กรณีฟ้องเดิมตกไปเนื่องจากศาลสั่งจำหน่ายคดีเพราะโจทก์ ทิ้งฟ้องตาม ป.วิ.พ ม.174 ถอนฟ้องตาม ป.วิ.พ ม.175 หรือโจทก์ขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.พ ม.202 ในกรณีเช่นนี้ยังถือว่ายังมีโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยฟ้องแย้งอยู่ ฟ้องแย้งยังคงอยู่ไม่ตกไปตามฟ้องเดิม

ฎีกาที่ 5477/2557 การถอนฟ้องภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 175 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 เพียงแต่บัญญัติให้ศาลฟังจำเลยเท่านั้น มิได้บัญญัติห้ามไม่ให้ศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง การอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องหรือไม่ย่อมเป็นดุลพินิจของศาลซึ่งพิจารณาถึงความสุจริตและคำนึงถึงความได้เปรียบเสียเปรียบในเชิงคดีด้วย โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่สั่งให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความเห็นของกรมบัญชีกลาง ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โจทก์ขอถอนฟ้องโดยอ้างว่าได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเอกสารที่โจทก์ไม่เคยทราบมาก่อนและโจทก์เข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับคำสั่งของจำเลยซึ่งถ้าทราบมาก่อนก็จะไม่ฟ้องคดีนี้ เห็นได้ว่าเมื่อโจทก์ถอนฟ้องคำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์ต้องรับผิดยังคงมีอยู่จึงไม่ทำให้โจทก์ได้เปรียบในเชิงคดีอันแสดงว่าโจทก์ขอถอนฟ้องโดยสุจริต

ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 บัญญัติให้สิทธิจำเลยจะฟ้องแย้งโจทก์มาในคำให้การได้ถ้าคำฟ้องแย้งเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมเท่านั้น เมื่อจำเลยฟ้องแย้งโจทก์มาในคำให้การ โจทก์ก็คือจำเลยในฟ้องแย้ง คดีตามฟ้องแย้งจึงมีคู่ความครบถ้วนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ การที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเดิม ก็คงมีผลเฉพาะคดีโจทก์ว่าไม่มีฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น หามีผลให้ฟ้องแย้งของจำเลยตกไปด้วยไม่

กรณีฟ้องเดิมตกไปเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ในกรณีเช่นนี้ต้องแบ่งพิจารณาเป็น 2 กรณีคือ

กรณีแรก โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากมีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามไว้ เช่น กรณี ฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ ม.๑๔๘ ฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ ม.๑๗๓ วรรคสอง(๑) หรือกรณีผู้ฟ้องหรือร้องขอไม่ใช่บุคคลที่มีฐานะโดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น บิดาที่ไม่ได้จดทะเบียนหรือรับรองบุตรเป็นบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่มีอำนาจฟ้องหรือร้องขอแทนบุตรซึ่งเป็นผู้เยาว์ได้ เป็นต้น ในกรณีเช่นนี้ถือว่าฟ้องแย้งตกไปตามฟ้องเดิม

กรณีที่สอง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากผลของการวินิจฉัยพยานที่เกี่ยวกับเนื้อหาความรับผิดของจำเลยแล้วปรากฎในภายหลังว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ในกรณีเช่นนี้ยังถือว่ายังมีโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยฟ้องแย้งอยู่ ฟ้องแย้งยังคงอยู่ไม่ตกไปตามฟ้องเดิม ฎีกาที่ 4792/2564 เมื่อคำฟ้องเดิมของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยเป็นการขอให้บังคับ โดยมีที่มาและฐานแห่งการตั้งสิทธิจากหลักเดียวกัน คือ การทำสัญญาเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อฉบับเดิม ดังนั้น แม้การปรับปรุงโครงสร้างหนี้และทำสัญญาเช่าซื้อฉบับใหม่ที่โจทก์มุ่งหมายบังคับจำเลยจะยังไม่เกิดขึ้น เพราะคำเสนอและคำสนองในการทำสัญญาของคู่สัญญาไม่ถูกต้องตรงกัน แต่เหตุดังกล่าวคงเป็นผลให้จำเลยไม่ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อฉบับใหม่ที่โจทก์อ้างเป็นหลักแห่งข้อหาและคำบังคับเท่านั้น หาได้ส่งผลกระทบกระเทือนต่อนิติสัมพันธ์และมูลหนี้ของคู่สัญญาที่มีต่อกันตามสัญญาเช่าเซื้อฉบับเดิม ซึ่งเป็นรากฐานโดยอาศัยสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาตามสัญญาเช่าซื้อเดิมซึ่งก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องในคดี การที่จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำฟ้องเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาฉบับใหม่ จึงมิได้ทำให้ฟ้องแย้งของจำเลยตกไป และต้องถือว่ายังมีตัวโจทก์เป็นจำเลยในส่วนฟ้องแย้ง

(Ref. วิแพ่งพิสดาร เล่ม 2 ปี 2568)

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.