Avatar
SutjaD
fa805c815139ab6aef1cc612ea96a87d634b136bb44af346e14a9024344bed3c
คนเก่าแต่แอคใหม่

ทำไมไม่ขึ้นหน้าฟีดว้า

nostr:note1yjh35p3ztw9k3jf7a3vcxc78gy3srgm38g4u6ge70rtr4svesktqp5ffw9

' มนุษย์นั้นมีความงามทางศีลธรรมอยู่ในใจมาตั้งแต่แรก ทำไมยังต้องคิดทฤษฎีมากมายเพื่อทำลายความดีนั้น ' #siamstr

*ไม่ได้ใช้ AI เขียน*

นี่คือ 1 ในประเด็นที่จับได้ในงานของ ฟีโอดอร์ ดอสโตเยสกี - อาชญากรรมกับการลงทัณฑ์

ทั้งชีวิตของผม Verified มาแล้วว่าในแง่การถือครองทรัพยากร มนุษย์เข้ากันได้กับ Natural Right ที่สุด คือสิทธิในทรัพย์สินเพื่อตัวเอง

สิทธิในร่างกายเพื่อตัวเองเช่นกัน เรียกรวมกันได้ว่ามนุษย์มีสิทธิ์ในชีวิตของตน ผู้ใดจะพรากมาไม่ได้ ก็เรียกได้ว่ามันเป็นแนวคิดหรอ มันก็เรียกได้ว่าเป็นแนวคิดเพราะ จอห์น ล็อค เสนอ แต่ผมว่ามันเหนือกว่าแนวคิด เพราะมนุษย์ทุกคนก็ต่างยอมรับในสิทธิ์ตามธรรมชาตินี้ เพราะมันแฟร์กับชีวิตที่สุด

ผมจึงขอเกี่ยวโยงว่าสิทธิตามธรรมชาติโดยที่ต้องเน้นย้ำเรื่องการเคารพสิทธิในชีวิตของกันและกันในสังคม คือ การยึดถือมั่นอย่างแท้จริงว่าเราจะไม่ฆ๋ากันและกัน มันคือความงามทางศีลธรรมที่อยู่ในใจมนุษย์ ( ปกติ )มาตั้งแต่แรก

มนุษย์เราเลยใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อพัฒนาตัวเอง เพื่อสะสมความมั่งคั่ง

แต่อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย ไม่ว่าคุณจะยกว่าเป็นเพราะระบบเงินเฟียต เป็นเพราะรัฐบาล เป็นเพราะความเหลื่อมล้ำ เป็นเพราะช่วงที่เกิดเหตุการณ์ในวรรณกรรมนี้มันเป็นช่วงเลิกทาสในรัสเซีย นานาจิตตังหลายเหตุผลนั่นแหละ จะเหตุผลใด คนจนก็ยังมีอยู่ในสังคม.

คนจนคนนั้นคือราสโคลนิคอฟ ตัวเอกในวรรณกรรมเรื่อง อาชญากรรมกับการลงทัณฑ์ เขาเป็นนักเรียนกฎหมาย ในขณะเดียวกันก็เป็นนักคิดที่เก่ง. ความจนมันน่ากลัว ดังว่า อกหักเรื่องเล็ก ไม่มีแม้สักโกเป็กมันเรื่องใหญ่

หากไปตามอ่านรีวิวเรื่องย่อ ก็คงเล่าแบบดาด ๆ ว่าราสโคลนิคอฟทนความจนไม่ได้ เลยต้องไปฆ่าหญิงชราเจ้าของร้านรับจำนำ แต่ผมอยากจะชวนคุยถึงรายละเอียดที่เป็นประเด็นในวรรณกรรมเรื่องนี้ต่างหาก คือการปลิดชีวิตใครบางคนทิ้ง มันเป็น 1 ในบาปที่น่ากลัวที่สุดมากเลยนะ. สังคมคนเราทุกยุคทุกสมัยมีการนอกใจ มีการโกหก เป็นบาปส่วนใหญ่ในสังคมที่ทุกวันนี้แทบจะมองกันว่าเป็นเรื่องปกติ แต่การปลิดชีวิตคน มันหนักหนาที่สุดจริง ๆ

ผมว่าผมมองเห็นบางสิ่งที่เหมือนกันระหว่างราสโคลนิคอฟ กับตัวเอกในความฝันของคนไร้สาระ ทั้งสองเหมือนกัน คือต้องการปลิดชีวิต. ราสโคลนิคอฟต้องการปลิดชีวิตหญิงชราเพราะมองเธอเป็นหมัดแมงที่ไม่สลักสำคัญ

ส่วนตัวเอกในความฝันของคนไร้สาระ ต้องการปลิดชีวิตตนเอง เพราะเชื่อว่าตนเองไม่สลักสำคัญ. เอาละมี 2 ประเด็นย่อยให้เราเห็น คือ /เราเอาเกณฑ์อะไรตัดสินว่าชีวิตใครมีความสลักสำคัญมากน้อยแค่ไหน / กับ / ราสโคลนิคอฟกับตัวเอกในความฝันของคนไร้สาระ แม่งคิดกันนานมาก คิดกันนานชิบหายตามประสาวรรณกรรมรัสเซีย คือก่อนที่มึงจะบ้าทำอะไรห่าม ๆ ทำอะไรที่แม่งเป็นบาป มึงจะคิดแล้วคิดอีก ซัฟเฟอร์จนบรรยายออกมาได้1-2หน้ากระดาษ/ และสุดท้ายทั้งสองก็ตัดสินใจทำลงไป ตัดสินใจปลิดชีพ

กลับมามองที่ราสโคลนิคอฟกันดีกว่า ผมจะพยายามยกเหตุผลล้านแปดประการมาอธิบายว่าทำไมต้องถึงกับปลิดชีวิตหญิงบริสุทธิ์ให้ตายเลยเหรอ

ความยากจนคงจะเป็นเหตุที่ทำให้เขาก่อเกิดความคิดวิปลาศขึ้นมา ราสโคลนิคอฟเขียนบทความลงวารสาร เกี่ยวกับคนสองประเภท ประเภทแรก คือประเภทพวกอนุรักษ์นิยม พวกนี้จะเชื่อโลกเก่ารวมถึงศีลธรรมแล้วทำตาม ๆ กันมา จึงไม่ค่อยมีปัญหาอะไรมากนัก แต่เพราะความที่อยู่แต่กับโลกเก่านี้เอง มันจึงขัดกับความก้าวหน้า อันซึ่งนั่นคือประเภทที่สอง ประเภทที่คิดว่าตัวเองเป็นคนพิเศษกว่าใคร ก้าวหน้าไปเสียทุกอย่าง ประเภทที่ว่าเราจำเป็นต้องทำบางอย่างเพื่อที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้าในสังคม นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ผมว่าผมมองไอเดียของดอสโตเยสกีออกว่า ในความหัวก้าวหน้ามันไม่มีลิมิตแบบที่พวกอนุรักษ์นิยมมันลิมิตเอาไว้ ไม่ว่าแม้คุณจะเป็นคนหัวประเภทไหน ๆ ก็ตาม ผมรู้ว่าคุณก็อยากให้โลกมันดีขึ้น. แต่คนประเภทที่สองที่ยกยอความก้าวหน้าตามที่ผมกล่าว ลิมิตของศีลธรรมของคนพวกนี้อยู่ไหนกัน ? หากการค้นพบของนิวตันจำเป็นต้องแลกด้วยชีวิตคน 1 คน ร้อยคนก็ต้องแลกไปสิ ในเมื่อการค้นพบของนิวตันมันยิ่งใหญ่และช่วยเหลือคนอีกเป็นล้านคนบนโลกได้ ( ยกมาจากโคว้ตในหนังสือ ). เพราะงั้นดอสโตเยสกีจึงให้ราสโคลนิคอฟเป็นตัวแทนของคนประเภทที่สอง คนพิเศษคนนั้น

คนพิเศษที่จะไม่อยู่ภายใต้ศีลธรรมจากพวกโลกเก่าอีกต่อไป คนพิเศษที่ยอมทำทุกอย่างเพื่ออรรถประโยชน์ ไม่ว่าจะแลกด้วยการหลั่งเลือดก็ตาม

นั่นก็เป็นเพียงความคิดอันตรายในหัวของราสโคลนิคอฟ จนกระทั่งจุดกระแทกแรงก็มาถึง ดูเนีย น้องสาวของราสโคลนิคอฟกำลังจะแต่งงานกับเจ้าลูชิน ปีเตอร์ เปโตรวิช. ราสโคลนิคอฟมองเจ้าลูชินออกตั้งแต่หัวจรดตีนว่าไอ่นี่ แม่งเหี้ย555555. แม่งคือจอม gaslight / manipulating มาก ถามว่าเหี้ยขนาดไหนคือมันอยากจับดูเนียที่ยากจนมาเป็นภรรยา เพื่อที่จะให้ดูเนียซาบซึ้งในใจเจ้าลูชินว่าเป็นผู้มาโปรด เพราะลูชินมันมีกะตัง. ราสโคลนิคอฟโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

เขาน้อยใจในทรัพย์สินที่ตนมีน้อยจนทำให้น้องสาวเขาต้องขายตัวเองเพื่อค้ำชูครอบครัว ประกอบกับทฤษฎีคนพิเศษในหัวเขาก็มีอยู่แล้ว นี่ยังไม่รวมว่าวันก่อนเขาเพิ่งไปกินเหล้าแล้วไปเจอเจ้ามาร์มาเดลอฟเล่าชีวิตอันแสนรันทด " สิ้นจนหนทาง " ระดับที่ว่าฟรีไมค์ได้ 4 - 5 หน้ากระดาษ. นั่นแหละทุกอย่างมันประเดประดังทำให้ราสโคลนิคอฟรู้สึก *สิ้นจนหนทาง* จริง ๆ. จนเขาตัดสินใจวางแผนเป็นอย่างดี เพื่อไปปลิดชีพหญิงชราคนนั้น

คือมันคิดผิด คิดเข้าข้างตัวเอง คิดหาเหตุผลร้อยแปดประการเพื่อมาสนับสนุนทฤษฎีคนพิเศษของตัวเอง นอกจากนี้ในท้ายเล่มเขายังเปรียบเปรยอีกว่าการกระทำของเขาไม่ต่างจากนโปเลียนหรอก นโปเลียนผู้คร่าชีวิตคนในสงครามนับไม่ถ้วน ยังได้รับการสรรเสริญ . แล้วทำไมเขาผู้ซึ่งปลิดชีพหญิงชราที่ทำตัวไร้สาระรอวันตายไปวัน ๆ เป้นเพียงหมัดแมง. ทำไมเขาจะปลิดชีพเธอไม่ได้.

เขาควรได้รับการสรรเสริญเหมือนนโปเลียนสิ.

แต่เขาคงลืมไป เขาไม่ได้เป็นผู้คุมอำนาจดังนโปเลียน

ผลคือ แน่นอนว่า แม่ง ไม่ได้เป็นแบบที่แม่งมโนไว้เลย ช้ำใจอีกคืออย่างที่ผมพูดไว้คำแรก มนุษย์แม่งเข้ากันได้กับศีลธรรมสูงสุดในใจอยู่แล้วเว้ยว่าการฆ๋าคนเนี่ย แม่งผิด จากตอนแรกที่ราสโคลนิคอฟจะบ้าแหล่ไม่บ้าแหล่ แม่งยิ่งดูเหมือนคนบ้าไปอีก เดี๋ยวโกรธเดี๋ยววีนเดี๋ยวอยากอยู่คนเดียว อาชญากรรมเกิดขึ้นแล้ว การลงทัณฑ์ได้เกิดขึ้นแล้ว การลงทัณฑ์ได้เกิดขึ้นในใจเขา เขารู้สึกผิด เขาอยากหนี เขาไม่อยากยอมรับโทษ

สิ่งที่ตอกย้ำให้ราสโคลนิคอฟหลุดโลกไปอีกคือ พอมันรู้สึกผิดมันก็เลื่อนลอย พอเลื่อนลอยแม่งก็ไปหาเพื่อนสมัยเรียนชื่อ ดมิตรี หรือ รัสซูมิฮิน เจริญเถอะพอทักดมิตรี ดมิตรีบอก มึงมาทำงานแปลหนังสือเป็นเพื่อนกูหน่อย เนี่ยมีค่าจ้างให้ด้วยนะ . ซ้ำไปกว่านั้นวันถัดมา ดูเนียกับแม่ได้เข้ามาเยี่ยมราสโคลนิคอฟถึงห้อง พร้อมกับพกสตางค์มาให้ราสโคลนิคอฟด้วย

จำกันได้ไหมว่าราสโคลนิคอฟตัดสินใจฆ่าหญิงชราเพราะหมดสิ้นหนทาง

คือจริง ๆ มึงไม่ต้องการฆ่าคน แต่มึงต้องการเงิน

และการได้เงินมา มึงไม่ต้องฆ่าคนก็ได้มั้ย...

แล้วดูสิ ? หลังจากอาชญากรรมได้กำเนิดขึ้นแล้ว เขากลับยังเห็นว่าโลกใบนี้แม่งยังมีโอกาสให้เขาอยู่. ไอ่ความรู้สึกหมดสิ้นหนทางเนี่ยมันหมดสิ้นจริง ๆ หรอ ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ หนทางมันไม่หายไปไหนหรอก. คนที่สิ้นหนทางจริง ๆ คือหญิงชราที่กำลังจะตายเพราะโดนคนอย่างนายเอาขวานจามใส่ไม่ยั้งเนี่ยแหละราสโคลนิคอฟ

"คงจะดีถ้าไม่รักใคร และไม่มีใครรัก" นี่คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นในช่วงท้าย ๆ ของเรื่องที่เกิดกับราสโคลนิคอฟ อันเนื่องจาก ดิมิตรี ดูเนีย แม่ โซเนีย ( ลูกของมาร์มาเดลอฟ ) คนพวกนี้เป็นห่วงราสโคลนิคอฟมาก เพราะคนที่รู้สึกผิดแม่งพฤติกรรมมึงเหมือนคนหลุดตลอดเวลาอะ จริง ๆ ราสโคลนิคอฟอาจจะไม่หลุดขนาดนี้ ถ้าเกิดเขาถือตัวเองเป็นคนประเภทที่สองจริง ๆ แต่อย่างที่ผมบอก มนุษย์มันมีความงามทางศีลธรรมในใจมากที่สุดอยู่แล้ว...

และความเป็นห่วงเป็นใย ความรักจากคนรอบข้างโดยเฉพาะจากโซเนียนี่แหละที่ทำให้เขาเริ่มคิดได้ แต่จุดแตกหักที่ทำให้เขาคิดได้มากจริง ๆ คือการมอบตัวของนิโคไล คือ ตำรวจแม่งหาทำใส่ร้ายผิดคน นิโคไลเลยโดนจิตวิทยาของพัคเฟรี่เล่นงานจนมึน คิดว่าตัวเองเป็นฆาตกร เฉย

และจุดแตกหักสำคัญคือ อาร์อาดี้ สะเวียดริกายลอฟ

สะเวียดริกายลอฟคือ คนที่เคยแอบชอบ ดูเนีย น้องสาวของราสโคลนิคอฟก็แล้วกัน เรื่องสั้น ๆ คือมันชอบดูเนียม้าก มาก มันเลยวางยาพิษมาร์ตาตอฟน่า ภรรยาของตน เพื่อที่จะเอาดูเนียทำเมียแทน . ในเรื่องเราจะได้เห็นการประชันฝีปากระหว่างสะเวียดริกายลอฟ กับ ราสโคลนิคอฟ เมื่ออาชญากรผู้ทำผิดคือการปลิดชีพคนเช่นกันได้มาคุยกัน

แต่ผลลัพธ์กลับต่างออกไป

ในตอนที่ราสโคลนิคอฟทนไม่ไหวจนไปสถานีตำรวจ กำลังจะมอบตัว แต่แล้วใจดันปอดขึ้นมา เขากลับได้ยินเสมียนคุยกันว่า เมื่อคืนมีข่าวสะเวียดริกายลอฟยิงตัวตาย

เมื่อพวกเขาทั้งสอง ไม่ใช่คนพิเศษที่มีอภิสิทธิ์เหนือชีวิตคนอื่น อย่างที่พวกเขาคิด จำต้องทนกับความรู้สึกผิดไปตลอด ทางเลือกที่จะหนีความรู้สึกผิดนี้

ไม่มอบตัว ก็ปลิดชีพตนเอง เพื่อจะได้ไม่รู้สึกผิดอีกต่อไป

สะเวียดริกายลอฟ เลือกจะหนี

ราสโคลนิคอฟ เลือกจะยอมรับ

เมื่อราสโคลนิคอฟยอมรับ การลงทัณฑ์ทางกฎหมายก็เริ่มต้นขึ้นจริง ๆ เขาถูกส่งไปที่คุกไซบีเรีย

แต่จะว่าไปแล้วมันมีนัยยะแอบแฝง กับคำว่า ลงทัณฑ์

ผมเล่นเกมจนเกรดตก พ่อผมลงโทษผม ล็อคคอมไม่ให้เล่นเกม 1 เทอม

ผมโดนลงโทษ แต่สิ่งที่ผมได้กลับมาคือเวลาอ่านหนังสือ จนกลับมาเรียนเก่งได้อีกครั้ง

ราสโคลนิคอฟถูกลงทัณฑ์ แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่เปลี่ยนความคิดตัวเอง

เขาก็ยังดื้อด้าน คิดว่าเพราะเขาไม่ได้เป็นผู้คุมอำนาจดังนโปเลียน เลยมีข้อจำกัดให้เขายังเป็นคนพิเศษตามทฤษฎีของเขาไม่ได้

แต่จุดพลิกผันก็คงตอนที่โซเนียไปเยี่ยมเขาที่คุก ไม่รู้ว่าตั้งแต่ตอนไหน แต่เขาเองก็เริ่มมีความรู้สึก รัก กลับมาในหัวใจ

ถ้าแค่รู้จัก รัก เสียแต่แรก ก็คงไม่มีความคิดที่อยากจะปลิดชีพใครหรอก

ความรู้สึกของราสโคลนิคอฟก็คงจะท่วมท้นมาก ผลสัมฤทธิ์จากการลงทัณธ์ นัยยะมันอยู่ในฉากนี้เอง คนเราต้องโทษลงโทษเพื่อให้ได้ตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีกว่าเดิมกลับมา มันคือการนำข้อผิดพลาดในอดีดกลับมาพัฒนาตัวเอง

นั่นคือฉากที่ราสโคลนิคอฟตัดสินใจหยิบไบเบิ้ลในใต้หมอนออกมาอ่าน

แสงสว่างจะถูกจุดขึ้นมาใหม่ ในใจอาชญากรคนนี้อีกครั้ง

//// แต่จะว่าไป ผมว่าไอ่ทั้งเรื่องเนี้ยมันสะท้อนชีวิตของดอสโตเยสกีทั้งนั้นแหละ ก็แต่ก่อนที่ดอสโตเยสกีเคยเป็น 1 ในขบวนการหัวรุนแรงฝ่ายซ้าย เขาก็ต้องมีแนวคิดคนพิเศษตามทฤษฎีของราสโคลนิคอฟนั่นแหละ เขาคิดว่าการเป็นนักสังคมนิยม มันคือคนพิเศษที่ยิ่งใหญ่กว่าชาวบ้าน คือคนพิเศษมีที่มีสิทธิ์ในการพรากทรัพย์สิน ชีวิต ของคนบางคนในสังคม เพื่อแลกกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ( เพื่อ *สังคม* ) กลับมา แต่พอโดนการลงทัณฑ์จากพระเจ้าซาร์ ก็เลยกลับตัวกลับใจได้ที่ไซบีเรียในที่สุด ////

ไม่ต้องไปพูดถึงว่าคนเราควรจะเป็นซ้ายหรือเป็นขวาหรอก

ขอแค่รักษาศีลธรรมอันสูงส่งในใจเราไว้ก็พอ ขอแค่ไม่หาข้ออ้างมากมาย มาหักล้างความดีในใจ ก็ พอ

ขอบคุณครับ

' มนุษย์นั้นมีความงามทางศีลธรรมอยู่ในใจมาตั้งแต่แรก ทำไมยังต้องคิดทฤษฎีมากมายเพื่อทำลายความดีนั้น ' #siamstr

*ไม่ได้ใช้ AI เขียน*

นี่คือ 1 ในประเด็นที่จับได้ในงานของ ฟีโอดอร์ ดอสโตเยสกี - อาชญากรรมกับการลงทัณฑ์

ทั้งชีวิตของผม Verified มาแล้วว่าในแง่การถือครองทรัพยากร มนุษย์เข้ากันได้กับ Natural Right ที่สุด คือสิทธิในทรัพย์สินเพื่อตัวเอง

สิทธิในร่างกายเพื่อตัวเองเช่นกัน เรียกรวมกันได้ว่ามนุษย์มีสิทธิ์ในชีวิตของตน ผู้ใดจะพรากมาไม่ได้ ก็เรียกได้ว่ามันเป็นแนวคิดหรอ มันก็เรียกได้ว่าเป็นแนวคิดเพราะ จอห์น ล็อค เสนอ แต่ผมว่ามันเหนือกว่าแนวคิด เพราะมนุษย์ทุกคนก็ต่างยอมรับในสิทธิ์ตามธรรมชาตินี้ เพราะมันแฟร์กับชีวิตที่สุด

ผมจึงขอเกี่ยวโยงว่าสิทธิตามธรรมชาติโดยที่ต้องเน้นย้ำเรื่องการเคารพสิทธิในชีวิตของกันและกันในสังคม คือ การยึดถือมั่นอย่างแท้จริงว่าเราจะไม่ฆ๋ากันและกัน มันคือความงามทางศีลธรรมที่อยู่ในใจมนุษย์ ( ปกติ )มาตั้งแต่แรก

มนุษย์เราเลยใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อพัฒนาตัวเอง เพื่อสะสมความมั่งคั่ง

แต่อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย ไม่ว่าคุณจะยกว่าเป็นเพราะระบบเงินเฟียต เป็นเพราะรัฐบาล เป็นเพราะความเหลื่อมล้ำ เป็นเพราะช่วงที่เกิดเหตุการณ์ในวรรณกรรมนี้มันเป็นช่วงเลิกทาสในรัสเซีย นานาจิตตังหลายเหตุผลนั่นแหละ จะเหตุผลใด คนจนก็ยังมีอยู่ในสังคม.

คนจนคนนั้นคือราสโคลนิคอฟ ตัวเอกในวรรณกรรมเรื่อง อาชญากรรมกับการลงทัณฑ์ เขาเป็นนักเรียนกฎหมาย ในขณะเดียวกันก็เป็นนักคิดที่เก่ง. ความจนมันน่ากลัว ดังว่า อกหักเรื่องเล็ก ไม่มีแม้สักโกเป็กมันเรื่องใหญ่

หากไปตามอ่านรีวิวเรื่องย่อ ก็คงเล่าแบบดาด ๆ ว่าราสโคลนิคอฟทนความจนไม่ได้ เลยต้องไปฆ่าหญิงชราเจ้าของร้านรับจำนำ แต่ผมอยากจะชวนคุยถึงรายละเอียดที่เป็นประเด็นในวรรณกรรมเรื่องนี้ต่างหาก คือการปลิดชีวิตใครบางคนทิ้ง มันเป็น 1 ในบาปที่น่ากลัวที่สุดมากเลยนะ. สังคมคนเราทุกยุคทุกสมัยมีการนอกใจ มีการโกหก เป็นบาปส่วนใหญ่ในสังคมที่ทุกวันนี้แทบจะมองกันว่าเป็นเรื่องปกติ แต่การปลิดชีวิตคน มันหนักหนาที่สุดจริง ๆ

ผมว่าผมมองเห็นบางสิ่งที่เหมือนกันระหว่างราสโคลนิคอฟ กับตัวเอกในความฝันของคนไร้สาระ ทั้งสองเหมือนกัน คือต้องการปลิดชีวิต. ราสโคลนิคอฟต้องการปลิดชีวิตหญิงชราเพราะมองเธอเป็นหมัดแมงที่ไม่สลักสำคัญ

ส่วนตัวเอกในความฝันของคนไร้สาระ ต้องการปลิดชีวิตตนเอง เพราะเชื่อว่าตนเองไม่สลักสำคัญ. เอาละมี 2 ประเด็นย่อยให้เราเห็น คือ /เราเอาเกณฑ์อะไรตัดสินว่าชีวิตใครมีความสลักสำคัญมากน้อยแค่ไหน / กับ / ราสโคลนิคอฟกับตัวเอกในความฝันของคนไร้สาระ แม่งคิดกันนานมาก คิดกันนานชิบหายตามประสาวรรณกรรมรัสเซีย คือก่อนที่มึงจะบ้าทำอะไรห่าม ๆ ทำอะไรที่แม่งเป็นบาป มึงจะคิดแล้วคิดอีก ซัฟเฟอร์จนบรรยายออกมาได้1-2หน้ากระดาษ/ และสุดท้ายทั้งสองก็ตัดสินใจทำลงไป ตัดสินใจปลิดชีพ

กลับมามองที่ราสโคลนิคอฟกันดีกว่า ผมจะพยายามยกเหตุผลล้านแปดประการมาอธิบายว่าทำไมต้องถึงกับปลิดชีวิตหญิงบริสุทธิ์ให้ตายเลยเหรอ

ความยากจนคงจะเป็นเหตุที่ทำให้เขาก่อเกิดความคิดวิปลาศขึ้นมา ราสโคลนิคอฟเขียนบทความลงวารสาร เกี่ยวกับคนสองประเภท ประเภทแรก คือประเภทพวกอนุรักษ์นิยม พวกนี้จะเชื่อโลกเก่ารวมถึงศีลธรรมแล้วทำตาม ๆ กันมา จึงไม่ค่อยมีปัญหาอะไรมากนัก แต่เพราะความที่อยู่แต่กับโลกเก่านี้เอง มันจึงขัดกับความก้าวหน้า อันซึ่งนั่นคือประเภทที่สอง ประเภทที่คิดว่าตัวเองเป็นคนพิเศษกว่าใคร ก้าวหน้าไปเสียทุกอย่าง ประเภทที่ว่าเราจำเป็นต้องทำบางอย่างเพื่อที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้าในสังคม นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ผมว่าผมมองไอเดียของดอสโตเยสกีออกว่า ในความหัวก้าวหน้ามันไม่มีลิมิตแบบที่พวกอนุรักษ์นิยมมันลิมิตเอาไว้ ไม่ว่าแม้คุณจะเป็นคนหัวประเภทไหน ๆ ก็ตาม ผมรู้ว่าคุณก็อยากให้โลกมันดีขึ้น. แต่คนประเภทที่สองที่ยกยอความก้าวหน้าตามที่ผมกล่าว ลิมิตของศีลธรรมของคนพวกนี้อยู่ไหนกัน ? หากการค้นพบของนิวตันจำเป็นต้องแลกด้วยชีวิตคน 1 คน ร้อยคนก็ต้องแลกไปสิ ในเมื่อการค้นพบของนิวตันมันยิ่งใหญ่และช่วยเหลือคนอีกเป็นล้านคนบนโลกได้ ( ยกมาจากโคว้ตในหนังสือ ). เพราะงั้นดอสโตเยสกีจึงให้ราสโคลนิคอฟเป็นตัวแทนของคนประเภทที่สอง คนพิเศษคนนั้น

คนพิเศษที่จะไม่อยู่ภายใต้ศีลธรรมจากพวกโลกเก่าอีกต่อไป คนพิเศษที่ยอมทำทุกอย่างเพื่ออรรถประโยชน์ ไม่ว่าจะแลกด้วยการหลั่งเลือดก็ตาม

นั่นก็เป็นเพียงความคิดอันตรายในหัวของราสโคลนิคอฟ จนกระทั่งจุดกระแทกแรงก็มาถึง ดูเนีย น้องสาวของราสโคลนิคอฟกำลังจะแต่งงานกับเจ้าลูชิน ปีเตอร์ เปโตรวิช. ราสโคลนิคอฟมองเจ้าลูชินออกตั้งแต่หัวจรดตีนว่าไอ่นี่ แม่งเหี้ย555555. แม่งคือจอม gaslight / manipulating มาก ถามว่าเหี้ยขนาดไหนคือมันอยากจับดูเนียที่ยากจนมาเป็นภรรยา เพื่อที่จะให้ดูเนียซาบซึ้งในใจเจ้าลูชินว่าเป็นผู้มาโปรด เพราะลูชินมันมีกะตัง. ราสโคลนิคอฟโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

เขาน้อยใจในทรัพย์สินที่ตนมีน้อยจนทำให้น้องสาวเขาต้องขายตัวเองเพื่อค้ำชูครอบครัว ประกอบกับทฤษฎีคนพิเศษในหัวเขาก็มีอยู่แล้ว นี่ยังไม่รวมว่าวันก่อนเขาเพิ่งไปกินเหล้าแล้วไปเจอเจ้ามาร์มาเดลอฟเล่าชีวิตอันแสนรันทด " สิ้นจนหนทาง " ระดับที่ว่าฟรีไมค์ได้ 4 - 5 หน้ากระดาษ. นั่นแหละทุกอย่างมันประเดประดังทำให้ราสโคลนิคอฟรู้สึก *สิ้นจนหนทาง* จริง ๆ. จนเขาตัดสินใจวางแผนเป็นอย่างดี เพื่อไปปลิดชีพหญิงชราคนนั้น

คือมันคิดผิด คิดเข้าข้างตัวเอง คิดหาเหตุผลร้อยแปดประการเพื่อมาสนับสนุนทฤษฎีคนพิเศษของตัวเอง นอกจากนี้ในท้ายเล่มเขายังเปรียบเปรยอีกว่าการกระทำของเขาไม่ต่างจากนโปเลียนหรอก นโปเลียนผู้คร่าชีวิตคนในสงครามนับไม่ถ้วน ยังได้รับการสรรเสริญ . แล้วทำไมเขาผู้ซึ่งปลิดชีพหญิงชราที่ทำตัวไร้สาระรอวันตายไปวัน ๆ เป้นเพียงหมัดแมง. ทำไมเขาจะปลิดชีพเธอไม่ได้.

เขาควรได้รับการสรรเสริญเหมือนนโปเลียนสิ.

แต่เขาคงลืมไป เขาไม่ได้เป็นผู้คุมอำนาจดังนโปเลียน

ผลคือ แน่นอนว่า แม่ง ไม่ได้เป็นแบบที่แม่งมโนไว้เลย ช้ำใจอีกคืออย่างที่ผมพูดไว้คำแรก มนุษย์แม่งเข้ากันได้กับศีลธรรมสูงสุดในใจอยู่แล้วเว้ยว่าการฆ๋าคนเนี่ย แม่งผิด จากตอนแรกที่ราสโคลนิคอฟจะบ้าแหล่ไม่บ้าแหล่ แม่งยิ่งดูเหมือนคนบ้าไปอีก เดี๋ยวโกรธเดี๋ยววีนเดี๋ยวอยากอยู่คนเดียว อาชญากรรมเกิดขึ้นแล้ว การลงทัณฑ์ได้เกิดขึ้นแล้ว การลงทัณฑ์ได้เกิดขึ้นในใจเขา เขารู้สึกผิด เขาอยากหนี เขาไม่อยากยอมรับโทษ

สิ่งที่ตอกย้ำให้ราสโคลนิคอฟหลุดโลกไปอีกคือ พอมันรู้สึกผิดมันก็เลื่อนลอย พอเลื่อนลอยแม่งก็ไปหาเพื่อนสมัยเรียนชื่อ ดมิตรี หรือ รัสซูมิฮิน เจริญเถอะพอทักดมิตรี ดมิตรีบอก มึงมาทำงานแปลหนังสือเป็นเพื่อนกูหน่อย เนี่ยมีค่าจ้างให้ด้วยนะ . ซ้ำไปกว่านั้นวันถัดมา ดูเนียกับแม่ได้เข้ามาเยี่ยมราสโคลนิคอฟถึงห้อง พร้อมกับพกสตางค์มาให้ราสโคลนิคอฟด้วย

จำกันได้ไหมว่าราสโคลนิคอฟตัดสินใจฆ่าหญิงชราเพราะหมดสิ้นหนทาง

คือจริง ๆ มึงไม่ต้องการฆ่าคน แต่มึงต้องการเงิน

และการได้เงินมา มึงไม่ต้องฆ่าคนก็ได้มั้ย...

แล้วดูสิ ? หลังจากอาชญากรรมได้กำเนิดขึ้นแล้ว เขากลับยังเห็นว่าโลกใบนี้แม่งยังมีโอกาสให้เขาอยู่. ไอ่ความรู้สึกหมดสิ้นหนทางเนี่ยมันหมดสิ้นจริง ๆ หรอ ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ หนทางมันไม่หายไปไหนหรอก. คนที่สิ้นหนทางจริง ๆ คือหญิงชราที่กำลังจะตายเพราะโดนคนอย่างนายเอาขวานจามใส่ไม่ยั้งเนี่ยแหละราสโคลนิคอฟ

"คงจะดีถ้าไม่รักใคร และไม่มีใครรัก" นี่คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นในช่วงท้าย ๆ ของเรื่องที่เกิดกับราสโคลนิคอฟ อันเนื่องจาก ดิมิตรี ดูเนีย แม่ โซเนีย ( ลูกของมาร์มาเดลอฟ ) คนพวกนี้เป็นห่วงราสโคลนิคอฟมาก เพราะคนที่รู้สึกผิดแม่งพฤติกรรมมึงเหมือนคนหลุดตลอดเวลาอะ จริง ๆ ราสโคลนิคอฟอาจจะไม่หลุดขนาดนี้ ถ้าเกิดเขาถือตัวเองเป็นคนประเภทที่สองจริง ๆ แต่อย่างที่ผมบอก มนุษย์มันมีความงามทางศีลธรรมในใจมากที่สุดอยู่แล้ว...

และความเป็นห่วงเป็นใย ความรักจากคนรอบข้างโดยเฉพาะจากโซเนียนี่แหละที่ทำให้เขาเริ่มคิดได้ แต่จุดแตกหักที่ทำให้เขาคิดได้มากจริง ๆ คือการมอบตัวของนิโคไล คือ ตำรวจแม่งหาทำใส่ร้ายผิดคน นิโคไลเลยโดนจิตวิทยาของพัคเฟรี่เล่นงานจนมึน คิดว่าตัวเองเป็นฆาตกร เฉย

และจุดแตกหักสำคัญคือ อาร์อาดี้ สะเวียดริกายลอฟ

สะเวียดริกายลอฟคือ คนที่เคยแอบชอบ ดูเนีย น้องสาวของราสโคลนิคอฟก็แล้วกัน เรื่องสั้น ๆ คือมันชอบดูเนียม้าก มาก มันเลยวางยาพิษมาร์ตาตอฟน่า ภรรยาของตน เพื่อที่จะเอาดูเนียทำเมียแทน . ในเรื่องเราจะได้เห็นการประชันฝีปากระหว่างสะเวียดริกายลอฟ กับ ราสโคลนิคอฟ เมื่ออาชญากรผู้ทำผิดคือการปลิดชีพคนเช่นกันได้มาคุยกัน

แต่ผลลัพธ์กลับต่างออกไป

ในตอนที่ราสโคลนิคอฟทนไม่ไหวจนไปสถานีตำรวจ กำลังจะมอบตัว แต่แล้วใจดันปอดขึ้นมา เขากลับได้ยินเสมียนคุยกันว่า เมื่อคืนมีข่าวสะเวียดริกายลอฟยิงตัวตาย

เมื่อพวกเขาทั้งสอง ไม่ใช่คนพิเศษที่มีอภิสิทธิ์เหนือชีวิตคนอื่น อย่างที่พวกเขาคิด จำต้องทนกับความรู้สึกผิดไปตลอด ทางเลือกที่จะหนีความรู้สึกผิดนี้

ไม่มอบตัว ก็ปลิดชีพตนเอง เพื่อจะได้ไม่รู้สึกผิดอีกต่อไป

สะเวียดริกายลอฟ เลือกจะหนี

ราสโคลนิคอฟ เลือกจะยอมรับ

เมื่อราสโคลนิคอฟยอมรับ การลงทัณฑ์ทางกฎหมายก็เริ่มต้นขึ้นจริง ๆ เขาถูกส่งไปที่คุกไซบีเรีย

แต่จะว่าไปแล้วมันมีนัยยะแอบแฝง กับคำว่า ลงทัณฑ์

ผมเล่นเกมจนเกรดตก พ่อผมลงโทษผม ล็อคคอมไม่ให้เล่นเกม 1 เทอม

ผมโดนลงโทษ แต่สิ่งที่ผมได้กลับมาคือเวลาอ่านหนังสือ จนกลับมาเรียนเก่งได้อีกครั้ง

ราสโคลนิคอฟถูกลงทัณฑ์ แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่เปลี่ยนความคิดตัวเอง

เขาก็ยังดื้อด้าน คิดว่าเพราะเขาไม่ได้เป็นผู้คุมอำนาจดังนโปเลียน เลยมีข้อจำกัดให้เขายังเป็นคนพิเศษตามทฤษฎีของเขาไม่ได้

แต่จุดพลิกผันก็คงตอนที่โซเนียไปเยี่ยมเขาที่คุก ไม่รู้ว่าตั้งแต่ตอนไหน แต่เขาเองก็เริ่มมีความรู้สึก รัก กลับมาในหัวใจ

ถ้าแค่รู้จัก รัก เสียแต่แรก ก็คงไม่มีความคิดที่อยากจะปลิดชีพใครหรอก

ความรู้สึกของราสโคลนิคอฟก็คงจะท่วมท้นมาก ผลสัมฤทธิ์จากการลงทัณธ์ นัยยะมันอยู่ในฉากนี้เอง คนเราต้องโทษลงโทษเพื่อให้ได้ตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีกว่าเดิมกลับมา มันคือการนำข้อผิดพลาดในอดีดกลับมาพัฒนาตัวเอง

นั่นคือฉากที่ราสโคลนิคอฟตัดสินใจหยิบไบเบิ้ลในใต้หมอนออกมาอ่าน

แสงสว่างจะถูกจุดขึ้นมาใหม่ ในใจอาชญากรคนนี้อีกครั้ง

//// แต่จะว่าไป ผมว่าไอ่ทั้งเรื่องเนี้ยมันสะท้อนชีวิตของดอสโตเยสกีทั้งนั้นแหละ ก็แต่ก่อนที่ดอสโตเยสกีเคยเป็น 1 ในขบวนการหัวรุนแรงฝ่ายซ้าย เขาก็ต้องมีแนวคิดคนพิเศษตามทฤษฎีของราสโคลนิคอฟนั่นแหละ เขาคิดว่าการเป็นนักสังคมนิยม มันคือคนพิเศษที่ยิ่งใหญ่กว่าชาวบ้าน คือคนพิเศษมีที่มีสิทธิ์ในการพรากทรัพย์สิน ชีวิต ของคนบางคนในสังคม เพื่อแลกกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ( เพื่อ *สังคม* ) กลับมา แต่พอโดนการลงทัณฑ์จากพระเจ้าซาร์ ก็เลยกลับตัวกลับใจได้ที่ไซบีเรียในที่สุด ////

ไม่ต้องไปพูดถึงว่าคนเราควรจะเป็นซ้ายหรือเป็นขวาหรอก

ขอแค่รักษาศีลธรรมอันสูงส่งในใจเราไว้ก็พอ ขอแค่ไม่หาข้ออ้างมากมาย มาหักล้างความดีในใจ ก็ พอ

ขอบคุณครับ

Replying to Avatar SutjaD

#siamstr

" ไอ่ยอด มึง อย่าทำแบบนั้น อายคน "

" ทำไมมึงไม่ทำแบบนั้นวะ คนอื่นเขาก็ทำ "

" มึงดูชิวนะ ทำไมไม่เครียดเหมือนคนอื่นเขา "

" เกิดเรื่องแบบนั้นไม่เสียใจหรอ "

ผมฟัง คิ้วขมวดเป็นซันจิ ตอบไปสั้น ๆ ว่า

' ก็กุสบายใจแบบนี่นิ '

.

ผมนึกสงสัยมาน๊านนาน เคยคุยกับยูนะครั้งนึง

เราคุยกันว่าทำไมทุกวันนี้ คนรุ่นเดียวกันถึงไม่มีความสุข

ทำไมถึงขี้วีน ทำไมไม่ใจดีต่อกัน ทำไมซึมเศร้าเยอะ

ยูนะกับผมเห็นพ้องตรงกันว่า แม้วัยรุ่นทุกวันนี้โหยหาเสรีภาพทางการเมือง

แต่เขาไม่เคยโหยหาเสรีภาพที่ไร้พันธนาการจากคำตัดสินจากคนในสังคมเลย

จะทำอะไรก็กลัวสังคมด่า จะทำอะไรก็กังวล

เอาชีวิตตัวเองไป rely กับคำพูดที่ผ่านมาแล้วผ่านไป

เอาง่าย ๆ คือกลัวว่า " งื้อ สังคมจะมองเรายังไง "

จนไม่เป็นอันทำอะไร จนไม่เป็นตัวของตัวเอง.

( ทั้งที่เราอยู่กับตัวเองไปตลอดชีวิตนะ )

หนังสือนี้ผมได้รับจากพี่นิวเป็นของขวัญในวันรับกาวน์

ผมขอขอบคุณพี่นิวมาก ๆ จริง ๆ ครับ

เล่มนี้เขียนโดยคนเกาหลี จริง ๆ ผมสังเกตมานานแล้วว่า

ในประเทศที่ล้มเหลวในการหาความสุขเช่นเกาหลีเนี่ย

( โดยมากมักเกิดกับประเทศที่มี Identity crisis หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 )

จะมีหนังสือ howto ค่อนข้างเยอะ

เล่มนี้คือเล่มที่อธิบายสิ่งที่ผมคุยกับยูนะในคืนนั้นได้ทั้งหมด.

แต่ใจความหลักคือดังนี้ #ไม่ได้ใช้AIเขียน

.

:ทุกวันนี้ เราใช้ชีวิตโดยค่านิยมว่าให้ฟังสังคม มากกว่า เสียงในใจตัวเอง:

.

เมื่อมีใครสักคนผิดแปลกไปจากสังคมแค่นิดเดียว

ก็จะนำมาซึ่งโลกที่คอยจับผิดกัน ( ทำทำไม )

โลกจึงเต็มไปด้วยความความกังวล อิจฉา ความเย็นชา

ปากหมา เหยียดหยาม ใจร้ายต่อกันและกัน ----

.

ทีนี้เราไม่จำเป็นต้องกลายเป็น 1 ในสิ่งเลวร้าย เราไม่ต้องคอยจับผิดใคร

เราสามารถเป็น 1 แสงความดีที่เกิดขึ้นในความมืดมิดนี้ได้ --

แค่ปิดหู เลิกฟังสังคม แล้วเริ่มฟังเสียงจากข้างในใจตัวเอง...

จงฟัง ฟังแล้วคิด คิดแล้วจงเข้าใจ

เมื่อเข้าใจ ก็ลองทำตามเสียงปราถนาในใจตัวเอง ใช้เวลาเรียนรู้ตัวเองบ้าง

; เริ่มใช้ชีวิตอยู่ = >เพื่อสิ่งที่สำคัญที่สุดต่อตัวเอง นั่นคือเพื่อตัวของคุณเอง ;

ไม่มีประโยชน์ที่ต้องเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นให้ใจเราทุกข์เปล่าๆ

หันมาเปรียบเทียบแค่ตัวคุณในอดีต เทียบกับคุณในตอนนี้

คุณจะเห็นว่าแค่คุณเก่งกว่าตัวเองเมื่อวาน

แค่นี้ความสุขก็เกิดขึ้นในใจแล้ว

ทำให้คุณมีความสุขกับการพัฒนาตัวเองไปทุกวัน

จนคุณพัฒนาตัวเองไปได้มาก โดยศักยภาพไม่ถูกจำกัดไว้ด้วยคำนินทา

ไม่ถูกจำกัดไว้ด้วยคำตัดสินจากสังคม

คุณจะพบว่าคุณโคตรเก่งและทำอะไรได้มากกว่าที่คุณคาดไว้

มากกว่าคำที่ตัดสินคุณที่ออกจากปากสังคมกรัง ๆ ที่เคยพูดกดคุณไว้เสียอีก

.

ไม่มีคนดีหรือคนที่มีสภาวะปกติที่ไหนจะตัดสินหรือพูดกดคนอื่นพร่ำเพรื่อหรอก

.

เมื่อหันกลับมาใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง

คุณได้พัฒนาตัวเองและส่งต่อความดีอะไรให้โลกใบนี้ได้มากมาย.

แต่คนที่ยังสนุกกับการด่าและตัดสินคนอยู่ทุกวัน

ผ่านไป10ปี เขาก็ยังทำแบบนั้น และไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเหมือนเดิม

คุณจึงได้เข้าใจว่า ยิ่งคุณมัวแต่หวาดกลัวคำตัดสินจากสังคม

ที่ก็ไม่เห็นว่ามันจะเก่งตรงไหนนอกจากปาก

รังแต่จะทำให้คุณพลาดโอกาส เสียเวลาในการพัฒนาชีวิตตัวเอง

เสียเวลาที่จะมีความสุขด้วยตัวเอง ที่น่าจะทำได้ตั้งนานแล้ว

เมื่อใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง ความรักบริสุทธิ์ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นในใจคุณ

คุณจะดึงดูดคนที่ใช้ชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง และมีรักบริสุทธิ์นั้นไว้เหมือนกัน

เมื่อนั้นความรักก็ไม่ใช่เรื่องยาก คุณจะพบว่าการส่งต่อสิ่งดี ๆ

ให้กันและกันเป็นเรื่องปกติ บันทึกเด็กดีจะเกิดขึ้นในใจ

ความดีงามทางศีลธรรมจะตามมาเอง

โลกน่าอยู่ขึ้นทันตา

ไม่ได้เกิดจากคุณได้ใช้ชีวิตเพื่อโลก

แต่ใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง.

nostr:npub1dp4gc3vcww4ln2gr3wspwz4nhusar92dzwu52ncuc7y808l5vfassxvwmh ขอบคุณ sat มากๆเลยครับ🙇🏻🙇🏻🙇🏻

#siamstr

" ไอ่ยอด มึง อย่าทำแบบนั้น อายคน "

" ทำไมมึงไม่ทำแบบนั้นวะ คนอื่นเขาก็ทำ "

" มึงดูชิวนะ ทำไมไม่เครียดเหมือนคนอื่นเขา "

" เกิดเรื่องแบบนั้นไม่เสียใจหรอ "

ผมฟัง คิ้วขมวดเป็นซันจิ ตอบไปสั้น ๆ ว่า

' ก็กุสบายใจแบบนี่นิ '

.

ผมนึกสงสัยมาน๊านนาน เคยคุยกับยูนะครั้งนึง

เราคุยกันว่าทำไมทุกวันนี้ คนรุ่นเดียวกันถึงไม่มีความสุข

ทำไมถึงขี้วีน ทำไมไม่ใจดีต่อกัน ทำไมซึมเศร้าเยอะ

ยูนะกับผมเห็นพ้องตรงกันว่า แม้วัยรุ่นทุกวันนี้โหยหาเสรีภาพทางการเมือง

แต่เขาไม่เคยโหยหาเสรีภาพที่ไร้พันธนาการจากคำตัดสินจากคนในสังคมเลย

จะทำอะไรก็กลัวสังคมด่า จะทำอะไรก็กังวล

เอาชีวิตตัวเองไป rely กับคำพูดที่ผ่านมาแล้วผ่านไป

เอาง่าย ๆ คือกลัวว่า " งื้อ สังคมจะมองเรายังไง "

จนไม่เป็นอันทำอะไร จนไม่เป็นตัวของตัวเอง.

( ทั้งที่เราอยู่กับตัวเองไปตลอดชีวิตนะ )

หนังสือนี้ผมได้รับจากพี่นิวเป็นของขวัญในวันรับกาวน์

ผมขอขอบคุณพี่นิวมาก ๆ จริง ๆ ครับ

เล่มนี้เขียนโดยคนเกาหลี จริง ๆ ผมสังเกตมานานแล้วว่า

ในประเทศที่ล้มเหลวในการหาความสุขเช่นเกาหลีเนี่ย

( โดยมากมักเกิดกับประเทศที่มี Identity crisis หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 )

จะมีหนังสือ howto ค่อนข้างเยอะ

เล่มนี้คือเล่มที่อธิบายสิ่งที่ผมคุยกับยูนะในคืนนั้นได้ทั้งหมด.

แต่ใจความหลักคือดังนี้ #ไม่ได้ใช้AIเขียน

.

:ทุกวันนี้ เราใช้ชีวิตโดยค่านิยมว่าให้ฟังสังคม มากกว่า เสียงในใจตัวเอง:

.

เมื่อมีใครสักคนผิดแปลกไปจากสังคมแค่นิดเดียว

ก็จะนำมาซึ่งโลกที่คอยจับผิดกัน ( ทำทำไม )

โลกจึงเต็มไปด้วยความความกังวล อิจฉา ความเย็นชา

ปากหมา เหยียดหยาม ใจร้ายต่อกันและกัน ----

.

ทีนี้เราไม่จำเป็นต้องกลายเป็น 1 ในสิ่งเลวร้าย เราไม่ต้องคอยจับผิดใคร

เราสามารถเป็น 1 แสงความดีที่เกิดขึ้นในความมืดมิดนี้ได้ --

แค่ปิดหู เลิกฟังสังคม แล้วเริ่มฟังเสียงจากข้างในใจตัวเอง...

จงฟัง ฟังแล้วคิด คิดแล้วจงเข้าใจ

เมื่อเข้าใจ ก็ลองทำตามเสียงปราถนาในใจตัวเอง ใช้เวลาเรียนรู้ตัวเองบ้าง

; เริ่มใช้ชีวิตอยู่ = >เพื่อสิ่งที่สำคัญที่สุดต่อตัวเอง นั่นคือเพื่อตัวของคุณเอง ;

ไม่มีประโยชน์ที่ต้องเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นให้ใจเราทุกข์เปล่าๆ

หันมาเปรียบเทียบแค่ตัวคุณในอดีต เทียบกับคุณในตอนนี้

คุณจะเห็นว่าแค่คุณเก่งกว่าตัวเองเมื่อวาน

แค่นี้ความสุขก็เกิดขึ้นในใจแล้ว

ทำให้คุณมีความสุขกับการพัฒนาตัวเองไปทุกวัน

จนคุณพัฒนาตัวเองไปได้มาก โดยศักยภาพไม่ถูกจำกัดไว้ด้วยคำนินทา

ไม่ถูกจำกัดไว้ด้วยคำตัดสินจากสังคม

คุณจะพบว่าคุณโคตรเก่งและทำอะไรได้มากกว่าที่คุณคาดไว้

มากกว่าคำที่ตัดสินคุณที่ออกจากปากสังคมกรัง ๆ ที่เคยพูดกดคุณไว้เสียอีก

.

ไม่มีคนดีหรือคนที่มีสภาวะปกติที่ไหนจะตัดสินหรือพูดกดคนอื่นพร่ำเพรื่อหรอก

.

เมื่อหันกลับมาใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง

คุณได้พัฒนาตัวเองและส่งต่อความดีอะไรให้โลกใบนี้ได้มากมาย.

แต่คนที่ยังสนุกกับการด่าและตัดสินคนอยู่ทุกวัน

ผ่านไป10ปี เขาก็ยังทำแบบนั้น และไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเหมือนเดิม

คุณจึงได้เข้าใจว่า ยิ่งคุณมัวแต่หวาดกลัวคำตัดสินจากสังคม

ที่ก็ไม่เห็นว่ามันจะเก่งตรงไหนนอกจากปาก

รังแต่จะทำให้คุณพลาดโอกาส เสียเวลาในการพัฒนาชีวิตตัวเอง

เสียเวลาที่จะมีความสุขด้วยตัวเอง ที่น่าจะทำได้ตั้งนานแล้ว

เมื่อใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง ความรักบริสุทธิ์ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นในใจคุณ

คุณจะดึงดูดคนที่ใช้ชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง และมีรักบริสุทธิ์นั้นไว้เหมือนกัน

เมื่อนั้นความรักก็ไม่ใช่เรื่องยาก คุณจะพบว่าการส่งต่อสิ่งดี ๆ

ให้กันและกันเป็นเรื่องปกติ บันทึกเด็กดีจะเกิดขึ้นในใจ

ความดีงามทางศีลธรรมจะตามมาเอง

โลกน่าอยู่ขึ้นทันตา

ไม่ได้เกิดจากคุณได้ใช้ชีวิตเพื่อโลก

แต่ใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง.

#siamstr

ผมอยากให้ทุกคน ดูคลิปที่ผมทำครับ

ความทุกข์จำเป็น ความทุกข์ไม่จำเป็น แค่เพียงเรารู้จักสองคำนี้มากพอ

เราใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข โดยไม่เสียดาย

https://youtu.be/PP64zxr5zYI?si=TF5mCCRaTdR05vsk

ความฝันจะเปลี่ยนชีวิตคนได้มั้ยครับ ? #siamstr

แต่ใครจะไปเชื่อ ว่าความฝันของคนไร้สาระ ทำให้ผมคิดได้มากๆเลย

1 ในหนังสือวรรณกรรมยอดเยี่ยมตลอดกาลของดอสโตเยสกี ผมเขียนสิ่งที่ผมคิดได้หลังจากอ่านเล่มนี้ ลงในที่นี่แล้ว คุณไม่ต้องอ่านตัวต้นฉบับ ( แต่อ่านจะดีมาก ) ก็จะเข้าใจในสิ่งที่ผมสื่อ

ผมตั้งใจเขียนมากครับ

อยากให้อ่าน ลิ้งนี่เลย https://docs.google.com/document/d/1-dgW9cFzAVp5AJyoO6j3zEu6i6DKRd2DhAO_xt8AbNw/edit

ผมเห็น มูลนิธิภาษาศาสตร์ประยุกต์ เชิญชวนให้เขียนเรียงความหัวข้อ

" ภาษาแม่ "

ใน 1 หน้า ผมเลยใช้โอกาสนี้ถือเป็นการเกลาสกิลเขียนตัวเอง #siamstr ลองดูครับ

เสียงกริ่งดังขึ้นมาในเวลาบ่ายสี่โมง เป็นสัญญาณว่าถึงเวลาเลิกเรียนแล้ว คนทั้งห้องเรียนเริ่มลุกกันแจ ตัวของผมในคราบเด็กน้อยพยายามสะพายกระเป๋านักเรียนอันแสนหนักบนบ่า บอกลาเพื่อนร่วมชั้นเรียน แล้วเดินออกมารอ “ แม่ ” มารับกลับบ้าน

ในตอนนั้นผมยังเป็นเด็กประถมต้นอยู่เลย จำได้ว่าทุกอย่างตอนนั้น ยุคที่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือเป็นของตัวเอง ทุกอย่างตอนนั้น แม้ว่าจะเป็นแค่การรอคอยแม่มารับจากโรงเรียนเพียง 30 นาที มันรู้สึกช้าไปหมด แต่ผมก็รอได้ แน่นอนว่าแค่พอเห็นรถที่แม่ขับมารับจากไกลไกล ก็ดีใจแทบแย่

“ หม่ามี๊สวัสดีครับ ” ผมในวัยเด็กยกมือไหว้พร้อมพูดสวัสดี “ สวัสดีจ้ะ ” แม่ผมกล่าวตอบ และในตอนนั้นเอง แม่ผมได้ทำบางสิ่ง เป็นการกระทำที่แม่ทำมาตลอดก่อนที่ผมจะโตมากพอที่จะกลับบ้านเองได้ ในตอนนั้นผมไม่ได้สังเกตหรือมีความซาบซึ้งอะไรเลย คงเป็นเพราะยังเด็กอยู่เลยติดนิสัยเอาแต่ใจ และคิดแต่จะอยากกลับบ้านไวไว

กระเป๋านักเรียนแสนหนักที่แบกไว้ แม่จะคอยถือให้เสอและผมก็ติดนิสัยนี้มาโดยปริยาย เมื่อผมโตขึ้นแล้วต้องคอยรับน้องสาวหลังเลิกเรียน ภาษาไม่เพียงสื่อทางวาจาอย่างเดียวสินะ

แม่ผมขี้จุกจิก ขี้บ่นมาโดยตลอด พอโตมาได้สักพัก ผมก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ พื้นฐานครอบครัวฝั่งแม่เคยยากจนมาก่อน แม่มีพี่น้องสามคน และแม่เป็นคนที่ทำงานหนักมากที่สุด เพื่อยกระดับทั้งตระกูลขึ้นมาให้ได้อยู่สบาย ปลดหนี้ให้ทุกอย่าง หางานให้ญาติ ๆ ทำ แม่ผมได้รับความลำเข็ญมาทั้งชีวิตแล้ว ซึ่งทำให้แม่ผมรู้สึกว่ามันมากเกินพอ จึงไม่อยากให้ผมและน้องสาวต้องลำบากอีก อะไรที่แม่เตือนได้ บ่นได้ ก็จะทำทันที อาจจะรู้สึกรำคาญบ้าง แต่โตมาจึงได้รู้ ว่ามีประโยชน์ต่อชีวิตมากแค่ไหน

พอผมโตมาถึงช่วงที่ต้องอ่านหนังสือสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายชื่อดัง ช่วงนั้นผมจำได้ว่ามีอีกการกระทำหนึ่ง ที่แม่ผมทำมาตลอด แต่ผมกลับไม่สนใจ นั่นคือช่วงเวลา 3 ทุ่ม แม่ผมจะเคาะประตูห้อง เพื่อคอยดูว่าผมทำอะไรอยู่ ถ้าผมเล่นเกม แม่ก็จะบอกให้อ่านหนังสือ ถ้าผมอ่านหนังสือ แม่ก็จะถามว่าเหนื่อยมั้ย พอผมสอบติดโรงเรียนประจำ ทุกวันศุกร์ที่กลับบ้าน พอถึงบ้าน แม่ก็ยังเป็นคนที่คอยถือกระเป๋าให้

ภาษาเป็นสิ่งสำคัญอย่างไร ? คนบางคนแม้ไม่ได้รับการศึกษา เขียนไม่ได้ อ่านไม่ได้ แต่ยังไงโตมาก็ต้องใช้ภาษาเป็นอยู่ดี มนุษย์เราต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นผ่านภาษา และภาษาคือการเรียนรู้ เราไม่ได้รับรู้ภาษาจากคำพูดเพียงอย่างเดียว ที่สำคัญที่สุดคือภาษาจากท่าทางในชีวิตประจำวัน ลองสังเกตว่าถ้าเรื่องไหนเราพูดถูก สีหน้าของผู้ฟังจะทำให้เรารู้ว่าเขาเห็นด้วยกับสิ่งที่เราพูด โดยที่เขาไม่ต้องพูดว่าเห็นด้วยเลยด้วยซ้ำ และแน่นอน หากเรื่องไหนที่เราพูดผิด การกระทำผ่านสีหน้าของคู่สนทนาก็จะเผยมา ทุกคนเรียนรู้ผ่านภาษา และจดภาษานั้นได้จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต กล่าวได้ว่า ภาษานำพาสู่นิสัยและการกระทำ แน่นอนว่า ผู้สอนภาษาคนแรกในชีวิต ก็คือแม่

ผมถือกระเป๋าหนัก ๆ ให้น้อง แบบที่แม่คอยถือให้ผม ผัดกะเพราสูตรที่แม่สอน ผมก็ยังทำกินทุกวัน เรื่องการกระทำนิสัยไม่ดีที่แม่ชอบบ่น ผมก็ไม่ทำ สิ่งดีๆที่แม่คอยสอน ผมจำไม่เคยลืม ภาษาที่แม่ถ่่ายทอด นำพาให้ผมใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น ภาษาแม่ของผมได้ฝังไว้หยั่งรากลึกในจิตใจ

ถ้าถึง 3 ทุ่มเมื่อไหร่ ผมก็คอยว่าแม่จะเคาะประตูมั้ย แม้ว่าแม่จะกลายเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ แต่ในทุกคืน ผมยังคงคอยเสียงเคาะประตูไปเองโดยไม่รู้ตัว ภาษาแม่นั้น ติดตัวไปจนวันตายจริง ๆ

#siamstr วันสิ้นปี2024 ในไอจีไพรเวทที่ผมให้แค่คนสนิทฟอล ผมตัดสินใจโพสต์เล่าเรื่องทุกอย่าง ที่ทำให้ผมเดินทางมาถึงความรู้สึกที่ปลดล็อคพันธนาการทั่้งปวง

" ไม่ต้องการอะไร ขอแค่มีชีวิตก็พอ "

มันดูเป็นคำสั้น ๆ เป็นคำทั่วไปที่สามารถพบได้เจอในหน้าสารบัญหนังสือประเภท howto ตามซีเอ็ด

แต่มีความหมายกับผมเหลือเกิน

ประเด็นคือที่จะพูดในโพสนี้ ไม่เกี่ยวอะไรกับโคว้ตด้านบน

คือผมนั่ง ๆ งมๆเขียน ด้วยความรู้สึกว่า

ห่าทำไมมันมีแต่น้ำวะ -

แค่ประโยคเดียวก็พอแล้วไม่ใช่หรอ -

ทำไมกุเป็นคนเวิ่นเว้อ ? -

พลันนั้น ความทรงจำในอดีตก็ย้อนกลับมาทันที

ผมรู้จักตัวเองดี ตั้งแต่มัธยมต้น ผมเป็นคนชอบอธิบาย "ชอบเรียนรู้ศาสตร์ในการอธิบาย" มากกว่าเนื้อหาที่จะนำมาอธิบายเสียอีก

ไม่ว่าจะอธิบายติวสอนเพื่อนในเนื้อหาที่จะสอบ ในเรื่องสังคมประวัติศาสตร์ที่เพื่อนไม่เข้าใจ

ผมให้เกียรติ และรู้สึกขอบคุณมากที่เพื่อนนึกถึงผมในเวลาที่เขามีปัญหา

ผมดีใจ ที่ได้มอบขนมปังกับพวกเขา

และผมก็เจอจุดเปลี่ยน

" มึงสอนกูหน่อย คณิตบทนี้ "

ไม่ว่าผมจะทำอะไรอยู่ ณ ตอนนั้น ผมต้องหยุด และคิดในหัวทันทีว่า เพื่อนคนนี้มีความรู้พื้นเท่าไร ต้องใช้ภาษาอย่างไร เริ่มจากตรงไหน

ผมคิดที่วิธีทำขนมปังที่ดีที่สุดให้กับเขา

คิดออกแล้ว ก็ลงมือตามเคย

แต่เพื่อนคนนั้น ไม่เข้าใจ

เริ่มออกอาการ หงุดหงิด

เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่จะมีคนที่ไม่เข้าใจบ้าง ผมก็แค่ต้องถามกลับว่า เริ่ม งง ตั้งแต่ตรงไหน แล้วค่อยพากันไปต่อ

" สรุปสูตรมันเป็นแบบนี้ใช่มั้ย "

" ใช่เพื่อน แต่ถ้าโจทย์มัน...."

" เออก็แค่นี้แหละ พูดอะไรตั้งยาว "

เอ้า " แล้วจะเข้าใจแค่นี้เพื่อเอาไปสอบหรอ "

เพื่อนคนนั้นไม่ตอบอะไร เดินบิดตูดหนี

เออ แปลกดี ถ้าจะกลัวเสียเวลาขนาดนั้น ทำไมไม่ตั้งใจเรียนตั้งแต่ต้นเทอมกันนะ....

แต่ตอนนั้น ผมก็เป็นแค่เพียงเด็กมอต้น

ผมคิดว่า ผมผิด

ผมผิดที่ "เร็ว" ไม่มากพอ

ความไร้เดียงสา นำพาให้พฤติกรรมเราเปลี่ยนไป...ตามสังคม

เวลาผ่านไป ทุกครั้งที่เขียนอะไร ทุกครั้งที่อยากเล่าอะไร

ผมกลัว

กลัวว่าสิ่งที่ตัวเองพยายามมอบให้คนอื่นอย่างประณีต มันไร้ค่า

กลัวโดนเหยียบย่ำว่าพูดอะไรของมัน

กลัวจากเบื้องลึกจากใจจริง ๆ

แต่...

ผมจะไม่กลัวมันอีกแล้ว

ผมเขียนเรื่อง LDL , foodcoma , Randle cycle ลงไอจีสาธารณะ อย่างยืดๆยาวๆ

มีหลายคนที่กดหัวใจ หลายคนที่ไม่สนิทแต่กล้ารีพลายมาว่า

" เขียนดีมากเลยครับพี่ เข้าใจมากเลย "

" ขอบคุณมากนะที่เล่าให้ฟัง ไม่เคยรู้เลย"

" เอาอีกๆๆ "

หรือไม่ว่าผมจะเขียนอะไรลง Nostr

" คุณได้รับ 21 sats จาก ..... "

" ดีครับ ทำต่อไป "

จนกระทั่งบันทึกส่วนตัวในวันสิ้นปี2024 ที่กล่าวไปข้างต้น

" ขอบคุณที่เล่าให้ฟังนะ "

" มึงเติบโตมาได้ดีจริง ๆ "

" มึงแก้ไขปัญหาปมตัวเองได้ดีมาก และพร้อมที่จะลุกขึ้นต่อเสมอ "

อ่า....

ทำไมเราต้องเอาคำพูดไม่กี่คำจากเพื่อนวัยมัธยมต้น มาปิดบังในสิ่งที่เราต้องการมาตลอดนะ...

ทั้งที่เราเลือก ที่จะไม่มองมันเอง

#siamstr เพิ่งลองเขียน articleใน yakihonne ครับ ฝากด้วยนะคับบ ขอบคุณครับผม nostr:naddr1qq2nve69weyy7n6vg4thswzx24qku3tcfe94zq3ql2q9eq238x4k4mcuccfw494g0435kymtk390x3hpf2gzgdzta57qxpqqqp65w52v6cj

ลงเตือนตัวเองไวัว่าจะพูดเรื่องต่อมหวกไตล้า

ขอบคุณครับผม🙌🏻✊🏻

ผมนั่งๆนอนๆคิด #siamstr

ถ้าเราช่วยคน เราช่วยในเรื่องนั้นได้

แต่ถ้าเราช่วยให้เขาเจอความหมายในการมีชีวิต เรื่องอื่นๆมันจะช่วยได้เองเลยนะ

เมื่อมนุษย์กลับมามีศรัทธาต่อความหมายในการมีชีวิต เขาจะดูแลตัวเอง พัฒนาตัวเองไปโดยปริยาย

ง่ายสุด เรื่องออกกำลังกายคุมอาหาร ตัดโรค NCD ได้ไปเยอะมาก แถมวินัยเอาไปใช้ต่อยอดเรื่องอื่นๆได้อีก

อีกประเด็นคือ กฎของแรงดึงดูด

ถ้าให้อธิบายคำนี้อย่างง่าย "ดูชุมชนบิทคอยน์" สิครับ

ผมสังเกตมามาก ในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต กฎนี้มันทำงานจริงๆ

ช่วงที่เป็นฝ่ายซ้ายเนอีฟไร้เดียงสาต่อโลก คนรอบตัวก็จะมีแต่คนแบบนั้น ไม่สรรหาวิธีพาชีวิตและจิตวิญญาณเติบโต

ช่วงที่ลง field แห่งการพัฒนาตัวเอง ก็จะเจอแต่คนที่คิดเรื่องหลัก ๆ เหมือนกัน ทั้งเรื่อง low time preference , การพัฒนา mindset ,การอ่านหนังสือ , การมีวุฒิภาวะ , การมีวินัย , มากมายพันล้านอย่างที่ยิ่งทำชีวิตยิ่งดีขึ้น ยิ่งมีความหมาย เติบโตขึ้นทั้งร่างกายที่สุขภาพดีขึ้นตามที่บอกว่าตัด NCD ไปได้ ในขณะที่จิตวิญญาณถูกยกระดับ พวก Depression , Anxiety , ADHD มันจะทำอะไรพวกเราได้ ?

การลากคนออกจากหุบเหวแห่งสุญนิยม คือ medicine ที่ดีที่สุด

" จริงหรอ " , " น่าเชื่อถือแค่ไหน "

- พิสูจน์เองสิ -

#siamstr

ตรง ๆ เรื่อง diet #siamstr -- ผมไม่โอเคเวลาคนกิน high fat low carb อ้างว่ามันดีต่อบริบท "คนทั่วไป **** ที่ไม่ได้ออกกำลังกาย****" ( ดอกจัน3ล้านตัว)

แล้วคนทั่วไปแบบใดไม่ออกกำลังกาย..... ออกเถอะครับ... ถ้ามีเวลาไถต้อกๆ เป็นชม. สละสักนี๊ดเดียว แค่10-20 นาทีไปออกกำลัง มันก็เป็น habit ระยะยาวได้สักวัน

ต่อให้เรื่อง diet คุณจะตื่นรู้หรือยังก็ตาม สิ่งเบสิคที่สุดที่*ต้อง*ทำคือออกกำลังกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง resistance training ให้มีมวลกล้ามเนื้อมากขึ้น เพราะยิ่งแก่ เรายิ่งเสียมวลกล้ามเนื้อไปเรื่อย ๆ ( Sarcopenia ) มันใช้ชีวิตลำบากครับ

อย่าให้โคว้ตข้ออ้างแบบนี้มันสะสมจนเกิดผลในบั้นปลายชีวิตเลย

ขอบคุณครับสำหรับคำชมและsatมากๆๆเลยนะครับ พี่จักร🙇🏻🙇🏻💐

เมื่อหนูถีบจักรถูกหลอกในโลกเฟียต

ผลกระทบทางจิตใจ สู่ความสิ้นหวัง #siamstr

( ขยายความกฎข้อที่ 8 - 12 rules for life - Jordan Peterson )

nostr:npub1e8e3qv6y60aktjafqe97dltk96rfjwuevnyul0kwemwcg8mz6u0qal9tp3

เด็กน้อยเกิดมา ลืมตาดูโลก พัฒนาการขั้นแรกที่สำคัญทีสุดในวัยแรกเกิดคือ Trust vs Mistrust หรือ " ฉันสามารถเชื่อใจโลกนี้ได้มั้ย "

พ่อแม่จึงสำคัญมากทีต้องเป็น " ตัวแทนของโลกทั้งใบ " พูดขยายความให้เข้าใจ คือเด็กแรกเกิดนั้นเกิดมาด้วยสภาพโกลาหล เขาไม่มีประสบการณ์ ไม่มีความรู้ว่าจะต้องอยู่รอดในโลกใบนี้อย่างไร สิ่งที่ทำได้ก็มีแค่การร้องไห้ มันไม่ใช่ว่าเด็กไม่มีอะไรทำก็เลยร้อง แต่มันเป็นสิ่งที่เขาต้องการยืนยันว่า

" เฮ้ ฉันอยู่นี่ ช่วยฉันด้วย "

แน่นอนว่าหลังจากเด็กน้อยร้องไห้ พ่อแม่ที่ไหนก็ตามบนโลกก็จะเข้าไปปลอบ เข้าไปให้นม คุณอาจจะคิดว่าก็ทำๆไปเถอะเป็นเรื่องปกติที่เด็กจะร้อง ------ แต่สิ่งสำคัญคือ ณ วินาทีนั้น วินาทีที่คุณพ่อคุณแม่ได้เข้าไปปลอบลูกน้อย -- " ทารกได้มีการยืนยันการมีอยู่ของตัวเอง "

" เฮ้ ฉันมี**คุณค่า**นี่นา มีคนเข้ามาปลอบฉัน ! "

อยากให้ฟังตรงนี้ให้ดี สมองเด็กรับรู้ดีว่าเขามีตัวตน เขาเพียงแค่ต้องการให้ใครสักคน เข้ามา Interact กับเขา เพื่อเป็นการยืนยันว่า เขาก็มีตัวตนในสายตาคนอื่น ---> มันคือยืนยัน "คุณค่า" การมีอยู่ของเขา

ในสถานการณ์กลับกัน หากเด็กร้องไห้ แล้วไม่มีคนปลอบล่ะ ?

" ฉันร้องไห้อยู่นี่ "

" ทำไมไม่มีใครสนใจ "

กระบวนการเรียนรู้ การพัฒนาตามวัยได้หยุดชะงักทันที สมองถูกตีความไปเรียบร้อยแล้ว ว่าในระดับสังคมที่เล็กที่สุดในครอบครัวก็ไม่มีใครเข้ามาปลอบตอนร้องไห้ เมื่อเข้าเรียนในสังคม ก็จะปลีกตัวอยู่คนเดียว

เพราะงั้นสรุปได้ว่า การร้องไห้แล้วมีคนปลอบ นอกจากจะเป็นแรงกระตุ้นว่าตัวเรามีค่า มันยังเป็นตัวบอกว่า " มึงทำอะไร ได้ยังงั้นนะ "

แต่โลกเฟียตที่เงินเสื่อมมูลค่า มันได้ทำลายกลไกพัฒนาการที่เราได้รับมาตั้งแต่กำเนิดโดยสิ้นเชิง

วัยเด็ก ๆ เล็กๆ เตาะแตะๆ ผ่านอะไรมามาก ทำดีพ่อแม่ให้รางวัล สอบที่ 1 พ่อแม่ให้รางวัล ทำดีกับเพื่อนจะมีเพื่อนรัก ถ้าฝึกดนตรีเล่นกีฬาเป็นประจำก็จะเล่นได้เก่ง

แต่โตขึ้นมาหน่อย โลกเฟียตพาบิดไปเรื่องเดียว " ตั้งใจทำงานนะลูก โตมาจะได้มีเงินเก็บเยอะๆ รวยๆ "

เอ่าเวนกำ โตมาแต่เด็ก ตั้งใจทำอะไรก็ได้ผลตอบแทนตามคาด แต่ทำไมพอมาวัยทำงานแล้ว

ทำเท่าไหร่

ทำไม

ััเก็บเท่าไหร่

มันไม่พอใช้สักทีฟระ !

จำได้ไหมครับ ถ้าเด็กที่เกิดมาแล้วไม่มีคนปลอบ สมองจะผลักไสไปเองว่าเขาไม่มีคุณค่าในสังคม

ทีนี้พอโตเป็นผู้ใหญ่วัยทำงานแล้ว ตั้งใจทำงานเท่าไหร่ก็ไล่ไม่ทันเงินเฟ้อ

" เอ้า จะทำไปทำไม "

ความคิดที่บอกว่า " ทำไปก็เท่าเดิม " มันบ่งบอกถึงความคิดว่าชีวิตไร้ความหมายเริ่มเข้ามาในหัวขึ้นเรื่อย ๆ

ซึ่งเอาจริง ๆมันเป็นความคิดที่อันตรายมาก ๆ คนที่ทำอะไรได้สำเร็จตามเป้า จะมีแรงขับเคลื่อนในการ productive คุณค่าให้กับสังคม แต่คนที่เชื่อนักหนาว่าทำได้สำเร็จตามเป้าแล้ว แต่ผลตอบแทนแม่งไม่มา

จากความคิดที่อยากสร้าง มันจะนำไปสู่การทำลายทุกอย่างซะงั้น

ทำลายกฎ ทำลายค่านิยม ทำลายคุณค่าในตัวเอง ทำลายคุณค่าคนอื่น ก็เพราะโลกนี้มันโกหกเขานี่ ว่าถ้าเดินตามโร้ดแมพ " ตั้งใจทำงานนะ จะได้รวย " มันไม่เป็นจริงอะ

ระบบเงินเฟียตโกหกเรา คำโกหกมันสร้างความโกลาหลในจิตใจ

สิ่งที่คิดในหัว มันขัดกับความเป็นจริง จอร์แดนเรียกว่า " ภวะบิดเบี้ยว "

พูดให้เข้าใจอีกนิด คำโกหกคำโต มันจะเป็นอะไรก็ได้ครับ พูดไปเรื่อย พูดเพ้อเจ้อ พูดไม่จริง อาจมีวัตถุประสงค์เพื่อผลประโยชน์ของนักการเมือง หรือเพื่อถนอมน้ำใจ -- คนที่ได้รับคำโกหกนั้น สมองคนเราไม่เคยอยู่นิ่งหรอกครับ เขารับสารมาแล้ว เขาก็จะคิดต่อไปว่าจะใช้ประโญชน์อะไรกับชีวิตดี คิดทั้งวัน วางแผนนู่นนี่นัน คิดไปเรื่อย จิตคิดไปอดีตมั่ง ไปอนาคตมั่ง

ในขณะที่ความจริงมันเป็นแค่กำแพง มันตั้งอยู่ของมันเฉย ๆ ความจริงตั้งอยู่บนปัจจุบันอะดิ

แต่สิ่งที่ทำร้ายพวกเราทุกคนในระบบเฟียต คือการเชื่อคำโกหกที่หลอกเรามาเป็นปี ๆ -- ยิ่งยึดถือคำโกหกนี้นานเท่าไร สักวัน กำแพงแห่งความจริงที่มันอยู่เฉย ๆ มันก็จะโผล่มาอย่างไม่ทันตั้งตัว มีแต่ตัวเรานั่นแหละที่วิ่งไปกระแทกมันเข้าอย่างจัง แถมอย่างเร็วด้วย

ตู้มมมมมม

"โอ้ย... เจ็บเหลือเกิน" เด็กน้อยที่เป็นตัวแทนในเรื่องเล่านี้พูดออกมา หลังจากวิ่งเข้ากระทบกำแพงอย่างจัง คำโกหกที่เขาถือมานาน เมื่อเจอกำแพงความจริง ก็น่าจะเจ็บหนักและนานเอาเรื่อง

กำแพงความจริงได้บอกกับเขาว่า " มึงจะรวยได้ยังไงวะ ในเมื่อมูลค่าของเงินมึงถูกปล้นทุกวินาที " โอ้ยยย ตายละ พูดเจ็บๆจุกๆแบบนี้มันก็ช้ำใจ

นี่คืออีก 1 บทเรียน นอกจากความจริงมันจะอยู่นิ่ง ๆ ที่ปัจจุบันแล้ว มันยัง " โหดร้าย " อีกด้วย

ความจริงคือสิ่งที่โหดร้าย ความจริงคือความทุกข์ทั้งนั้น แต่หากพบเห็นความจริงได้แต่แรก เราจะจัดระเบียบได้แต่แรกเช่นกัน ว่าต้องรับมือกับมันอย่างไร ความโหดร้ายของกำแพงความจริงมันเจ็บแน่ แต่มันเจ็บน้อยกว่าการถือคำโกหกที่เชื่อมานานแล้ววิ่งใส่อย่างเต็มแรง

ก็อาจจะเหมือนเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปในคู่รัก ถ้าบอกกันแต่แรกว่าไม่ได้รักแล้วตรง ๆ ก็เลิกได้ไม่ยาก แต่ถ้าเลือกโกหกว่ายังรัก นานๆไปพอกำแพงความจริงมันออกมา ก็คงเจ็บปวดน่าดู

แม้ความจริงมันไม่น่าฟัง ไม่เมตตา ไม่แคร์ความรู้สึก

แต่ความจริงคือสิ่งที่ทำให้เราต้องกลับมามองวิเคราะห์ตัวเอง

หากเรายอมรับความจริงได้ ตัวตนเก่าที่เชื่อในคำโกหก ก็คือตัวตนที่ไร้ประโยชน์ในการเดินต่อไปข้างหน้า เราก็ต้องทิ้งมันไป

เพื่อเป็นคนที่ดีกว่าเดิม

จงมองหาความจริงตลอดเวลา

#siamstr เราไม่เก่งพอ จึงไม่เชื่อมั่นตัวเองมากพอว่าจะมีความสุขในวันข้างหน้า เราจึงกอบโกยความสุขระยะสั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ --- เมื่อใช้เวลาไปกับการกอบโกยความสุขระยะสั้น ไร้ซึ่งการเสียสละปัจจุบันเพื่ออนาคต การสะสมความมั่งคั่ง การพัฒนาตัวเอง จึงยากขึ้น ทำให้เราไม่เก่งพอ แล้วลองกลับไปอ่านคำแรก

เสื้อกระต่ายสวยจิง #siamstr