้ากันได้กับศีลธรรมสูงสุดในใจอยู่แล้วเว้ยว่าการฆ๋าคนเนี่ย แม่งผิด จากตอนแรกที่ราสโคลนิคอฟจะบ้าแหล่ไม่บ้าแหล่ แม่งยิ่งดูเหมือนคนบ้าไปอีก เดี๋ยวโกรธเดี๋ยววีนเดี๋ยวอยากอยู่คนเดียว อาชญากรรมเกิดขึ้นแล้ว การลงทัณฑ์ได้เกิดขึ้นแล้ว การลงทัณฑ์ได้เกิดขึ้นในใจเขา เขารู้สึกผิด เขาอยากหนี เขาไม่อยากยอมรับโทษ

สิ่งที่ตอกย้ำให้ราสโคลนิคอฟหลุดโลกไปอีกคือ พอมันรู้สึกผิดมันก็เลื่อนลอย พอเลื่อนลอยแม่งก็ไปหาเพื่อนสมัยเรียนชื่อ ดมิตรี หรือ รัสซูมิฮิน เจริญเถอะพอทักดมิตรี ดมิตรีบอก มึงมาทำงานแปลหนังสือเป็นเพื่อนกูหน่อย เนี่ยมีค่าจ้างให้ด้วยนะ . ซ้ำไปกว่านั้นวันถัดมา ดูเนียกับแม่ได้เข้ามาเยี่ยมราสโคลนิคอฟถึงห้อง พร้อมกับพกสตางค์มาให้ราสโคลนิคอฟด้วย

จำกันได้ไหมว่าราสโคลนิคอฟตัดสินใจฆ่าหญิงชราเพราะหมดสิ้นหนทาง

คือจริง ๆ มึงไม่ต้องการฆ่าคน แต่มึงต้องการเงิน

และการได้เงินมา มึงไม่ต้องฆ่าคนก็ได้มั้ย...

แล้วดูสิ ? หลังจากอาชญากรรมได้กำเนิดขึ้นแล้ว เขากลับยังเห็นว่าโลกใบนี้แม่งยังมีโอกาสให้เขาอยู่. ไอ่ความรู้สึกหมดสิ้นหนทางเนี่ยมันหมดสิ้นจริง ๆ หรอ ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ หนทางมันไม่หายไปไหนหรอก. คนที่สิ้นหนทางจริง ๆ คือหญิงชราที่กำลังจะตายเพราะโดนคนอย่างนายเอาขวานจามใส่ไม่ยั้งเนี่ยแหละราสโคลนิคอฟ

"คงจะดีถ้าไม่รักใคร และไม่มีใครรัก" นี่คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นในช่วงท้าย ๆ ของเรื่องที่เกิดกับราสโคลนิคอฟ อันเนื่องจาก ดิมิตรี ดูเนีย แม่ โซเนีย ( ลูกของมาร์มาเดลอฟ ) คนพวกนี้เป็นห่วงราสโคลนิคอฟมาก เพราะคนที่รู้สึกผิดแม่งพฤติกรรมมึงเหมือนคนหลุดตลอดเวลาอะ จริง ๆ ราสโคลนิคอฟอาจจะไม่หลุดขนาดนี้ ถ้าเกิดเขาถือตัวเองเป็นคนประเภทที่สองจริง ๆ แต่อย่างที่ผมบอก มนุษย์มันมีความงามทางศีลธรรมในใจมากที่สุดอยู่แล้ว...

และความเป็นห่วงเป็นใย ความรักจากคนรอบข้างโดยเฉพาะจากโซเนียนี่แหละที่ทำให้เขาเริ่มคิดได้ แต่จุดแตกหักที่ทำให้เขาคิดได้มากจริง ๆ คือการมอบตัวของนิโคไล คือ ตำรวจแม่งหาทำใส่ร้ายผิดคน นิโคไลเลยโดนจิตวิทยาของพัคเฟรี่เล่นงานจนมึน คิดว่าตัวเองเป็นฆาตกร เฉย

และจุดแตกหักสำคัญคือ อาร์อาดี้ สะเวียดริกายลอฟ

สะเวียดริกายลอฟคือ คนที่เคยแอบชอบ ดูเนีย น้องสาวของราสโคลนิคอฟก็แล้วกัน เรื่องสั้น ๆ คือมันชอบดูเนียม้าก มาก มันเลยวางยาพิษมาร์ตาตอฟน่า ภรรยาของตน เพื่อที่จะเอาดูเนียทำเมียแทน . ในเรื่องเราจะได้เห็นการประชันฝีปากระหว่างสะเวียดริกายลอฟ กับ ราสโคลนิคอฟ เมื่ออาชญากรผู้ทำผิดคือการปลิดชีพคนเช่นกันได้มาคุยกัน

แต่ผลลัพธ์กลับต่างออกไป

ในตอนที่ราสโคลนิคอฟทนไม่ไหวจนไปสถานีตำรวจ กำลังจะมอบตัว แต่แล้วใจดันปอดขึ้นมา เขากลับได้ยินเสมียนคุยกันว่า เมื่อคืนมีข่าวสะเวียดริกายลอฟยิงตัวตาย

เมื่อพวกเขาทั้งสอง ไม่ใช่คนพิเศษที่มีอภิสิทธิ์เหนือชีวิตคนอื่น อย่างที่พวกเขาคิด จำต้องทนกับความรู้สึกผิดไปตลอด ทางเลือกที่จะหนีความรู้สึกผิดนี้

ไม่มอบตัว ก็ปลิดชีพตนเอง เพื่อจะได้ไม่รู้สึกผิดอีกต่อไป

สะเวียดริกายลอฟ เลือกจะหนี

ราสโคลนิคอฟ เลือกจะยอมรับ

เมื่อราสโคลนิคอฟยอมรับ การลงทัณฑ์ทางกฎหมายก็เริ่มต้นขึ้นจริง ๆ เขาถูกส่งไปที่คุกไซบีเรีย

แต่จะว่าไปแล้วมันมีนัยยะแอบแฝง กับคำว่า ลงทัณฑ์

ผมเล่นเกมจนเกรดตก พ่อผมลงโทษผม ล็อคคอมไม่ให้เล่นเกม 1 เทอม

ผมโดนลงโทษ แต่สิ่งที่ผมได้กลับมาคือเวลาอ่านหนังสือ จนกลับมาเรียนเก่งได้อีกครั้ง

ราสโคลนิคอฟถูกลงทัณฑ์ แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่เปลี่ยนความคิดตัวเอง

เขาก็ยังดื้อด้าน คิดว่าเพราะเขาไม่ได้เป็นผู้คุมอำนาจดังนโปเลียน เลยมีข้อจำกัดให้เขายังเป็นคนพิเศษตามทฤษฎีของเขาไม่ได้

แต่จุดพลิกผันก็คงตอนที่โซเนียไปเยี่ยมเขาที่คุก ไม่รู้ว่าตั้งแต่ตอนไหน แต่เขาเองก็เริ่มมีความรู้สึก รัก กลับมาในหัวใจ

ถ้าแค่รู้จัก รัก เสียแต่แรก ก็คงไม่มีความคิดที่อยากจะปลิดชีพใครหรอก

ความรู้สึกของราสโคลนิคอฟก็คงจะท่วมท้นมาก ผลสัมฤทธิ์จากการลงทัณธ์ นัยยะมันอยู่ในฉากนี้เอง คนเราต้องโทษลงโทษเพื่อให้ได้ตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีกว่าเดิมกลับมา มันคือการนำข้อผิดพลาดในอดีดกลับมาพัฒนาตัวเอง

นั่นคือฉากที่ราสโคลนิคอฟตัดสินใจหยิบไบเบิ้ลในใต้หมอนออกมาอ่าน

แสงสว่างจะถูกจุดขึ้นมาใหม่ ในใจอาชญากรคนนี้อีกครั้ง

//// แต่จะว่าไป ผมว่าไอ่ทั้งเรื่องเนี้ยมันสะท้อนชีวิตของดอสโตเยสกีทั้งนั้นแหละ ก็แต่ก่อนที่ดอสโตเยสกีเคยเป็น 1 ในขบวนการหัวรุนแรงฝ่ายซ้าย เขาก็ต้องมีแนวคิดคนพิเศษตามทฤษฎีของราสโคลนิคอฟนั่นแหละ เขาคิดว่าการเป็นนักสังคมนิยม มันคือคนพิเศษที่ยิ่งใหญ่กว่าชาวบ้าน คือคนพิเศษมีที่มีสิทธิ์ในการพรากทรัพย์สิน ชีวิต ของคนบางคนในสังคม เพื่อแลกกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ( เพื่อ *สังคม* ) กลับมา แต่พอโดนการลงทัณฑ์จากพระเจ้าซาร์ ก็เลยกลับตัวกลับใจได้ที่ไซบีเรียในที่สุด ////

ไม่ต้องไปพูดถึงว่าคนเราควรจะเป็นซ้ายหรือเป็นขวาหรอก

ขอแค่รักษาศีลธรรมอันสูงส่งในใจเราไว้ก็พอ ขอแค่ไม่หาข้ออ้างมากมาย มาหักล้างความดีในใจ ก็ พอ

ขอบคุณครับ

nostr:npub19q7ptp9clv7gl09x2ahqcs0y2erk0x852qqg5g826gq6gjsuq5ys76dy65 ขอบคุณ sat มากๆๆๆ เลยครับ🥹🙇🏻

ลองดูคับ #siamstr

nostr:note1yjh35p3ztw9k3jf7a3vcxc78gy3srgm38g4u6ge70rtr4svesktqp5ffw9