" พวกเราอยู่ในโลกที่มีทฤษฎีมากมาย
แต่ไม่มีอะไรสำคัญ....เท่ากับตัวคุณเอง "
------------------------------------ #siamstr หรือสามารถอ่านได้ที่เฟส 👉🏻 https://www.facebook.com/share/p/1JQVA7wWnn/?mibextid=wwXIfr
นี่คือเรื่องที่น่าสนใจที่ผมได้จาก
-. Mastery ศาสตร์แห่งการชำนาญขั้นสุด .-
โดย Robert Greene คนดีคนเดิม
ถ้าคนนี้เขียนออกมา
เชื่อเลยว่า ต้องมีมุมมองบางอย่างที่
หนังสือพัฒนาตัวเองทั่วไป ไม่มี 5555555+
ขอบคุณไอ่บอสมาก
ที่ให้ยืมอ่านหนังสือ
CChotichai Chiantrakul
--------------------
มา เริ่มเลย
.
#ไม่ใช้AIเขียน
#ขี้เกียจอ่านข้ามไปพาทสรุปตอนท้ายได้เลย
#ยาวหน่อยอร่อยแน่
#ทีมเทสพุ่ง
#ยอดยาหม่อง
.
--------------------
[ 1. ] ทำไมเราต้องพัฒนาตัวเอง ?
.
คำตอบคือ เพราะมีแค่ 'คุณคนเดียวบนโลก ' ที่ทำได้
.
ผมอยากให้คุณคิดย้อนไปว่า
ช่วงชีวิตที่ผ่านมาคุณช่วยเหลือใครไปบ้าง ?
.
ลองคิดดูนะ ตอนอนุบาล ประถม
คุณนั่งเขียนใบงานระบายสีอยู่เฉย ๆ
ทันใดนั้น เพื่อนข้าง ๆ คุณก็พูดขึ้นมาว่า
" ยอดคับ เค้าขอยืมบางลบหน่อยได้ม้าย "
แล้วผมก็ยื่นยางลบไป
เพื่อนผมของผม ได้รับการช่วยเหลือ
.
ถัดมาช่วงมหาลัย
เป็นวัยที่ทุกคนต่างใฝ่หาความรัก
การอกหัก เป็นเรื่องธรรมดาในวัยนี้
.
" อียอดดดดด กูอกหัก
มึงมากินข้าวกับกุด่วน ๆ กุจะเมาท์ "
อะๆ ... ไป ๆ ...
.
ผมไม่ได้ทำอะไรเลยครับ
แค่รับฟังอย่างเข้าใจ
และผสมโรงด่าคนคุยของเพื่อน
ตามสไตล์
แต่เพื่อนของผมก้ได้รับการช่วยเหลือ
ได้รับการรับฟัง ได้มีคนเคียงข้าง
.
หรือแม้แต่คนไข้ที่มาหาหมอที่ OPD
คนไข้ได้รู้จักอาจารย์หมอ
อาจารย์หมอรักษาคนไข้จนหายดี
คนไข้ได้รับการช่วยเหลือ
.
ผมพยาพยามจะบอกพวกคุณว่า
ไม่ว่าจะความสัมพันธ์กับใคร รูปแบบไหนก็ตาม
การรู้จักใครสักคน เราจะได้รับ " ส่วนหนึ่ง " ของเขา
ติดตัวเราไปตลอดชีวิต
คือผมไม่เคยคิดเรื่องนี้จริงจัง
แต่พอมองลึกลงไป
แม่ง โคตรน่าแปลกใจมาก
ลองคิดดูว่า มีใครสักคนต้องการความช่วยเหลือ
และคุณก็ช่วยเหลือเขา แม้เรื่องเล็ก ๆ น้อย
แต่ ถ้าคุณไม่อยู่ในช่วงเวลานั้น
คนคนนั้น ก็จะไม่ได้รับการช่วยเหลือนะเว้ยยยยยย !!!!
.
เพราะฉะนั้น แค่การมีอยู่ของคุณ
ก็มีความหมายต่อคนรอบข้างมากพอแล้ว
และจะมีความหมายมากขึ้นอีก
หากคุณมีความเชี่ยวชาญขั้นสุด !
.
ยิ่งคุณมีความสามารถ
คุณจะยิ่งช่วยเหลือคนได้มากขึ้น
ความหมายในชีวิตคุณ
จะทะยานฟ้า
เป็นโดปามีนของจริง
ที่ไม่ได้มาจากความมักง่าย
เหมื่อนกับไถติ่กต่อกไปวัน ๆ
นี่จึงเป็นคำตอบ
ว่าทำไมเราต้องพัฒนาตัวเอง
----------------------------
[ 2 ] . แล้วเราจะรู้ได้ไง ?
ว่าเรามีความสามารถอะไร ?
.
ในหนังสือ
Robert Greene ยกตัวอย่าง
ผู้เชี่ยวชาญขั้นสุดในรอบ 3 ศตวรรษ
เช่น ไอสไตน์ / โมซาร์ต / เกอเธ่
พวกคุณรู้มั้ยครับ ?
ว่าสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญขั้นสุดมีจุดร่วมกันคืออะไร ?
.
มันคือ " การฟังเสียงหัวใจตัวเอง " ครับ
.
" พวกเราอยู่ในโลกที่มีทฤษฎีมากมาย
แต่ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับตัวคุณ "
.
นี่คือประโยค Hook สำคัญในหนังสือเล่มนี้
.
คือแม่งแบบ พวกเราโตมากับคำสอนว่า
ถ้าอยากพัฒนาตัวเองมึงต้องทำยังงั้นยังงี้
มึงต้องตื่นตี 5 มาคาดิโอ
มึงต้องอ่านหนังสือทั้งวัน
จบไปเป็นเจ้าคนนายคน ทำงานราชการ
คำเหล่านี้แม่งไร้สาระจัด ๆ
กุจะจบไปเป็นขี้ข้าในระบบทำไม ?
ในเมื่อกูสร้างระบบของกูเองได้ ?
.
คนที่ออกกำลังกายหรือคนที่เคยอ้วนมาก่อนจะเข้าใจดี
ถ้าคุณสามารถลดน้ำหนัก
ปรับหุ่นตัวเองได้ คุณจะเข้าใจคำว่า
" ถ้าอยากทำอะไร ขอแค่ลงมือ แม่งก็เป็นจริง "
การลดความอ้วนทำให้เข้าใจว่า
การสร้างระบบ การมีรูทีนของตัวเอง
แม่งทำได้จริง แม่งเห็นผลจริง ๆ
.
กับดักที่ใครหลายคนติดกับ
จนไม่มีแรงใจพัฒนาตัวเอง
คือคิดว่า " มันเป็นเรื่องของโชคดี "
.
ชีวิตของคุณ ต้องเคยเจอปัญหาอะไรสักอย่าง
คุณเครียด คุณคิดวิธีทางแก้ปัญหา
และสุดท้ายก็แก้ปัญหานั้นไปได้อย่างท่วงที
และทันใดนั้นคุณก็พูดมาว่า
" เห้อ โชคดีนะที่ จุดจุดจุด "
เว้ยยยยยย มันไม่ใช่เว้ย
.
ผมพยายามจะบอกว่า
เวลาที่คุณเจอปัญหาอะไรก็ตามเนี่ย
สมองคุณจะปลดล้อคไปอีกขั้น
คุณจะสามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อแก้ปัญหา
ไม่ให้เกิดความชิบหายตามมาในชีวิต
.
สิ่งนี้บ่งบอกว่า
สมองคุณมีศักยภาพมากกว่าที่คิด
มันไม่ใช่ความโชคดี
และการพัฒนาตัวเอง
คือการทำให้ศักยภาพสมองอันเต็มที่นั้นเนี่ย
เป็นสภาวะปกติตลอดเวลา
.
ในหนังสือ Robert Greene เน้นย้ำมาก ๆ
เกี่ยวกับเรื่องโชค
.
เราหลายคนติดกับดักในความคิดตัวเอง !
ว่าความเชี่ยวชาญขั้นสุดถือป็นเรื่องของโชค
เป็นความอัจฉริยะตั้งแต่เกิด
เรื่องเหล่านี้ถูกกำหนดมาไว้แล้ว
เราคงทำอย่างเขาไม่ได้
.
ถ้าจะเก่งอะไร มันเป็นเรื่องของ ฐานะตั้งแต่เกิด
ว่าเกิดมาบ้านรวย
เกิดมาไม่ได้เริ่มจากศูนย์
มีพรีวิลเลจ
มีบิวตี้สแตนดาด
เพราะเราเกิดเป็นคนไทย
เพราะการเมืองเป็นแบบนั้น
เพราะมีปัญหาเชิงโครงสร้างแบบนั้น
เพราะมีชายแท้ในประเทศนี้
เพราะโตมาแบบนี้
สุดแต่จะข้ออ้างที่ในทวิตเต้อจะอ้างได้
.
เห้ย เลิกเลย
.
สิ่งสำคัญในชีวิตที่ต้องทำให้ได้
คือ ลบ ทวิตเตอร์ สิ่งนี้มีผลต่อชีวิตมาก
คุณอาจจะเห็นทวิตข้ออ้างโทษนั้นโทษนี่ผ่านตา
แต่รู้ไว้เถอะครับ..... สมองคุณไม่เคยจะปล่อยผ่าน
มันจะเก็บไว้ลงใต้จิตสำนึก
.
เมื่อจิตสำนึกถูกฝังไปแบบนั้น
คุณจะทำอะไรก็ไม่สำเร็จ
เพราะสมองคุณยึดกับสิ่งที่สังคมทวิตเตอร์แบบนั้นไปแล้ว
อีกเรื่องคือคุณจะยึดติดกับคำตัดสินต่าง ๆ ในทวิตเตอร์
เล่นมากไปจะกลายเป็นบ้า แคร์ว่าคนอื่นจะมองตัวเองยังไง
อันนี่ก็ทำไม่ได้เดี๋ยวโดนมองว่ายังงั้นยังงี้
.
เห้ย คำพูดคนอื่นมันมันสำคัญขนาดนั้นหรอวะ
.
คนอื่นที่คุณเคยไม่เคยแม้จะเห็นหน้า
วัน ๆ เอาแต่ด่า เอาแต่บ่นลงทวิต
ขีวิตเขามีอะไรดี
ถึงขนาดต้องเก็บมาแคร์หรอ
.
คุณโตขึ้้นคุณจะเข้าใจว่าปัญหาบนโลกมันเยอะมาก
ถ้าถึงคราวต้องแก้ ชีวิตตกอับขาลง
ยังไงมันก็ต้องแก้ มันไม่มีเวลาไปบ่นหรือเอาเวลาไปตัดสิน
คนที่ชีวิตดีกว่าเหมือนที่คนในทวิตทำหรอกว่า
เพราะเขาโชคดียังงั้นยังงี้
.
ถ้าพูดหยาบ ๆ คุณจะเห็นเลยว่า
เพื่อนคนไหนที่เล่นทวิต กับไม่เล่นทวิต
คนไหนมีความน่าคบมากกว่า
คนไหนมีความสุขกับชีวิตมากกว่า
คนไหนมีความ TOXIC มากกว่า
.
เอาตัวเองออกจากสังคม
ที่พูดแต่คำว่า " ทำไม่ได้ "
แล้วชีวิตจะดีขึ้น ---อย่างก้าวกระโดด---
สังคมทวิตเตอร์ไม่สำคัญ
ค่านิยมสังคมไม่สำคัญ
เรื่องเล่าอะไร ชีวิตต้องไปทางไหนต่อ
ไม่มีอะไรสำคัญเลย
.
ตัวคุณนั่นแหละที่สำคัญ
.
การเติบโตเป็นผู้ใหญ่
คือการทำตามเสียงหัวใจ
และรับผิดชอบผลการกระทำตัวเอง
.
เน้นย้ำอีกที
" โลกนี้มีทฤษฎีมากมาย
แต่ไม่มีสำคัญเท่ากับตัวคุณ "
.
สงสัยอะไร อยากทำอะไร
ให้จดเอาไว้ และนำมาคิดต่อ
ใช้เวลากับมันอย่างลึกซึ้ง
.
ไม่ต้องสนวิธีการว่าจะผิดแปลกไปอย่างไร
เพราะผู้เชี่ยวชาญขั้นสุดที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์
ต่างมีวิธีการของตัวเองไม่ซ้ำใครทั้งสิ้น
.
ทำตามเสียงหัวใจตัวเองเถอะ
และคุณจะพบว่า วันเกิดคุณมีแค่ 2 วัน
1. คือวันที่ออกจากท้องแม่
2. วันที่ออกจากเสียงสังคมและหันกลับมาฟังเสียงหัวใจตัวเอง
.
----------------------------
[ 3. ] หนทางสู่ความเชี่ยวชาญขั้นสุด
ไม่ใช่การหมกมุ่นศึกษาอยู่เรื่องเดียว
แต่คุณต้องศึกษาเรื่องอื่นด้วย
.
และถ้าไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้อง
กับสิ่งที่คุณต้องการจะเชี่ยวชาญ
จะดีมาก
.
ฟังแล้วมันขัด ๆ กันใช่มั้ยครับ
อะไรของมึงวะ ไหนบอกต้องการศึกษาอะไรให้ทุ่มเท
แต่ทีนี้ดันมาบอกว่าให้ไปศึกษาเรื่องอื่น
.
มันเป็นอย่างนี้ครับ
ตอนผมอ่านเจอในหนังสือผมก็อึ้งเหมือนกัน
แต่มันเคาะกระโหลกทำให้ผมต้องเปลี่ยนไมน์เซตไปเลย
.
เวลาเราเจอปัญหาอะไรก็ตามอะครับ
เราต้องมองภาพรวมของปัญหาให้ออก
เพื่อที่จะแก้ไขให่้ถูกต้อง
.
ถ้าเราต้องมองภาพรวม
แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่เราต้องศึกษาอยู่เรื่องเดียว ?
.
การเป็นผู้เชี่ยวชาญขั้นสุด จึงไม่ใช่การหมกมุ่นศึกษาแต่เรื่องเดียว
เพราะคุณจะรู้แค่เรื่องเดียว คุณต้องศึกษาโลกภายนอกด้วย
การศึกษาศาสตร์ความรู้อื่น จะทำให้คุณสามารถนำเสี้ยวใดเสี้ยวนึง
ของความรู้นั้น ๆ นำมาประกอบ เชื่อมโยง " สร้างสรรค์ "
จนเกิดเป็นสิ่งใหม่ที่อาจจะเปลี่ยนแปลงอารยธรรมของมนุษย์ก็ได้ !
.
ลองดูผู้เชี่ยวชาญขั้นสุดที่เป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์
จากอดีตที่ผ่านมาสิครับ
พวกเขาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ก็เพราะความคิดสร้างสรรค์
การนำความเชื่อมโยงสิ่งหนึ่งกับสิ่งหนึ่งทั้งสิ้น !
--------------------------
[ 4. ] จงรับฟังอาจารย์ และจงเหนือกว่าอาจารย์
.
โลกนี้มีผู้เชี่ยวชาญขั้นสุดอยู่มากครับ การเรียนแพทย์ทำให้ผมเห็นผู้เชี่ยวชาญขั้นสุดเยอะมาก เห็นตำตาก็คืออาจารย์กับพี่พยาบาลนี่แหละครับ
.
การมีอยู่ของอาจารย์ จะทำให้เราร่นระยะเวลาไปได้มาก
จริงอยู่ว่าเราต้องใช้เวลาเพื่อความเชี่ยวชาญขั้นสุด
.
แต่ชีวิตเรามีจำกัดครับ
.
ผู้เชี่ยวชาญขั้นสุดที่่มีมาก่อนแล้ว
เขาได้เรียนรู้ว่าสิ่งไหนสำคัญ
สิ่งไหนไม่สำคัญ ในศาสตร์ความรู้นั้น ๆ
จะดีกว่ามาก ถ้าเราได้เรียนรู้จากเขา
เราจะได้ไม่เสียเวลาไปกับการลองผิดลองถูก
.
อาจารย์เขาเคยผ่านระยะผู้ฝึกหัดแบบเรามาก่อนแล้ว
เขาย่อมมองเห็นตัวเขาในอดีตผ่านตัวเราที่กระตือรือร้นที่จะใฝ่รู้
ดังนั้นเขาย่อมเต็มใจสอนอย่างดี
พี่ extern intern พพล staff
เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก
ที่่เขาตั้งใจสอน
.
และแน่นอนว่า
ไม่มีสิ่งใดสำคัญเท่าเสียงหัวใจตัวเอง
เมื่อคุณได้เรียนรู้จากอาจารย์
สิ่งต่อไปที่คุณต้องทำ
.
คือคุณต้องเหนือกว่าอาจารย์
.
อาจารย์ของคุณ
อาจจะมีรูปแบบตายตัวในสายอาชีพ
เพื่อไปสู่ความชำนาญขั้นสุด
แต่สิ่งที่อาจารย์ทำ
ย่อมเหมาะกับอาจารย์เท่านั้น
.
คุณต้องมีหนทางของตัวเอง
ที่เหมาะสมกับตัวคุณเอง
เมื่อผสานกับศาสตร์ความรู้อื่น ๆ จากข้อที่ 3.
คุณจะแปรสภาพศาสตร์ความรู้เดิม จนเหนือไปอีกขั้น
จงรับฟังอาจารย์ และจงเหนือกว่าอาจารย์
-------------------------------------
[ 5. ] ภาพลักษณ์ อีคิว สำคัญมาก
คุณอาจจะคิดว่าไม่สำคัญ แต่จริง ๆ สำคัญมาก
ผมอึ้งอยู่นะตอนอ่านอะ5555555555555
Robert Greene บอกว่า ต่อให้คุณจะเป็นผู้เชี่ยวชาญขั้นสุดก็ตาม
แต่ถ้าภาพลักษณ์คุณแย่ อีคิวคุณแย่ ทักษะการสื่อสารของคุณแย่
คุณก็ไม่ถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญขั้นสุดครับ
การผู้เชี่ยวชาญข้้นสุด
ต้องได้รับการยอมรับจากคนอื่นเช่นกัน
แต่ไม่ได้เกิดจากที่เราต้องพยายามให้คนอื่นยอมรับ
แต่คือการที่สังคมยอมรับเรา
เพราะเราเป็นตัวเราเอง มีหนทางของตัวเอง
.
เราต้องสร้างบุคลิกให้เหมาะสม
สร้างบุคลิกให้สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของเรา
แสดงให้สังคมเห็นจากภายใน
ว่าที่ผ่านมาเราพยายามมากแค่ไหน
มีความจริงจังมากเพียงใด
ไม่ใช่เล่น ๆ กับชีวิตไปวัน ๆ
.
ความเชี่ยวชาญขั้นสุดของเรา
ไม่ได้ถูกยอมรับจากผลงาน
แต่เกิดจากบุคลิกด้วยว่าน่าเคารพหรือไม่
เพราะต่อให้คุณเก่งแค่ไหน
แต่ถ้าคุณ toxic / ไม่น่าเคารพ
สังคมก็จะมองไม่เห็นความเก่งของคุณ
เขาจะมองแค่ว่า เรื่องง่าย ๆ อย่างการมีปฏิสัมพันธ์
การมีบุคลิกที่ดี ยังทำไม่ได้
ความเก่งที่มีก็คงจะ " งั้น ๆ "
( ผมคงต้องพูด สกิบิดี้ ให้น้อยลงสินะ )
----------------------------------
สรุป : แค่การมีอยู่ของคุณก็มีความหมายต่อคนรอบข้างมากเหลือเกิน หากคุณเกิดมาในครอบครัวที่ดี การมีอยู่ของคุณย่อมมีความหมายต่อพ่อแม่ หรือต่อให้คุณเกิดมาในครอบครัวที่แย่ การมีอยู่ของคุณก็มีความหมายต่อเพื่อนของคุณ หรือต่อให้คุณไม่มีเพื่อนเลย การมีอยู่ของคุณย่อมมีความหมายต่อตัวคุณเอง You still got yourself cuz no body's perfect...
เพราะฉะนั้น แค่การมีอยู่ก็มีความหมาย การเชี่ยวชาญขั้นสุดจะทำให้คุณแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ได้ บางปัญหามีอยู่เพื่อกำหนดไว้ว่ากำลัง " รอ " คุณเท่านั้นที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ มีแค่คุณคนเดียวเท่านั้น
-- การค้นหาความเชี่ยวชาญมีเพียงแค่คุณต้องรับฟังเสียงหัวใจตัวเอง เหมือนในวัยเด็ก ที่คุณสนใจก้อนดิน สนใจท้องฟ้า สงสัยเรื่องราวต่าง ๆ แล้วหันไปถามพ่อแม่ พ่อจ๋า แม่จ๋า อันนี้คืออะรายยยย แล้วเก็บมาคิดสร้างสรรค์ แต่งเรื่องเป็นเรื่องเป็นราวให้พ่อแม่ฟัง
สิ่งเหล่านี้บ่งบอกว่าสมองคุณกำลังใช้ความคิด คุณในวัยเด็กยังไม่มีความรู้มาก แต่ตอนนี้คุณโตมากพอแล้วที่จะมีนำศาสตร์ความรู้ต่าง ๆ มาเชื่อมโยงกันและกัน เรียนรู้สิ่งที่สนใจจากอาจารย์ที่ผ่านการเชี่ยวชาญขั้นสุดมาก่อน แปรสภาพให้เหนือกว่าอาจารย์โดยวิธีที่เหมาะสมกับตัวเอง ใช้เวลาและความพยายามกับมัน ผลลัพธ์จะไม่เกิดขึ้นในวันนี้ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการมีอยู่ของวันพรุ่งนี้จึงสำคัญ ผลลัพธ์จะไม่เกิดขึ้นในทันที
ความสำเร็จจะเกิดขึ้นจาก sequence ดังนี้
คือ No ---> Not YET --> Grew UP --> YES
คุณต้องเติบโตและผ่านประสบการณ์ให้มากพอ และวันนั้นเองความเชี่ยวชาญขั้นสุดจะออกมาจากตัวคุณเอง
เหมือนกับอาจารย์หมอวอร์ดศัลย์ที่รู้ว่าต้องผ่าอะไร กรีดลึกแค่ไหน adviceคนไข้ยังไง เหมือนกับพี่พยาบาล SCRUB NURSE ว่าถ้าถึงขั้นตอนนี้จะต้องยื่นอะไรให้อาจารย์หมอโดยที่อาจารย์ไม่ต้องบอก
บ่งบอกถึงเวลาและประสบการณ์ที่ได้ทุ่มลงไป
จนคุณไม่ต้องผ่านสมองกลั่นกรอง " มันออกมาเอง มันทำไปได้่เอง "
เราต่างแสวงหาเทคนิคและทางลัด
จนละเรื่องการใช้เวลาและประสบการณ์
หันไปมองว่าเป็นเพราะโชค นี่ไม่ใช่เรื่องของโชค
ไม่ใช่ข้ออ้างว่าคนที่ทำได้มาก่อน
เพราะพวกเขาไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เราทำไม่ได้เพราะเราเป็นคนไทย
เรามีปัญหาเชิงโครงสร้าง เรามีชายแท้ในประเทศ
คำบ่นในทวิตเตอร์เหล่านี้ไม่ได้สำคัญให้คุณเก็บมาคิดจนฝังสมอง
โลกนี้มีทฤษฎีมากมาย
แต่สิ่งที่สำคัญคือตัวคุณเองเท่านั้น
ปล่อยเขา และหันกลับมาให้เวลากับตัวเองเถอะ
----------------------------------------
ขอให้คุณสนุกและท้าทายกับการพัฒนาตัวเอง
มันจะเหนื่อย แต่ขอให้กินอะไรก็อร่อย
นอนหลับสบาย ผ้าห่มไม่หลุด
คอไม่ตกหมอน
------------------------------------------
ขอให้ทุกคนที่คุณจะได้พบเจอต่อจากนี้
ได้รับความรักและการช่วยเหลือ
จากการเชี่ยวชาญขั้นสุดของคุณ
------------------------------------------
ขอบคุณครับ
------------------------------------------
