ผมเห็น มูลนิธิภาษาศาสตร์ประยุกต์ เชิญชวนให้เขียนเรียงความหัวข้อ
" ภาษาแม่ "
ใน 1 หน้า ผมเลยใช้โอกาสนี้ถือเป็นการเกลาสกิลเขียนตัวเอง #siamstr ลองดูครับ
เสียงกริ่งดังขึ้นมาในเวลาบ่ายสี่โมง เป็นสัญญาณว่าถึงเวลาเลิกเรียนแล้ว คนทั้งห้องเรียนเริ่มลุกกันแจ ตัวของผมในคราบเด็กน้อยพยายามสะพายกระเป๋านักเรียนอันแสนหนักบนบ่า บอกลาเพื่อนร่วมชั้นเรียน แล้วเดินออกมารอ “ แม่ ” มารับกลับบ้าน
ในตอนนั้นผมยังเป็นเด็กประถมต้นอยู่เลย จำได้ว่าทุกอย่างตอนนั้น ยุคที่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือเป็นของตัวเอง ทุกอย่างตอนนั้น แม้ว่าจะเป็นแค่การรอคอยแม่มารับจากโรงเรียนเพียง 30 นาที มันรู้สึกช้าไปหมด แต่ผมก็รอได้ แน่นอนว่าแค่พอเห็นรถที่แม่ขับมารับจากไกลไกล ก็ดีใจแทบแย่
“ หม่ามี๊สวัสดีครับ ” ผมในวัยเด็กยกมือไหว้พร้อมพูดสวัสดี “ สวัสดีจ้ะ ” แม่ผมกล่าวตอบ และในตอนนั้นเอง แม่ผมได้ทำบางสิ่ง เป็นการกระทำที่แม่ทำมาตลอดก่อนที่ผมจะโตมากพอที่จะกลับบ้านเองได้ ในตอนนั้นผมไม่ได้สังเกตหรือมีความซาบซึ้งอะไรเลย คงเป็นเพราะยังเด็กอยู่เลยติดนิสัยเอาแต่ใจ และคิดแต่จะอยากกลับบ้านไวไว
กระเป๋านักเรียนแสนหนักที่แบกไว้ แม่จะคอยถือให้เสอและผมก็ติดนิสัยนี้มาโดยปริยาย เมื่อผมโตขึ้นแล้วต้องคอยรับน้องสาวหลังเลิกเรียน ภาษาไม่เพียงสื่อทางวาจาอย่างเดียวสินะ
แม่ผมขี้จุกจิก ขี้บ่นมาโดยตลอด พอโตมาได้สักพัก ผมก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ พื้นฐานครอบครัวฝั่งแม่เคยยากจนมาก่อน แม่มีพี่น้องสามคน และแม่เป็นคนที่ทำงานหนักมากที่สุด เพื่อยกระดับทั้งตระกูลขึ้นมาให้ได้อยู่สบาย ปลดหนี้ให้ทุกอย่าง หางานให้ญาติ ๆ ทำ แม่ผมได้รับความลำเข็ญมาทั้งชีวิตแล้ว ซึ่งทำให้แม่ผมรู้สึกว่ามันมากเกินพอ จึงไม่อยากให้ผมและน้องสาวต้องลำบากอีก อะไรที่แม่เตือนได้ บ่นได้ ก็จะทำทันที อาจจะรู้สึกรำคาญบ้าง แต่โตมาจึงได้รู้ ว่ามีประโยชน์ต่อชีวิตมากแค่ไหน
พอผมโตมาถึงช่วงที่ต้องอ่านหนังสือสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายชื่อดัง ช่วงนั้นผมจำได้ว่ามีอีกการกระทำหนึ่ง ที่แม่ผมทำมาตลอด แต่ผมกลับไม่สนใจ นั่นคือช่วงเวลา 3 ทุ่ม แม่ผมจะเคาะประตูห้อง เพื่อคอยดูว่าผมทำอะไรอยู่ ถ้าผมเล่นเกม แม่ก็จะบอกให้อ่านหนังสือ ถ้าผมอ่านหนังสือ แม่ก็จะถามว่าเหนื่อยมั้ย พอผมสอบติดโรงเรียนประจำ ทุกวันศุกร์ที่กลับบ้าน พอถึงบ้าน แม่ก็ยังเป็นคนที่คอยถือกระเป๋าให้
ภาษาเป็นสิ่งสำคัญอย่างไร ? คนบางคนแม้ไม่ได้รับการศึกษา เขียนไม่ได้ อ่านไม่ได้ แต่ยังไงโตมาก็ต้องใช้ภาษาเป็นอยู่ดี มนุษย์เราต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นผ่านภาษา และภาษาคือการเรียนรู้ เราไม่ได้รับรู้ภาษาจากคำพูดเพียงอย่างเดียว ที่สำคัญที่สุดคือภาษาจากท่าทางในชีวิตประจำวัน ลองสังเกตว่าถ้าเรื่องไหนเราพูดถูก สีหน้าของผู้ฟังจะทำให้เรารู้ว่าเขาเห็นด้วยกับสิ่งที่เราพูด โดยที่เขาไม่ต้องพูดว่าเห็นด้วยเลยด้วยซ้ำ และแน่นอน หากเรื่องไหนที่เราพูดผิด การกระทำผ่านสีหน้าของคู่สนทนาก็จะเผยมา ทุกคนเรียนรู้ผ่านภาษา และจดภาษานั้นได้จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต กล่าวได้ว่า ภาษานำพาสู่นิสัยและการกระทำ แน่นอนว่า ผู้สอนภาษาคนแรกในชีวิต ก็คือแม่
ผมถือกระเป๋าหนัก ๆ ให้น้อง แบบที่แม่คอยถือให้ผม ผัดกะเพราสูตรที่แม่สอน ผมก็ยังทำกินทุกวัน เรื่องการกระทำนิสัยไม่ดีที่แม่ชอบบ่น ผมก็ไม่ทำ สิ่งดีๆที่แม่คอยสอน ผมจำไม่เคยลืม ภาษาที่แม่ถ่่ายทอด นำพาให้ผมใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น ภาษาแม่ของผมได้ฝังไว้หยั่งรากลึกในจิตใจ
ถ้าถึง 3 ทุ่มเมื่อไหร่ ผมก็คอยว่าแม่จะเคาะประตูมั้ย แม้ว่าแม่จะกลายเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ แต่ในทุกคืน ผมยังคงคอยเสียงเคาะประตูไปเองโดยไม่รู้ตัว ภาษาแม่นั้น ติดตัวไปจนวันตายจริง ๆ