#siamstr
ถ้าคุณกลัวนักหนา
ว่าคนอื่นจะมองคุณยังไง ?
คุณตอบคำถามผมมา !!!!
ว่าถ้าคุณเสียชีวิตไปแล้ว
ในงานศพคุณ
“ ใคร ”--- > จะเป็นคนเสียใจ ?
และ
” ใคร ” !!!? --> จะเป็นคนที่มางานศพเพื่อ..
.
.
.
-. เล่นไพ่ .-
---
นี่คือประเด็นน่าสนใจที่ผมได้จาก
" ความตายของ อีวาน อีลิช " โดย LEO DOLSTOY
1 ในวรรณกรรมคลาสสิคของโลกครับ
---
( มีการเปิดเผยเนื้อเรื่องของวรรณกรรม )
( ไม่ใช้ AI เขียน ) #ทีมเทสพุ่ง #ยอดยาหม่อง
---
อุปสรรคใหญ่ ๆ ของคนที่อยู่ในระยะเริ่มต้นพัฒนาตัวเอง
คือพวกคุณกำลัง " หวาดกลัว " การตัดสินของคนรอบข้าง
วรรรกรรมนี้จะบอกคุณว่า
-. ต่อให้คุณตายวันนี้ หรือในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
คนรอบข้างก็ไม่สนใจความตายของคุณ
คนที่สนใจคุณ จะมีเพียงคนที่รักคุณจริง ๆ .-
---
ฉากที่แสดงว่าข้อความดังกล่าวเป็นจริงมากที่สุด
ก็คือ หลังจากการตายของ อีวาน อิลิช
ผู้คนในแวดวงการทำงานของ อีวาน อิลิช
ก็ได้นัดกันมางานศพครับ
เชื่อไหม ว่า 1 ในคนเหล่านั้น
ยืนเคารพโค้งศพ อีวาน อีลิช อย่างมักง่าย
และชักชวนเพื่อนฝูงของตน
—
" อย่าให้ความตายของใครบางคน
มาเป็นข้ออ้างในการ ”ห้าม”
ไขว่คว้าความสุขเกษม
ของคนที่กำลังมีชีวิตอยู่ "
ผมเชื่อว่าคนไทยหลายคนเข้าใจคำนี้ดี
ดีมากเลยด้วย
---
เวลามีงานศพเกิดขึ้นในไทย
ญาติของคนที่เสียชีวิต ก็วิ่งเต้นไปเถอะ
แค่เสียใจก็มากพออยู่แล้ว
ยังจะต้องจัดงานศพ จัดแจงพิธี
จัดแจงหาข้าวให้ไอ่พวกห่านี่แดก
สรรหาเสนอหน้า อ้างว่ามาร่วมทุกข์
NO VALID จัด ๆ
คนประเภทนี้ในงานศพ
เขาเคยมองหาอะไรบ้าง ?
นอกจาก " มา ตั้งวงไพ่ "
" มา ไฮโล " " มึง ไปเอาข้าวเพิ่มดิ้ "
---
ยิ่งในกรณีที่คนตาย ตายด้วยโรคร้าย
ที่ต้องค่อย ๆ Palliative
( รักษาแบบประคับประคองชีวิต )
มาตลอด
คนพวกนี้ หายไปไหน ??
เขากล้าพูดได้เต็มปากได้ยังไง ?
ว่ามาเพื่อ " ไว้อาลัย "
---
เห็นอะไรไหมครับ ?
การดำรงอยู่ของคุณ
จึงสำคัญแค่กับ
คนที่รักคุณอย่างสุดหัวใจจริง ๆ
ช่วงเวลาชีวิตที่คุณมีอยู่ตอนนี้
มันจึงมีค่ามากอย่างยิ่งที่คุณต้อง
" ทำตามเสียงหัวใจตัวเอง "
มากกว่าจะเอาเวลาไปกลัวคำตัดสินจาก
**คนที่จะมาเล่นไพ่ในงานศพของคุณ**
—
เพราะคนพวกนี้เขาไม่เคยแคร์อะไรคุณเลยครับ
ถ้าคุณเขินอายที่จะเริ่มพัฒนาตัวเอง เพราะกลัวลมปากคนเหล่านี้
มันไม่ได้อะไรขึ้นมาครับ
เพราะถึงคุณตายไป
เขาก็จะแค่แวะมาเล่นไพ่ในงานศพ
แล้วก็จากไปอยู่ดี
เขาไม่เคยสนอะไรคุณเลย
แล้วเรื่องอะไรที่คุณต้องไปสนใจ
คำพูด คำตัดสิน จากคนเหล่านั้น ?????
---
แต่เชื่อมั้ยครับว่า ในวรรณกรรมนี้
อีวาน อีลิช
เขาใช้ชีวิตแบบที่ไม่เคย
ทำตามเสียงหัวใจตัวเองมาตลอดเลย..
---
เล่าโดยย่อ
อีวาน อีลิช เป็นคนเรียนเก่ง
ไต่เต้าจนรู้จักกับพวกชนชั้นสูง
ได้เป็นผู้พิพากษาที่มีชื่อเสียง
แต่งงานมีเมีย มีลูก
ลีโอ ดอลสตอย ผู้เขียนเรื่องนี้
พยายามเล่าว่า ต่อให้เป็นชีวิตอันสุดแสนธรรมดา
ที่ไขว่คว้าสูงขึ้นไปด้านฐานะการงานและครอบครัว
ของ อีวาน อิลิช
แต่ อีวาน อีลิช ไม่ได้มีความสุขเลย
---
ในห้วงความคิดของอีวาน อีลิช
เหมือนกับว่า เขาต้องคอยประจบเอาใจ
ต้องแกล้งทำ " พฤติกรรมแบบที่ชนชั้นสูงเขาทำ "
ก็เพียงเพื่อว่า " จะได้รับการยอมรับ "
---
ภรรยาของเขาเป็นคนขี้บ่น
คือตอนอ่านแล้วผมก็ยัง งง
ว่า เชี่ย ลีโอ มึงเขียนตัวละครยังไง
ให้ออกมานิสัย toxic ยังงี้วะ65555555
คือภรรยาของ อีวาน อีลิช
คุณต้องไปอ่านในเล่มเอาเอง นิสัยแม้ง
แค่อ่านผมยังหดหู่แทน
ที่ทำงานก็ต้องแสร้งทำ
กลัมมาบ้านแม้แต่ภรรยาก็ยังด้อยค่าตัวเขา
สิ่งที่เขาต้องแสร้งทำอีกก็คือ
—
" ทำงานให้หนักขึ้น "
---
ยิ่งทำงานเก่งเท่าไหร่
ก็ยิ่งได้รับการยอมรับมากขึ้น
การยอมรับที่เขาต้องการ...
ที่เขาหาไม่ได้ ในครอบครัว...
ที่ ๆ ควรจะเป็นเซฟโซนลำดับแรก...
แม้จะต้องแสร้งทำก็ตาม...
---
เคาะห์ร้ายที่อยู่ ๆ
อีวาน อีลิช ก็ป่วย
อาการทรุดลง
---
อาการคนป่วยที่สภาพจิตใจ
ก็อ่อนแอมากพอเดิมอยู่แล้ว
อาการคนป่วย ที่รู้ดีว่าตัวเองเป็นหนักแค่ไหน
กินยามานานแค่ไหน ก็ไม่หายเสียที
---
ก็ยังไม่วายที่จะโดน . " ตัดสิน " . ว่า
ไม่ยอมพักผ่อนให้พอไง
ไม่ยอมกินยาให้ครบไง
ไม่ยอมเชื่อหมอไง
ไม่ยอมทำแบบนั้นแบบนี้ไง
---
มุมมองจากคนที่ไม่ได้ป่วย ไม่สิ...
ไม่ได้พบเจอปัญหานั้นกับตัวเอง
ปัญหาของคนอื่นจะเป็นเรื่องเล็กเสมอ
และอย่าลืมว่าขนาด อีวาน อีลิช ป่วย
ยังโดนตัดสินได้โดยง่าย !
คนจะคอยหาคำพูดมาตัดสิน
มันก็หาได้ตลอดเวลานั่นแหละ
---
คนที่กำลังป่วยเจอปัญหาอะไรก็ตาม
เขาจะอ่อนแอลงโดยอัติโนมัติ
เพราะเขารู้ดีว่าปัญหาที่เขาเจอมีภาพรวมอย่างไรบ้าง
มีความชิบหายในตัวมันเองยังไง
การใช้อีโก้ การใช้คำสั่งสอน
การใช้คำแนะนำ ที่คิดว่าอาจจะดีต่อตัวเขา
ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย
---
สิ่งที่จะช่วยอีวาน อีลิชได้ คือ
" ความเข้าใจ "
---
อีวาน อีลิช ใช้เวลามาทั้งชีวิตที่จะเข้าใจชนชั้นสูง
เข้าใจสังคมการทำงาน เข้าใจเมียตัวเองมามากพอแล้ว
ในตอนที่เขาป่วยหนัก เขาแค่ต้องการ
" ความเข้าใจ " v " ความรัก "
ก็เท่านั้นเอง
---
ดังนั้นแล้ว สิ่งที่อีวาน อีลิช ทำมาตลอดชีวิต
เพื่อที่จะได้รับการยอมรับ การเข้าใจ
คนภายนอกอาจจะเห็นว่า เขาเติบโตและมั่งคั่งขึ้นทุกวัน
แต่การใช้ชีวิตโดยที่ อีวาน อีลิช ไม่เคยใช้เพื่อตัวเองเลย
มุมมองของอีวาน อีลิช
จึงไม่ใช่ว่าเขามองตัวเองเติบโตขึ้นทุกวัน
-. แต่เป็นการเข้าหาความตายมากขึ้นทุกวันต่างหาก .-
---
โชคยังดีอยู่บ้างที่แม้ว่าเขาจะใช้ชีวิตแบบ " คนตาย " มาโดยตลอด
แต่เขายังมีพื้นที่เล็ก ๆ ที่ทำให้เขารู้สึกว่า " เขาเองก็มีชีวิต " อยู่บ้าง
---
นั่นคือ / เกราซิม / คนรับใช้ประจำตัวของ อีวาน อีลิช
---
ก็นั่นแหละนะ คนเราไม่เคยป่วย
พอป่วยที่ก็ต้องมีคนมาเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้
สิ่งเหล่านี้มีผลต่อ จิตใจ อีวาน อีลิชมาก
เขาพยายามจะบอก เกราซิมว่า
"เดี๋ยวฉันก็ตายแล้ว ! ช่วยแค่นี้แหละ ที่เหลือจัดการเอง! "
---
รู้ไหมว่าเกราซิมตอบอะไรมา ?
---
" คนเราทุกคนก็ต้องตายด้วยกันทั้งนั้นแหละครับท่าน
ไม่วันใดก็วันหนึ่ง….
ทำไม….ผมจะไม่ควรช่วยเหลือท่าน…
ตั้งแต่เสียตอนนี้ล่ะครับ ? "
---
🙂 เห็นอะไรมั้ยครับ ?
---
ผมเชื่อว่าใครหลายคนคงโตมากับคำว่า
" ไหน ๆ คนเราก็ตายอยู่ดี ลองทำเรื่องเหี้ย ๆ ไปเลย "
ผมถามกลับ…
แล้วเราจะทำเรื่องแย่ทำไม ?
ในเมื่อเราทำดีได้ ?
---
เกราซิมจึงเป็นที่พึ่งทางใจของ อีวาน อีลิชในวาระสุดท้ายของชีวิต
อีวาน อีลิช เริ่มที่จะเพ้อขึ้นเรื่อย ๆ จากอาการป้วยที่ทรุดลง
เขาเพ้อถึงพระผู้เป็นเจ้า ว่าทำไมช่วงชีวิตที่ผ่านมาของเขา
ที่พยายามทำในสิ่งที่สังคมบอกว่าดี
แต่ทำไมจิตใจของเขาถึงว่างเปล่าเพียงนี้
ทำไมไม่ถูกเติมเต็ม
ทำไมตอนใกล้จะตายจากโรคร้าย
ถึงได้ปราถนาที่จะมีชีวิตอยู่ต่อเหลือเกิน ยั
งไม่ได้ใช้ชีวิตด้วยความพึงพอใจ
ยังไม่ได้ใช้ชีวิตตามเสียงเรียกหัวใจตัวเองเลย.....
---
อีวาน อีลิช พูดถึงเสียงหัวใจตัวเองว่า จำไม่ได้
จำไม่ได้นานแล้ว
ว่าเสียงที่คอยเรียกหา
ให้เขาทำสิ่งนั้นสิ่งนี้จากในใจตัวเอง
มันหายไปไหน
เขาจำได้ว่าจุดที่เสียงหัวใจสว่างไสวที่สุดในชีวิต
มันคือตอนที่เขายังเป็นวัยแรกเริ่มของชีวิต
ที่เสียงรอบตัวมีแต่เสียงตัวเอง พ่อ แม่
แต่พอเวลาผ่านไป เสียงหัวใจเหล่านี้ลดลง
ทดแทนด้วยเสียงสังคม เมื่อนั้นเองที่เสียงหัวใจตัวเองแคบลง มืดลง มืดเร็วชั่วทุกขณะ
—
" เหมือนดัชนีผกผันของรากแห่งระยะทาง
ซึ่งแยกฉันไว้ด้วยความตาย "
---
note****** นี่โคตรเป็น HOOK ของหนังสือ
ไอเดียที่พยายามจะบอกว่า พวกเราทุกคนมีเสียงเรียกในใจตัวเอง
ถ้าคุณอ่านหนังสือพัฒนาตัวเองมากพอ คุณจะเข้าใจว่า
มีการพูดถึงเสียงเรียกนี้ด้วยกันหมดทั้งสิ้น !!!
และนี่คือวรรณกรรมจากยุคศตวรรษที่ 18 !!!
( มาก่อนกาลจัด ๆ )
---
ชั่วขณะสุดท้ายก่อนที่ อีวาน อีลิช จะหมดลมหายใจ
ในที่สุด อีวาน อีลิช ก็เข้าใจว่าถ้าหาก
การใช้ชีวิตที่ผ่านมาของเขา
มันคือการละเลยเสียงหัวใจตัวเอง
มันก็ไม่ต่างจาก คนที่ตายมาทั้งชีวิตหรอก
—
ดังนั้นความตายจากโรคร้าย
ที่กำลังจะพรากลมหายใจไปจากเขา
จึงไม่ใช่ความน่ากลัวแต่อย่างใด
—
การจบลงของชีวิตที่ไม่ได้ทำตามเสียงหัวใจตัวเองนี่แหละ
คือการปลดปล่อยเขาเป็นอิสระอย่างแท้จริง
อีวาน อีลิช เข้าใจถึงสัจธรรมนี้ในวาระสุดท้าย
และในที่สุดเขาก็ได้พบสิ่งที่เขาตามหามาตลอด
---
" ความสงบ "
---
หวังว่าโพสต์นี้
อาจเข้ามาช่วยคุณ
ในเวลาที่คุณต้องการ
—
ขอบคุณครับ
---

ทเดสอบ
" พวกเราอยู่ในโลกที่มีทฤษฎีมากมาย
แต่ไม่มีอะไรสำคัญ....เท่ากับตัวคุณเอง "
------------------------------------ #siamstr หรือสามารถอ่านได้ที่เฟส 👉🏻 https://www.facebook.com/share/p/1JQVA7wWnn/?mibextid=wwXIfr
นี่คือเรื่องที่น่าสนใจที่ผมได้จาก
-. Mastery ศาสตร์แห่งการชำนาญขั้นสุด .-
โดย Robert Greene คนดีคนเดิม
ถ้าคนนี้เขียนออกมา
เชื่อเลยว่า ต้องมีมุมมองบางอย่างที่
หนังสือพัฒนาตัวเองทั่วไป ไม่มี 5555555+
ขอบคุณไอ่บอสมาก
ที่ให้ยืมอ่านหนังสือ
CChotichai Chiantrakul
--------------------
มา เริ่มเลย
.
#ไม่ใช้AIเขียน
#ขี้เกียจอ่านข้ามไปพาทสรุปตอนท้ายได้เลย
#ยาวหน่อยอร่อยแน่
#ทีมเทสพุ่ง
#ยอดยาหม่อง
.
--------------------
[ 1. ] ทำไมเราต้องพัฒนาตัวเอง ?
.
คำตอบคือ เพราะมีแค่ 'คุณคนเดียวบนโลก ' ที่ทำได้
.
ผมอยากให้คุณคิดย้อนไปว่า
ช่วงชีวิตที่ผ่านมาคุณช่วยเหลือใครไปบ้าง ?
.
ลองคิดดูนะ ตอนอนุบาล ประถม
คุณนั่งเขียนใบงานระบายสีอยู่เฉย ๆ
ทันใดนั้น เพื่อนข้าง ๆ คุณก็พูดขึ้นมาว่า
" ยอดคับ เค้าขอยืมบางลบหน่อยได้ม้าย "
แล้วผมก็ยื่นยางลบไป
เพื่อนผมของผม ได้รับการช่วยเหลือ
.
ถัดมาช่วงมหาลัย
เป็นวัยที่ทุกคนต่างใฝ่หาความรัก
การอกหัก เป็นเรื่องธรรมดาในวัยนี้
.
" อียอดดดดด กูอกหัก
มึงมากินข้าวกับกุด่วน ๆ กุจะเมาท์ "
อะๆ ... ไป ๆ ...
.
ผมไม่ได้ทำอะไรเลยครับ
แค่รับฟังอย่างเข้าใจ
และผสมโรงด่าคนคุยของเพื่อน
ตามสไตล์
แต่เพื่อนของผมก้ได้รับการช่วยเหลือ
ได้รับการรับฟัง ได้มีคนเคียงข้าง
.
หรือแม้แต่คนไข้ที่มาหาหมอที่ OPD
คนไข้ได้รู้จักอาจารย์หมอ
อาจารย์หมอรักษาคนไข้จนหายดี
คนไข้ได้รับการช่วยเหลือ
.
ผมพยาพยามจะบอกพวกคุณว่า
ไม่ว่าจะความสัมพันธ์กับใคร รูปแบบไหนก็ตาม
การรู้จักใครสักคน เราจะได้รับ " ส่วนหนึ่ง " ของเขา
ติดตัวเราไปตลอดชีวิต
คือผมไม่เคยคิดเรื่องนี้จริงจัง
แต่พอมองลึกลงไป
แม่ง โคตรน่าแปลกใจมาก
ลองคิดดูว่า มีใครสักคนต้องการความช่วยเหลือ
และคุณก็ช่วยเหลือเขา แม้เรื่องเล็ก ๆ น้อย
แต่ ถ้าคุณไม่อยู่ในช่วงเวลานั้น
คนคนนั้น ก็จะไม่ได้รับการช่วยเหลือนะเว้ยยยยยย !!!!
.
เพราะฉะนั้น แค่การมีอยู่ของคุณ
ก็มีความหมายต่อคนรอบข้างมากพอแล้ว
และจะมีความหมายมากขึ้นอีก
หากคุณมีความเชี่ยวชาญขั้นสุด !
.
ยิ่งคุณมีความสามารถ
คุณจะยิ่งช่วยเหลือคนได้มากขึ้น
ความหมายในชีวิตคุณ
จะทะยานฟ้า
เป็นโดปามีนของจริง
ที่ไม่ได้มาจากความมักง่าย
เหมื่อนกับไถติ่กต่อกไปวัน ๆ
นี่จึงเป็นคำตอบ
ว่าทำไมเราต้องพัฒนาตัวเอง
----------------------------
[ 2 ] . แล้วเราจะรู้ได้ไง ?
ว่าเรามีความสามารถอะไร ?
.
ในหนังสือ
Robert Greene ยกตัวอย่าง
ผู้เชี่ยวชาญขั้นสุดในรอบ 3 ศตวรรษ
เช่น ไอสไตน์ / โมซาร์ต / เกอเธ่
พวกคุณรู้มั้ยครับ ?
ว่าสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญขั้นสุดมีจุดร่วมกันคืออะไร ?
.
มันคือ " การฟังเสียงหัวใจตัวเอง " ครับ
.
" พวกเราอยู่ในโลกที่มีทฤษฎีมากมาย
แต่ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับตัวคุณ "
.
นี่คือประโยค Hook สำคัญในหนังสือเล่มนี้
.
คือแม่งแบบ พวกเราโตมากับคำสอนว่า
ถ้าอยากพัฒนาตัวเองมึงต้องทำยังงั้นยังงี้
มึงต้องตื่นตี 5 มาคาดิโอ
มึงต้องอ่านหนังสือทั้งวัน
จบไปเป็นเจ้าคนนายคน ทำงานราชการ
คำเหล่านี้แม่งไร้สาระจัด ๆ
กุจะจบไปเป็นขี้ข้าในระบบทำไม ?
ในเมื่อกูสร้างระบบของกูเองได้ ?
.
คนที่ออกกำลังกายหรือคนที่เคยอ้วนมาก่อนจะเข้าใจดี
ถ้าคุณสามารถลดน้ำหนัก
ปรับหุ่นตัวเองได้ คุณจะเข้าใจคำว่า
" ถ้าอยากทำอะไร ขอแค่ลงมือ แม่งก็เป็นจริง "
การลดความอ้วนทำให้เข้าใจว่า
การสร้างระบบ การมีรูทีนของตัวเอง
แม่งทำได้จริง แม่งเห็นผลจริง ๆ
.
กับดักที่ใครหลายคนติดกับ
จนไม่มีแรงใจพัฒนาตัวเอง
คือคิดว่า " มันเป็นเรื่องของโชคดี "
.
ชีวิตของคุณ ต้องเคยเจอปัญหาอะไรสักอย่าง
คุณเครียด คุณคิดวิธีทางแก้ปัญหา
และสุดท้ายก็แก้ปัญหานั้นไปได้อย่างท่วงที
และทันใดนั้นคุณก็พูดมาว่า
" เห้อ โชคดีนะที่ จุดจุดจุด "
เว้ยยยยยย มันไม่ใช่เว้ย
.
ผมพยายามจะบอกว่า
เวลาที่คุณเจอปัญหาอะไรก็ตามเนี่ย
สมองคุณจะปลดล้อคไปอีกขั้น
คุณจะสามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อแก้ปัญหา
ไม่ให้เกิดความชิบหายตามมาในชีวิต
.
สิ่งนี้บ่งบอกว่า
สมองคุณมีศักยภาพมากกว่าที่คิด
มันไม่ใช่ความโชคดี
และการพัฒนาตัวเอง
คือการทำให้ศักยภาพสมองอันเต็มที่นั้นเนี่ย
เป็นสภาวะปกติตลอดเวลา
.
ในหนังสือ Robert Greene เน้นย้ำมาก ๆ
เกี่ยวกับเรื่องโชค
.
เราหลายคนติดกับดักในความคิดตัวเอง !
ว่าความเชี่ยวชาญขั้นสุดถือป็นเรื่องของโชค
เป็นความอัจฉริยะตั้งแต่เกิด
เรื่องเหล่านี้ถูกกำหนดมาไว้แล้ว
เราคงทำอย่างเขาไม่ได้
.
ถ้าจะเก่งอะไร มันเป็นเรื่องของ ฐานะตั้งแต่เกิด
ว่าเกิดมาบ้านรวย
เกิดมาไม่ได้เริ่มจากศูนย์
มีพรีวิลเลจ
มีบิวตี้สแตนดาด
เพราะเราเกิดเป็นคนไทย
เพราะการเมืองเป็นแบบนั้น
เพราะมีปัญหาเชิงโครงสร้างแบบนั้น
เพราะมีชายแท้ในประเทศนี้
เพราะโตมาแบบนี้
สุดแต่จะข้ออ้างที่ในทวิตเต้อจะอ้างได้
.
เห้ย เลิกเลย
.
สิ่งสำคัญในชีวิตที่ต้องทำให้ได้
คือ ลบ ทวิตเตอร์ สิ่งนี้มีผลต่อชีวิตมาก
คุณอาจจะเห็นทวิตข้ออ้างโทษนั้นโทษนี่ผ่านตา
แต่รู้ไว้เถอะครับ..... สมองคุณไม่เคยจะปล่อยผ่าน
มันจะเก็บไว้ลงใต้จิตสำนึก
.
เมื่อจิตสำนึกถูกฝังไปแบบนั้น
คุณจะทำอะไรก็ไม่สำเร็จ
เพราะสมองคุณยึดกับสิ่งที่สังคมทวิตเตอร์แบบนั้นไปแล้ว
อีกเรื่องคือคุณจะยึดติดกับคำตัดสินต่าง ๆ ในทวิตเตอร์
เล่นมากไปจะกลายเป็นบ้า แคร์ว่าคนอื่นจะมองตัวเองยังไง
อันนี่ก็ทำไม่ได้เดี๋ยวโดนมองว่ายังงั้นยังงี้
.
เห้ย คำพูดคนอื่นมันมันสำคัญขนาดนั้นหรอวะ
.
คนอื่นที่คุณเคยไม่เคยแม้จะเห็นหน้า
วัน ๆ เอาแต่ด่า เอาแต่บ่นลงทวิต
ขีวิตเขามีอะไรดี
ถึงขนาดต้องเก็บมาแคร์หรอ
.
คุณโตขึ้้นคุณจะเข้าใจว่าปัญหาบนโลกมันเยอะมาก
ถ้าถึงคราวต้องแก้ ชีวิตตกอับขาลง
ยังไงมันก็ต้องแก้ มันไม่มีเวลาไปบ่นหรือเอาเวลาไปตัดสิน
คนที่ชีวิตดีกว่าเหมือนที่คนในทวิตทำหรอกว่า
เพราะเขาโชคดียังงั้นยังงี้
.
ถ้าพูดหยาบ ๆ คุณจะเห็นเลยว่า
เพื่อนคนไหนที่เล่นทวิต กับไม่เล่นทวิต
คนไหนมีความน่าคบมากกว่า
คนไหนมีความสุขกับชีวิตมากกว่า
คนไหนมีความ TOXIC มากกว่า
.
เอาตัวเองออกจากสังคม
ที่พูดแต่คำว่า " ทำไม่ได้ "
แล้วชีวิตจะดีขึ้น ---อย่างก้าวกระโดด---
สังคมทวิตเตอร์ไม่สำคัญ
ค่านิยมสังคมไม่สำคัญ
เรื่องเล่าอะไร ชีวิตต้องไปทางไหนต่อ
ไม่มีอะไรสำคัญเลย
.
ตัวคุณนั่นแหละที่สำคัญ
.
การเติบโตเป็นผู้ใหญ่
คือการทำตามเสียงหัวใจ
และรับผิดชอบผลการกระทำตัวเอง
.
เน้นย้ำอีกที
" โลกนี้มีทฤษฎีมากมาย
แต่ไม่มีสำคัญเท่ากับตัวคุณ "
.
สงสัยอะไร อยากทำอะไร
ให้จดเอาไว้ และนำมาคิดต่อ
ใช้เวลากับมันอย่างลึกซึ้ง
.
ไม่ต้องสนวิธีการว่าจะผิดแปลกไปอย่างไร
เพราะผู้เชี่ยวชาญขั้นสุดที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์
ต่างมีวิธีการของตัวเองไม่ซ้ำใครทั้งสิ้น
.
ทำตามเสียงหัวใจตัวเองเถอะ
และคุณจะพบว่า วันเกิดคุณมีแค่ 2 วัน
1. คือวันที่ออกจากท้องแม่
2. วันที่ออกจากเสียงสังคมและหันกลับมาฟังเสียงหัวใจตัวเอง
.
----------------------------
[ 3. ] หนทางสู่ความเชี่ยวชาญขั้นสุด
ไม่ใช่การหมกมุ่นศึกษาอยู่เรื่องเดียว
แต่คุณต้องศึกษาเรื่องอื่นด้วย
.
และถ้าไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้อง
กับสิ่งที่คุณต้องการจะเชี่ยวชาญ
จะดีมาก
.
ฟังแล้วมันขัด ๆ กันใช่มั้ยครับ
อะไรของมึงวะ ไหนบอกต้องการศึกษาอะไรให้ทุ่มเท
แต่ทีนี้ดันมาบอกว่าให้ไปศึกษาเรื่องอื่น
.
มันเป็นอย่างนี้ครับ
ตอนผมอ่านเจอในหนังสือผมก็อึ้งเหมือนกัน
แต่มันเคาะกระโหลกทำให้ผมต้องเปลี่ยนไมน์เซตไปเลย
.
เวลาเราเจอปัญหาอะไรก็ตามอะครับ
เราต้องมองภาพรวมของปัญหาให้ออก
เพื่อที่จะแก้ไขให่้ถูกต้อง
.
ถ้าเราต้องมองภาพรวม
แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่เราต้องศึกษาอยู่เรื่องเดียว ?
.
การเป็นผู้เชี่ยวชาญขั้นสุด จึงไม่ใช่การหมกมุ่นศึกษาแต่เรื่องเดียว
เพราะคุณจะรู้แค่เรื่องเดียว คุณต้องศึกษาโลกภายนอกด้วย
การศึกษาศาสตร์ความรู้อื่น จะทำให้คุณสามารถนำเสี้ยวใดเสี้ยวนึง
ของความรู้นั้น ๆ นำมาประกอบ เชื่อมโยง " สร้างสรรค์ "
จนเกิดเป็นสิ่งใหม่ที่อาจจะเปลี่ยนแปลงอารยธรรมของมนุษย์ก็ได้ !
.
ลองดูผู้เชี่ยวชาญขั้นสุดที่เป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์
จากอดีตที่ผ่านมาสิครับ
พวกเขาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ก็เพราะความคิดสร้างสรรค์
การนำความเชื่อมโยงสิ่งหนึ่งกับสิ่งหนึ่งทั้งสิ้น !
--------------------------
[ 4. ] จงรับฟังอาจารย์ และจงเหนือกว่าอาจารย์
.
โลกนี้มีผู้เชี่ยวชาญขั้นสุดอยู่มากครับ การเรียนแพทย์ทำให้ผมเห็นผู้เชี่ยวชาญขั้นสุดเยอะมาก เห็นตำตาก็คืออาจารย์กับพี่พยาบาลนี่แหละครับ
.
การมีอยู่ของอาจารย์ จะทำให้เราร่นระยะเวลาไปได้มาก
จริงอยู่ว่าเราต้องใช้เวลาเพื่อความเชี่ยวชาญขั้นสุด
.
แต่ชีวิตเรามีจำกัดครับ
.
ผู้เชี่ยวชาญขั้นสุดที่่มีมาก่อนแล้ว
เขาได้เรียนรู้ว่าสิ่งไหนสำคัญ
สิ่งไหนไม่สำคัญ ในศาสตร์ความรู้นั้น ๆ
จะดีกว่ามาก ถ้าเราได้เรียนรู้จากเขา
เราจะได้ไม่เสียเวลาไปกับการลองผิดลองถูก
.
อาจารย์เขาเคยผ่านระยะผู้ฝึกหัดแบบเรามาก่อนแล้ว
เขาย่อมมองเห็นตัวเขาในอดีตผ่านตัวเราที่กระตือรือร้นที่จะใฝ่รู้
ดังนั้นเขาย่อมเต็มใจสอนอย่างดี
พี่ extern intern พพล staff
เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก
ที่่เขาตั้งใจสอน
.
และแน่นอนว่า
ไม่มีสิ่งใดสำคัญเท่าเสียงหัวใจตัวเอง
เมื่อคุณได้เรียนรู้จากอาจารย์
สิ่งต่อไปที่คุณต้องทำ
.
คือคุณต้องเหนือกว่าอาจารย์
.
อาจารย์ของคุณ
อาจจะมีรูปแบบตายตัวในสายอาชีพ
เพื่อไปสู่ความชำนาญขั้นสุด
แต่สิ่งที่อาจารย์ทำ
ย่อมเหมาะกับอาจารย์เท่านั้น
.
คุณต้องมีหนทางของตัวเอง
ที่เหมาะสมกับตัวคุณเอง
เมื่อผสานกับศาสตร์ความรู้อื่น ๆ จากข้อที่ 3.
คุณจะแปรสภาพศาสตร์ความรู้เดิม จนเหนือไปอีกขั้น
จงรับฟังอาจารย์ และจงเหนือกว่าอาจารย์
-------------------------------------
[ 5. ] ภาพลักษณ์ อีคิว สำคัญมาก
คุณอาจจะคิดว่าไม่สำคัญ แต่จริง ๆ สำคัญมาก
ผมอึ้งอยู่นะตอนอ่านอะ5555555555555
Robert Greene บอกว่า ต่อให้คุณจะเป็นผู้เชี่ยวชาญขั้นสุดก็ตาม
แต่ถ้าภาพลักษณ์คุณแย่ อีคิวคุณแย่ ทักษะการสื่อสารของคุณแย่
คุณก็ไม่ถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญขั้นสุดครับ
การผู้เชี่ยวชาญข้้นสุด
ต้องได้รับการยอมรับจากคนอื่นเช่นกัน
แต่ไม่ได้เกิดจากที่เราต้องพยายามให้คนอื่นยอมรับ
แต่คือการที่สังคมยอมรับเรา
เพราะเราเป็นตัวเราเอง มีหนทางของตัวเอง
.
เราต้องสร้างบุคลิกให้เหมาะสม
สร้างบุคลิกให้สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของเรา
แสดงให้สังคมเห็นจากภายใน
ว่าที่ผ่านมาเราพยายามมากแค่ไหน
มีความจริงจังมากเพียงใด
ไม่ใช่เล่น ๆ กับชีวิตไปวัน ๆ
.
ความเชี่ยวชาญขั้นสุดของเรา
ไม่ได้ถูกยอมรับจากผลงาน
แต่เกิดจากบุคลิกด้วยว่าน่าเคารพหรือไม่
เพราะต่อให้คุณเก่งแค่ไหน
แต่ถ้าคุณ toxic / ไม่น่าเคารพ
สังคมก็จะมองไม่เห็นความเก่งของคุณ
เขาจะมองแค่ว่า เรื่องง่าย ๆ อย่างการมีปฏิสัมพันธ์
การมีบุคลิกที่ดี ยังทำไม่ได้
ความเก่งที่มีก็คงจะ " งั้น ๆ "
( ผมคงต้องพูด สกิบิดี้ ให้น้อยลงสินะ )
----------------------------------
สรุป : แค่การมีอยู่ของคุณก็มีความหมายต่อคนรอบข้างมากเหลือเกิน หากคุณเกิดมาในครอบครัวที่ดี การมีอยู่ของคุณย่อมมีความหมายต่อพ่อแม่ หรือต่อให้คุณเกิดมาในครอบครัวที่แย่ การมีอยู่ของคุณก็มีความหมายต่อเพื่อนของคุณ หรือต่อให้คุณไม่มีเพื่อนเลย การมีอยู่ของคุณย่อมมีความหมายต่อตัวคุณเอง You still got yourself cuz no body's perfect...
เพราะฉะนั้น แค่การมีอยู่ก็มีความหมาย การเชี่ยวชาญขั้นสุดจะทำให้คุณแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ได้ บางปัญหามีอยู่เพื่อกำหนดไว้ว่ากำลัง " รอ " คุณเท่านั้นที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ มีแค่คุณคนเดียวเท่านั้น
-- การค้นหาความเชี่ยวชาญมีเพียงแค่คุณต้องรับฟังเสียงหัวใจตัวเอง เหมือนในวัยเด็ก ที่คุณสนใจก้อนดิน สนใจท้องฟ้า สงสัยเรื่องราวต่าง ๆ แล้วหันไปถามพ่อแม่ พ่อจ๋า แม่จ๋า อันนี้คืออะรายยยย แล้วเก็บมาคิดสร้างสรรค์ แต่งเรื่องเป็นเรื่องเป็นราวให้พ่อแม่ฟัง
สิ่งเหล่านี้บ่งบอกว่าสมองคุณกำลังใช้ความคิด คุณในวัยเด็กยังไม่มีความรู้มาก แต่ตอนนี้คุณโตมากพอแล้วที่จะมีนำศาสตร์ความรู้ต่าง ๆ มาเชื่อมโยงกันและกัน เรียนรู้สิ่งที่สนใจจากอาจารย์ที่ผ่านการเชี่ยวชาญขั้นสุดมาก่อน แปรสภาพให้เหนือกว่าอาจารย์โดยวิธีที่เหมาะสมกับตัวเอง ใช้เวลาและความพยายามกับมัน ผลลัพธ์จะไม่เกิดขึ้นในวันนี้ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการมีอยู่ของวันพรุ่งนี้จึงสำคัญ ผลลัพธ์จะไม่เกิดขึ้นในทันที
ความสำเร็จจะเกิดขึ้นจาก sequence ดังนี้
คือ No ---> Not YET --> Grew UP --> YES
คุณต้องเติบโตและผ่านประสบการณ์ให้มากพอ และวันนั้นเองความเชี่ยวชาญขั้นสุดจะออกมาจากตัวคุณเอง
เหมือนกับอาจารย์หมอวอร์ดศัลย์ที่รู้ว่าต้องผ่าอะไร กรีดลึกแค่ไหน adviceคนไข้ยังไง เหมือนกับพี่พยาบาล SCRUB NURSE ว่าถ้าถึงขั้นตอนนี้จะต้องยื่นอะไรให้อาจารย์หมอโดยที่อาจารย์ไม่ต้องบอก
บ่งบอกถึงเวลาและประสบการณ์ที่ได้ทุ่มลงไป
จนคุณไม่ต้องผ่านสมองกลั่นกรอง " มันออกมาเอง มันทำไปได้่เอง "
เราต่างแสวงหาเทคนิคและทางลัด
จนละเรื่องการใช้เวลาและประสบการณ์
หันไปมองว่าเป็นเพราะโชค นี่ไม่ใช่เรื่องของโชค
ไม่ใช่ข้ออ้างว่าคนที่ทำได้มาก่อน
เพราะพวกเขาไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เราทำไม่ได้เพราะเราเป็นคนไทย
เรามีปัญหาเชิงโครงสร้าง เรามีชายแท้ในประเทศ
คำบ่นในทวิตเตอร์เหล่านี้ไม่ได้สำคัญให้คุณเก็บมาคิดจนฝังสมอง
โลกนี้มีทฤษฎีมากมาย
แต่สิ่งที่สำคัญคือตัวคุณเองเท่านั้น
ปล่อยเขา และหันกลับมาให้เวลากับตัวเองเถอะ
----------------------------------------
ขอให้คุณสนุกและท้าทายกับการพัฒนาตัวเอง
มันจะเหนื่อย แต่ขอให้กินอะไรก็อร่อย
นอนหลับสบาย ผ้าห่มไม่หลุด
คอไม่ตกหมอน
------------------------------------------
ขอให้ทุกคนที่คุณจะได้พบเจอต่อจากนี้
ได้รับความรักและการช่วยเหลือ
จากการเชี่ยวชาญขั้นสุดของคุณ
------------------------------------------
ขอบคุณครับ
------------------------------------------

#siamstr ฟังผมทีครับ
ผมนั่งคิด จนตกตะกอน จนในที่สุดก็ได้คำตอบว่า "ความหมายของชีวิตคืออะไร"
ผมนั่งจมกับความคิดตัวเองมา 3-4 วันแล้ว ตอนนี้ผมอายุ 21 ปี ผมคิดว่า สิ่งที่ผมตกตะกอนได้ ทุกคน "ต้องรู้" ในตอนนี้ ยิ่งรู้ไวยิ่งเข้าใจไว ยิ่งดี
เหมือนกับที่หลายคนอยากป้ายยาส้มให้คนอื่น
ผมอยากเล่าในสิ่งที่ผมตกตะดอนได้มาก แต่มันอาจจะยาวประมาณ7 min read ผมขอ...ความกรุณา
แค่กดไลก์โพสนี้ก็พอครับ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า ต่อให้มันจะยาว คุณก็จะอ่านให้ผม...
nostr:npub1pft2cnw2rqy3vh22lau3pyhm2ysde00euhmmw6d59mnegttvjk6syfk0jk ขอบคุณ zaps มากๆเลยนะครับ
#siamstr
วันนี้ครบรอบ 4 ปีที่แม่ผมเสียครับ
-
สิ่งที่คิดได้ในปีที่ 4 :
" ชีวิตจบลงตรงนั้น
แต่คนที่ยังอยูู่...
ทำอะไรได้บ้าง..? "
-
ตั้งแต่แม่เสีย ผมพัฒนาตัวเองเยอะมาก
ผมไปแข่งทั้งยกน้ำหนัก
ทั้งวิชาการ อ่านหนังสือพัฒนาตัวเอง
ทำตัวเองให้ดีขึ้นหลายอย่าง
แต่...บางครั้งก็...อดน้อยใจไม่ได้
ว่าที่เราพยายามทำอยู่ตอนนี้...เราทำไปทำไม ?
ทำไป แม่ก็ไม่อยู่เห็น แม่ไม่ได้อยู่รับรู้
-
ผมอยู่กับความคิดนี้มานาน
เถียงกับตัวเองในหัว ทุกวัน
จนวันนึง
เชี่ย...กูเถียงตัวเองชนะ
-
นี่คือคำตอบที่ผมค้นพบ
-
แม่เสียไปแล้ว ผมยังคิดถึงแม่อยู่ทุกวัน
ดังนั้น... แม่ผมยังมีชีวิต อยู่ในหัวใจ
-
ถ้า ! ผมยังเป็นใจที่ไร้แรงต่อไป..
ไม่พัฒนาตัวเองขึ้นในทุกวัน
เพราะข้ออ้างว่าทำไปแม่ก็ไม่เห็น
ณ เวลานั้น
แม่ที่อยู่ในใจ...ก็จะตายเป็นครั้งที่ 2
-
เมื่อตายครั้งนี้แล้ว จะไม่มีทางกลับมาได้อีก
ทุกคำสอน ทุกความคาดหวัง ทุกสิ่งที่ฝากฝัง
จะถูกหยุดไว้ตรงนัั่นชั่วกัลป์
-
ดังนั้น !
คนที่ยังอยู่
จึงเป็นผู้กำหนด "ความเป็นความตาย" ในชีวิตที่ 2
ชีวิต...ความทรงจำ...
ที่ยังเหลือในหัวใจของคนที่ยังอยู่
-
แล้ว?
คุณจะกำหนดอย่างไรล่ะ ?
-
คำตอบคือ...
คุณทำตามสิ่งที่เขาฝากฝังไว้...
ได้ดีแค่ไหน...?
-
นั่นแหละคือสิ่งที่ผมค้นพบ...
-
ยิ่งผมใช้ชีวิต
ตามที่แม่บอก
ตามที่แม่คาดหวัง
ตามที่แม่สั่งเสียมากเท่าไหร่
ก็ยิ่งสัมผัสได้ว่า
แม่มีชีวิตอยู่ในหัวใจผมมากขึ้นเท่านั้น
ผมเดินหน้าเป็นคนที่ดีขึ้นในทุกวัน
นี่เป็นสิ่งที่แม่ต้องการ
-
การทำตามความคาดหวังของคนที่ตายไปแล้ว
คือการตอกย้ำว่าเศษเสี้ยวชีวิตของเขา...
ไม่ได้ดับลงไปเสียหมด
ตราบใดที่ยังมีคนคิดถึง
ตราบใดที่ยังมีคนทำในสิ่งที่เขาต้องการ
-
เพื่อเป็นการอาลัยแด่คนที่จากไป
ไม่จำเป็นต้องสร้างอนุเสาวรีย์ใดใด
แค่....ต้อง " เป็น "
ในสิ่งที่เขาอยากให้โลกนี้มี
( Credit :Benz Arnun )
-
คนเราตายไป
เพื่อเป็นอมตะในใจของคนที่ยังอยู่
ขอบคุณครับ

#gm #siamstr

#siamstr
ใน EMOTION บทสุดท้าย
บอกว่าคนเรามันต้องมีสักช่วงชีวิตแหละ...
ที่ต้องเจอคนมีอีคิวต่ำ
หรือบางที เรานั่นแหละที่เป็นคนที่อีคิวต่ำเสียเอง
-
เพราะอีคิวคือการเข้าใจคนอื่น เมื่อความสามารถในการเข้าใจกันต่ำลง
ผลลัพธ์คือการแยกทางในความสัมพันธ์
-
ผมอยากให้ทุกคนลองเช็ค Blocklist ในไอจี
ในเฟสบุ้ค ของคุณตอนนี้ครับ
เปิดยังครับ ? เปิดแล้วจำได้มั้ย ? ว่าคุณบล็อคเขาเพราะอะไร ? สิ่งที่เขาทำ ผิดขนาดไหน ?
-
มาในวันนี้คุณกับเขาโตขึ้นมาก
นับตั้งแต่วันที่คุณกดบล็อค
แม้โตขึ้นมาแล้ว แต่เมล็ดพันธ์แห่งความเกลียดชังจากความสัมพันธ์ในครั้งนั้น กำลังพันธนาการให้คุณมีนิสัยเสียบางอย่างจนถึงปัจจุบันหรือเปล่า ?
-
ถ้าเกิดว่ามี
ผมไม่ได้บอกให้คุณให้อภัยเขา
แต่คุณต้องให้อภัยตัวเอง
ให้อภัย ว่านิสัยเสียบางอย่างของคุณตอนนี้
คุณจะไม่ทำอีกต่อไป เพราะโดนอดีตควบคุม
-
เสียงในใจคุณกู่ร้องเสียงดัง
" ก็แม่งทำกูแบบนี้ ! กูเลยเป็นแบบนี้ไง ! "
-
เขาหายจากชีวิตคุณตั้งแต่กดบล็อคแล้ว
แต่เขาไม่เคยหายไป เพราะคุณไม่ยอมให้เขาหายไป คุณเก็บเขามาเป็นสลากแปะกลางหัวไว้
กำหนดพฤติกรรมตัวเอง
เก็บมาเป็นข้ออ้างเพื่อที่จะนิสัยเสียต่อคนอื่น
-
เก็บมาเป็นข้ออ้าง เพื่อขังตัวเอง
ไม่ยอมให้ตัวเองออกไปเจออะไรที่ดีกว่าเดิม
-
ถึงเวลาวางสลากนั้นลงแล้วครับ
เพราะผู้ฉลาดทางอารมณ์
จะไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ตัวเองในอดีต
จะไม่ถูกยึดโยงโดยสลากใดๆอีกต่อไป
-
ถึงเวลาเริ่มต้นใหม่
ไร้ซึ่งพันธนาการใดอีกต่อไป
คืนเสรีภาพให้กับตัวเองสักที
-
ขอบคุณครับ

#siamstr
ในโลกที่มองทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผล
อย่างหนักแน่น
ผู้คนมองข้ามสภาพจิตใจอันเบาบาง
ผมขอใช้เวลานั่งข้าง ๆ
เรียนรู้สิ่งที่คุณเผชิญอยู่ตอนนี้เอง !
-
ถอด 4 บทเรียนเด็ด ๆ
จากปรมาจารย์เหมียวเทพกระบี่
ใน EMOTION :
เพราะผู้ฉลาด --> จะไม่พ่ายแพ้ต่ออารมณ์
#ไม่ใช้AIเขียน 2 นาทีอ่านจบ
- ข้อ 3 จะทำให้คนรักคุณมากขึ้น
- หัวข้อพิเศษในเม้น จะเปลี่ยนชีวิตคุณ
------
1.ทุกคนเข้าใจคำว่าความฉลาดทางอารมณ์ผิดไป ⁉️🚫🚫🚫
หลายคนคิดว่า EQ คือการควบคุมอารมณ์ได้
แต่จริง ๆ EQ คือการ " เข้าใจ " ต่างหากครับ..
-----
เช่น
คุณทักหาคนคุยว่า ทำอะไรอยู่
เขาตอบมาว่า ทำงาน
คุณไม่ได้อยากรู้ว่าเขาทำอะไรอยู่หรอกครับ
ถ้าคุยกันมานานคุณรู้อยู่ละ
โอ้ยเวลานี้ อีนี่ ทำงานอยู่แน่ ๆ
--
แต่ทำไมยังถามล่ะว่าทำอะไร ?
เพราะความต้องการจริง ๆ คุณก็รู้ดี
คือ "คิดถึงเขา"
อยากคุยด้วย อยากโทรหา
" อยากโดนสนใจอ่าาาาา"
------
2.เมื่อมองเห็นความต้องการ
ผู้มี EQ สูง จะตอบสนองได้ถูกต้อง ! 😎
ถ้าคนคุยของคุณมีความฉลาดทางอารมณ์มากพอ เขาจะมองออกว่าคุณต้องการ
"โดนเอาใจใส่" " อยากโดนสนใจ"
"คุณยังมีค่าสำหรับเขา" 🥹🥹🥺🥺
----
คนคุยที่มี EQ มากพอ เขาจะตอบว่า
" ทำงานอยู่นะครับบ วุ่นมากเลย คิดถึงมากๆๆ ทำวานเสร็จคงเหนื่อยมากแน่ ๆ อยากเลิกงานไปคุยกับเบ้บเบ๊บแล้ว😭😭 เค้าเลิกงานแล้วไปกินร้านโปรดเบ้บเบ๊บกันนะคับ🥰💖 เดี๋ยวเค้าทักหานะ "
--
นอกจากคุณไม่ถูกมองข้าม
คุณยังรู้ได้เลยว่า คนนี้ " เข้าใจคุณ "
ถ้าคุยกับกรีนแฟกก็เป็นงี้ละ
-----
3.ผู้ฉลาดทางอารมณ์
"ไม่เคยมองข้ามความเสียใจ" 😢🫂🖐🏻🚫
เมื่อคืนทักไปบ่นกับวิล
-
" ไอ่วิล ไม่มีไรเดอร์ส่งอาหารเลย รอเป็นชม. สุดท้ายต้องลงมาซื้อข้าวข้างรพ.เลย "
คนที่มีความฉลาดทางอารมณ์อย่าง
ชิษณุชา สันติอมรทัติ จะตอบผมว่ายังไง ?
-
ก.ไม่เป็นไรเพื่อน ซื้อใหม่ๆ
ข.อืม ท้องร้องเลยดิ
-
แน่นอนครับ คำตอบที่ถูกต้อง
คือ ข.อืม ท้องร้องเลยดิ
สมมติคุณบ่นว่าหิวแล้วไม่ได้แดกสักที คุณรู้อยู่แก่ใจครับว่าวิธีการได้แดก คือเดินไปร้านเองไม่ต้องรอไรเดอร์ ความรู้สึกแย่ที่รอข้าวแม่งก็นานมากอยู่แล้ว ถ้าคุณบ่นกับเพื่อนแล้วเพื่อนตอบว่า ไม่เป็นไร -- ความรู้สึกที่คุณส่งไป *มันถูกปฏิเสธ*มันไม่ถูกมองเห็น แล้วคุณจะเบาใจขึ้นได้อย่างไร ?
-
ครั้งต่อไปก็คงจำไปเองว่า
ความรู้สึกแย่ใด ๆ มันไม่สำคัญ
ให้รีบปัดตก ไม่หยิบความทุกข์มาพิจารณา
นานวันเข้า คุณจะรับมือกับความทุกข์ไม่เป็นเลย
หันไปเพิ่งพาทางแก้อย่างความสุขระยะสั้น
สิ่งมึนเมา ไถต้อก ๆ
-
เพราะคำว่า ไม่เป็นไร...
บางที เราก็ยอมเถอะ.. ว่ามัน"เป็น" จริง ๆ
-
สิ่งที่ผมต้องการจาก ชิษณุชา สันติอมรทัติ คือการสร้างโลกที่เลิกใช้ตรรกะและเหตุผลเพียง 1 นาที
เพื่อช่วยมองดูหัวใจที่เศร้าโศกสักแปปได้มั้ย ?
แม้จะเป็นเรื่องที่แก้ไขปัญหาได้ง่ายก็ตาม ? 😢
-
แค่ 1 นาที
ก็มากพอที่จะแบ่งเบาความรู้สึกหิว
แค่ 1 นาที ที่ช่วยทำให้รู้สึกว่า
โลกนี้....ยังมีคนที่มองเห็นความรู้สึกของเราอยู่
แค่ 1 นาที ยังมีคนที่ช่วยยืนยัน ว่าเรายังมีค่ามากพออยู่...
-
ความรู้สึกเราไม่ได้หายไปไหนนะครับ 😉
คุยให้ถูกคน แล้วคุณ จะถูกมองเห็น ;;)
รักนะครับ ขอบคุณครับ
-
( Special in comment
ผู้ฉลาดทางอารมณ์จะไม่ถูกอารมณ์ควบคุม )

nostr:npub1e0vgtvve8c8lnahnfz42ng34cynfxtqsc479wg648e233gpnlpqsm7qdsx กราบขอบคุณมากๆเลยครับ 🥹
#siamstr
nostr:note1rfdzglufthxyhcmsfs923rkmqm49wfxr53t78g6zn9qpz8qtycyqcz3282
เรื่องน่ารู้**
คุณเจมส์ยังบอกอีกว่า จมูกสองฝั่งนั้นต่างกัน
ถ้าคุณอยากสดชื่น กระปรี่กระเปร่า ให้คุณหายใจเข้าด้วยข้างขวา เพราะกระตุ้นซิมพาเทติก( ห้ะ !? )
ถ้าคุณอยากผ่อนคลาย หลับง่าย ลดความดัน ให้กระตุ้นพาราซิม ให้หายใจด้วยข้างซ้าย ( โอ้ !!? )
นอกจากนี่มีการทดลองพบว่า คนที่หายใจด้วยข้างซ้าย นั่นคือสมองซีกขวาทำงาน เป็นซีกที่ทำเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ น่าสะพรึง ! คุณเจมส์พบว่าคนเป็นโรคจิตเภทที่ flight of ideas ( หลุดจากความจริง ) มีการหายใจด้วยจมูกซ้ายมากกว่าคนทั่วไป !
--
ในคนที่ถูกตัดสมองส่วนลิมบิก ที่ควบคุมความกลัว จะไม่รู้สึกกลัวอะไรเลย แต่เมื่อทำการทดลองให้สูดดมอากาศที่มีคาร์บอนไดออกไซด์ กลับได้เห็นความกลัวปรากฎขึ้นอีกครั้ง !? นี่อาจจะอธิบายได้ว่า ความกลัวยังมีอีกพาทเวย์นึงที่ซ่อนไว้ ไม่ต้องผ่านลิมบิกก็ได้ " มนุษย์มีความกลัวที่จะไม่ได้หายใจอยู่ในเบื้องลึกจิตใจ "
--
ในคนที่เป็นนักกีฬา ลองฝึกการหายใจแบบทุมโม ( คนท้องกับโรคหัวใจห้ามทำ ) จะสามารถควบคุมระบบประสาทอัติโนวัติทางอ้อมได้ ดีมากในสภาวะแข่งขัน
อยู่กับลมหายใจมาทั้งชีวิต
ลองสนใจมันสัก 5.5 วินาทีดีมั้ยครับ ?
อ่านโพสต์ผมสองนาที
เพื่อไม่ให้ลมหายใจทั้งชีวิต
สูญเปล่าอีกต่อไป ⁉️ #ไม่ใช้AIเขียน
James Newston ( ผมจะเรียกว่าคุณเจมส์ ) อธิบาย
ถึงความสำคัญของลมหายใจ
เคียงคู่กับประวัติศาสตร์มนุษย์ไว้
ผ่าน Breath : The New science of lost art
ได้ความสั้น ๆ ดังนี้ครับ
-----
มนุษย์กำลังวิวัฒนาการถอยหลัง 🙊🐒
-----
คุณเจมส์บอกว่า โครงกระโหลกของมนุษย์เปลี่ยนไปตั้งแต่ยุคปฏิวัติเกษตรกรรม มนุษย์เคี้ยวอาหารนุ่มขึ้น ทำให้ใบหน้าเรียว " ยู่" เข้ามา
ไอ่การเรียวนี่แหละปัญหา มันดันไปเรียวตรงทางเดินหายใจพอดี วันเวลาผ่านไป จนถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม อาหารแปรรูปมากขึ้น ใบหน้าก็ยิ่งเรียวขึ้น ทุกคนเข้าไปเป็นแรงงาน ถวายเวลาให้กับงาน ไม่มีเวลาอยู่กับตัวเอง
--
จนในที่สุด ทุกคนก็ลืมวิธีการหายใจ 😭
ในที่สุดทุกคนก็ใช้ปากหายใจมากกว่าจมูก เพราะวิวัฒนาการทางกระโหลกทำให้ทางเดินอากาศในจมูกตีบตันไปแล้ว
--
มีอะไรแปลกปลอมเข้ามาในจมูกนิดหน่อย ระบบภูมิคุ้มกันก็ตกใจฟ้าถล่ม เป็นชื่อโรคประจำตัวยอดฮิตแลกลดแจกแถม " ภูมิแพ้ " กำเริบที จมูกแดงกันเป็นแถบ
หนักสุดถ้าคุณมีภาวะอ้วน คุณก็เสี่ยงเป็นโรคภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เลือดเป็นกรดอีก
เฮ้ย... แค่หายใจผิดนะนี่ ทำไมเป็นหนักจัง...
-----
พวกคุณไม่รู้ตัวหรอก
ว่าตอนนี้พวกคุณกำลังหายใจอย่างไร
แต่ให้ผมเดาว่าก่อนที่จะอ่านโพสต์ผม
ก่อนที่จะมีสติรับรู้ว่าเราคุมการหายใจได้
การหายใจคุณถี่ สั้น ไม่เต็มอิ่ม ไม่เต็มปอด ไม่กลั้น ไม่พัก ไม่กักเก็บ ไม่หายใจออกมากพอ ลมเก่าที่ค้างในปอด คุณยังไม่เอาออกเลยด้วยซ้ำแล้วคุณก็วนรอบหายใจใหม่ซะละ
แล้วถ้าเทียบในอัตราหายใจ 1 นาที คุณคิดว่าทุกรอบคุณหายใจทางไหน ? ทางจมูกเหมือนกันทุกรอบมั้ย ก็ไม่ เดี่๋ยวก็ปากบ้างจมูกบ้าง เดี๋ยวก็ลืมหายใจบ้างก็มี
---
ถ้าวิธีนำอากาศเข้าไปไม่ดี ฟังก์ชั่นร่างกายคุณจะใช้งานเต็มประสิทธิภาพได้ยังไง ?💀
--
ในหนังสือ คุณเจมส์เล่าว่า
เขาใช้เวลาเป็นสิบปีเพื่อออกทำการทดลอง
ออกตามหาผู้เชี่ยวชาญศาสตร์การหายใจ
จนในที่สุดเขาก็ได้วิธีการหายใจ
ที่สมบูรณ์แบบที่สุด
ชื่อ กฎ5.5วินาที🖐🏻.🖐🏻
--
5.5 วินาทีหายใจเข้า ( ทำตามเดี๋ยวนี้ )
5.5 วินาทีกลั้นลม
5.5 วินาทีหายใจออก
ใน 1 นาที คุณจะพบว่า
คุณหายใจด้วยอัตรา 5.5 ครั้ง / นาที
คุณหายใจเข้าไปได้ทั้งหมด 5.5 ลิตร
--
นี่เป็นตัวเลขที่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่ว่าทำแล้วมันจะรักษาหายได้ทุกโรค แต่สมบูรณ์เพราะมันง่ายที่จะเริ่มต้นทำ เพื่อทวงคืนทางเดินหายใจที่ตีบตันจากวิวัฒนาการถอยหลังของพวกเราทุกคนกลับมา เพื่อทวงคืนสุขภาพของมนุษยชาตกลับมาให้เข้าที่เข้าทาง
เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่พวกเราละเลยคือ...
การหายใจ.....
--
ศาสตร์แห่งการหายใจ อยู่คู่อารยธรรมมนุษย์ในทุกยุคสมัย ตั้งแต่ปฐมกาลไบเบิล คัมภีร์เต๋า โยคี โยคะ ทุมมา ทิเบต พุทธะ สุดาจันกริยะ
ไม่ว่าจะชื่ออะไรก็ตาม ทุกศาสตร์ต่างดึงจิตใจอันฟุ้งซ่าน จิตใจอันกังวลในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้
จิตใจอันโกลาหลของคุณ กลับมาควบคุมในสิ่งที่ควบคุมได้อย่างง่ายที่สุดก่อนจะแก้ปัญหาใด ๆ
คือการควบคุมลมหายใจ
--
เรียกสติกลับมาที่ตัว เรียกออกซิเจนเข้าไปในทางเดินอากาศในทางที่ถูกต้อง ( จมูก ) เมื่อร่างกายควบคุมการเข้ามาของก๊าซที่จำเป็นในการดำรงชีวิตได้ถูกต้อง สมองก็จะเห็นวิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องตามมาเช่นกัน
-----
ผู้ใดควบคุมลมหายใจได้
ผู้นั้นย่อมควบคุมโลกใบนี้ได้
ขอบคุณครับ ( มีเรื่องน่ารู้ต่อในเม้น )

#siamstr เรื่องนี้คิดได้ตอนกำลังกินข้าวกล่องที่ 3
ข้อคิดนี้เป็นประเด็นรองแต่สำคัญโคตร ๆ
ผมขอถามพวกคุณทุกคน
" คุณมีความฝันอันยิ่งใหญ่ คุณใช้เวลานับ 10 ปีเพื่อให้ได้มันมา เหลืออีกไม่กี่ก้าว คุณก็จะทำมันสำเร็จ " คุณพยักหน้าครับ ว่ามาต่อซิไอ่ยอด
--
" ทันใดนั้นคุณมีความรัก คุณรู้ดีว่าความรักก็เป็น 1 ในความฝันที่คุณต้องการมาตลอด ใครหลายคนบนโลกที่ยังโสดอยู่ต้องการแค่คู่ชีวิต ตอนนี้คุณมีคู่ชีวิตตรงหน้าแล้ว ความรักนั้นมีพลานุภาพมาก แค่เห็นเวลาเธอยิ้ม ฉันไม่ต้องการใครอีก ( Polycat ) ไม่ต้องการใครคนอื่นไม่พอ มันดันรวมถึงความต้องการในการพิชิตความฝันของคุณด้วย ต่อหน้าความรัก ความทะเยอทะยานต่อความฝันก็จางลง ไม่ใช่ว่าใจคุณไม่แน่วแน่ แต่บางทีความรักมันทำให้คุณอ่อนข้อต่อเป้าหมายได้ อธิบายไม่ได้หรอกว่าทำไม แต่อธิบายได้ว่าเพราะ ----รัก--- "
--
" ติด H**** สินะ "
" เออ มึงเข้าใจถูก "
เป็นเรื่องดี ในที่สุดคู่ชีวิตคุณก็โผล่หน้ามา
แต่เป้าหมายในชีวิตที่คุณตั้งไว้ คุณยังไม่ได้ไปรับเลย
จุดสำคัญอยู่ตรงนี้ คุณควรตั้งคำถาม
คู่ชีวิตของคุณ เป็นคู่ชีวิตจริง ๆ มั้ย ?
--
จากหนังสือ The Alchemist ล่าขุมทรัพย์ สุดขอบฟ้า Paulo Coelho
มีสปอย แต่พวกคุณคงไม่คิดไปหานั่งอ่าน
เพราะงั้นอ่านโพสต์ของผมต่อเถอะ ---
--
คือไอ่เด็กหนุ่มแม่งออกตามหาขุมทรัพย์มาหลายปี
จนไปถึงโอเอซิสระหว่างทาง
มันไปเจอสาวชื่อ ***ฟาติมา***
ความรักมันมากมันทะล้น
มันแทบจะล้มเลิกเป้าหมายในการตามล่าขุมทรัพย์
แต่สุดท้าย เด็กหนุ่มเลือกตามหาขุมทรัพย์ต่อครับ
" เอ้า อะไรทำให้เด็กหนุ่มเลือกเช่นนั้น ?
เขาอาจจะไม่ได้เจอสาวงามดังฟาติมาอีกแล้วก็ได้ ?
ตอนเขาหาขุมทรัพย์เจอ ฟาติมาอาจไม่อยู่รอเขาแล้วก็ได้ ? "
คุณถามผม
ผมว่าคนเราเรียนวิทย์-คณิตมากไป
จนทุกวันนี้คนแม่งบ้า
ใช้เหตุผลกับทุกเรื่องเป็นสิ่งที่ดี
แต่คุณจะใช้มันหาเหตุผลกับเรื่องความรักไม่ได้ !
คุณคิดหรือว่าในความสัมพันธ์ที่คาราคาซัง
เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เต็มไปด้วยการแข่งขันเพื่อให้ได้ใจเขามา
เต็มไปด้วยความพยายามว่าไม่อยากให้รักที่เขามีให้หายไปไหน
---> มันจะเป็นความสัมพันธ์ที่ดี ?
ถ้าในความสัมพันธ์ปัจจุบันทำให้คุณมีคำถามในใจ
และต้องเป็นฝ่ายที่พยายาม
โง่หนำซ้ำคุณยังฝืนอยู่ต่อ
ก็คงถือได้ว่ามึงแม่งโคตร Mental retardation ชิบหายเลย
--
ความรักที่แท้จริงมัน Quietly Simple มันจะ Healthy มาก /
Simple แบบที่ฟาติมะพูดประโยคหนึ่งกับชายหนุ่ม
ประโยคเดียวที่ทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจเลือกขุมทรัพย์ก่อน
มันเป็นคำที่ง้ายง๊าย ---
--
ฟาติมะบอกว่า ฉันเป็นผู้หญิงแห่งทะเลทราย แม่ของฉันก็เป็นเจ้าหญิงแห่งทะเลทรายเช่นกัน ทะเลทรายนั้นกว้าง มีอันตรายมากมายที่ไม่รู้จัก แต่พ่อของฉันมักออกเดินทางจากโอเอซิสนี้บ่อย ๆ แต่พ่อก็กลับมาหาแม่เสมอ
แม่รอพ่ออย่างไร ฉันก็จะรอคุณอยู่แบบนั้น ไปเถอะค่ะ
ออกไปตามหาความฝันเถอะค่ะ
--
ความสัมพันธ์ที่ดีจะไม่ทำให้เป้าหมายในชีวิตคุณลาดชันกว่าเดิม
เมื่อเรารักใครจริง ๆ เราจะส่งเสริมให้ทั้งเราและเขา
รับผิดชอบต่อเป้าหมายตัวเอง
--
เห้ยไอ้ยอด ชีวิตจริงมันไม่ง่ายแบบนั้น
ใจคนเราเปลี่ยนไปได้ทุกวัน
มึงเพ้อเจ้อ
ยกนิยายเอามาโพสต์โยงชีวิตจริงทำไม ?
ถ้าคุณมองแบบนั้น เพราะตั้งแต่เกิดมา
ตัวคุณเองไม่เคยได้รับความรักที่ดีมาก่อน
ก็ไม่แปลกที่คุณจะไม่เชื่อว่าความรักดี ๆ นั้นมีจริง
ขอบคุณครับ
ขอให้คุณเจอฟาติมะของคุณนะครับ ;)

ขอบคุณ zap มากๆเบยครับ nostr:npub1dp4gc3vcww4ln2gr3wspwz4nhusar92dzwu52ncuc7y808l5vfassxvwmh
#siamstr เรื่องเกิดที่ห้องสมุดคณะแพทยศาสตร์
ศูนย์พุทธโสธร เวลา 18 : 00 น.
“ อา….นาเชนก้า ”
“ อา….อาซาโกะ”
ผมครางขึ้นท่ามกลางความเงียบ ณ ห้องสมุดศูนย์แพทย์พุทธโสธร เพียงแต่วันนี้มันต่างออกไป ผมไม่ได้นั่งอ่านอยู่คนเดียว หากแต่ว่ามีพี่ผู้ชายใส่แว่น สวมเสื้อกาวน์สั้นสีขาว นั่งอ่านหนังสืออยู่เช่นเดียวกันกับผมอยู่ห่างออกไปอีก 2 ช่วงโต๊ะ จากการแต่งตัวและหน้าตา ผมขอตัดสินคนจากภายนอกว่านี่คงเป็นพี่ extern ( รุ่นพี่นักศึกษาแพทย์ ปีที่ 6 = extern )
“ อา… นาเชนก้า… อา…ซาโกะ ” ผมครางต่อ ลำคอผมเริ่มเจ็บ แต่ไม่ว่าพี่ข้าง ๆ เขาจะเป็นพี่ extern หรืออาจจะเป็นอาจารย์หรือไม่ พี่ extern คนนี่มีความสลักสำคัญเพียงใดต่อโลกใบนี่กันนะ ? แต่แน่นอนพี่เขาสลักสำคัญกับผม เดือนหน้าผมต้องขึ้นวอร์ดแล้ว พี่เขาจะต้องคอยสอนสิ่งต่าง ๆ ให้กับผม พี่เขายังมีความสลักสำคัญต่อผู้ป่วยมากมายในอนาคตอีกด้วย ผู้ป่วยคงจะดีใจที่รักษาหายดีจากการได้ตรวจรักษากับเขา แต่โอ้ ! นั่นคือความสลักสำคัญในด้านสถานภาพ แต่ในด้านจิตใจผมตอนนี้ พี่เขาไม่สามารถช่วยผมได้ ไม่ได้เลย ปัญหาในใจของผมมันไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรสำหรับพี่เขาด้วยซ้ำ
มันไม่สลักสำคัญมากพอที่เขาจะหันมามอง
ผมรู้ว่าผมกำลังทำผิด ผมกำลังเสียงดังในห้องสมุด ตาของผมเริ่มมองไม่ชัด น้ำตาผมไหลเอ่อออกมา พูดไม่เป็นภาษา พูดวน ๆ แต่คำว่า
“นาเชนก้า…อาซาโกะ” มันเริ่มดังขึ้น ดังขึ้น พร้อมกับเสียงที่สั่นขึ้น หางตาผมสังเกตเห็นว่าพี่ extern หันมามองผมเช่นกัน โอได้โปรดเถอะพี่ extern ผู้น่าเคารพ โอได้โปรดอย่ามองผมด้วยสายตาสงสารเช่นนั้น ผมยังไม่รู้จักพี่ในตอนนี้ และเราอย่าได้รู้จักกันในครั้งแรกแบบนี้เลย พี่คงจะเรียนจริยธรรมทางการแพทย์มาก่อนผม เก็บความเห็นใจไปใช้กับผู้ป่วยเถอะครับ เลิกมองมาทางผมเสียที ผมในตอนนี้ไม่ต้องการได้รับ empathy จากใคร ความรู้สึกผม ให้ผมแบกรับมันไว้คนเดียวเถอะ ผมไม่คู่ควรกับความดีงาม ( ความเห็นใจ ) จากพี่หรอก แค่เมินเฉยผม เหมือนที่พี่เดินสวนคนที่ไม่รู้จักในทุกทุกวัน คิดเสียว่าผมเป็นคนแปลกหน้าเถอะครับ
โชคดีเหลือเกินที่คำขอของผมเป็นจริง คงมีแต่พระเจ้าที่รับไว้ พระองค์ทรงบันดาลให้เกิดขึ้นทันตา สังเกตว่าพี่ extern คงรำคาญ หรืออาจจะทำตัวไม่ถูก พี่เขาจัดเก็บหนังสือและไอแพดลงกระเป๋าสะพาย รีบหนีออกจากห้องสมุดทันที ผมคงตกเป็นเรื่องเล่าในกลุ่มเพื่อนของเขาที่ห้องพักแพทย์คืนนี้
โอ้คุณผู้อ่านที่แสนน่ารักเอ๋ย ได้โปรดเถอะครับ ได้โปรดให้ผมเรียกคุณด้วยคำนามว่าผู้อ่าน เพราะอ่านมาได้ถึงตรงนี้คุณคงจะเป็นนักอ่านในระดับนึง อนึ่งขออนุญาจต่อด้วยคำคุณศัพท์ว่าน่ารัก คุณคงมีจิตใจอันแสนงดงามที่อยากจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในจิตใจผมตอนนี้ คุณกำลังห่วงใยผม หาได้ยากนะครับคนที่ห่วงใยคนอื่น คุณเป็นคนดีแน่แน่เลย มันอาจจะเป็นสิ่งแปลกใหม่บางอย่างที่เกิดขึ้นในใจผมหรือเปล่า ความรู้สึกต่าง ๆ ของผมมันจึงท่วมท้นออกมาร้องไห้กลางห้องสมุดจนไม่เกรงใจพี่ extern คนนั้น โอ้คุณผู้อ่านที่แสนน่ารัก เพื่อตอบสนองความดีงามที่อยู่ในใจของคุณที่ห่วงใยเพื่อนมนุษย์เช่นผม ผมจะเล่าให้คุณฟังในตอนนี้เลย เรื่องมันไม่ไร้สาระหรอกครับ คุ้มค่าเสียเวลาของคุณ เรื่องที่ผมพบเจอมันเกิดขึ้นกับตัวคุณเช่นกัน แต่คุณไม่รู้ตัว ฟังผมให้ดี การฟังปัญหาของผมอาจทำให้คุณแก้ปัญหาของคุณได้ เริ่มเลยแล้วกันนะครับ วันนี้ทั้งวันผมต้องอ่านอาการวิทยา หากแต่ว่าผมต้องเรียนรู้มันถึง 4 รอบ โดยเรียงลำดับดังนี้ 1.เรียนจากศูนย์แพทย์หลัก 2.ทำสรุปของศูนย์แพทย์หลัก3. เรียนจากศูนย์แพทย์ที่ผมเรียน และ4.ทำสรุปจากเนื้อหาศูนย์แพทย์ที่ผมเรียน
ผมทำทั้งหมดนี้ตั้งแต่ 8 : 30 น. จนถึงเวลานี้ก็ 18 : 00 น. แล้วครับ หากจะคิดว่าผมเมื่อยล้าจากการอ่านเลคเชอร์แล้วจึงพร่ำพรรณาแล้วร้องไห้กลางห้องสมุด เรื่องนั้นไม่เกิดขึ้นกับผมหรอกครับการอ่านหนังสือ มันเป็นข้ออ้างเพื่อที่ว่าถ้าไอ่โอ้หรือมีนเดินมาที่ห้องสมุดพอดี ผมจะได้อ้างว่าแค่เหนื่อยอ่านสอบ ผมไม่อยากเล่าเรื่องในหัวผมให้กับเขา เขาคงไม่มีเวลาว่างเพื่อรักษาใจผมขนาดนั้น ในขณะเดียวกันการอ่านสือทั้งวันก็เป็นแค่เหตุ
เหตุคือในตอนกลางวันเราตื่นมาพบความจริง เราตื่นมาเจอความรับผิดชอบ เราตื่นมาเจอสถานภาพที่เราต้องรับบทบาทไว้ คุณผู้อ่านที่น่ารักครับ เราทำงานหรือเรียนในช่วงเวลากลางวัน พอถึงช่วงเย็นคาบกลางคืน จิตใจกับสมองมันก็เหนื่อยล้าแล้วครับ สำหรับผมมันมากเกินไปแล้วครับที่จะเอางานหรือเลคเชอร์กลับมาตามอ่านที่ห้องนอน ถ้าจะอ่านต่อผมก็อ่านรอบดึกแต่ไม่อ่านที่ห้องนอนแน่ ๆ หลังจากใช้ชีวิตบนโลกแห่งความจริงมาค่อนวัน เวลาตกเย็นคาบดึกนี่แหละครับ ที่จะเป็นช่วงเวลาที่เสียงในหัวเปลี่ยนบทบาทจากที่คอยท่องเลคเชอร์ผ่านลูกตามาทั้งวัน สมองล้ามากครับ สมองจึงหันมารับฟังความรู้สึกกลั้นไว้ไม่ไหว ความรู้สึกที่กำลังเพรียกร้องจากหัวใจ ชักชวนให้คุณชวนค้นหาและสนใจมัน สมองกลับมารับฟังความรู้สึกของเราเอง ช่วงเวลาตกเย็นคาบดึกนี้เองครับ ที่เราเข้าใกล้ตัวเองมากกว่าพระเจ้าเสียอีก เราเข้าถึงตัวเราเองอย่างแท้จริง เราเข้าจิตเข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง เรารับฟังตัวเองอย่างแท้จริง… โอ้กลางคืน กลางคืนที่เสียงหัวใจมันดังกว่าสมองนี้เองครับ ทำให้เราเข้าใจครับ ว่าเวลาที่เราตกหลุมรักใคร
มันจะเกิดขึ้นตอนกลางคืน ช่วงเวลาที่เสียงแห่งงานเงียบลง ( เสียงแห่งความเป็นจริงของโลก ) ถูกทดแทนด้วยเสียงหัวใจ ( สิ่งที่เราอยากให้เกิดในอุดมคติ ) และเสียงหัวใจของผมมันดังมากในเย็นวันนั้น ผมถามหัวใจว่าต้องการอะไร หัวใจตอบกลับ ”ผมรักเธอคนนั้น”
ผมคงรักเธอได้แค่ตอนกลางคืน พอเช้ามาเสียงแห่งงานและความจริง ก็ดึงเธอจางหายไปจากใจของผม ( แต่ก็แค่ชั่วคราว )
ไม่สลักสำคัญว่าผมรักใคร
คุณถามตัวคุณเองเถอะ คุณผู้อ่านที่แสนน่ารักของผม
คุณผู้อ่านที่กำลังเป็นห่วงเป็นใยผม ผมขอละลาบละล้วงในความสัมพันธ์ส่วนตัวของคุณทีเถอะนะครับ ผมขอถามว่า
คุณกำลังคุยกับคนที่คุณชอบจริง ๆ
หรือคุณกำลังคุยกับคนที่คุณถือว่าเป็นตัวแทนคนเก่าคนโปรด
โอ้ ๆ มันคงจะกระแทกใจใครบางคนไปเล็กน้อย แต่ได้โปรด ฟังผมต่อเถอะครับ ขอดึงชายเสื้อคุณไว้ อย่าหนีผมไปไหนไกลเลย ขอพูดต่อนะครับ หากคุณไม่ใช่คนประเภทที่ถือว่าใครในความสัมพันธ์ ณ ปัจจุบัน เป็นตัวแทนคนเก่าคนโปรด ( ที่คุณไม่มีวันได้รับความรักจากเขาอีกแล้ว จึงต้องหาตัวแทน ) แล้วคุณแน่ใจในตัวเองแค่ไหน ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มองคุณเป็นตัวแทนคนเก่าคนโปรดของเขา ? คุณผู้อ่านที่น่ารักของผม ? ตอบสิ ! ว่าคุณแน่ใจได้อย่างไร ?
โอ้ดาวบนฟ้าเหนือศูนย์แพทย์พุทธโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา ไม่พร่างพราวเหมือนชมดาว ณ ก้ำกึ่ง คำถามที่ผมถามคุณผู้อ่านเมื่อครู่ คุณยังไม่ตอบผมก็ได้ ผมขอพักไว้ก่อน เก็บไว้ตรงนั้น แล้วค่อยเปิดออกมา ตอนนี้ผมปาดน้ำตา เดินออกมาที่ริมน้ำหน้าโรงพยาบาล ตอนนี้ผมกล้าพูดมากเลยว่าผมเป็นนักศึกษาแพทย์ริมน้ำแล้วนะ หากแต่ว่าเป็นแม่น้ำบางปะกง อา…เอาเถอะ ดาวบนฟ้าแม้มีน้อยไม่ค่อยชัดหากมองจากแปดริ้ว แต่ดวงดาวย่อมโผล่มาตอนกลางคืน ช่วงที่เรารับฟังเสียงหัวใจเราได้ชัดที่สุด ดวงดาวนี้อยู่เป็นเพื่อนผม ผมหวังว่ามันคงจะได้ยินเสียงหัวใจของผมด้วย ถ้าเอา steth มาฟัง คุณไม่ได้ยินว่า “lub dub” หรอกครับ แต่มันคงจะเป็นเสียง murmur ว่า “รัก…คุณ” “รัก…คุณ” ยิ่งดึกดาวยิ่งสว่าง ยิ่งทำให้คำว่ารักมันชัดเจนมากขึ้นจริง ๆ ด้วย
ผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านที่น่ารักต้องเคยเจอคนคุยที่ไม่ฟูล ( แต่หน้าตาดี ) เข้ามาในชีวิตบ้างแหละครับ ถ้าถามว่าไม่ฟูลยังไง ก็คือเขาคุยกับคุณ จนคุณแน่ใจว่าคิดคิดไป ที่เธอคิดฉันคิดคิดว่าใจเราตรงกัน คิดแค่ไหนฉันว่าคงจะไม่ต่าง Baby let’s me know now ว่าใจเราไม่ต่างกัน คุณชอบเขา ! เขาชอบคุณ ! เวลาแห่งการได้คบใกล้มาถึง ! แล้วก็ บู๊ม !!!
เขาเลือกกลับไปหาคนเก่า
เรื่องราวของคนคุยคนนี้ก็ได้ตกเป็นท้อปปิคเมาท์ประจำเพื่อนคุณไปสักระยะนึง แน่นอนว่าคุณจะโดนล้อด้วย ฮ่า ๆ ผมคิดว่าคนคุยของคุณก็คงรู้ตัวจริง ๆ ว่ารักคนเก่ามากกว่าคุณ ก็ตอนที่เสียงของหัวใจมันชัดในตอนกลางคืนนี่แหละครับ
คนรักเก่าที่ฝังใจ การหนีคนคุยปัจจุบันเพื่อกลับไปคบกับแฟนเก่า หรือแม้แต่ลุงๆป้าๆที่แต่งงานแล้ว ก็ยังมีให้พบว่านอกใจไปหาคนเก่าอยู่ ฉะนั้น เรื่องอุบาทว์พรรค์นี้ มันไม่ได้เพิ่งมามี แต่มันมีมานานแล้ว ผมสามารถที่จะอธิบายได้ว่าเพราะอะไรทำไมมนุษย์จึงเหนี่ยวรั้งกับคนเก่ามากนัก คุณผู้ฟังที่แสนน่ารักครับ ความน่ารักของคุณมีมากจริง ๆ นะครับ คุณผู้อ่านที่น่ารักครับ เพราะคุณเป็นห่วงเป็นใยผม ความดีงามของคุณกำลังจะถูกตอบแทน ตอนนี้คุณกำลังจะได้คำตอบแล้วนะครับ ใจความมีอยู่ว่า ทุกวันนี้เราได้รับข้อมูลมาก ทำให้เราตัดสินใจสร้างสเปคคนรักในฝัน ( ช่วงกลางคืน ) เราเพ้อฝันในอุดมคติ เราเพ้อฝันในการมูขอแฟน เราเพ้อฝันในดินแดนอุดมคติของเราว่าเราต้องมีแฟนที่ทรีตเราอย่างดี หน้าตาดี มีความสุข เป็นคนที่ไม่ทำเราเสียใจ เป็นคนที่คบเป็นแฟนแล้วใคร ๆ ต่างอิจฉา เป็นคนที่เราอวดเพื่อนได้อย่างภาคภูมิ จริง ๆ แล้วอวดในความนิสัยดีในอุดมคติ เพื่อนคุณก็อิจฉามากกว่าการได้คนหน้าตาดีเป็นแฟนแล้วครับ บางทีคนหน้าตาดีก็ดูไม่ norm และไม่ฟูล ฮ่าๆ แต่ดินแดนอุดมคตินี้ ช่วงเวลาที่เรามีความสุขกับฝันเหล่านี้ ช่างแสนสั้น ( ช่วงเวลาที่เสียงหัวใจดังกว่าเสียงงานในตอนกลางคืน ) แปปเดียวเราก็เดินไปที่เตียง ล้มตัวลงนอน คุณอาจจะฝันอย่างมีความสุขต่อก็ได้ถ้าหากว่าคืนนั้นคุณฝันดี แต่เช้ามา ช่วงเวลากลางวันมาถึง เสียงของงานดังกว่าหัวใจมันก็ลากคุณกลับเข้าความเป็นจริงอยู่ดี แต่โอ้ ! คุณผู้อ่านที่รัก หากคุณได้ยินสิ่งที่ผมพูดต่อไปนี้คุณคงจะรับไว้ไม่ไหว ใจคุณบอบบางเกินไป ผมขออนุญาตจูบลงบนที่มือของคุณ เพื่อเป็นการแน่ใจว่าต่อให้คุณจะรู้สึกจุกทางใจแค่ไหนผมก็ยังอยู่ข้างคุณไม่ว่าคุณรู้สึกอย่างไร ผมหวังดีให้คุณได้ฟังมัน ฟังผมต่อให้ดีเถอะครับ คุณอาจอยู่คนเดียวมานานหรืออาจมีความสัมพันธ์ครั้งเก่าที่ดูแย่ แต่บางช่วงเวลาของชีวิต พระเจ้าก็ดันเกิดใจดีกับคุณขึ้นมา ไม่รู้สาเหตุหรอก คงมีแต่พระองค์ที่รู้ พระองค์ทรงเปิดดินแดนแห่งความฝันและดินแดนแห่งความเป็นจริงของคุณมาบรรจบกัน ทำให้คุณพบเจอกับคนรัก ( ที่จะกลายเป็นคนเก่า ) แต่ก่อนที่เขาคนนั้นจะกลายเป็นคนเก่า โอ้คุณผู้อ่านเอ๋ย ทั้งผมและพวกคุณ พวกเราช่างน่าสงสารเหลือเกิน เรื่องราวความรักที่คุณฝันในอุดมคติ เรื่องราวความรักที่คุณเคยสัมผัสในความฝันยามนิทรา ได้เกิดขึ้นบนโลกความเป็นจริงแล้ว ( กลางวัน ) คุณมีความสุขแม้จะต้องตื่นมาทำงานและเจอกับความจริงที่ว่าคุณมีคนรักที่ตามหาจนเจอ คุณมีความรักที่คุณเฝ้าฝันหามันมาตลอด คุณอยากได้มันมาตลอด มันเกิดขึ้นจริงแล้ว หัวใจคุณได้รับการตอบกลับทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ใจอันว่างเปล่าถูกเติมเต็มเสียที คุณ On top of the world แต่อาจจะด้วยอะไรบางอย่าง ทำให้คุณกับเขาต้องเลิกรา ผมอนุญาตให้คุณเศร้าเต็มที่เลยนะครับ ผมจะไม่พูดว่าอย่าเศร้าไปเลย คุณต้องเศร้า คุณจะเศร้า จนกว่าคุณจะเหนื่อยที่เศร้า แต่คุณผู้อ่านครับ ใจที่ถูกเติมเต็มในคราวนั้น มันถูกเติมเต็มไปเพราะเขาแล้วนะครับ นึกมองย้อนไปก็มีความสุขมาก ( โดยเฉพาะหากคุณพบความสัมพันธ์ที่ดีมาก ๆ ) จนถึงว่าแม้ความสัมพันธ์จบไป คุณก็ยังอยากมีความรู้สึกที่ได้รักเขาอยู่ ไม่อยากให้ความรู้สึกนี่หายไป ผมจึงถามไงครับ ว่าหลังจากเลิกเราจากเขาไป คนคุยของคุณตอนนี้ คุณกำลังยึดถือมาเป็นตัวแทนหรือเปล่า ถ้าคนเก่าคุณกลับมา คุณจะกล้าทิ้งคุณที่กำลังคบตอนนี้หรือไม่ ?
การกลับไปหาคนเก่ายังแสดงออกมาในรูปแบบภาพยนตร์และวรรณกรรมอีกด้วย
โอ้…นาเชนก้า ที่ผมครางออกมาในตอนแรก ก็เป็น 1 ในตัวละครในวรรณกรรมคลาสสิครัสเซียนั่นแหละ ผมอยากให้ทนอ่านเรื่องย่อสักเล็กน้อย เรื่องสั้นครับวางใจได้ จบใน 1 ย่อหน้า เริ่มที่พระเอกพบกับนาเชนก้าที่สันเขื่อนในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเปิร์ก นาเชนก้ายังคงคิดถึงคนรักเก่า แต่คนรักเก่าไม่กลับมาสักทีทั้งที่สัญญากันไว้ว่าจะกลับมา พระเอกจึงตัดสินใจสารภาพรักกับนาเชนก้า นาเชนก้าตกลงปลงใจที่จะคบหากับพระเอกในคืนนั้น แต่แล้วขากลับจากสันเขื่อนในคืนเดียวกัน พวกเขาเดินสวนกับคนรักเก่าของนาเชนก้าพอดี ( เกิดขึ้นในตอนกลางคืน ) นาเชนก้าจึงทิ้งพระเอกไว้ตรงนั้น แล้วกลับไปหาคนเก่า พร้อมจัดงานแต่งงานทันที
อาซาโกะก็เช่นกัน มาจากเรื่อง Asako I and II ( 2018 ) หนังเข้าชิงเทศกาลหนังเมืองคานส์ พล็อตคล้าย ๆ กัน อาซาโกะกลับไปหาคนเก่า ทันทีที่คนเก่ากลับมาโผล่ต่อหน้าทั้งที่ตอนนั้นอาซาโกะมีแฟนอยู่แล้ว ( คนเก่าของอาซาโกะโผล่มาตอนกลางคืน ) หลังจากหายไปนานนับปี
ดังนั้น คำถามที่ผมยกขึ้นมาในตอนกลางบทความ มันจึงเป็นการตั้งคำถามที่ผิด แม้ตั้งคำถามผิดแต่มันไม่ไร้ประโยชน์ ตัวคำถามมัน reflect ว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวของคุณผู้ที่กำลังอ่านอันแสนน่ารักของผมนั้นเป็นอย่างไร เมื่อคุณคิดได้แล้ว คุณย่อมตัดสินใจทิศทางความสัมพันธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้มันดีขึ้น
แต่โอ้ ! เรื่องใดที่ทำให้ใจผมขุ่นมัวไปด้วยความเศร้าจนร้องไห้ออกมากลางห้องสมุด ! มิใช่ว่าผมคิดถึงคนรักเก่า หรือผมตกอยู่ในความสัมพันธ์ที่โดนทิ้งแล้วอีกฝ่ายกลับไปหาคนเก่าของเขาต่อหน้าต่อตาหรอกนะครับ หากแต่ว่าความทุกข์ที่อยู่ในใจผมตอนนี่ คือการตั้งคำถามที่ผิด ๆ กับพวกคุณนี่แหละครับ ! เพราะพวกคุณทั้งหมดแทบไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังใช้อดีตเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง ! คุณผู้อ่านที่แสนน่ารักครับ ผมขอจูบลงบนหลังมือของคุณ พร้อมบีบมือเพื่อเตือนสติพวกคุณ อดีตเกิดขึ้นไปแล้ว ความรักความดีงามดังคนเก่าเกิดขึ้นไปแล้ว แต่คุณผู้อ่านที่แสนน่ารักครับ เรื่องราวความดีงามที่ความฝันและความเป็นจริงมาบรรจบกันมันยากที่จะลบเลือนจากใจจริง ๆ แต่โอ้ ! อดีตเกิดขึ้นแล้ว คุณจะให้อดีตเป็นเครื่องพันธนาการหรือบทเรียนล่ะครับ ?
ถ้าทำใจกับการมูฟออนคนรักเก่าไม่ได้
ก็อย่าพาลหาตัวแทน
คุณผู้อ่านอันน่ารักของผม พวกคุณคงเห็นภาพชัดแล้วว่าปัญหามิใช่ว่าเราคิดถึงคนรักเก่าเพียงใด แต่ปัญหาคือเราให้อดีตมาเป็นเครื่องพันธนาการ เหนี่ยวรั้งเราไว้เพื่อไม่ให้พบสิ่งที่ดีกว่า เพราะผมกับคุณ พวกเรานั้นน่าสงสาร หน้ามืดตาบอดเชื่อไปหมดว่าสิ่งที่เคยพบเจอนั้นดีที่สุด ฝังความคิดผิด ๆ ลงบนหัวตัวเองว่าคงไม่เจอความดีงามเช่นนี้อีกต่อไปแล้ว ตื่นมาก็คิดถึงเขา กินข้าวก็คิดถึงเขา ไปมุมเดิม ๆ ที่เคยเดินด้วยกันยิ่งตอกย้ำความคิดถึงไปอีก ความคิดถึงของคุณมันจะอุบาทว์กว่าเดิมหากว่าคนรักเก่าของคุณคือคนใกล้ตัว ลองคิดดูสิครับ หากคน คนที่เคยมีใจกันอยู่ เปลี่ยนไปเป็นไม่มีเยื่อใยต่อกัน อยากลืม ลืมทุกสิ่ง ลบล้างเรื่องวันวาน หากเราไม่พบกัน คงลืมกันได้ หนักใจตรงที่ความจำเป็นบางอย่าง กดดัน พาให้เราเจอกันต่อไป มาเป็นเพลงเลยครับคุณผู้อ่านอันเศร้าหมองของผมแต่ก็ยังน่ารัก ผมขอจูบลงบนมือคุณครั้งที่ 3 เพื่อเน้นย้ำให้คุณจำคำผมไว้ให้ดี ตอนคุณโสดชีวิตของคุณสงบสุขในความฝันตอนกลางคืนมาตลอดแต่พอมีคนรักเข้ามาแล้วเขาจากไป คุณกลับมาอยู่คนเดียวเช่นเดิมแต่กลับมีความทุกข์โทมนัสทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างไม่มีเป้าหมายว่าต้องทนพยายามมูฟออนไปอีกนานแค่ไหน ต้องคิดถึงเขาไปอีกนานแค่ไหน ต้องโหยหาสิ่งที่เคยมีถึงเมื่อใด โอ้คุณผู้อ่านที่แสนใจร้าย ! คุณก็รู้ตัวเองไม่ใช่หรือ ? ว่าการมูฟออนจากคนรักเก่าที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงามในชีวิตอันเลวทรามของคุณมันยากเพียงไหน ?! แต่ทำไม ทำไมล่ะ โอ…นาเชนก้า… โอ…อาซาโกะ… ทำไมพวกเธอจึงตัดสินใจสร้างบาดแผลลึกให้กับคนอื่น ไม่ใช่แค่รอยแผลที่ลึกแต่คุณยังสาดแอลกอฮอลลงไปบนแผลนั่นอีก… ทำไมจึงตัดสินใจสร้างบาดแผลให้กับคนที่เต็มใจจะรักคุณทั้งหัวใจ… ทำไมล่ะนาเชนก้า… ทำไมล่ะอาซาโกะ… พวกคุณกำลังบิดเบือนภวะของคนคนหนึ่ง พวกคุณกำลังทำลายความเชื่อใจของคนที่เป็นตัวแทนความดีงามของโลกใบนี้ซึ่งเพียบพร้อมจะรักคุณ หากแต่ว่าความดีงามนั้นไม่ได้เกิดจากคนรักเก่าของคุณงั้นหรือ ? คุณจึงบดขยี้มันอย่างไร้ความเมตตา… คุณสนใจแต่โลกของตัวเองจนลืมโลกของคนที่รักคุณ ! ผมขอบีบมือคุณแต่จะไม่จูบลงบนหลังมือคุณอีกแล้ว ! ฟังนะ ในโลกของคนที่รักคุณไม่มีอะไรไปมากกว่าสิ่งที่เขาเห็นท่าทีของคุณ ว่าคุณรักเขามากแค่ไหน ! คุยกันมาขนาดนี้ กินข้าวด้วยกัน เดทด้วยกัน โอ้ยยยยยยย อย่าให้พูดเลย คุณนอนกับเขาด้วยซ้ำ !!!! เขาก็คิดว่าคุณชอบพอกันกับเขานั่นแหละ ! จึงได้ตกลงปลงใจที่จะเป็นคนคุยกันต่อในความสัมพันธ์นี้ โอ้คุณผู้อ่านที่น่ารักแต่ใจคุณแม่งใจร้ายชิบหาย ! คุณ ! คุณที่เป็นตัวแทนของฝันกลางคืนของเขา คุณคือตัวแทนที่ทำให้เขาคิดว่าพระเจ้าตอบรับคำขอของเขาที่เขาเฝ้าอธิษฐานขอให้มีความรักเติมเต็มหัวใจที่ว่างเปล่ามาโดยตลอด คุณคือคนที่ทำให้กลางคืนของเขามาบรรจบกับกลางวัน ! แต่คุณกลับทิ้งเขาไปเพราะคนรักเก่าของคุณกลับมา !!? อีเหี้ย อีสันดาน อีหน้าด้าน ! มึงฟังคำกูไว้นะ ไม่มีอะไรที่เหี้ยไปกว่าการทำลายความเชื่อมั่นของคนคนหนึ่ง ! ท่ามกลางภวะความคิดของคนที่มึงใช้เขาเป็นตัวแทนคนเก่า ไม่ได้มีแค่เรื่องดาดๆเสี่ยวๆว่าเขารักมึง แต่มันลึกกว่านั้น ! เขาเชื่อว่าความพยายามและ(วงตัวแดง) การใช้เวลากับมึงเนี่ย มันจะทำให้เขาได้คบกับมึงเว้ย มันมีความพยายามและความคิดถึงของเขาในวันต่อวันตั้งแต่รู้จักกับมึงแอบแฝงไว้อยู่ ! เขาเชื่อว่าทำดีต้องได้ดี แต่นั่นแหละ ! สุดท้ายมึงกลับไปหาคนเก่า ! มึงลองคิดสิ ! ว่าในใจของคนที่ถูกทิ้งในรูปแบบนี้มันจะมีปัญญาที่จะกล้ารักใครคนอื่นอีก ? ทำดีไม่ได้ดี เขาจะทำดีไปทำไม ? ความดีงามในตัวเขาหายไปเพราะคุณ ! ตั้งใจรักไป ถึงจะได้รับความรักกลับมา แต่กลับคาดไม่ถึงว่าจะโดนทิ้งแบบหน้าด้าน ๆ ? เกิดคำถามในใจว่าที่ผ่านมาคืออะไร ความพึงพอใจในตัวเองถูกบดขยี้ไม่มีชิ้นดี การกลับไปหาคนเก่าทั้งที่มีคนปัจจุบันอยู่แม่งเป็นการทำลายความเชื่อใจ ทำลายชีวิตของใครบางคนไป เขาอาจจะต้องแบกรับบาดแผลนี้ไปตลอดชีวิตเสียด้วยซ้ำ !! ฟังก์ชั่นความรักของคนที่มีความดีงามแม่งเสียไป ปัญหาแม่งเกิดจากคุณไม่มีปัญญารับผิดชอบหัวใจตัวเองให้มันเสร็จก่อนขึ้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่ !
ยืดตรง ! อกผาย ! ไหล่ผึ่ง ! ยืดรับปัญหาซะ !
ยกอก !! ปึ้บปึ้บ !! ( หันคอตวัดกลับ ) นี่คือประโยคคำสั่งคลาสสิคตอนเรียนรอดอ ความหมายแฝงมันเป็นแบบนี้ครับ โอ้ คุณคงจะตกใจสินะที่ผมหลุดคำหยาบออกมา ผมขอโทษนะครับ ผมไม่น่าหยาบคายกับคุณเลย ขอโทษที่ทำให้กลัวจริง ๆ ครับ ให้ผมจูบคุณแทนคำขอโทษนะคุณผู้อ่านอันแสนน่ารักของผม กล้าดียังไงถึงจูบฉัน ! คุณคิดแบบนี้สินะ ใช่ครับ ปัญหาไม่มีทางแก้ไขได้ หากคุณไม่กล้าที่จะมองปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ความโหยหาอดีตกำลังฆ่าคุณให้ตาย และการมูฟออนไม่ได้นั้นกำลังทำให้คุณตายอย่างช้า ๆ เป็นผีดิบไร้จิตวิญญาณใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน คุณผู้อ่านครับ คุณเศร้าโศกขนาดนี้ แต่ทำไมโลกใบนี้ไม่อนุญาตให้คุณเสียใจเลย… มนุษย์เรามีความสามารถในการใช้ชีวิตดีกว่าที่เราคิดนะครับ อารมณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะมีความสุขหรือทุกข์ใจ ทุกอารมณ์มีเพื่อปกป้องตัวเราเอง แต่เมื่อคุณเศร้า เพื่อนคุณกลับบอกว่าไม่เป็นไรนะมึง มันเป็นครับ เป็นปัญหาใหญ่สำหรับคุณแน่นอนคุณถึงเสียใจนานนับปีขนาดนี้ หากแต่ว่ามันไม่เป็นไรสำหรับเพื่อนของคุณเพราะเพื่อนของคุณไม่ได้สวมรองเท้าเดียวกันกับคุณ ถึงคำปลอบใจจะดูไม่ดี แต่เพื่อนคุณหวังดีครับผมเข้าใจดี และคุณก็เข้าใจมากเสียด้วยว่าเพื่อนคุณหวังดี แต่ลึก ๆ แล้วสมองคุณไม่รู้หรอกนะครับ พอได้ยินว่าไม่เป็นไร คุณก็จะเก็บเรื่องนั้นไว้พักนึงโดยอัติโนมัติ แต่เมื่อช่วงเวลากลางคืนมาถึง เสียงหัวใจของคุณกลับมาดังขึ้น ความโหยหาของคุณก็กลับมา คุณยังคงโหยหาต่อไปอย่างไร้จุดหมาย พยายามปลอบใจด้วยคำอันแสนวิเศษว่า ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร แต่ก็ช่วยได้ชั่วคราว
ความโหยหาคนรักเก่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณเศร้า แต่สิ่งที่ทำให้ทุกข์ใจยิ่งกว่าคือคุณปฏิเสธตัวเองว่าไม่อยากทุกข์ แต่ผมจะบอกให้คุณกางความทุกข์ออกมา จงโหยหา โหยหาให้มากเท่าที่คุณต้องการ นี่คือการเผชิญความกล้าอย่างแท้จริง ยอมรับตัวเองซะว่าคิดถึง ยอมรับตัวเองซะว่าทุกข์ใจแค่ไหนที่ตั้งแต่เลิกราไปยังคิดถึงแต่เขา อาการคุณหนักถึงขนาดที่ว่าเพื่อนที่คณะยังทักว่าคุณซูบลง คุณรู้ตัวเองดีว่าคุณไม่กินลง ยิ้มน้อยลง แต่ ฟังให้ดี
ไม่ผิดเลยที่คุณจะมีความทุกข์ ในพื้นที่ตรงนี้ ผมอนุญาตให้คุณยอมรับตัวเองว่าทุกข์ ทุกคนจะรีบปัดความทุกข์ของคุณ แต่ผมจะให้เวลาคุณเสียใจอยู่กับผมและผมให้เกียรติความทุกข์ทนในใจที่คุณพบเจอมา ถ้ามันหนักจนอยากจะร้องไห้ก็ร้องออกมาเลย จำไว้เถอะว่าน้ำตามีเพื่อปลดปล่อยทุกข์ และสุดท้ายน้ำตานั้นจะแห้งเหือดหายไป ไม่ว่าคุณรู้สึกอย่างไร ผมอยู่ข้างคุณ
มันจะเจ็บมาก เจ็บมากเมื่อคุณยอมรับว่าตัวเองเสียใจ และจะยิ่งเจ็บมากเนื่องจากคุณปฏิเสธความทุกข์มานาน ยิ่งนานก็เหมือนคุณกำลังเหยียบคันเร่ง อัตราเร่งคุณเร่งไปเรื่อย ๆ ปฏิเสธความทุกข์มานานเท่าไหร่ความเร่งก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งคุณกล้าที่จะดริฟเข้าไปหากำแพงที่ชื่อความจริง ชนมันตรง ๆ ยอมรับมันตรงๆ คุณจะร้องไห้ผสมกับสำลักน้ำตาด้วยความเจ็บที่คุณหลีกหนีมาโดยตลอด เมื่อรถแห่งความโหยหาชนเข้ากำแพง รถของคุณก็จะถูกบังคับให้หยุดลงไปเอง รถยนต์แห่งความโหยหาของคุณจะถูกหยุดลงที่กำแพงนั้น กระจกแตก กันชนพัง แต่คุณไม่ต้องขับรถนั้นอีกต่อไปแล้ว คุณออกมาก้าวเดินต่อด้วยตัวเอง คุณจะพบว่าความโหยหาไม่ได้หายไปเพราะคุณเลือกที่จะเหยียบเบรกด้วยตัวเอง ความโหยหาไม่ได้หายไปคำพูดแบบว่ามูฟออนเถอะมึง ความโหยหาไม่ได้หายไปจากการวิ่งเข้าใส่ความสัมพันธ์ใหม่ทันทีหลังจากเลิกรา ความโหยหาไม่ได้หายไปจากการคิดหาเหตุผลในเรื่องที่ไม่มีเหตุผลแต่แรกว่าทำไมเขาถึงจากไป คุณไม่ต้องทำอะไรกับความคิดถึงความโหยหา คุณไม่ต้องบอกตัวเองว่าจะเลิกคิดถึงเขา การมูฟออนไม่ใช่เรื่องที่คุณเลือกความคิดตัวเองได้ว่าจะต้องคิดอย่างไรถึงจะมูฟออนได้ จนกว่าคุณจะวิ่งเข้าหาความจริง คุณจะถูกความจริงบีบบังคับให้คุณมูฟออนได้โดยปริยาย ความโหยหาของคุณหายไปเพราะคุณถูกบังคับให้ชนกำแพงความจริงจนรถของคุณพังจนขับต่อไม่ได้อีกแล้ว รถยนต์แห่งความโหยหาอดีตจะจบอยู่แค่ตรงนั้น จงยืดตัวตรง อกผาย ไหล่ผึ่ง จงกล้า จนชนมัน จงเจ็บและยอมรับมัน รับผิดชอบตัวเอง นี่คือกลไกที่แท้จริงของการมูฟออน
ผมว่าคุณผู้อ่านที่แสนน่ารักก็คงใจชื้นขึ้นมาอยู่บ้าง หลังจากที่ผมบอกว่าผมให้เกียรติความทุกข์ของคุณ ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าถ้าเพียงแค่เราใจกล้าที่จะชนปัญหามากกว่านี้ กล้าที่จะชนมากกว่านี้ คนที่จะเจ็บในความสัมพันธ์เพราะอีกฝ่ายลืมคนรักเก่าไม่ได้ ก็คงไม่มี พวกเขาเหล่านั้นมีคนเดียวบนโลก และเขาไม่สมควรถูกแทนที่ใครในความคิดอีกฝ่าย พวกเขาควรเกิดมาที่จะได้รับความรักบริสุทธิ์ พวกเขาเหล่านั้นไม่สมควรเลยที่จะต้องใช้ชีวิตภายใต้การแบกรับความทุกข์ที่เกิดจากความไม่รับผิดชอบสภาพจิตใจของคนที่โหยหาคนเก่า
ขอให้คุณเจอกับความรัก ที่คุณไม่ได้ให้เขาแทนที่ใคร ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่ได้ใช้คุณแทนที่ใครอีกคนเช่นกัน
อ่านจนจบเลยนะครับ คุณน่ารักกับผมขนาดนี้ ขอให้โลกน่ารักกับคุณบ้าง อย่าลืมยืดตัวตรง ขอบคุณครับ ผมรักคุณนะ

ไอ่เหี้ยรำคาญ คนเราเป็นนั่นเป็นนี่เพราะเฟียตๆๆๆๆๆหรือเปล่า เออ ใช่ ถูก เพราะเฟียต แต่ที่เป็นปัญหาอีกเรื่องคือมันแค่ระดับปัจเจกแม่งเลือกที่จะไร้ความรับผิดชอบต่อตัวเองเว่ย คือนอกจากเฟียตแม่งจะบูลชิทจริงๆ มึงหัดโทษตัวเองบ้างก็ได้
nostr:npub19q7ptp9clv7gl09x2ahqcs0y2erk0x852qqg5g826gq6gjsuq5ys76dy65 ขอบคุณ sat มากๆๆๆ เลยครับ🥹🙇🏻
ลองดูคับ #siamstr
nostr:note1yjh35p3ztw9k3jf7a3vcxc78gy3srgm38g4u6ge70rtr4svesktqp5ffw9
