#### การตีความเรื่องการสร้างมนุษย์ชายหญิง

Genesis 2

พระเจ้าพระยาห์เวห์จึงทรงบันดาลให้ชายนั้นหลับสนิท จากนั้นทรงชักกระดูกซี่โครงของเขาออกมาซี่หนึ่งและทรงปิดเนื้อให้สนิทเข้าดังเดิม

แล้วพระเจ้าทรงสร้างผู้หญิงขึ้นจากกระดูกซี่โครงที่พระองค์ทรงนำออกมาจากชายนั้น และพานางมาหาเขา

ชายผู้นั้นกล่าวว่า "นี่คือกระดูกจากกระดูกของเรา และเนื้อจากเนื้อของเรา นางจะได้ชื่อว่า 'หญิง' เพราะนางมาจากชาย"

เพราะเหตุนี้ผู้ชายจะละจากบิดามารดาของตนไปผูกพันกับภรรยา และพวกเขาจะเป็นเนื้อเดียวกัน

‭‭

ปฐมกาล‬ ‭2‬:‭21-‭24‬

คนอื่น ๆ อ่านแล้ว : อืม.. ศาสนาชายเป็นใหญ่ เขียนเรื่องให้ผู้หญิงเป็นสิ่งรองจากผู้ชาย สร้างผู้ชายก่อนผู้หญิง และสร้างผู้หญิงจากสิ่งที่ไม่เหมือนกับที่ใช้สร้างผู้ชาย ทำไมไม่สร้างมาพร้อม ๆ กัน หรือสร้างมาให้เท่าเทียมกัน? นี่สินะศาสนาปิตาธิไตย

บทสัมภาษณ์บาทหลวง (คริสต์): มันมีเหตุผลที่ว่าทำไมพระเจ้าจึงต้องสร้างอาดัมจากดิน และสร้างเอวาจากกระดูกซี่โครงของอาดัมอีกที เพราะว่าพระเจ้าได้กำหนดหน้าที่ของอาดัมให้ต้องดูแลสวนเอเดน เข้าจะต้องใช้แรงทำงานเพื่อดูแลพืชพรรณต่าง ๆ ในสวนเอเดนของพระเจ้า พระเจ้าจึงปันเขาขึ้นจากดิน ส่วนเอวาที่มาจากกระดูซี่โครงของดาอัม ในร่างกายของมนุษย์นั้นกระดูทำหน้าที่เป็นเกราะที่มีไว้เพื่อปกป้องอวัยวะภายใน ดังนั้นการที่พระเจ้าสร้างเอวาจากกระดูกของอาดัมก็เพราะต้องการให้เอวาทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์หัวใจของอาดัม ในขณะที่อาดัมทำหน้าที่จัดหาทรัพยากรให้กับเอวาและครอบครับ เอวาก็ตอบสนองต่ออาดัมด้วยความงดงามและความรัก

คนอ่านโทราห์ (ยูดาห์) : เรื่องกระดูซี่โครงของอาดัมนั้น จริง ๆ แล้วในโทราห์ไม่ได้ใช้คำว่า "สีข้าง" (ribs) แต่ใช้คำว่า "ด้านข้าง" (sides) มันจึงไม่ใช่การอุปมาอุปมัยว่ากระดูกของอาดัมที่ใช้สร้างเอวานั้นมีหน้าที่อะไร สิ่งที่เรียกว่า "คู่ชีวิต" มนุษย์ไม่ได้ต้องการร่างโคลนนิ่งที่เหมือนกับตัวเราเองเป๊ะ ๆ ด้วยการสร้างมาจากส่วนหนึ่งส่วนใดของเรา เราต้องการใครคนนั้นที่เป็นอีกส่วนของเรา เพื่อการสนับสนุน ค่อยโต้เถียง และแสดงถึงตัวตนอีกด้านที่เรานั้นไม่มี

คนยิวเชื่อว่าพวกเราทุกคนนั้นมีสิ่งที่เรียกว่า "เนื้อคู่" ดวงจิตหนึ่งที่แยกออกเป็นชายและหญิงที่ลงมาเกิดเพื่อการทำภาระกิจบางอย่าง (มันเหมือนกับการลงมาสอบ ซึ่งข้อสอบบางอย่างสำเร็จได้จากการเป็นเพศใดก็ได้ ส่วนบางข้อมีเฉพาะการเป็นเพศหญิงเท่านั้นที่สามารถทำได้หรือจาการเป็นเพศชายเท่านั้น) ดังนั้นจากดวงจิตเดียวที่แยกกันออกเป็นสองเพื่อลงมาทำภาระกิจ เมื่อได้มาเจอกันพวกเขาจะช่วยเหลืออีกฝ่ายจาก "อีกด้าน" ที่อีกฝ่ายไม่มี ในเวลาที่ชายและหญิงที่มาจากจิตวิญญาณดวงเดียวกันได้พบเจอกัน เขาอาจจะรู้สึกถึงความคุ้นเคยกันมาก ๆ แต่ในทางที่แย่คือความหวาดระแวงเพราะครั้งก่อนในอดีตที่ลงมาทำภาระกิจเคยสร้างเรื่องราวแย่ ๆ หรือเป็นเพราะการไม่สำเร็จในเป้าหมายระหว่างที่อยู่ด้วยกันเอาไว้

คนยิวที่มีความเชื่อในพิธีกรรมการฝังศพก็มาจากความเชื่อว่า เมื่อพวกเขาตายจะมีเศษของจิตวิญญาณนั้นวนเวียนอยู่กับร่างกายนั้น และส่วนที่เป็นดวงจิตจะกลับขึ้นไปเพื่อรอที่จะลงมาใหม่ เพราะว่าการทำ Mitzvah สามารถทำได้เฉพาะตอนที่มีร่างกายเท่านั้น เศษที่เหลืออยู่ของดวงจิตจึงเป็นสิ่งที่ผูกพันธ์อยู่กับร่างกายที่ตายของเรา ซึ่งอาจจะได้พบกับดวงจิตอีกฝ่ายไม่ก็เป็นดวงจิตของเราที่ได้ไปพบกับเศษของอีกฝ่าย ดังนั้นในบ้างครั้งเราจะไม่ได้เจอกับดวงจิตที่เป็นเนื้อคู่ของเรา แต่อาจจะได้ไปเจอกับเศษของดวงจิตจากคู่ของเรา มันจึงทำให้เราต้องพบกับคนที่จะเข้ามาในชีวิต โดยที่เราจะมีความสัมพันธ์ได้ใกล้ชิด ในทางความรู้สึก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไปถึงขั้นที่ได้ครองคู่ เพราะต่างฝ่ายต่างมีภาระกิจของตัวเองที่อีกฝ่ายนั้นไม่สามารถรวมทางได้เพราะไม่สามารถที่จะช่วยส่งเสริมในการทำภาระกิจของกันและกัน (แบบว่าภาระกิจที่จะต้องทำให้บรรลุมันแตกต่างกันเกินไป)

วลีหนึ่งในไบเบิลกล่าวถึงตอนที่อาดัมพูดว่า "นางจะได้ชื่อว่าหญิง เพราะนางมาจากชาย" สำหรับคนยิวแล้วในโทราห์ใช้คำว่า Ish (อิช) และ Isha (อิชา) ที่แปลว่า ชาย และ หญิง ส่วนคำว่า Adam (อาดัม) นั้นแปลว่า เลือด และที่ใช้คำว่า sides นั้นจึงเป็นการบอกถึงสิ่งที่อยู่ตรงข้าม เป็นภาพสะทอนให้เห็นถึงคุณลักษณะของความเป็นชายและหญิงจากในคน ๆ เดียว ซึ่งพระเจ้าได้แยกออกมาเพื่อให้เราได้มองเห็นอีกด้านหนึ่งของเรา คนยิวเชื่อว่าเราจะไม่มีทางรู้ว่าในตอนนี้เราคือ Ish หรือ Isha เพราะเราไม่เห็นในความแตกต่าง เราจะรู็ว่าในตอนนี้เราเป็นใครจากการเห็นในสิ่งแตกต่างที่ทำให้เราสามารถเปรียบเทียบได้ ทั้งนี้ Ish และ Isha ยังแปลได้อีกว่า สามี และ ภรรยา

ในช่วงสุดทายที่กล่าวว่า "เพราะเหตุนี้ผู้ชายจะละจากบิดามารดาของตนไปผูกพันกับภรรยา และพวกเขาจะเป็นเนื้อเดียวกัน" เป็นการสื่อถึงการแต่งงานกันของชายและหญิง การได้กลับมารวมกันอีกครั้งของจิตดวงเดียวกันที่แยกออกเป็นชายและหญิง ที่ต่างฝ่ายต่างก็ลงมาทำภาระกิจของตัวเอง แต่ได้กลับมารวมกันเพื่อการบรรลุถึงภาระกิจบางอย่างที่ต้องทำด้วยกัน คนยิวเชื่อว่าคนที่เราได้แต่งงานด้วยนั้นคือ Soul mate ของเรา เป็นเนื้อคู่ที่มาจากจิตอันเป็นหนึ่งเดียวของเรา

ปล. Mitzvah ของคนยิวมีทั้งหมด 613 ข้อ บางข้อต้องเป็นชายเท่านั้นที่ทำให้สำเร็จได้ บางข้อต้องเกิดมาเป็นหญิงเท่านั้นที่สามารถทำให้สำเร็จได้ เป็นเรื่องที่ทำได้เฉพาะในขณะที่มีร่างกายเท่านั้น

ดังนั้นพวกเขาจึงมีความเชื่อในเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิดเพื่อกลับมาทำให้สมบูรณ์ และต้องบอกว่าพวกเขาไม่มีความคิดในการไปสวรรค์ การซ่อมแซมและปรับปรุงโลกให้มีความสมบูรณ์จะทำให้พระเจ้าสามารถลงมาอยู่กับพวกเขาบนโลกได้ (อารมณ์แบบ ไปทำไมสวรรค์ ไปได้สักพักก็เบื่ออยากจะกลับมาโลกแล้วเพราะมันไม่มีอะไรให้ทำ)

ปล.2 Don't trust, Verify.

#siamstr

#hipknox

Not to offend, just my curiosity. How could we verify belief?

I am recently interested in the existence of God. (Whether Christian or lslam)

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

สำหรับผม ถ้าหากว่าเราสามารถตอบคำถาม หรือมีคำตอบให้กับตัวเราเองได้ว่าเพราะอะไรเราจึงเลือกที่จะเชื่อแบบนั้น มันน่าจะเป็นการ verify ให้กับตัวเราเองแล้วนะครับ :)

ไม่มีสิ่งไหนที่ถูกหรือผิด เพราะยังไงแล้ว ความเชื่อมันเป็นเรื่องของปัจเจก เพียงแค่พอมันใหญ่มากพอที่จะกลายเป็นศาสนาที่คนที่มีความเชื่อแบบเดียวกันไปรวมกลุ่มกัน มันเลยมักจะต้องพิสูจน์ความเชื่อต่อผู้ที่ไม่เชื่อ ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน เพื่อการสนับสนุนความเชื่อ หรือเพื่อการปกป้องความเชื่อ

คำถามก็คือเราต้องการที่จะพิสูจน์ความเชื่อของเราให้กับตัวเราเอง หรือต้องการที่จะพิสูจน์ความเชื่อของเราเพื่อให้ผู้อื่นยอมรับ

ถ้าเชื่อว่าพระเจ้าไม่มีจริง ต่อตัวเรามันก็แค่พระเจ้าไม่มีจริง (คนอื่นจะคิดยังไงเป็นเรื่องของคนอื่น) ถ้าเชื่อว่าพระเจ้ามีจริง ต่อตัวเราเองมันก็แค่พระเจ้าที่เป็นพระเจ้าของเรา หรือพระเจ้าของเขาที่เรารับเอามาเชื่อ

สุดท้ายแล้วเราเป็นคนที่ได้เลือกรึเปล่า

คนคริสต์มีประสบการณ์ของพระเจ้าผ่านการทรงนำ เช่น พวกเขาคุยกับพระเจ้าผ่านการอธิฐาน และพระเจ้าตอบกลับพวกเขาผ่านการที่พวกเขาอ่านสิ่งที่ถูกเขียนไว้ในพระคัมภีร์

คนพุธมีประสบการณ์ของการเขาถึงความสงบผ่านการทำสมาธิ บางคนอาจบอกกับตัวเองว่าการปฏิบัติการบำเพ็ญนั้นไปถึงขั้นของโสดาบัน บางคนอาจะไปได้ไกลกว่านั้น

ถ้าเราเลือกเชื่อตามคริสต์ เราก็อาจจะต้องอธิฐานต่อพระเจ้าและอ่านไบเบิล เพื่อพิสูจน์ว่าทำแบบนั้นแล้วมันยังจริงอยู่ไหม การทรงนำเกิดขึ้นได้จริงไหม

ถ้าเราเลือกเชื่อตามพุธ เราก็อาจจะต้องรักษาศีลและฝึกสมาธิทำตามสิ่งที่เป็นแบบอย่างอย่างที่พระพุทธเจ้าทำ เพื่อพิสูจน์ว่าเราจะไปจนถึงนิพพานได้ไหม

แต่ถ้าเราเลือกที่จะเชื่อเพราะมีความเชื่อเป็นของตัวเองที่ไม่เหมือนใครเลย มันก็จะมีเพียงเราเท่านั้นที่รู้ว่าตัวเราเองจะต้องทำยังไง

ไม่รู้ว่าตอบตรงคำถามมั้ยนะครับ, ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะครับ :) ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนกันครับ

ขอบคุณสำหรับคำชี้แนะครับ ช่วงนี้ผมศึกษาทั้งศาสนาคริสต์และอิสลามครับ พยายามหาคำตอบบางอย่างอยู่ ตอนนี้ยังไม่ได้คำตอบชัดเจน จะพยายามศึกษาต่อไปครับ