Avatar
AttorneyWachira
0f447ae8c2f3fa20735c276595adb343c5b63bbed9cc38f91c903bc5e21be69e
ทนายความวชิระ พรหมนิยม นักแกะฎีกา รับว่าความทั่วราชอาณาจักร รับปรึกษาปัญหากฎหมาย ให้ความรู้กฎหมายครับ และหลงไหลใน Decentralized protocol/technology My Motto: "Be Humble and Stack Sats."

#โต้แย้งประเด็นที่ไม่มีผลกับตนไม่เป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

#หย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี

#วันอากาศเย็นๆ

#วันหยุด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1241/2567

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า นอกจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนหย่าด้วยเหตุเป็นการแสดงเจตนาลวงทำให้การหย่าตกเป็นโมฆะแล้ว ยังฟ้องว่าเป็นการจดทะเบียนหย่าโดยไม่สุจริตศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนการหย่าด้วยเหตุการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตด้วยนั้น เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าการแสดงเจตนาจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองทำขึ้นมีเจตนาลวงโดยสมรู้กันมิได้มีเจตนาหย่ากันจริงแต่จดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี การจดทะเบียนหย่าตกเป็นโมฆะ และเป็นการจดทะเบียนหย่าโดยไม่สุจริต ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ย่อมต้องด้วยกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะเรื่องการแสดงเจตนาและโมฆะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ..." และตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้" ศาลจึงต้องใช้บทกฎหมายเฉพาะดังกล่าวเป็นหลักในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีนี้ตามที่มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ โดยไม่จำต้องอาศัยมาตรา 5 เรื่องการใช้สิทธิแห่งตนที่ให้บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต อันเป็นบทกฎหมายทั่วไปมาใช้ในการวินิจฉัยคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น ในปัญหาที่ว่าโจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่จึงต้องพิจารณาตามบทกฎหมายดังกล่าวประกอบคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีส่วนได้เสียที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างได้หรือไม่ว่าการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาในข้อนี้ว่า การจดทะเบียนหย่าของจำเลยทั้งสอง ทำให้จำเลยทั้งสองอยู่ในสถานะจดทะเบียนหย่า สิทธิของโจทก์ทั้งสองในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 จึงไม่ได้รับความคุ้มครอง กล่าวคือ รถกระบะที่จำเลยที่ 2 ได้มาภายหลังการจดทะเบียนหย่า ไม่ใช่สินสมรสของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่โจทก์ทั้งสองจะยึดเพื่อบังคับคดีได้ แม้โจทก์ทั้งสองยืนยันให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดรถคันนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีก็มีสิทธิใช้ดุลพินิจไม่ยึดให้ก็ได้ เพราะมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของในทะเบียนรถและหากยอมให้ลูกหนี้ทำเช่นนี้ได้สังคมก็ไม่สงบสุขนั้น เห็นว่า กรณีการจดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดีนั้น กฎหมายบัญญัติทางแก้ไว้หลายกรณีด้วยกันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสังคมสงบสุข สำหรับคดีนี้ แม้จำเลยทั้งสองอยู่ในสถานะจดทะเบียนหย่า แต่สิทธิของโจทก์ทั้งสองในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในการที่จะบังคับแก่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น โจทก์ทั้งสองชอบที่จะบังคับแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ด้วยการร้องขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้มีการบังคับคดี โดยวิธียึดทรัพย์สิน อายัดสิทธิเรียกร้อง หรือบังคับโดยวิธีอื่นแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ได้ แม้ว่ามีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในทะเบียนหรือปรากฏตามหลักฐานอย่างอื่นว่าเป็นของบุคคลอื่น ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง, 296 (1) (2) (3), 297 (1) และมาตรา 298 ดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้วินิจฉัยในรายละเอียดไว้ชัดแจ้งโดยชอบแล้ว ศาลฎีกาไม่ต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ส่วนขั้นตอนในการบังคับคดีตามบทกฎหมายดังกล่าว ซึ่งกำหนดขึ้นเพื่อคุ้มครองให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความและป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น โจทก์ทั้งสองจะอ้างว่าทำให้สิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ทั้งสองไม่ได้รับความคุ้มครองหาได้ไม่ กรณียังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองถูกโต้แย้งสิทธิ โจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างได้ว่าการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ นอกจากนั้นหากจำเลยทั้งสองจดทะเบียนหย่าโดยเจตนาลวงอันมีผลให้การหย่าเป็นโมฆะ และมีการทำนิติกรรมใด ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี ย่อมเป็นการทำนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ทั้งสองผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเสียเปรียบ โจทก์ทั้งสองชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคหนึ่ง เนื่องจากโจทก์ทั้งสองถูกโต้แย้งสิทธิ ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างได้ว่าการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ แต่ในคดีนี้โจทก์ทั้งสองไม่ได้ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำนิติกรรมใดลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ทั้งสองผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ รวมทั้งไม่ได้ร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมใด ๆ คงฟ้องแต่เพียงว่าจำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถกระบะภายหลังการจดทะเบียนหย่าทำให้โจทก์ทั้งสองยึดรถคันดังกล่าวไม่ได้ และมีคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนหย่าเท่านั้น คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่การขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคหนึ่ง และศาลไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนการเป็นเจ้าของรถของจำเลยที่ 2 ในทะเบียนรถ เพราะจะเป็นการพิพากษาให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ดังนั้น แม้ศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนหย่าเป็นโมฆะและให้เพิกถอนการจดทะเบียนหย่า แต่จำเลยที่ 2 ก็ยังมีชื่อเป็นเจ้าของในทะเบียนรถเช่นเดิม ผลของคำพิพากษาดังกล่าวทำให้สิทธิของโจทก์ทั้งสองยังมีเท่ากับการไม่ได้ฟ้อง ซึ่งแสดงได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองถูกโต้แย้งสิทธิ โจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างได้ว่าการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

#ข้อสังเกต การจดทะเบียนหย่าของจำเลยแม้ว่าจะเป็นการจดเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดีก็ไม่ได้มีผลกระทบโดยตรงต่อโจทก์แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการยึดเพราะเห็นว่ามีชื่อในทางทะเบียนเป็นบุคคลอื่นตาม ป.วิ.พ.มาตรา 298 วรรคหนึ่ง และเจ้าหนี้ยืนยันให้ยึดแต่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีดุลพินิจไม่ยึด บทบัญญัติของกฎหมายก็กำหนดทางแก้ไว้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 298 วรรคสาม คือให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดทรัพย์ดังกล่าวต่อ ซึ่งหมายความว่าโจทก์ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแล้ว การที่โจทก์อ้างว่าไม่ได้รับการคุ้มครองเนื่องจากการจดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดีจึงไม่ชอบ

เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องบังคับเพิกถอนนิติกรรมที่ทำให้โจทก์ต้องเสียเปรียบตาม ป.พ.พ.มาตรา 237 "คงฟ้องแต่เพียงว่าจำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถกระบะภายหลังการจดทะเบียนหย่าทำให้โจทก์ทั้งสองยึดรถคันดังกล่าวไม่ได้ และมีคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนหย่าเท่านั้น คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่การขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคหนึ่ง และศาลไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนการเป็นเจ้าของรถของจำเลยที่ 2 ในทะเบียนรถ เพราะจะเป็นการพิพากษาให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง"

#แกะไปเรื่อย #ฟ้องผิดชีวิตเปลี่ยน #นิติกรรมที่ทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ #งดการยึดอายัดเนื่องจากปรากฎชื่อบุคคลอื่นในทางทะเบียน #บังคับคดี #เกินคำขอ #นิติศาสตร์ #ฎีกาเก่าก็น่าสนใจได้ #ฎีกาน่าสนใจ

#ฎีกาเกี่ยวกับพิพาทความเสียหายจากอุทกภัย #เทียบเคียงกับปี54

#น้ําท่วมภาคใต้ #น้ําท่วม2568

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2065/2563

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อเดือนตุลาคม 2554 น้ำท่วมในโครงการและท่วมเข้ามาในบ้านโจทก์เนื่องจากจำเลยทั้งสองปรับปรุงระดับพื้นดินต่ำเป็นแอ่งกระทะไม่เรียบเสมอกัน ระดับพื้นบ้านชั้นล่างของโจทก์ไม่ได้มีระดับสูงกว่าถนนหน้าโครงการ 0.60 เมตร ตามที่ได้ยื่นขออนุญาตจัดสรร เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การว่า บ้านโจทก์ไม่ได้เกิดความเสียหายจากการก่อสร้าง โครงสร้างโดยรวมของบ้านยังมั่นคงแข็งแรงและย่อมมีการเสื่อมสภาพไปตามสิ่งแวดล้อม กาลเวลาและการใช้งานตามสมควร ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบ้านเกิดจากช่วงเดือนตุลาคม 2554 เกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรง ความเสียหายไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสอง จากคำฟ้องและคำให้การของจำเลยทั้งสองในเบื้องต้นย่อมเข้าใจว่า หากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการถมที่ดินให้มีความสูงไม่ต่ำกว่าถนนสาธารณะหน้าโครงการจัดสรรที่ดินตามที่ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินแล้ว เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วมโจทก์จะไม่ได้รับความเสียหาย หรือหากได้รับความเสียหายก็จะเกิดความเสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสองอ้างว่า จำเลยที่ 2 ได้ดำเนินการถมที่ดินตามที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินแล้ว ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่า สภาพทางธรณีวิทยาของที่ดินของพื้นที่ก่อสร้างในขณะทำการก่อสร้างจะมีอยู่อย่างไร จะก่อให้เกิดการทรุดตัวในปริมาณสูงหรือไม่ จำเลยที่ 2 ทำการปรับถมดินไม่ต่ำกว่าถนนสาธารณะหน้าโครงการแล้วหรือไม่ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างและอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของจำเลยทั้งสองที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจตามความในมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวจึงตกอยู่แก่จำเลยทั้งสอง

ส่วนที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษนั้น จำเลยทั้งสองเป็นผู้ประกอบธุรกิจค้าที่ดิน ทำการจัดสรรที่ดินและบ้านเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย โดยที่ดินและบ้านในโครงการของจำเลยทั้งสองมีราคาสูง แต่จำเลยทั้งสองถมดินปรับระดับถนนในโครงการ และพื้นดินในโครงการ รวมถึงพื้นดินบริเวณบ้านโจทก์ มีระดับต่ำกว่าถนนสาธารณะหน้าโครงการ ไม่เป็นไปตามสัญญาจะซื้อจะขายที่จำเลยที่ 2 ทำกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภค พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า จำเลยทั้งสองจงใจไม่ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายและคำขออนุญาตจัดสรรที่ดินและบ้านมาตั้งแต่แรก มีเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม ทำให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายเพื่อประโยชน์ในทางการค้าโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น จึงสมควรบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษแก่โจทก์ครึ่งหนึ่งของความเสียหายที่โจทก์ได้รับ

#ข้อสังเกต ถึงแม้ความเสียหายจากอุทกภัยเป็นเรื่องเหตุการณ์ที่ไม่อาจควบคุมได้เนื่องจากเป็นภัยธรรมชาติ แต่ถ้าพิสูจน์ได้ว่าผู้จัดสรรฯไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาหรือตามข้อกำหนด ผู้จัดสรรยังคงมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายนั้น

***ที่นำเสนอฎีกานี้ไม่ได้สนับสนุนให้ฟ้องร้องคดีกันจุดประสงค์ต้องการให้ทราบถึงสิทธิและหน้าที่ทั้งฝ่ายผู้บริโภคและผู้จัดสรรฯครับ เนื่องจากอุทกภัยครั้งนี้มีผู้ได้รับผลกระทบค่อนข้างเยอะเป็นวงกว้าง การทราบสิทธิและหน้าที่ของตนน่าจะเป็นการลดการฟ้องร้องกัน***

#แกะไปเรื่อย #ค่อยๆคุยกัน #สิทธิและหน้าที่ #นิติศาสตร์

#เจ้าของที่แท้จริงคัดค้านการยึดอายัด #วิแพ่ง #ข้อสันนิษฐานเอกสารมหาชนเป็นเอกสารที่ถูกต้องและแท้จริง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5053/2565

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โรงแรมพิพาทที่โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดเป็นของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของโรงแรม ก. ที่โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึด ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอ้างว่า เป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษามีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในทะเบียนหรือปรากฏตามหลักฐานอย่างอื่นว่าเป็นของบุคคลอื่น หากเจ้าพนักงานบังคับคดีสงสัยว่าทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องนั้นไม่ใช่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและไม่ยอมทำการยึดหรืออายัด ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายืนยันให้ยึดหรืออายัด เจ้าพนักงานบังคับคดีจะทำการยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องนั้น หรือจะสั่งงดการยึดหรืออายัดก็ได้..."วรรคสาม บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำร้องต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งงดการยึดหรือการอายัดตามวรรคหนึ่ง เพื่อขอให้ศาลสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องนั้น ในกรณีเช่นนี้ ให้ศาลส่งสำเนาคำร้องแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีและบุคคลผู้มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องตามที่ปรากฏในทะเบียนหรือหลักฐานอย่างอื่นทราบและบุคคลดังกล่าวอาจคัดค้านว่า ทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องนั้นไม่ใช่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้...และให้นำบทบัญญัติมาตรา 323 หรือมาตรา 325 แล้วแต่กรณี มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยหากศาลมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องแล้ว บุคคลดังกล่าวที่ได้ยื่นคำคัดค้านตามวรรคนี้จะใช้สิทธิตามมาตรา 323 หรือ มาตรา 325 แล้วแต่กรณี อีกหาได้ไม่" เช่นนี้ตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นผู้นำยึด กับบุคคลผู้มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องตามที่ปรากฏในทะเบียนหรือหลักฐานอย่างอื่นอันศาลต้องวินิจฉัยว่า ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ หากได้ความว่า ทรัพย์นั้นเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้วศาลจะมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องนั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะยื่นคำคัดค้านว่าทรัพย์ที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้ยึดนั้นมิใช่ของตนหาได้ไม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำคัดค้านย่อมเป็นการไม่ชอบ และจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แม้ในชั้นขออนุญาตฎีกาจำเลยที่ 1 จะได้รับอนุญาตให้ฎีกา แต่ก็ไม่ผูกมัดให้ศาลฎีกาวินิจฉัยในเนื้อหา เมื่อฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบศาลฎีกาจึงไม่อาจวินิจฉัยให้ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 กับพวกอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารโรงแรมพิพาทในที่ดินของจำเลยที่ 2 กับพวก และตามสัญญาจ้างก็ไม่มีข้อความว่าจำเลยที่ 2 อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารในที่ดินได้ แม้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างโรงแรมพิพาทก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 อาจดำเนินการก่อสร้างแทนบุคคลหนึ่งคนใดหรือรับจ้างบริหารแทนผู้อื่นก็เป็นได้ โรงแรมพิพาทตกเป็นส่วนควบของที่ดินเจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของโรงแรมพิพาท อีกทั้งในสำนวนคดีหลัก ศาลฎีกาวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าก่อสร้างไม่ได้วินิจฉัยว่าโรงแรมพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขออนุญาตก่อสร้างโรงแรมพิพาท โจทก์ยื่นคำร้องเพื่อโต้แย้งคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีและขอให้ศาลไต่สวนว่าทรัพย์ที่ขอยึดเป็นของจำเลยที่ 1 โจทก์ต้องแสดงให้ศาลชั้นต้นเห็นว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นควรงดดำเนินการยึดทรัพย์นั้นเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร แต่โจทก์กลับไม่มีนำสืบพยานให้ศาลเห็นในประเด็นดังกล่าว และจำเลยที่ 2 กับเจ้าของที่ดินอันเป็นที่ตั้งของโรงแรมพิพาทได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์โรงแรมพิพาท นั้น ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ก่อนว่า โจทก์ยื่นคำร้องโต้แย้งคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีและขอให้ศาลไต่สวนว่าทรัพย์ที่ขอยึดเป็นของจำเลยที่ 1 โจทก์ต้องนำสืบพยานให้ศาลเห็นว่าการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นควรงดดำเนินการบังคับคดีดังกล่าวเป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอ้างว่าเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษามีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในทะเบียนหรือปรากฏตามหลักฐานอย่างอื่นว่าเป็นของบุคคลอื่น หากเจ้าพนักงานบังคับคดีสงสัยว่าทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องนั้นไม่ใช่เป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและไม่ยอมทำการยึดหรืออายัด ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายืนยันให้ยึดหรืออายัด เจ้าพนักงานบังคับคดีจะทำการยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องนั้น หรือจะสั่งงดการยึดหรือการอายัดก็ได้..." และวรรคสามบัญญัติว่า "เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำร้องต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งงดการยึดหรือการอายัดตามวรรคหนึ่ง เพื่อขอให้ศาลสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องนั้น ในกรณีเช่นนี้ ให้ศาลส่งสำเนาคำร้องแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีและบุคคลผู้มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องตามที่ปรากฏในทะเบียนหรือหลักฐานอย่างอื่นทราบและบุคคลดังกล่าวอาจคัดค้านว่าทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องนั้นไม่ใช่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ โดยยื่นคำคัดค้านต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่รับสำเนาคำร้อง..." จากบัญญัติดังกล่าวซึ่งเป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะคัดค้านคำสั่งที่ไม่ทำการยึดหรืออายัดในกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยอมยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอ้างว่าเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษา เพราะมีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในทะเบียนหรือปรากฏตามหลักฐานอย่างอื่นว่าเป็นของบุคคลอื่น และเจ้าพนักงานบังคับคดีสงสัยว่าทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องนั้นไม่ใช่เป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและไม่ยอมทำการยึดหรืออายัด ซึ่งในการยื่นคำร้องดังกล่าว โจทก์ได้กล่าวชัดแจ้งแล้วว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 101,770,729.32 บาท พร้อมดอกเบี้ย คำพิพากษาถึงที่สุด โจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากจำเลยที่ 1 วันที่ 28 มิถุนายน 2561 โจทก์แถลงยืนยันให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 คือ อาคารโรงแรม ก. แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร พร้อมอุปกรณ์ของอาคารดังกล่าว ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 477, 478, 10656 ถึง 10661, 23993 ถึง 23998 และ 2877 เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาจนครบถ้วน เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่า ตามเอกสารใบอนุญาตก่อสร้างอาคารไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างและตามสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินไม่ปรากฏว่ามีชื่อของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่อย่างใด กรณีมีเหตุสงสัยในการดำเนินการว่าทรัพย์ที่โจทก์แถลงให้ยึดเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาจึงไม่สามารถดำเนินการตามคำขอได้ หากโจทก์ประสงค์จะคัดค้านให้ดำเนินการทางศาล โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี และประสงค์จะคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี เนื่องจากพยานหลักฐานของโจทก์ดังที่ระบุไว้ในคำร้องข้อ 2 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า อาคารโรงแรม ก. พร้อมอุปกรณ์ของอาคาร เป็นของจำเลยที่ 1 และในคำร้องคัดค้านข้อ 2 ได้กล่าวถึงเหตุที่แสดงว่าทรัพย์ที่โจทก์ขอให้ยึดเป็นของจำเลยที่ 1 ได้แก่ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระเงินค่าจ้างก่อสร้างอาคารดังกล่าวทั้งหมด โดยการสั่งจ่ายเช็คของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ นอกจากนี้ตามงบการเงินของบริษัทจำเลยที่ 1 ก็ปรากฏทรัพย์สินไม่หมุนเวียนของบริษัทได้แก่ ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ มีมูลค่าสูงเกินกว่า 200,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโรงแรมเพียงแห่งเดียว คือ โรงแรม ก. ซึ่งเดิมใช้ชื่อว่า โรงแรม ร. และขณะนี้บริษัทจำเลยที่ 1 ยังคงเผยแพร่โฆษณาสมัครงานผ่านระบบคอมพิวเตอร์ระบุว่า โรงแรม ก. เป็นของจำเลยที่ 1 คำร้องของโจทก์ได้กล่าวอ้างมูลเหตุ ที่มาในการยื่นคำร้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 วรรคหนึ่ง พร้อมทั้งเหตุผลในการสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าวและตามคำร้องคัดค้าน โจทก์ได้ขอให้ศาลไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดอาคารโรงแรม ก. แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร พร้อมอุปกรณ์ของอาคารเพื่อนำทรัพย์สินที่ยึดออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ต่อไป คำร้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 วรรคสาม ส่วนทางไต่สวนนั้น โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าทรัพย์สินที่โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำยึดเป็นของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็เพียงพอแล้ว โจทก์หาจำต้องนำสืบให้เห็นว่าการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นควรงดการยึดทรัพย์สินนั้น เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไรด้วยไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 2 กับเจ้าของที่ดินอันเป็นที่ตั้งของโรงแรมพิพาทได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 นั้น เห็นว่า ในชั้นนี้ประเด็นแห่งคดีที่พิพาทกันมีแต่เพียงว่า โรงแรมพิพาทที่โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดเป็นของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่เท่านั้น โจทก์ไม่ได้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินอันเป็นที่ตั้งของโรงแรมพิพาทด้วย จำเลยที่ 2 จะยกเอาข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ขึ้นมาเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 และบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้มีชื่อในทะเบียนที่ดินอันเป็นที่ตั้งโรงแรมพิพาทหาได้ไม่ โจทก์จึงไม่จำต้องนำพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานตามบทบัญญัติดังกล่าว ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของโรงแรมพิพาทนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของโรงแรมพิพาทเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารโรงแรมพิพาทและที่ดินอันเป็นที่ตั้งโรงแรมพิพาทไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 เท่านั้น แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขออนุญาตก่อสร้างอาคารโรงแรมพิพาทก็ตาม แต่การขออนุญาตก่อสร้างโรงแรมซึ่งเป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 32 (1) โดยกฎหมายฉบับดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ประการหนึ่งคือ การควบคุมเกี่ยวกับความมั่นคงแข็งแรงและความปลอดภัยในการก่อสร้างอาคาร ลำพังการเป็นผู้ขออนุญาตก่อสร้างโรงแรม มิใช่กรณีที่จะฟังข้อเท็จจริงได้ว่า ผู้ใดเป็นผู้ขออนุญาตก่อสร้างอาคารแล้ว ผู้นั้นเป็นเจ้าของอาคาร หรือผู้ใดไม่ได้เป็นผู้ขออนุญาตก่อสร้างอาคารแล้ว ผู้นั้นจะไม่ได้เป็นเจ้าของอาคารนั้นด้วย หากแต่ความเป็นเจ้าของนั้นต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์แวดล้อมอื่นประกอบด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ใช้อาคารคอนกรีต 23 ชั้น ที่ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างนั้น ขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมและได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมโดยใช้ชื่อว่าโรงแรม ร. ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนชื่อมาเป็นชื่อโรงแรมพิพาทในเวลาต่อมา ซึ่งการขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมนั้น พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 วรรคสอง บัญญัติว่า "การขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนด" และประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการพิจารณาการขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจโรงแรม โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ข้อ 4 กำหนดไว้ว่า "ในกรณีต่อไปนี้ให้นายทะเบียนพิจารณาไม่อนุญาตให้ประกอบธุรกิจโรงแรม (1)... (4) ที่ดินและอาคารที่ใช้เป็นที่ตั้งโรงแรมผู้ขออนุญาตไม่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ หรือไม่มีสิทธิครอบครองหรือไม่มีสิทธิใช้ประโยชน์ที่ดินและอาคารดังกล่าว เช่น สิทธิในการเช่า การยินยอมให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินและอาคารเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรมเป็นต้น (5)..." จากบทบัญญัติและประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว การขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมนั้น หาจำเป็นต้องให้จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินอันเป็นที่ตั้งโรงแรมด้วยไม่ เพียงแต่จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์ในที่ดินอันเป็นที่ตั้งโรงแรมก็เพียงพอแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นทั้งผู้ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารที่ใช้เป็นโรงแรมพิพาทและเป็นผู้ขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมและได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจโรงแรม แม้จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ใช้เป็นที่ตั้งโรงแรมก็ตาม แต่ขณะนั้นจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาจ้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ และข้อเท็จจริงปรากฏตามใบอนุญาตก่อสร้าง ดัดแปลงอาคารหรือรื้อถอนอาคาร (แบบ อ.1) ซึ่งออกให้เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2535 ตามเอกสารแนบรายงานข้อเท็จจริงในการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อศาลชั้นต้นในสำนวนคดีนี้ที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ยื่นขออนุญาตก่อสร้างอาคารตึก 23 ชั้น และชั้นใต้ดิน 1 ชั้นในที่ดินตามโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 2 และของนางสมบุญเจ้าของที่ดินในขณะนั้น เพื่อใช้เป็นอาคารโรงแรมและจอดรถยนต์ สอดคล้องกับสัญญาจ้างที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารคอนกรีต 23 ชั้น เพื่อใช้เป็นโรงแรมชั้นหนึ่ง แม้การขออนุญาตก่อสร้างอาคารดังกล่าว จำเลยที่ 2 มิได้กระทำไปในนามของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่ต้องดำเนินกิจการต่าง ๆ ให้ต้องตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 พฤติการณ์ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยที่ 2 ได้ว่า เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 ในการที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารคอนกรีตเพื่อใช้ประกอบธุรกิจโรงแรมตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 นั่นเอง และแสดงให้เห็นได้โดยปริยายว่า จำเลยที่ 1 ได้รับความยินยอมให้ใช้ประโยชน์ที่ดินอันเป็นที่ตั้งโรงแรมพิพาทจากจำเลยที่ 2 ตั้งแต่ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ทำการก่อสร้างอาคารโรงแรมพิพาทและขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมจากนายทะเบียนแล้ว มิฉะนั้น จำเลยที่ 1 คงไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจโรงแรมจากนายทะเบียนเป็นแน่ทั้งนางสมบุญเจ้าของที่ดินอันเป็นที่ตั้งโรงแรมพิพาทบางส่วนก็มิได้คัดค้านเข้ามาในคดีว่าตนไม่ได้ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารเข้าไปในที่ดินของตนแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และนางสมบุญยินยอมให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารโรงแรมพิพาทในที่ดินของจำเลยที่ 2 และนางสมบุญ ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อก่อสร้างอาคารโรงแรมพิพาทได้ โรงแรมพิพาทไม่ตกเป็นส่วนควบกับที่ดินโฉนดเลขที่ 477, 478, 10656 ถึง 10661, 23993 ถึง 23998 และ 2877 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 เมื่อโรงแรมพิพาทไม่ตกเป็นส่วนควบกับที่ดินอันเป็นที่ตั้งของโรงแรมพิพาท การที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างโรงแรมพิพาทและเป็นผู้ตกลงชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์มาตั้งแต่ต้น ตลอดทั้งเป็นผู้ยื่นคำขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมและได้ประกอบธุรกิจโรงแรมโดยใช้โรงแรมพิพาทประกอบธุรกิจโรงแรมตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ตลอดมา ย่อมเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่า จำเลยที่ 1 อ้างสิทธิเหนือโรงแรมพิพาทอย่างเป็นเจ้าของมาตั้งแต่ต้นที่เริ่มทำงานก่อสร้างโรงแรมพิพาทแล้ว แม้จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของโรงแรมพิพาท แต่ก็ไม่ได้ยกเหตุผลขึ้นคัดค้านด้วยว่าผู้ใดเป็นเจ้าของโรงแรมพิพาทที่แท้จริง ทั้งจำเลยที่ 2 มิได้นำพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า โรงแรมพิพาทที่โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดและเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งงดการยึดนั้น เป็นของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ชอบที่จะขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดอาคารโรงแรมพิพาทต่อไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดโรงแรมพิพาทนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำคัดค้านและฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

#ข้อสังเกต ตามป.วิ.พ.มาตรา 298 วรรคสาม เป็นเรื่องระหว่างเจ้าหนี้ตามคำพิพากษากับเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน หรือสิทธิเรียกร้องเท่านั้น ลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ไม่ได้เป็นเจ้าของที่แท้จริงไม่มีสิทธิร้องคัดค้าน

ตามป.วิ.พ.มาตรา 127 ที่วางหลักไว้ว่า ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นหรือรับรอง หรือสำเนาอันรับรองถูกต้องแห่งเอกสารนั้น และเอกสารเอกชนที่มีคำพิพากษาแสดงว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายัน ต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องของเอกสาร

จากฎีกานี้ประเด็นแห่งคดีที่พิพาทกันมีแต่เพียงว่า โรงแรมพิพาทที่โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดเป็นของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่เท่านั้น โจทก์ไม่ได้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินอันเป็นที่ตั้งของโรงแรมพิพาทด้วยจึงไม่จำเป็นต้องใช้เอกสารกรรมสิทธิ์ในที่ดินอันเป็นเอกสารมหาชน จำเลยจึงไม่อาจอ้างข้อสันนิษฐานตาม ป.วิ.พ.มาตรา 127

#แกะไปเรื่อย #นิติศาสตร์ #บังคับคดี #ทนายความ #ทบทวนหลัก

#ค่าธรรมเนียมใช้แทนคู่ความอีกฝ่าย #อุทธรณ์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3737/2567

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้การฟ้องคดีของผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง แต่ไม่รวมถึงความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นที่สุด ดังนั้น คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จึงเป็นความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยที่ 2 ผู้อุทธรณ์ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งพร้อมอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 มิใช่กรณีที่ได้รับยกเว้นดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เป็นบทบัญญัติที่มุ่งประสงค์ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีที่ประสงค์จะอุทธรณ์ต้องรับผิดชอบค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนด้วยการวางเงินต่อศาลเพื่อเป็นหลักประกันต่อคู่ความฝ่ายที่ชนะคดีว่า หากคดีถึงที่สุดโดยคู่ความฝ่ายนั้นยังคงชนะคดีก็สามารถได้รับชำระหนี้ค่าธรรมเนียมที่วางต่อศาลได้โดยไม่ต้องบังคับคดี ดังนั้น การวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 229 จึงเป็นเงื่อนไขประกอบการพิจารณาของศาลชั้นต้นว่าจะรับอุทธรณ์หรือไม่ หากศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ทั้งที่ผู้อุทธรณ์มิได้วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง คำสั่งรับอุทธรณ์ย่อมไม่ชอบ และไม่มีอุทธรณ์ให้ต้องวินิจฉัยว่าเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบหรือไม่ ทั้งมาตรา 229 ก็มิใช่บทบัญญัติบังคับเด็ดขาดว่า หากผู้อุทธรณ์มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์แล้ว ศาลต้องมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ทันทีไม่ แต่เป็นบทบัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจพิจารณาเป็นกรณีไปเพื่อความเป็นธรรมว่าสมควรที่จะให้โอกาสผู้อุทธรณ์ที่มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลภายในกำหนด หรือสมควรมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์โดยไม่ให้โอกาสก็ได้ ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ แม้มิใช่เป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยตรง แต่ถ้าหากศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า จำเลยที่ 2 มิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ก็จะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ เป็นอันต้องถูกเพิกถอนไป อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 จึงเท่ากับเป็นการอุทธรณ์ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 โดยที่มิได้ให้จำเลยที่ 2 วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อน จึงเป็นการสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 โดยผิดหลง เช่นนี้ จำเลยที่ 2 ย่อมเข้าใจได้ว่าตนได้ปฏิบัติตามกฎหมายถูกต้องแล้ว กรณีไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 จงใจไม่วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลให้ถูกต้องครบถ้วนก่อน คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 โดยที่จำเลยที่ 2 ยังมิได้วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจึงไม่ชอบ และยังไม่มีอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ให้ต้องพิจารณาว่าเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งให้จำเลยที่ 2 วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามมาตรา 232 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

#ประโยคไว้ตอบสอบ “ป.วิ.พ.มาตรา 229 เป็นบทบัญญัติที่มุ่งประสงค์ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีที่ประสงค์จะยื่นอุทธรณ์ต้องรับผิดชอบค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนด้วยการวางเงินต่อศาลเพื่อเป็นหลักประกันต่อคู่ความฝ่ายที่ชนะคดีว่าหากคดีถึงที่สุดโดยคู่ความฝ่ายนั้นยังคงชนะคดีก็สามารถได้รับชำระหนี้ค่าธรรมเนียมที่วางต่อศาลได้โดยไม่ต้องบังคับคดี ดังนั้น การวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายตามมาตรา 229 จึงเป็นเงื่อนไขประกอบการพิจารณาของศาลชั้นต้นว่าจะรับอุทธรณ์หรือไม่“

#แกะไปเรื่อย #หลักการตีความ #จุดประสงค์ #วิแพ่ง #อ่านไป #นิติศาสตร์

#คุ้มครองแรงงาน #เวลาพักผ่อน #มาตรา27 #งานวิจัย #internationalLaborOrganization

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3407/2564

จำเลยประกอบกิจการห้างสรรพสินค้า งานของจำเลยเป็นงานอาชีพด้านบริการ ดังนั้น โจทก์กับจำเลยจึงตกลงกำหนดเวลาทำงานปกติต่อวันกี่ชั่วโมงก็ได้ แต่เมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้วเวลาทำงานปกติต่อสัปดาห์ต้องไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมง ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ.2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ 2 จำเลยจัดให้โจทก์มีเวลาทำงานปกติตั้งแต่เวลาถึง 8.30 นาฬิกา ถึง 18.30 นาฬิกา หรือเวลา 9 นาฬิกา ถึง 19 นาฬิกา โดยให้พักเวลา 12 นาฬิกา ถึง 13 นาฬิกา เมื่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในวันที่มีการทำงาน ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีเวลาพักระหว่างการทำงานวันหนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมงหลังจากที่ลูกจ้างทำงานมาแล้วไม่เกินห้าชั่วโมงติดต่อกัน... นั้น เป็นบทบัญญัติที่นอกจากจะกำหนดหน้าที่ให้นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างหยุดพักระหว่างการทำงานในช่วงเวลาทำงานปกติระหว่างวันทำงานแล้ว การจัดเวลาพักจะต้องอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมด้วย เพื่อให้ลูกจ้างมีเวลาฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกายให้สามารถทำงานต่อไปได้ อันจะส่งผลดีต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของลูกจ้างอันเป็นประโยชน์ต่อนายจ้าง แม้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้จัดเวลาพักระหว่างการทำงานในเวลา 12 ถึง 13 นาฬิกา ภายหลังจากเริ่มทำงานตั้งแต่เวลา 8.30 นาฬิกา หรือ 9 นาฬิกา แล้ว ซึ่งถือว่านายจ้างได้จัดให้ลูกจ้างมีเวลาพักวันหนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมงตามที่กฎหมายกำหนดแล้วก็ตาม แต่ในการทำงานภายหลังจากเวลา 13 นาฬิกา จนถึงเวลา 18.30 นาฬิกา หรือ 19 นาฬิกา แล้วแต่กรณี จำเลยมิได้จัดให้โจทก์มีเวลาพักหลังจากโจทก์ทำงานในช่วงบ่ายมาแล้วเกินห้าชั่วโมงติดต่อกัน จึงเป็นการจัดเวลาพักที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ดี การที่โจทก์ฟ้องขอค่าล่วงเวลาเนื่องจากจำเลยไม่จัดเวลาพักระหว่างการทำงานในช่วงบ่ายซึ่งปรากฏว่ายังเป็นเวลาทำงานปกติของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าล่วงเวลาในช่วงเวลาดังกล่าวตามฟ้อง แต่พอถือได้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการไม่จัดเวลาพักระหว่างการทำงานให้ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายโดยพิจารณาว่าค่าเสียหายดังกล่าวต้องไม่มีลักษณะเดียวกับค่าจ้างหรือค่าล่วงเวลา และให้คำนึงถึงการที่โจทก์ได้รับการจัดสรรเวลาพักหนึ่งชั่วโมงแล้วนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

#ใจความสําคัญ " จำเลยมิได้จัดให้โจทก์มีเวลาพักหลังจากโจทก์ทำงานในช่วงบ่ายมาแล้วเกินห้าชั่วโมงติดต่อกัน จึงเป็นการจัดเวลาพักที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง" ฎีกานี้ตรงไปตรงมาตามบทบัญญัติ มาตรา 27 วรรคหนึ่งแห่งพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ แต่ที่น่าสนใจและน่าสงสัยทำไมถึงต้องมีบทบัญญัติมาตรานี้ให้ลูกจ้างพัก และทำไมต้องพักอย่างน้อย 1 ชั่วโมงต่อวัน ทำไมพัก 15 นาทีไม่ได้ แล้วทำไมทำงานติดต่อกันเกิน 5 ชั่วโมงไม่ได้

คำถามเหล่านี้มีที่มาที่ไปครับ จากงานวิจัยหัวข้อ "Give me a break!" A systematic review and meta-analysis on the efficacy of micro-breaks for increasing well-being and performance

ใน วารสาร PLCO ONE ที่มี impact factor ปัจจุบันที่ 2.6 และ 5 ปีย้อนหลังที่ 3.2 (วารสารมีคุณภาพและน่าเชื่อถือ)

งานวิจัยนี้มีคำถามว่า ": Does the efficacy of micro-breaks differ as a function of break activity and break duration?

โดยงานวิจัยฉบับนี้ได้ review งานวิจัยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาที่ศึกษาผลของการพักระหว่างการทำงานเช่น vigor (พลังงาน/แรงในการทำงาน), fatigue (ความเหนื่อย), or performance (ประสิทธิภาพ) เป็นต้น โดยระยะเวลาในการพักอยู่ระหว่าง 8 วินาทีถึง 10 นาที พบว่าการพักเท่านี้ช่วยได้เล็กน้อย และไม่ค่อยมีผลกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานสักเท่าไร แต่พอที่จะมีผลดีต่อการเพิ่มพละกำลัง และลดความเหนื่อยได้ แต่ถ้าได้เพิ่มระยะเวลาในการพักจะทำให้เห็นผลชัดเจนขึ้น

อีกงานวิจัยที่น่าสนใจ Folkard, S., & Tucker, P. (2003). Shift work, safety and productivity. Occupational Medicine, 53(2), 95–101. เข้าพบว่าในช่วงการทำงานติดต่อตั้งแต่ 2-5 ชั่วโมงความเสี่ยงจะขึ้นอย่างรวดเร็วและถ้าทำงานติดต่อกัน 12 ชมความเสี่ยงจะเป็น 2 เท่าของ 8 ชมแรก ความเสี่ยงเหล่านี้สามารถลดได้ด้วยการให้ผู้ปฏิบัติงานพักเบรค

จากข้อมูลของ international labor organization (ILO)

AP NIRF USDOL 28 July 2018 "Legal provisions relating to rest periods within hours of work" ได้กล่าวส่วนใหญ่ในหลายประเทศมีกฎให้พักระหว่าง 15 นาทีถึง 1 ชั่วโมง หลังจากทำงานติดต่อกัน 5-6 ชั่วโมง

"In the majority of countries, however, the required breaks last

between 15 minute and one hour. A break is often granted after a maximum period of continuous work, normally of five or six hours."

ซึ่งจะเห็นได้ว่าทุกบรรทัดของบทบัญญัติของกฎหมายมีงานวิจัย ความรู้รองรับทุกประเด็น เพื่อประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติงานและเพื่อความสากลดึงดูดนักลงทุนเข้ามาในประเทศครับ

***มีงานวิจัยที่น่าสนใจอีกมากครับถ้าสนใจลองหาดูต่อได้อันนี้ผมแค่ยกมาบางส่วนเล็กๆ***

ref: https://www.researchgate.net/.../10854999_Shift_work...

https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC9432722

https://www.ilo.org/media/413706/download

#แกะไปเรื่อย #กฎหมายแรงงาน #มาตรานึงไม่ได้มาง่ายๆ #นิติศาสตร์

#ไต่สวนทรัพย์สินลูกหนี้ #บังคับคดี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1363/2567

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีอำนาจขอให้ศาลออกหมายเรียกจำเลยลูกหนี้ตามคำพิพากษามาเพื่อการไต่สวนเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีหน้าที่สืบทรัพย์ของจำเลยจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอต่อศาลออกหมายเรียกจำเลยมาไต่สวนได้ หากไม่เป็นผล โจทก์จึงค่อยดำเนินการขั้นตอนต่อไปโดยขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อไต่สวนสืบทรัพย์ของจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 276 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือบุคคลที่ศาลมีคําพิพากษาหรือคำสั่งให้ชําระหนี้ (ลูกหนี้ตามคําพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคําบังคับที่ออกตามคําพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือบุคคลที่ศาลมีคําพิพากษาหรือคำสั่งให้ได้รับชําระหนี้ (เจ้าหนี้ตามคําพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดีโดยวิธียึดทรัพย์สิน อายัดสิทธิเรียกร้อง หรือบังคับคดีโดยวิธีอื่นตามบทบัญญัติแห่งภาคนี้ภายในสิบปีนับแต่วันที่มีคําพิพากษาหรือคำสั่ง..." มาตรา 275 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาจะขอให้มีการบังคับคดี ให้ยื่นคําขอฝ่ายเดียวต่อศาลให้บังคับคดีโดยระบุให้ชัดแจ้งซึ่ง (1) หนี้ที่ลูกหนี้ตามคําพิพากษายังมิได้ปฏิบัติตามคําบังคับ (2) วิธีการที่ขอให้ศาลบังคับคดีนั้น" และมาตรา 277 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการบังคับคดี ถ้าเจ้าหนี้ตามคําพิพากษามีเหตุอันสมควรเชื่อได้ว่าลูกหนี้ตามคําพิพากษามีทรัพย์สินที่จะต้องถูกบังคับคดีมากกว่าที่ตนทราบ หรือมีทรัพย์สินที่จะต้องถูกบังคับคดีแต่ไม่ทราบว่าทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่หรือเก็บรักษาไว้ที่ใด หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าทรัพย์สินใดเป็นของลูกหนี้ตามคําพิพากษาหรือไม่ เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาอาจยื่นคําขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคําร้องเพื่อให้ศาลทำการไต่สวนได้" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้มีการบังคับคดีถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษามิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษา โดยการยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลให้บังคับคดีโดยระบุให้ชัดแจ้งซึ่ง (1) หนี้ที่ลูกหนี้ตามคําพิพากษายังมิได้ปฏิบัติตามคําบังคับ (2) วิธีการที่ขอให้ศาลบังคับคดีนั้น ทั้งนี้ ในการบังคับคดีดังกล่าว เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำขอฝ่ายเดียวเพื่อให้ศาลทำการไต่สวนว่าลูกหนี้ตามคําพิพากษามีทรัพย์สินที่จะต้องถูกบังคับคดีมากกว่าที่ตนทราบ หรือมีทรัพย์สินที่จะต้องถูกบังคับคดี แต่ไม่ทราบว่าทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่หรือเก็บรักษาไว้ที่ใด หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าทรัพย์สินใดเป็นของลูกหนี้ตามคําพิพากษาหรือไม่ แต่กฎหมายหาได้บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสามารถยื่นคำขอฝ่ายเดียวให้ศาลทำการไต่สวนเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาก่อนมีการขอให้บังคับคดีไม่ เมื่อโจทก์ยังมิได้ยื่นคำขอต่อศาลให้มีการบังคับคดีจึงไม่อาจยื่นคำขอให้ศาลออกหมายเรียกจำเลยมาไต่สวนเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยได้ ทั้งยังเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องสืบหาทรัพย์สินของจำเลยเพื่อดำเนินการบังคับคดีต่อไปด้วยตนเอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

#ข้อสังเกต “กฎหมายหาได้บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสามารถยื่นคำขอฝ่ายเดียวให้ศาลทำการไต่สวนเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาก่อนมีการขอให้บังคับคดีไม่”

#แกะไปเรื่อย #การตีความน่าสนใจ #หลักกฎหมาย #นิติศาสตร์

#วิอาญา #ฎีกาน่าสนใจ

ผู้เสียหายแถลงไม่ติดใจดำเนินคดีส่วนแพ่ง ส่วนคดีอาญาให้เป็นดุลพินิจของศาล มีผลต่อการดำพิจารณาคดีอย่างไร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3681/2568

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายศักดิ์ศิริ ผู้เสียหาย เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567 ผู้เสียหายแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า "ไม่ติดใจดำเนินคดีส่วนแพ่งกับจำเลย สำหรับคดีส่วนอาญาขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาล" ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) หรือไม่ เห็นว่า การยอมความกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) หมายถึง การยอมความในทางอาญาเท่านั้น มิได้หมายความว่า เมื่อมีการยอมความกันไม่ว่าจะในเรื่องใดแล้ว จะทำให้คดีอาญาต้องระงับไปด้วย เมื่อผู้เสียหายแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า "ไม่ติดใจดำเนินคดีส่วนแพ่งกับจำเลย สำหรับคดีส่วนอาญาขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาล" คำแถลงของผู้เสียหายดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยในทางแพ่งเท่านั้น ส่วนที่ผู้เสียหายแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า "สำหรับคดีส่วนอาญาขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาล" นั้น เป็นการแถลงขอให้ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยตามที่เห็นสมควรเท่านั้น มิใช่เป็นการยอมความกัน เมื่อไม่มีข้อตกลงโดยชัดแจ้งว่าผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยในทางอาญา สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้เสียหาย และขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ ความผิดดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่พี่หรือน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกระทำต่อกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง ศาลฎีกาเห็นควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกกระทงละ 1 ปี 4 เดือน ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 24 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

#หลักที่น่าสนใจ “การยอมความกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) หมายถึง การยอมความในทางอาญาเท่านั้น มิได้หมายความว่า เมื่อมีการยอมความกันไม่ว่าจะในเรื่องใดแล้วจะทำให้คดีอาญาต้องระงับไปด้วย” ****หมายถึง ยอมในส่วนอื่นที่ไม่ใช่ทางอาญาจะถือว่ายอมความในคดีอาญาไม่ได้****

#แกะไปเรื่อย #กฎหมาย #ทนายความ #ข้อสังเกต #เรียนจากฎีกา #อาญา #แพ่ง #สาระ

#พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 #ฟอกเงิน #ฎีกาน่าสนใจ

ในเมื่อทรัพย์สินที่เกี่ยวคล้องกับการกระทำความผิดเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวก็เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวคล้องกับการกระทำความผิดตามมาตรา 3 เมื่อมาตรา 49, 51 แห่งพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 บัญญัติให้ต้องตกเป็นของแผ่นดิน แต่เนื่องด้วยมีผู้เสียหายเนื่องด้วยความผิดมูลฐาน จะมีช่องทางใดตามกฎหมายที่สามารถนำเงินดังกล่าวมาชดเชยผู้เสียหายได้หรือไม่???

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4323/2566

ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดให้รวมถึงเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอนด้วยประการใด ๆ ซึ่งเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานด้วย ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะมีการจำหน่าย จ่าย โอน หรือเปลี่ยนสภาพไปกี่ครั้ง และไม่ว่าจะโอนไปเป็นของบุคคลใดหรือปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่าเป็นของบุคคลใด เมื่อที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ดังนั้น เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาททั้งหมดจึงเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเช่นกัน การจะนำไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินหรือจะสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน จึงต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เมื่อปรากฏตามคำร้องว่า ผู้เสียหายได้รับความเสียหายประมาณ 17,369,000,000 บาท และดำเนินการตามกฎหมายเพื่อค่าเสียหายได้ยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งของความเสียหายทั้งหมด จึงให้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดและนำเงินจากการขายทอดตลาดทั้งหมดพร้อมดอกผล คืนให้แก่ผู้เสียหาย แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินจำนวนความเสียหายที่ยังไม่ได้รับคืนหรือชดใช้คืนตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49/1

#กฎหมายที่เกี่ยวคล้อง มาตรา ๔๙/๑ วรรคแรก ในกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีผู้เสียหายในความผิดมูลฐานให้เลขาธิการรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้เสียหายและความเสียหายส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งตามมาตรา ๕๑ เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายไม่เกินจำนวนความเสียหายที่ยังไม่ได้รับคืนหรือชดใช้คืนและเมื่อศาลมีคำสั่งให้คืนหรือชดใช้ทรัพย์สินให้แก่ผู้เสียหายแล้ว ให้สำนักงานดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่งศาลโดยเร็ว

โดยให้นำความในมาตรา ๔๙ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลมทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการรวบรวมข้อเท็จจริง ให้สำนักงานประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อแจ้งให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานแสดงรายละเอียดแห่งความเสียหายภายในเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๕๑ เมื่อศาลทำการไต่สวนคำร้องของพนักงานอัยการตามมาตรา ๔๙แล้ว หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดและคำร้องของผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือผู้รับโอนทรัพย์สินตามมาตรา ๕๐ วรรคหนึ่ง ฟังไม่ขึ้น ให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน

#แกะไปเรื่อย #ศึกษาจากฎีกา #ฟอกเงิน #ผู้เสียหาย #ยังมีทางแก้ #ความผิดมูลฐาน #นิติศาสตร์

#แรงงาน #การนับอายุงาน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3151/2568

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันและที่ศาลแรงงานกลางรับฟังเป็นยุติได้ความว่า โจทก์จ้างจำเลยร่วมเข้าทำงานเป็นผู้จัดการแผนกจัดส่ง ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 34,500 บาท วันที่ 30 ธันวาคม 2563 โจทก์เลิกจ้างจำเลยร่วม เนื่องจากประสบปัญหาเศรษฐกิจโดยจ่ายค่าชดเชยเพียง 300 วัน ซึ่งคำนวณค่าชดเชยจากอายุงาน 19 ปี 9 เดือน และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า รวมเป็นเงิน 379,500 บาท จำเลยร่วมยื่นคำร้องต่อจำเลยว่า โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้ไม่ครบถ้วน จำเลยสอบสวนและมีคำสั่งที่ 96/2564 เรื่อง ค่าชดเชย ลงวันที่ 25 มีนาคม 2564 ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยที่จ่ายไม่ครบจำนวน 115,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในระหว่างผิดนัดให้แก่จำเลยร่วม บริษัท ส. บริษัท ม. และโจทก์ มีนายศุภชัย และนางกรุณา เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของทั้งสามบริษัท จำเลยร่วมทำงานต่อเนื่อง ไม่เคยลาออก และทำงานในหน้าที่เดิมโดยได้รับสิทธิเหมือนเดิมแม้จะมีการเปลี่ยนสถานที่ทำงานกับทั้งสามบริษัทตั้งแต่ปี 2534 การมอบหมายงาน การย้ายที่ทำงานของจำเลยร่วมอยู่ภายใต้การควบคุมของนายศุภชัย เดิมจำเลยร่วมทำงานเป็นลูกจ้างบริษัท ส. ต่อมาถูกโอนมาเป็นลูกจ้างบริษัท ม. และถูกโอนมาเป็นลูกจ้างของโจทก์ ตามลำดับ การโอนย้ายงานดังกล่าวมิได้มีการตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นว่าห้ามมิให้นับอายุงานต่อเนื่องแต่ประการใด แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยร่วมเป็นลูกจ้างของโจทก์ซี่งเป็นนายจ้างคนใหม่ด้วยผลของการโอนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 13 โจทก์ในฐานะนายจ้างคนใหม่ต้องรับไว้ทั้งสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน การนับอายุงานของจำเลยร่วมจึงต้องนับต่อเนื่องกันตั้งแต่จำเลยร่วมเริ่มทำงานให้แก่บริษัท ม. จำเลยร่วมจึงมีอายุงานรวม 25 ปี มิใช่ 19 ปี 9 เดือน โจทก์จึงจ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยร่วมขาดไปดังที่จำเลยได้วินิจฉัยไว้ คำสั่งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุเพิกถอน ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ขณะโจทก์รับจำเลยร่วมเข้าเป็นพนักงาน นายศุภชัยและนางกรุณายังไม่ได้เป็นกรรมการของโจทก์ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการตกลงกันให้นับอายุงานต่อเนื่องจากบริษัท ม. ระหว่างจำเลยร่วมกับโจทก์ จึงนับอายุงานต่อเนื่องไม่ได้นั้น เป็นการอุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษฟังข้อเท็จจริงใหม่ให้เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่โจทก์อุทธรณ์มา จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามกฎหมาย จึงไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว เป็นอุทธรณ์ที่ต้องวินิจฉัยว่า การที่โจทก์และจำเลยร่วมไม่ได้มีข้อตกลงเรื่องการนับอายุงานต่อเนื่องจากบริษัท ม. ทั้งที่โจทก์และบริษัทดังกล่าวเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกันนั้น จะเป็นการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ที่โจทก์ต้องนับอายุงานของจำเลยร่วมต่อเนื่องจากบริษัท ม. ดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยหรือไม่ โดยมิได้มีการโต้แย้งข้อเท็จจริงใดที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาแต่อย่างใดเลย จึงมิใช่เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และเมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่ โดยศาลฎีกาเห็นว่า การที่โจทก์จะรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่จำเลยร่วมมีต่อบริษัท ม. อันหมายความรวมถึงระยะเวลาการทำงานของจำเลยร่วม ในกรณีนายจ้างเป็นนิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 13 นั้น จะต้องเป็นกรณีที่นายจ้างเดิมมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง โอน หรือควบกับนิติบุคคลใด และมีผลทำให้ลูกจ้างไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ เมื่อได้ความว่าบริษัท ม. และโจทก์ต่างจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน โดยตามใบแจ้งยอดเงินสมทบสมาชิก กองทุนประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม ในส่วนเอกสารลูกจ้างหมายเลข 4/1 ปรากฏว่า บริษัท ม. เป็นนายจ้างผู้นำส่งเงินสมทบของจำเลยร่วมเข้ากองทุนประกันสังคมเพียงแค่งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2545 และโจทก์เป็นนายจ้างผู้นำส่งเงินสมทบของจำเลยร่วมเข้ากองทุนประกันสังคมต่อมาตั้งแต่งวดเดือนมีนาคม 2545 แต่ตามหนังสือรับรองของบริษัท ม. ปรากฏว่าบริษัท ม. เป็นบริษัทร้างและสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่วันที่นายทะเบียนได้ขีดชื่อออกจากทะเบียนในวันที่ 29 ธันวาคม 2552 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า หลังจากบริษัท ม. นำส่งเงินสมทบของจำเลยร่วมเข้ากองทุนประกันสังคมในงวดเดือนกุมภาพันธ์ 2545 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายแล้ว บริษัท ม. ก็ยังคงดำเนินกิจการของตนเองต่อไปโดยไม่ได้มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง โอน หรือควบกับนิติบุคคลใด เพื่อให้มีสถานะเป็นโจทก์แต่อย่างใด กรณีที่จำเลยร่วมไปทำงานกับโจทก์จึงมิใช่เป็นการเปลี่ยนตัวนายจ้างอันจะทำให้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างจากนายจ้างเดิมทุกประการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 13 ดังกล่าว แต่การโอนย้ายของจำเลยร่วมมีลักษณะเป็นกรณีที่บริษัท ม. ซึ่งเป็นนายจ้าง โอนย้ายจำเลยร่วมไปเป็นลูกจ้างโจทก์โดยจำเลยร่วมยินยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยร่วมมาทำงานกับโจทก์ก็เพราะผลของการโอนตามบทบัญญัติดังกล่าว มิใช่จำเลยร่วมลาออกจากบริษัท ม. แล้วมาสมัครเข้าทำงานกับโจทก์ใหม่ ฐานะความเป็นลูกจ้างของจำเลยร่วมย่อมไม่สิ้นสุดลง การนับอายุงานจึงต้องนับต่อเนื่องกัน เว้นแต่จะมีข้อตกลงเป็นอย่างอื่น เมื่อการโอนย้ายดังกล่าวไม่มีข้อกำหนดไม่ให้นับอายุงานต่อเนื่อง การนับอายุงานของจำเลยร่วมจึงต้องนับต่อเนื่องกันไป ที่ศาลแรงงานกลางให้นับอายุงานของจำเลยร่วมต่อเนื่องกันตั้งแต่ช่วงที่จำเลยร่วมเริ่มทำงานกับบริษัท ม. จนจำเลยร่วมสิ้นสุดการทำงานกับโจทก์ส่งผลให้โจทก์ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยร่วมเพิ่มเติมตามคำสั่งของจำเลยที่ 96/2564 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2564 แล้วเห็นว่าคำสั่งของจำเลยดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุเพิกถอนมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3939/2557 ที่โจทก์อ้างมาในอุทธรณ์ ไม่อาจนำมาใช้เทียบเคียงได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และให้ยกฟ้องโจทก์

#ข้อสังเกต แม้จะไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงตัวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 13 "แต่การโอนย้ายของจำเลยร่วมมีลักษณะเป็นกรณีที่บริษัท ม. ซึ่งเป็นนายจ้าง โอนย้ายจำเลยร่วมไปเป็นลูกจ้างโจทก์โดยจำเลยร่วมยินยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยร่วมมาทำงานกับโจทก์ก็เพราะผลของการโอนตามบทบัญญัติดังกล่าว มิใช่จำเลยร่วมลาออกจากบริษัท ม. แล้วมาสมัครเข้าทำงานกับโจทก์ใหม่ ฐานะความเป็นลูกจ้างของจำเลยร่วมย่อมไม่สิ้นสุดลง การนับอายุงานจึงต้องนับต่อเนื่องกัน เว้นแต่จะมีข้อตกลงเป็นอย่างอื่น" แต่นายจ้างใหม่ไม่ต้องรับสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างจากนายจ้างเดิมตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 13

#แกะไปเรื่อย #กฎหมายแรงงาน #ฎีกาน่าสนใจ #โอนสิทธิและหน้าที่ #ทนายความ #เรียนจากฎีกา

#สรุปค่าธรรมเนียมศาลที่ต้องเสียเพื่ออุทธรณ์ #ออกสอบที่ไร"งง"ตลอด

#กันพลาดตอนยื่นอุทธรณ์

1.ขั้นแรกคงต้องทราบก่อนว่าค่าธรรมเนียมศาลที่ต้องเสียเพื่อยื่นอุทธรณ์ได้แก่ส่วนไหน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4105/2564

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติว่า "การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย..."

ซึ่งหมายถึงค่าธรรมเนียมที่ต้องเสียตาม ป.วิ.พ.มาตรา 149 ที่ต้องเสียในเวลายื่นอุทธรณ์แล้ว (ค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์) ยังหมายความรวมถึง "เงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น"

2.ค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมีเพื่ออะไร?

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6832/2553 "จำเลยยื่นอุทธรณ์และนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนำมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 เงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นเพียงเงินที่วางไว้เพื่อเป็นประกันว่า หากในที่สุดศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้อุทธรณ์ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมแทนคู่ความที่ชนะคดีแล้ว ผู้ชนะคดีจะมีสิทธิได้รับค่าธรรมเนียมที่ได้ออกใช้ก่อนจากเงินที่ผู้อุทธรณ์วางไว้ มิใช่เป็นการวางเพื่อชำระหนี้ให้แก่คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีในศาลชั้นต้น จึงต้องถือว่าเงินดังกล่าวยังเป็นของผู้อุทธรณ์" ดังนั้นถ้าผู้อุทธรณ์ชนะอุทธรณ์ก็ขอคืนค่าธรรมเนียมใช้แทนได้ ในทางกลับกันถ้าจำเลยอุทธรณ์ชนะคดีก็มีสิทธิขอรับชำระจากค่าธรรมเนียมได้เช่นกัน

3.ทีนี้ก็ต้องมาคิดต่อว่าต้องเสียค่าธรรมเนียมทั้งสองประเภททุกกรณีมั้ย (ไม่รวมกรณีได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล)ค่าขึ้นศาลอุทรณ์ต้องเสียทุกครั้งเมื่อยื่นอุทธรณ์

แต่สำหรับ "ค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น"นั้นมีประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ "การยื่นอุทธรณ์นั้นมีผลต่อคำพิพากษาให้ถูกยกเลิกเพิกถอน" หรือไม่ ถ้าการยื่นอุทธรณ์นั้นมีผลต้องนำค่าธรรมเนียมใช้แทนมาวาง ถ้าไม่มีผลก็ไม่ต้องนำมาวาง

สำหรับกรณีต้องวางค่าธรรมเนียมใช้แทนตาม ป.วิ.พ.มาตรา 229

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12132/2558 "จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น โดยขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นอันเพิกถอนไปได้ ผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัว จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 โดยศาลไม่จำต้องมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติก่อน เพราะกรณีมิใช่เรื่องที่จำเลยมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ดังนั้น เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นโดยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามบทบัญญัติดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1219/2558 "จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกลับคำสั่งศาลชั้นต้น โดยอนุญาตให้จำเลยดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์เป็นอันเพิกถอนไป มีผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัว จำเลยจึงมีหน้าที่นำเงินค่าธรรมเนียมศาลซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดของจำเลย โดยให้เหตุผลว่า การยื่นอุทธรณ์คำสั่งคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ไม่จำต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลที่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายตามคำพิพากษา จึงเป็นการไม่ถูกต้อง"

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7383/2556 "บทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ใช้บังคับแก่การอุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งในทุกกรณี หาได้ใช้บังคับเฉพาะการอุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งที่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีเท่านั้นไม่ แม้เป็นการอุทธรณ์คำสั่งในระหว่างพิจารณา ผู้อุทธรณ์ก็อยู่ในบังคับต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์เช่นกัน การจำกัดสิทธิการอุทธรณ์คำสั่งในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 หาได้เป็นบทบัญญัติยกเว้นให้ผู้อุทธรณ์ไม่ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมต่อศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามมาตรา 229 ไม่ การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลย ซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา และจำเลยมีคำขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยอนุญาตให้สืบพยานจำเลยและพิจารณาพิพากษาใหม่ ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ถูกยกเลิกเพิกถอนไป ผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัว การอุทธรณ์เช่นนี้ย่อมมีผลกระทบต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยตรง จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที และกรณีมิใช่เรื่องการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยไม่ถูกต้องครบถ้วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง ที่ศาลจะต้องสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยมา ก็ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้"

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2757/2554 "อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ขอให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 แก้ไขและเพิ่มเติมคำให้การ และไม่อนุญาตให้ส่งสำนวนไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น หากศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้ว ย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นกล่าวคือคำพิพากษาศาลชั้นต้นต้องถูกยกเลิกเพิกถอนไปในตัว จึงเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นนั่นเอง ในการอุทธรณ์จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ และชอบที่ศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสีย คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงชอบแล้ว"

สำหรับกรณีไม่ต้องวางค่าธรรมเนียมใช้แทน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2476/2554 "หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2551 ต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม 2551 ซึ่งยังอยู่ในกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยาย จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ฉบับใหม่เข้ามา โดยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฉบับนี้เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ มิใช่อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 จำเลยจึงไม่ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยมาจึงไม่ถูกต้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 242 (1)"

สำหรับประเด็นเกี่ยวเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมศาลมีอีกหลายประเด็น แต่ขอสรุปไว้แค่นี้ก่อนครับ

#แกะไปเรื่อย #สรุป #อุทธรณ์ #ประเด็นน่าสนใจ #หลักจากฎีกา #ทนายความ

#ล้มละลาย #ประนอมหนี้ #ปลดจากล้มละลาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3486/2568

คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2560 และพิพากษาให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2562 ต่อมาจำเลยได้รับการปลดจากล้มละลายเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2565

จำเลยยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งกลับ แก้ไข หรือเพิกถอนคำสั่งผู้คัดค้าน โดยให้รับคำขอประนอมหนี้ฉบับลงวันที่ 11 มกราคม 2565 และดำเนินการเรียกประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาคำขอประนอมหนี้ดังกล่าว รวมทั้งให้ผู้คัดค้านดำเนินการพิจารณาคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ให้เสร็จโดยเร็วเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้และกองทรัพย์สินของลูกหนี้

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านมีว่า การที่ผู้คัดค้านไม่รับคำขอประนอมหนี้ของจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า การประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว ลูกหนี้จะเสนอคำขอประนอมหนี้ก็ได้ ในกรณีนี้ให้นำบทบัญญัติของส่วนที่ 6 การประนอมหนี้ก่อนล้มละลายในหมวด 1 กระบวนพิจารณาตั้งแต่ขอให้ล้มละลายจนถึงปลดจากล้มละลายมาใช้บังคับโดยอนุโลม..." และวรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ ศาลมีอำนาจสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายและจะสั่งให้ลูกหนี้กลับมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนหรือจะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้" หมายความว่า เมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายของลูกหนี้ ให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายและให้ลูกหนี้กลับมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของตน คำสั่งของศาลดังกล่าวย่อมมีผลให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากภาวะล้มละลายและมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งหมดได้ต่อไป และการประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ยอมรับและศาลเห็นชอบแล้วมีผลผูกมัดเจ้าหนี้ทั้งหมดในเรื่องหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ได้ ตามมาตรา 63 ประกอบมาตรา 56 โดยลูกหนี้มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายตามที่ได้ตกลงไว้ในการประนอมหนี้ภายหลังล้มละลาย เมื่อลูกหนี้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายครบถ้วนตามคำขอประนอมหนี้แล้ว หนี้ส่วนที่ขาดตามที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระไว้ ลูกหนี้ย่อมได้รับการปลดเปลื้องไปด้วยผลของการประนอมหนี้ ส่วนการปลดจากล้มละลายตามมาตรา 81/1 เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ลูกหนี้ที่เป็นบุคคลธรรมดาซึ่งศาลพิพากษาให้ล้มละลายแล้วพ้นจากการล้มละลายทันทีที่พ้นกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ศาลได้พิพากษาให้ล้มละลาย ซึ่งมีผลทำให้ลูกหนี้พ้นจากภาวะการเป็นบุคคลล้มละลาย หลุดพ้นจากหนี้สินทั้งปวงอันอาจขอรับชำระหนี้ได้ เว้นแต่หนี้ที่กำหนดไว้ตามมาตรา 77 (1) และ (2) และกลับมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของตนที่จะได้มาภายหลังการปลดจากล้มละลายอีกครั้ง การประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายตามมาตรา 63 และการปลดจากล้มละลายตามมาตรา 81/1 จึงมีความมุ่งหมายในการบังคับใช้แตกต่างกันและเป็นคนละขั้นตอนกัน กล่าวคือ การขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายเป็นการขอจัดการเกี่ยวกับหนี้สิน โดยลูกหนี้เสนอที่จะชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแก่เจ้าหนี้ทั้งหลายโดยอาจนำทรัพย์สินที่มีอยู่ในกองทรัพย์สินและหรือทรัพย์สินที่ได้มาภายหลังหลุดพ้นจากการล้มละลายมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ก็ได้ ซึ่งจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้มากกว่ากรณีที่ลูกหนี้มิได้ยื่นคำขอประนอมหนี้ ทั้งลูกหนี้ยังมีโอกาสที่จะหลุดพ้นจากหนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ ส่วนการปลดจากล้มละลายตามมาตรา 81/1 เป็นการปลดบุคคลธรรมดาจากการล้มละลายโดยผลของกฎหมายเมื่อบุคคลนั้นล้มละลายมาแล้วเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งมีผลให้บุคคลดังกล่าวหลุดพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายและหลุดพ้นจากหนี้สินทั้งปวงอันพึงขอรับชำระหนี้ได้ตามมาตรา 77 เว้นแต่หนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้แล้วที่ยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวอยู่ ซึ่งการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายกรณีได้รับการปลดจากล้มละลายทำได้แต่โดยการนำทรัพย์สินเพียงเท่าที่มีอยู่ในกองทรัพย์สินมาแบ่งชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายเท่านั้น ดังนี้ เมื่อการประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายตามมาตรา 63 และการปลดจากล้มละลายตามมาตรา 81/1 มีวัตถุประสงค์ในการบังคับใช้แตกต่างกันและเป็นคนละขั้นตอนกัน ประกอบกับบทบัญญัติในส่วนที่ 8 การประนอมหนี้ภายหลังล้มละลาย มาตรา 63 มิได้บัญญัติห้ามไว้โดยชัดแจ้งว่า หากลูกหนี้ใกล้จะได้รับการปลดจากล้มละลายแล้ว ห้ามมิให้ยื่นคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลาย ทั้งมิได้จำกัดระยะเวลาในการยื่นคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายไว้ และแม้ต่อมาลูกหนี้จะได้รับการปลดจากล้มละลายก่อนการพิจารณาคำขอประนอมหนี้แล้วเสร็จ ซึ่งถ้าศาลเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ ศาลไม่อาจมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้ได้ก็ตาม แต่พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 63 วรรคสาม ก็บัญญัติให้ศาลสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรได้ด้วย เช่นนี้ หากศาลเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้และมีคำสั่งให้ลูกหนี้กลับมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของตนย่อมมีผลให้ลูกหนี้มีอำนาจจัดการเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งหมดได้ต่อไป แตกต่างจากกรณีการปลดจากล้มละลายที่ลูกหนี้มีอำนาจจัดการเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของตนเฉพาะที่ได้มาภายหลังการปลดจากล้มละลายเท่านั้น ดังนี้ ถ้าศาลเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ภายหลังจากลูกหนี้ได้รับการปลดจากล้มละลายแล้ว ศาลย่อมมีคำสั่งให้ลูกหนี้มีอำนาจจัดการเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งหมดได้ต่อไป โดยไม่จำต้องมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้ก็ได้ เมื่อคดีนี้จำเลยยื่นคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายต่อผู้คัดค้านขณะที่ยังไม่ได้รับการปลดจากล้มละลายโดยผลของกฎหมาย แม้จะกระทำก่อนที่จะได้รับการปลดจากล้มละลายโดยผลของกฎหมายเพียงหนึ่งวัน ก็มิใช่เหตุที่ผู้คัดค้านจะปฏิเสธไม่รับคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายของจำเลยได้ คำสั่งของผู้คัดค้านที่ไม่รับคำขอประนอมหนี้ของจำเลยจึงไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

#ข้อสังเกต การประนอมหนี้หลังล้มละลายตามมาตรา 63 "เมื่อลูกหนี้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายครบถ้วนตามคำขอประนอมหนี้แล้ว หนี้ส่วนที่ขาดตามที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระไว้ ลูกหนี้ย่อมได้รับการปลดเปลื้องไปด้วยผลของการประนอมหนี้ และให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายและให้ลูกหนี้กลับมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของตน"

"การขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายเป็นการขอจัดการเกี่ยวกับหนี้สิน โดยลูกหนี้เสนอที่จะชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแก่เจ้าหนี้ทั้งหลายโดยอาจนำทรัพย์สินที่มีอยู่ในกองทรัพย์สินและหรือทรัพย์สินที่ได้มาภายหลังหลุดพ้นจากการล้มละลายมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ก็ได้ ซึ่งจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้มากกว่ากรณีที่ลูกหนี้มิได้ยื่นคำขอประนอมหนี้" หมายความว่าถ้าจะให้การขอประนอมหนี้สำเร็จต้องแสดงให้เห็นว่าจะสามารถชำระหนี้ได้มากกว่ากรณีล้มละลาย

ลูกหนี้มีสิทธิยื่นขอประนอมหนี้หลังจากล้มละลายได้แต่ต้องก่อนการเป็นบุคคลล้มละลายได้สิ้นสุดลง (ฎีกา 2935/2564) แต่การพิจารณาของศาลสามารถทำได้แม้ลูกหนี้พ้นจากเป็นบุคคลล้มละลาย การไม่รับคำร้องประนอมหนี้ก่อนลูกหนี้ปลดจากล้มละลายแม้เพียงหนึ่งวันจึงไม่ชอบ

อำนาจจักการทรัพย์สินหลังจากการประนอมหนี้หลังล้มละลายลูกหนี้มีอำนาจจัดการทรัพย์สินทั้งหมด ส่วนกรณีปลดจากล้มละลายตาม มาตรา 81/1 ลูกหนี้มีอำนาจจัดการทรัพย์สินในส่วนที่ได้มาหลังจากปลดจากล้มละลาย อีกทั้งการปลดจากล้มละลายยังมีข้อยกเว้นตาม ม.77(1)(2) ด้วย

แม้ศาลไม่อาจมีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายอันเนื่องมาจากการประนอมหนี้หลังจากล้มละลาย หลังปลดจากล้มละลายได้ก็ตาม ศาลมีอำนาจสั่งตามสมควรให้ลูกหนี้กลับมามีอำนาจจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ทั้งหมด

#แกะไปเรื่อย #ฎีกาน่าสนใจ #นิติศาสตร์ #น่าสนใจจริงๆ #เรียนจากฎีกา #หายไปทำคดีมา #อัพเพจบ้าง #ทนายความ

#ค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์

ในคดีมูลหนี้ไม่อาจแบ่งแยกชำระได้ จำเลยเป็นจำเลยร่วมในคดีออกค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ในการยื่นอุทธรณ์ไปก่อน ที่นี้ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องสำหรับส่วนของจำเลย จำเลยจะขอคืนค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์สำหรับการยื่นอุทธรณ์ได้หรือไม่?

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3068/2566

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิรับเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนที่วางไว้ต่อศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์คืนหรือไม่ เห็นว่า เงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ที่จำเลยที่ 1 ต้องวางต่อศาลพร้อมอุทธรณ์นั้นเป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และมูลความแห่งคดีนี้เป็นการชำระหนี้อันแบ่งแยกมิได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นจำเลยร่วมคนหนึ่งได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลครบถ้วนแล้ว จึงมีผลถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 2 ด้วยจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์ในการยื่นอุทธรณ์อีกเพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำซ้อนเท่านั้น หาใช่เป็นการที่จำเลยที่ 2 วางเงินแทนจำเลยที่ 1 ไม่ และเงินค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าวเป็นเพียงเงินที่วางไว้เพื่อเป็นประกันว่า หากในที่สุดศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้อุทธรณ์ต้องรับผิดชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนคู่ความที่ชนะคดีแล้วผู้ชนะคดีจะมีสิทธิได้รับค่าฤชาธรรมเนียมที่ได้ออกใช้ก่อนจากเงินที่ผู้อุทธรณ์วางไว้ หาใช่เป็นการวางเพื่อชำระหนี้แก่คู่ความฝ่ายชนะคดีในศาลชั้นต้นไม่ จึงต้องถือว่าเงินดังกล่าวยังเป็นของผู้อุทธรณ์ เมื่อปรากฏว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 2 ชนะคดี และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ก็ชอบที่จะร้องขอให้คืนเงินที่วางนั้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้คืนเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนที่จำเลยที่ 2 นำมาวางไว้แก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

#ใจความสำคัญ "การที่จำเลยที่ 2 วางเงินแทนจำเลยที่ 1 ไม่ และเงินค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าวเป็นเพียงเงินที่วางไว้เพื่อเป็นประกันว่า หากในที่สุดศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้อุทธรณ์ต้องรับผิดชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนคู่ความที่ชนะคดีแล้วผู้ชนะคดีจะมีสิทธิได้รับค่าฤชาธรรมเนียมที่ได้ออกใช้ก่อนจากเงินที่ผู้อุทธรณ์วางไว้ หาใช่เป็นการวางเพื่อชำระหนี้แก่คู่ความฝ่ายชนะคดีในศาลชั้นต้นไม่"

#แกะไปเรื่อย #อุทธรณ์ #ไม่อาจแบ่งแยกกันได้ #เนติบัณฑิต #กฎหมาย #กฎหมายน่ารู้ #ขาวิแพ่ง #ฎีกาน่าสนใจ #ฎีกา

#วิเด็ก #การอุทธรณ์ #อาญา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9648/2559

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 180 บัญญัติว่า คดีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งแล้วให้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความเหมือนคดีธรรมดา เว้นแต่ในกรณีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนอย่างหนึ่งอย่างใด...คดีนี้ จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะเนื้อหาแห่งคดีในปัญหาข้อเท็จจริงว่า จำเลยมิได้กระทำความผิด โดยมิได้อุทธรณ์เกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนมาด้วย จึงต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอย่างคดีธรรมดา ซึ่งเมื่อนำพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 มาประกอบแล้ว ก็คือ บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ซึ่งห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีซึ่งอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ซึ่งระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 กึ่งหนึ่ง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 2 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์ มีกำหนด 2 ปี แต่ไม่เกินไปกว่าที่จำเลยมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลเยาวชนและครอบครัวใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญาแก่จำเลย ไม่เป็นการลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 อันจะเข้ากรณียกเว้นที่จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า พยานโจทก์เบิกความขัดแย้งแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญทำให้ไม่มีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยได้ อันเป็นอุทธรณ์โต้แย้งเกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น มิใช่อุทธรณ์เกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้จำเลยจะยื่นอุทธรณ์โดยมีผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์ก็ตาม แต่การอนุญาตให้อุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 181 ซึ่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจะอนุญาตให้อุทธรณ์ได้เฉพาะคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์เกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 180 เท่านั้น มิได้ให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์ในกรณีดังกล่าวได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวเป็นผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นในอันที่จะอนุญาตให้อุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ตรี การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์มานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาของโจทก์ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

#ข้อสังเกต 1.การอุทธรณ์ทางอาญาในปัญหาข้อเท็จจริงแม้จะเป็นคดีที่อยู่ในศาลเยาวชนฯยังคงต้องอยู่ในหลักเกณฑ์ตามหลักเกณฑ์ ป.วิ.อ.มาตรา 193 ทวิ

2.การอุทธรณ์ตาม มาตรา 180 วรรคหนึ่ง (1)-(3) ไม่อยู่ในหลักตาม ป.วิ.อ./ป.วิ.พ. ต้องนำมาตรา 181 มาใช้บังคับที่บัญญัติไว้ว่า “ในคดีซึ่งห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา ๑๘๐ ถ้าอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัด หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสําคัญอัน ควรสู่ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษและอนุญาตให้อุทธรณ์ก็ให้รับอุทธรณ์น้ันไว้พิจารณาต่อไป“

ในคดีนี้จำเลยอุทธรณ์ว่า”พยานโจทก์เบิกความขัดแย้งแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญทำให้ไม่มีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยได้“ซึ่งเนื้อหาในคดีจึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องอยู่ในบังคับของ ป.วิ.อ.มาตรา 193ทวิอีกทั้งไม่มีความเห็นแย้งตามป.วิ.อ.มาตรา 193ตรี ออุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบ

#แกะไปเรื่อย #ฎีกาวิเด็กน่าสนใจ #ข้อสิบเนติ #เรียนจากฎีกา #หาเทคนิคในฎีกา #เรียนจากฎีกา #วิธีการสำหรับเด็ก

#ประเด็นกฎหมายน่าสนใจ #วิเด็ก

ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีตามธรรมดาพิจารณาคดีที่มีผู้กระทำความผิดเป็นเด็กหรือเยาวชนอยู่หลังจากนั้นมีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเปิดทำการแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลนั้น

1.การพิจารณาและคำพิพากษาหลังจากนั้นจะเป็นคำพิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่?

2.แล้วจะแก้โทษคำพิพากษาเนื่องจากพฤติการณ์เด็กเปลี่ยนแปลงไปได้หรือไม่?

3.แล้วต้องยื่นต่อศาลใด?

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1026/2564

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ขณะกระทำความผิดเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2546 จำเลยที่ 5 มีอายุ 15 ปีเศษ ถือว่าเป็นเยาวชนก็ตาม แต่ขณะกระทำความผิดและวันที่โจทก์ยื่นฟ้องในวันที่ 7 เมษายน 2547 ในท้องที่จังหวัดพิจิตรที่จำเลยที่ 5 มีถิ่นที่อยู่ปกติและเป็นท้องที่ที่กระทำความผิดยังไม่มีศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลชั้นต้นคือศาลจังหวัดพิจิตรเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 58 (3) แม้ต่อมาในระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเปิดทำการแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลจังหวัดพิจิตรตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2549 ก็ตาม แต่การพิจารณาพิพากษาคดีในชั้นอุทธรณ์จนชั้นฎีกาต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ดังนั้นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 21 ปี 3 เดือน จึงเป็นคำพิพากษาของศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มิใช่คำพิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวที่จะขอให้กำหนดโทษใหม่หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาเกี่ยวกับการลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 99 ต่อมาพระราชบัญญัติดังกล่าวถูกยกเลิกไป โดยพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 3 แม้มาตรา 137 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 บัญญัติว่า เมื่อได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแล้วและต่อมาความปรากฏต่อศาลเอง หรือปรากฏจากรายงานของผู้อำนวยการสถานพินิจ หรือผู้ดูแลหรือผู้ปกครองสถานที่ที่กำหนดไว้ในหมวด 4 หรือปรากฏจากคำร้องของบิดา มารดา ผู้ปกครองหรือบุคคลซึ่งเด็กหรือเยาวชนอาศัยอยู่ด้วย หรือสถานที่ที่กำหนดไว้ในหมวด 4 ว่าข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ตามมาตรา 115 หรือมาตรา 119 ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ให้ศาลมีอำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษหรือวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนได้ก็ตาม แต่คำพิพากษาหรือคำสั่งให้ลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนดังกล่าวต้องเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวตั้งแต่ต้น และศาลที่มีอำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษหรือวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน จะต้องเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวซึ่งพิพากษาหรือมีคำสั่งคดีนั้นเอง หรือศาลคดีเยาวชนและครอบครัวซึ่งมีเขตอำนาจในท้องที่ที่เด็กหรือเยาวชนนั้นกำลังรับโทษหรือถูกควบคุมตัวอยู่ ด้วยเหตุนี้ ศาลจังหวัดพิจิตรซึ่งเป็นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 และศาลฎีกาไม่ใช่ศาลเยาวชนและครอบครัวหรือศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว จึงไม่ใช่ศาลที่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงโทษตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้วของจำเลยที่ 5 ตามบทมาตราดังกล่าวได้และมิใช่กรณีกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดที่ศาลจะต้องกำหนดโทษเสียใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ดังที่จำเลยที่ 5 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่า จำเลยที่ 5 มีอายุกว่า 24 ปี จึงไม่สามารถใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 119 ประกอบมาตรา 142 (1) ได้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

#ใจความสำคัญ “แม้ต่อมาในระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเปิดทำการแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลจังหวัดพิจิตรตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2549 ก็ตาม แต่การพิจารณาพิพากษาคดีในชั้นอุทธรณ์จนชั้นฎีกาต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ดังนั้นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 21 ปี 3 เดือน จึงเป็นคำพิพากษาของศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มิใช่คำพิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวที่จะขอให้กำหนดโทษใหม่หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาเกี่ยวกับการลงโทษ”

#แกะไปเรื่อย #วิแพ่ง #เรียนกฎหมาย #ฎีกาน่าสนใจ #อาญา #นิติศาสตร์

#วิเด็ก #การฎีกาวิธีการสำหรับเด็กทำได้หรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4330/2566

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 5 ให้จำคุกและปรับ แต่ยังคงเปลี่ยนโทษจำคุกและปรับให้ส่งตัวจำเลยที่ 2 และที่ 5 ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมและส่งตัวไปจำคุกหลังจากอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ อันเป็นการกำหนดให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษอาญา ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 142 (1) และวรรคท้าย ดังนั้น ที่จำเลยที่ 2 และที่ 5 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกซึ่งเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 180 ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 5 จึงต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 182/1 วรรคหนึ่ง และไม่มีบทบัญญัติใดให้มีการอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าวได้ เพราะหากกฎหมายประสงค์จะให้มีการอนุญาตให้ฎีกาได้แล้ว ก็ชอบที่จะบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งเช่นเดียวกับการอนุญาตให้อุทธรณ์ตามมาตรา 181 และแม้ปัญหาดังกล่าวจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริง กรณีก็ไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 โดยอาศัยพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 มาใช้บังคับโดยอนุโลมได้ เพราะเป็นกรณีที่มีบทบัญญัติเป็นการเฉพาะแล้ว การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 5 มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 5

#ข้อสังเกต การฎีกาดุลพินิจการใช้วิธีสำหรับเด็กและเยาวชนแทนโทษทางอาญาตามมาตรา 142 เป็นการต้องห้ามตาม มาตรา 182/1 วรรคหนึ่ง อีกทั้งไม่มีบทบัญัติของกฎหมายให้ศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษมีอำนาจใช้ดุลพินิจอย่างมาตรา 181 ได้

#แกะไปเรื่อย #วิแพ่งข้อ10 #เรียนกฎหมายจากฎีกา

#ความผิดเกี่ยวกับการใช้เช็ค #ไม่ใช่เช็คตนเองก็เจ็บตัวได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7453/2562

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และบริษัท C จำกัด เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2560 จำเลยที่ 2 ทำบันทึกข้อตกลงชำระหนี้ค่ารถยนต์ยี่ห้อ MX 3 คัน และออกเช็คธนาคาร SB 3 ฉบับ ฉบับที่ 1 จำนวนเงิน 1,028,000 บาท ฉบับที่ 2 จำนวนเงิน 1,128,000 บาท และฉบับที่ 3 จำนวนเงิน 1,200,000 บาท มอบให้แก่โจทก์ ครั้นเช็คทั้งสามฉบับถึงกำหนด โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 แตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์จะปรากฏว่าเช็คพิพาททั้งสามฉบับมิใช่เป็นของจำเลยที่ 1 แต่เป็นของบริษัท C จำกัด อันแตกต่างจากฟ้อง แต่ก็ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่าบริษัท C จำกัด เป็นศูนย์บริการเพื่อรองรับการซ่อมบำรุงรถยนต์ภายใต้กิจการของจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นบริษัทภายในเครือเดียวกันกับจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของทั้งสองบริษัท และจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท C จำกัด ดังนั้นไม่ว่าจำเลยที่ 2 จะออกเช็คในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะที่กระทำแทนบริษัท C จำกัด จำเลยที่ 2 ก็คงมีความรับผิดทางอาญาเช่นเดียวกันเพราะการดำเนินกิจการของบริษัทย่อมแสดงออกโดยทางผู้แทนทั้งหลายของบริษัท เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 และบริษัท C จำกัด ลงชื่อในเช็คสั่งจ่ายเงินโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คอันเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ก็ถือว่าโจทก์ย่อมฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวโดยลำพังไม่จำต้องอ้างว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ก็ได้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณากับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องจึงหาใช่เป็นข้อแตกต่างในสาระสำคัญทั้งจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ด้วยอันเป็นเหตุที่ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า มีเหตุลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ออกเช็คพิพาททั้งสามฉบับตามฟ้องเป็นจำนวนเงินรวมกันสูงถึง 3,356,000 บาท โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ชดใช้เงินแก่โจทก์เพื่อบรรเทาความเสียหายแม้เพียงบางส่วน พฤติการณ์จึงไม่มีเหตุที่จะลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 รวม 3 กระทง จำคุก 2 ปี 11 เดือน โดยไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 นั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งความผิดแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

#ข้อสังเกต ข้อเท็จจริงจากที่นำสืบจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของจำเลยที่ 1 และบริษัท C และเช็คเป็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งต่างจากฟ้องโจทก์ยังไม่ถือว่าเป็นข้อแตกต่างในสาระสำคัญดังนี้ "เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 และบริษัท C จำกัด ลงชื่อในเช็คสั่งจ่ายเงินโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คอันเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ก็ถือว่าโจทก์ย่อมฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวโดยลำพังไม่จำต้องอ้างว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1"

เมื่อไม่ใช่ข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลก็ไม่อาจยกฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 192

#แกะไปเรื่อย #เช็ค #เช็คเด้ง #เจ็บตัว #เจอแบบนี้คงต้องเลือกสักทาง #นิติศาสตร์ #เทคนิคล้วนๆ

#กลฉ้อฉล #จัดสรรที่ดิน #พ้นวิสัย #ขัดต่อความสงบฯ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6759/2544 (เฉพาะบางประเด็นกลฉ้อฉล/พ้นวิสัย/ขัดต่อความสงบฯ)

มีปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้เกี่ยวกับความสมบูรณ์ของสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทตามที่โจทก์ฎีกาก่อนว่า หลังจากอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วโจทก์ได้ตรวจรายละเอียดประกาศคณะปฏิบัติ ฉบับที่ 286 ปรากฏว่าการที่ผู้ใดจัดสรรที่ดินโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการจัดสรรที่ดิน จะต้องมีความผิดตามข้อ 10 ประกอบข้อ 35 ของประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกัน จำเลยยังไม่ได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการจัดสรรที่ดิน จำเลยจึงไม่สามารถนำที่ดินมาจัดสรรขายให้แก่โจทก์หรือบุคคลภายนอกได้ หากโจทก์ทราบข้อเท็จจริงว่าจำเลยยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้จัดสรรที่ดินขายแล้ว โจทก์ก็จะไม่ยอมเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยแน่นอน อันถือได้ว่าการที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยดังกล่าวนั้นเกิดจากการที่ถูกกลฉ้อฉล สัญญาจะซื้อจะขายจึงเป็นโมฆียะกรรมซึ่งโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้วนั้น เห็นว่า แม้ปัญหาที่ว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยดังกล่าวตกเป็นโมฆียะกรรมหรือไม่ จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแต่ศาลล่างทั้งสองดังที่จำเลยยื่นคำแก้ฎีกาก็ตาม แต่การที่นิติกรรมตกเป็นโมฆียะกรรมหรือไม่นั้นเป็นกรณีเกี่ยวกับความรับผิดของคู่กรณีเพราะหากตกเป็นโมฆียะกรรมและมีการบอกล้างแล้วย่อมทำให้นิติกรรมนั้นไม่มีผลผูกพันคู่กรณีอันเกี่ยวกับเรื่องอำนาจฟ้องและการให้การต่อสู้คดีได้ ปัญหาดังกล่าวจึงเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่โจทก์จะยกขึ้นมาว่ากันในชั้นนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ซึ่งเรื่องนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกันเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2536 แต่จำเลยเพิ่งได้รับใบอนุญาตให้จัดสรรที่ดินจากคณะกรรมการควบคุมการจัดสรรที่ดินเมื่อวันที่ 24 มีนาคม2538 ดังนั้น จึงเห็นได้แน่ชัดว่าขณะจำเลยจัดสรรที่ดินโดยนำที่ดินในโครงการมีนบุรี M ออกเสนอขายต่อโจทก์และบุคคลทั่วไปโดยเฉพาะที่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับโจทก์นั้น จำเลยยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน อันเป็นการฝ่าฝืนประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 10 ประกอบข้อ 35 แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นเรื่องของรัฐที่จะเข้าไปควบคุมให้จำเลยหรือผู้จะจัดสรรที่ดินได้ดำเนินการด้านสาธารณูปโภคให้เป็นไปตามที่ทางราชการกำหนดเพื่อความสะดวกสบายของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรเท่านั้น ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท และตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทก็ไม่ปรากฏว่ามีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งใด ๆ ตามกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัยหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะทำให้เป็นโมฆะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150ทั้งทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่าจำเลยได้กระทำการใดอันเป็นกลฉ้อฉลทำให้โจทก์ต้องเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลย การที่จำเลยยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้จัดสรรที่ดินในขณะที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกันนั้น แม้จำเลยมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบก็ไม่ถึงกับให้รับฟังว่าเป็นกลฉ้อฉลของจำเลยอันจะทำให้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆียะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 ดังที่โจทก์ฎีกาสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

#ใจความสำคัญ "จำเลยยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน อันเป็นการฝ่าฝืนประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 10 ประกอบข้อ 35 แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นเรื่องของรัฐที่จะเข้าไปควบคุมให้จำเลยหรือผู้จะจัดสรรที่ดินได้ดำเนินการด้านสาธารณูปโภคให้เป็นไปตามที่ทางราชการกำหนดเพื่อความสะดวกสบายของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรเท่านั้น ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท และตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทก็ไม่ปรากฏว่ามีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งใด ๆ ตามกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัยหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะทำให้เป็นโมฆะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150ทั้งทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่าจำเลยได้กระทำการใดอันเป็นกลฉ้อฉลทำให้โจทก์ต้องเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลย"

#แกะไปเรื่อย #นิติกรรม #จะซื้อจะขาย #นิติศาสตร์

#ริบทรัพย์ #มติที่ประชุมใหญ่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 719/2568

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า รถยนต์เก๋งของกลางซึ่งเป็นของจำเลยเอง เป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดฐานช่วยเหลือคนต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรหลบหนีไปให้พ้นจากการจับกุม อันควรริบตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การริบทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 (5) เป็นโทษทางอาญาอีกสถานหนึ่งนอกเหนือจากโทษอื่น ๆ ตามที่ระบุไว้ในมาตรานี้ ดังนั้น หากศาลเห็นว่าทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องขอให้ริบเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง ศาลย่อมใช้ดุลพินิจลงโทษริบทรัพย์นั้นเพื่อไม่ให้ผู้กระทำผิดมีโอกาสใช้ทรัพย์ในการกระทำความผิดเช่นเดียวกันนั้นได้อีก และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ที่คิดกระทำความผิดเช่นเดียวกันนี้ได้ด้วย คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำฟ้อง สำเนาบันทึกการจับกุมเอกสารแนบท้ายคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหา และคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่า เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2565 จำเลยใช้รถยนต์เก๋ง ของกลางซึ่งเป็นของจำเลยเองจอดรออยู่บนดอยผาหมี ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย แล้วรับคนต่างด้าวเชื้อชาติจีน สัญชาติจีน 2 คน ซึ่งเพิ่งเดินลัดเลาะมาจากภูเขาฝั่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาเข้ามาในราชอาณาจักรไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ ขึ้นรถแล้วขับมุ่งหน้าไปยังอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ระหว่างทางเจ้าหน้าที่ขอตรวจสอบรถยนต์เก๋งดังกล่าว พบจำเลยเป็นผู้ขับ และมีคนต่างด้าว 2 คน ที่หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรนั่งโดยสารมาในรถด้วย ดังนี้ การที่จำเลยใช้รถยนต์เก๋งของกลางไปจอดรอบนดอยผาหมี ซึ่งเป็นภูเขาและเป็นแนวชายแดนของราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา แล้วรับคนต่างด้าวที่เพิ่งเดินลัดเลาะมาจากภูเขาฝั่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ผ่านช่องทางธรรมชาติเข้ามาในราชอาณาจักรไทย หลบหนีไปทันที แสดงให้เห็นถึงการติดต่อนัดหมายวางแผนกันกับคนต่างด้าวไว้เป็นอย่างดีมาก่อน โดยจำเลยไปรอคอยและใช้รถยนต์เก๋งในการพาคนต่างด้าวหลบหนีเพื่อให้เกิดความสะดวกในการกระทำความผิด ทำให้การลักลอบนำพาคนต่างด้าวหลบหนีมีความแนบเนียนเสมือนเป็นการโดยสารรถยนต์ทั่วไป เพื่อให้พ้นการจับกุม พฤติการณ์ในการใช้รถยนต์เก๋งของกลางของจำเลยในขณะกระทำความผิดตามฟ้องจึงไม่ใช่เป็นเพียงใช้เป็นพาหนะโดยสารโดยทั่วไป หากแต่เป็นการใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง อันควรริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) เพื่อไม่ให้จำเลยมีโอกาสใช้ทรัพย์ในการกระทำความผิดเช่นเดียวกันนั้นได้อีก และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ที่คิดกระทำความผิดเช่นเดียวกันนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ริบรถยนต์เก๋งของกลางนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

#ประโยค keywords " การริบทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 (5) เป็นโทษทางอาญาอีกสถานหนึ่งนอกเหนือจากโทษอื่น ๆ ตามที่ระบุไว้ในมาตรานี้"

"หากศาลเห็นว่าทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องขอให้ริบเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง ศาลย่อมใช้ดุลพินิจลงโทษริบทรัพย์นั้นเพื่อไม่ให้ผู้กระทำผิดมีโอกาสใช้ทรัพย์ในการกระทำความผิดเช่นเดียวกันนั้นได้อีก และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ที่คิดกระทำความผิดเช่นเดียวกันนี้ได้ด้วย"

#แกะไปเรื่อย #ของกลาง #ใช้ในการกระทำความผิด

#แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #SCAMMER #ซ่องโจร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2614/2568

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นความผิดต่างกรรมกันกับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ย่อมเป็นความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่มีการสมคบวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่สมคบกันก็ตาม จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมหนึ่ง ต่อมาจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ แต่เป็นการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในภายหลังที่ความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวสำเร็จไปแล้ว มิใช่กระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงในคราวเดียวกัน และเป็นความผิดซึ่งสามารถแยกเจตนาและการกระทำต่างจากการกระทำความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวได้ จึงเป็นการกระทำความผิดอีกกรรมหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดเพียงกรรมเดียว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ลดโทษให้จำเลยทั้งสามคนละกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 รวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุกคนละ 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

#ข้อสังเกต "จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ย่อมเป็นความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่มีการสมคบวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด"

ความผิดฐานอั้งยี่เป็นความผิดทันทีเมื่อ "ผู้นั้นได้เข้าเป็นสมาชิกคณะบุคคล..." ส่วนความผิดฐานซ่อโจร "ต้องถึงขั้นมีการคบคิดกันหรือวางแผนเพื่อจะกระทำความผิด..." อ้างอิงฎีกาที่ 5682/2559 ความผิดทั้งสองฐานยังไม่ต้องมีการลงมือการกระทำความผิดก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว และเมื่อมีการกระทำความผิดตามที่ได้มุ่งหมายของซ่องโจรความผิดดังกล่าวจะเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งอ้างอิงฎีกา 83/2563 (มีฎีกาก่อนหน้านี้วินิจฉัยว่าเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท)

ดังนั้นเมื่อ "ทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ แต่เป็นการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในภายหลังที่ความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวสำเร็จไปแล้ว มิใช่กระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงในคราวเดียวกัน และเป็นความผิดซึ่งสามารถแยกเจตนาและการกระทำต่างจากการกระทำความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวได้ จึงเป็นการกระทำความผิดอีกกรรมหนึ่ง"

ฎีกานี้หลักการวางหลักคล้ายกับฎีกาที่ 283/2565 "...ความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มีเจตนารมณ์ในการปราบปรามผู้กระทำความผิดมูลฐานที่ได้นำเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมากระทำการในรูปแบบต่างๆ อันเป็นการฟอกเงินเพื่อนำเงินหรือทรัพย์สินนั้นไปใช้ประโยชน์ในการกระทำความผิดต่อไปได้อีก การกระทำความผิดฐานฟอกเงินจึงเป็นความผิดที่เกิดขึ้นภายหลังเมื่อมีการกระทำความผิดฐานอื่นๆดังกล่าวสำเร็จแล้วและเป็นความผิดอีกส่วนหนึ่งสามารถแยกเจตนาและการกระทำจากการกระทำความผิดฐานอื่นได้ จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งต่างกรรมกัน

(ฎีกาในหนังสืออาญาพิสดาร 2568)

#แกะไปเรื่อย #เติมไปเรื่อย #นิติศาสตร์ #ฟอกเงิน #เรียนจากคำพิพากษา

https://www.facebook.com/share/p/1aLZD33Fc1/ <<< เกร็ดความรู้ที่มาคำว่าอั้งยี่

#ร้องขัดทรัพย์ #ฎีกาเก่าเล่าใหม่

เจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิบัติตาม ป.วิ.พ.มาตรา 352 ผู้ร้องที่เป็นเจ้าของทรัพย์นั้นจะร้องขัดทรัพย์ได้มั้ย?

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6547/2538

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่าอาคารพาณิชย์ห้องพิพาทเป็นของจำเลย ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขัดทรัพย์คดีนี้หรือไม่เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบและจดทะเบียนโอนอาคารพาณิชย์ห้องพิพาทให้โจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาโจทก์จึงดำเนินการบังคับคดี โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ไปจัดการให้โจทก์เข้าครอบครองอาคารพาณิชย์ห้องพิพาทและส่งมอบให้โจทก์เข้าครอบครองแล้ว ซึ่งการส่งมอบดังกล่าวถือได้ว่าการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ตรี (ป.วิ.พ.มาตรา 352)เพื่อจัดการให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเข้าครอบครองทรัพย์ หาใช่เป็นการยึดเพื่อนำออกขายทอดตลาดตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 (ป.วิ.พ.มาตรา 323) ไม่ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 ที่ผู้ร้องจะมาร้องขอให้ปล่อยอาคารพาณิชย์ห้องพิพาทได้ ผู้ร้องอ้างว่าอาคารพาณิชย์ห้องพิพาทเป็นของผู้ร้อง ก็ชอบจะไปว่ากล่าวเป็นเรื่องอื่นต่างหาก แต่ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขัดทรัพย์ที่เข้ามาในเป็นคดีนี้ ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาขึ้นมาศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วคดีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นตามฎีกาของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นอีกแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ปล่อยอาคารพาณิชย์ห้องพิพาทไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษากลับ ให้ยก คำร้องขอ ของ ผู้ร้อง

#ใจความสำคัญ “การบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ตรี (ป.วิ.พ.มาตรา 352)เพื่อจัดการให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเข้าครอบครองทรัพย์ หาใช่เป็นการยึดเพื่อนำออกขายทอดตลาดตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 (ป.วิ.พ.มาตรา 323) ไม่”

#แกะไปเรื่อย #บังคับคดี #นิติศาสตร์ #ขับไล่

#พนักงานราชการ #การตีความพนักงานของรัฐ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 214/2566 (บางส่วน)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 7 เป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐซึ่งต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 8 หรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาดังกล่าวข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 7 เป็นพนักงานราชการ สังกัดสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ... ปฏิบัติงานประจำวนอุทยาน..... จังหวัดชุมพร อัตราเงินเดือน 14,300 บาท โดยจำเลยที่ 7 มีบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ลงลายมือชื่อเป็นผู้ออกบัตร แม้จะปรากฏตามฟ้องและเอกสารดังกล่าวว่า จำเลยที่ 7 ปฏิบัติงานประจำวนอุทยาน..... ในตำแหน่งคนงานไม่มีอำนาจหน้าที่พิเศษใด แต่ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 ลงวันที่ 13 มกราคม 2547 ออกตามความในมาตรา 11 (8) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ระบุความหมายของ "พนักงานราชการ" ไว้ในข้อ 3 ว่า หมายถึงบุคคลซึ่งได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างโดยได้รับค่าตอบแทนจากงบประมาณของส่วนราชการ เพื่อเป็นพนักงานของรัฐในการปฏิบัติงานให้กับส่วนราชการนั้น โดยตามระเบียบดังกล่าว ข้อ 11 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า การจ้างพนักงานราชการให้กระทำเป็นสัญญาจ้างไม่เกินคราวละสี่ปีหรือตามโครงการที่มีกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดไว้ โดยอาจมีการต่อสัญญาจ้างได้ ทั้งนี้ ตามความเหมาะสมและความจำเป็นของแต่ละส่วนราชการ และข้อ 15 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ส่วนราชการอาจกำหนดให้พนักงานราชการประเภทใดหรือตำแหน่งในกลุ่มงานใดได้รับสิทธิประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (1) สิทธิเกี่ยวกับการลา (2) สิทธิในการได้รับค่าตอบแทนระหว่างลา (3) สิทธิในการได้รับค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลางาน (4) ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง (5) ค่าเบี้ยประชุม (6) สิทธิในการขอรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (7) การได้รับรถประจำตำแหน่ง (8) สิทธิอื่น ๆ ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด อีกทั้งตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2549 ออกตามความในมาตรา 221 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 4 (16) และมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. 2542 ยังบัญญัติไว้ในมาตรา 3 กำหนดให้พนักงานราชการซึ่งมีวาระการจ้างไม่น้อยกว่าหนึ่งปีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีสิทธิขอออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อปฏิบัติหน้าที่ได้ เช่นนี้ โดยสภาพการจ้างงานและสิทธิประโยชน์ของพนักงานราชการตามที่กำหนดไว้ในระเบียบและกฎหมายดังที่กล่าวมา จึงมีลักษณะแตกต่างจากลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ พนักงานราชการจึงมิใช่ลูกจ้างชั่วคราว ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย หากแต่เป็นพนักงานของรัฐซึ่งถือว่าเป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 7 เป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐ ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และพวกกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จำเลยที่ 7 จึงต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 8 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 7 มิใช่พนักงานหน่วยงานของรัฐตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

#ใจความสําคัญ คดีนี้โจทก์ฎีกาว่าจำเลยไม่ใช่ลูกจ้างชั่วคราวเนื่องจากจำเลยมีลักษณะของสัญญาจ้างและรายละเอียดสิทธิประโยชน์เข้าบทบัญญัติ "ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 ลงวันที่ 13 มกราคม 2547 ออกตามความในมาตรา 11 (8) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ระบุความหมายของ "พนักงานราชการ" ซึ่งถ้าจำเลยกระทำความผิดในขณะที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐจะถูกระวางโทษเป็นสองเท่าตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 8

#แกะไปเรื่อย #นิยามคำศัพย์ #ราชการ #ทนายความ #รับปรึกษากฎหมาย

#พฤติการณ์ธุระจัดหา #เพื่อการอนาจาร

เป็นเจ้าของห้องเช่าแนะนำให้ผู้เช่าไปขายบริการเพื่อนำเงินมาจ่ายค่าเช่าอย่าหาทำ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2200/2564

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้เสียหายจะเป็นฝ่ายรับการติดต่อตกลงขายบริการทางเพศจากนางสาว ม. กับชายคนหนึ่ง โดยจำเลยไม่ได้มีส่วนร่วมรับการติดต่อตกลงด้วย แต่จำเลยพูดสนับสนุนให้ผู้เสียหายไปขายบริการทางเพศ เพื่อจะได้มีเงินมาชำระค่าเช่าห้องที่พักอยู่กับจำเลย ทั้งยังร่วมเดินทางไปโรงแรมร่วมกับผู้เสียหายในลักษณะพาไปขายบริการทางเพศ เนื่องจากผู้เสียหายอายุ 16 ปี อาจจะมีปัญหาในการเข้าโรงแรม นอกจากนี้ผู้เสียหายยังเบิกความสอดคล้องกับคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสุรศักดิ์ที่ว่า ร้อยตำรวจเอกสุรศักดิ์ สอบถามว่าคนไหนจะมาบริการ จำเลยแจ้งว่าผู้เสียหาย ร้อยตำรวจเอกสุรศักดิ์จึงมอบเงิน 8,500 บาท ให้จำเลยไป ซึ่งต่อมาดาบตำรวจสำราญจับกุมจำเลย ตรวจค้นพบธนบัตร 8,500 บาท ในกระเป๋าสะพายของจำเลย เมื่อนำมาตรวจดูพบว่าตรงกับสำเนาภาพถ่ายธนบัตรที่เตรียมไปทำการล่อซื้อ บ่งชี้ว่าจำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็น ร่วมวางแผน ตัดสินใจร่วมกันหรือแบ่งหน้าที่กันทำ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี พยานจำเลยและข้ออ้างในฎีกาไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาหญิงอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอม ฐานเป็นธุระจัดหาบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี แม้บุคคลนั้นจะยินยอม และฐานกระทำการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

#พฤติการณ์ธุระจัดหา "จำเลยพูดสนับสนุนให้ผู้เสียหายไปขายบริการทางเพศ เพื่อจะได้มีเงินมาชำระค่าเช่าห้องที่พักอยู่กับจำเลย ทั้งยังร่วมเดินทางไปโรงแรมร่วมกับผู้เสียหายในลักษณะพาไปขายบริการทางเพศ" "ต่อมาดาบตำรวจสำราญจับกุมจำเลย ตรวจค้นพบธนบัตร 8,500 บาท ในกระเป๋าสะพายของจำเลย เมื่อนำมาตรวจดูพบว่าตรงกับสำเนาภาพถ่ายธนบัตรที่เตรียมไปทำการล่อซื้อ"

#แกะไปเรื่อย

#อายุความเจ้าพนักงานของรัฐทำละเมิด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1856/2568

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะหน่วยงานของรัฐให้รับผิดในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 จึงไม่อาจนำบทบัญญัติอายุความเรื่องละเมิดตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งใช้บังคับแก่กรณีผู้เสียหายฟ้องผู้กระทำละเมิดหรือผู้ร่วมรับผิดกับผู้กระทำละเมิดให้ร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาปรับใช้แก่คดีนี้ได้ เมื่อพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ไม่ได้บัญญัติอายุความกรณีความรับผิดของหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มาใช้บังคับแก่คดี และการนับอายุความนั้นให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12 การยึดรถยนต์ในคดีนี้ เห็นได้ว่าเป็นการยึดไว้เป็นของกลางในคดีอาญาขณะรถยนต์ของกลางอยู่ในความครอบครองของโจทก์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 วรรคสาม บัญญัติทำนองว่าให้เจ้าพนักงานมีอำนาจยึดไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด เมื่อเสร็จคดีแล้วก็ให้คืนแก่ผู้ต้องหาหรือผู้อื่นซึ่งมีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของนั้น เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องโจทก์กับพวกเป็นคดีอาญาต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2563 ดังนี้ ขณะที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้เจ้าพนักงานผู้ยึดคืนรถยนต์ของกลางให้แก่โจทก์จึงต้องเริ่มนับถัดจากวันที่คดีถึงที่สุดคือตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป นับแต่วันดังกล่าวจนถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 16 เมษายน 2564 ยังไม่เกินสิบปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยในฐานะหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ภายหลังศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าโจทก์มิได้กระทำความผิดและพิพากษายกฟ้องและโจทก์ในฐานะผู้ต้องหามีสิทธิขอคืนรถยนต์ของกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 วรรคสาม ก็ตาม แต่การพิจารณาว่าจำเลยในฐานะหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดหรือไม่ ต้องพิจารณาด้วยว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้กระทำการนั้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เหตุที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยยึดรถยนต์ของกลางซึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์ เป็นผลสืบเนื่องจากนางชลธิชาแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาแก่นางอุษากับพวก และพนักงานอัยการยื่นฟ้องโจทก์ว่ากระทำความผิดร่วมกับนางอุษากับพวก ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงหลอกลวงเอารถยนต์ของนางชลธิชาที่มีไว้เพื่อประกอบธุรกิจรถเช่าไปรวมประมาณ 36 คัน ซึ่งรวมถึงรถยนต์ของกลางด้วย และโจทก์รับเอาไว้หรือรับจำนำไว้ซึ่งรถยนต์ของกลางจากผู้มีชื่อโดยรู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์ที่นางอุษากับพวกได้มาจากการกระทำความผิดฉ้อโกงประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของจำเลยว่า ในระหว่างการพิจารณาคดีอาญา เจ้าหน้าที่ของจำเลยปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ระเบียบและข้อบังคับว่าด้วยการเก็บดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์ของกลางในระหว่างการดำเนินคดีอาญา โดยผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาตรวจสอบและมอบคืนของกลางให้แก่ผู้มีสิทธิรับคืนไป โดยดำเนินตามกฎกระทรวงกำหนดวิธีการขอคืนสิ่งของที่เจ้าพนักงานยึดไว้ไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์ พ.ศ. 2553 และผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ได้มีหนังสือถึงโจทก์ซึ่งขณะนั้นอยู่ในฐานะผู้ต้องหา ให้ส่งมอบเอกสารหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองยื่นต่อคณะกรรมการ เพื่อประกอบการพิจารณา แต่โจทก์ไม่ได้ส่งเอกสารหรือหลักฐานใดที่แสดงว่านางชลธิชากู้ยืมเงินและนำรถยนต์ของกลางไปจำนำไว้แก่โจทก์ ย่อมมีเหตุอันสมควรให้คณะกรรมการสงสัยว่าโจทก์รับจำนำรถยนต์ของกลางจากผู้มีชื่อไว้โดยสุจริตหรือไม่ หรือนางชลธิชาได้นำรถยนต์ของกลางไปจำนำไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นหลักประกันหนี้เงินกู้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องหรือไม่ การที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยยึดรถยนต์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์เป็นของกลางในคดีอาญา และคณะกรรมการพิจารณาแล้ว มีมติให้มอบรถยนต์ของกลางให้แก่นางชลธิชาซึ่งขณะนั้นเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลางในทางทะเบียนไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์ในระหว่างการดำเนินคดี แม้การกระทำนั้นจะเป็นเหตุทำให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่สามารถคืนรถยนต์ของกลางแก่โจทก์ได้ แต่ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายตามหลักเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับและชอบด้วยเหตุผล จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยในฐานะหน่วยงานของรัฐจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยและพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

#ข้อสังเกต ไม่อาจนำอายุความตาม ป.พ.พ.มาตรา 448 มาใช้บังคับในความผิดละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เมื่อไม่มีกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/30

#แกะไปเรื่อย #ข้าราชการ #อายุความ #ทนายความ #อายุความ

#ภ.บ.ท.5 #ประมวลกฎหมายที่ดิน #เสียภาษีไม่เท่ากับเจ้าของ

ภ.บ.ท.๕ เป็นเอกสารสิทธิหรือไม่?

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9557/2558

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการส่งเสริมการปลูกพืชพลังงานทดแทน ตามหนังสือรับรอง โจทก์มอบอำนาจให้นายเล็กมีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2553 จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรทองผาภูมิว่า เอกสาร "ภ.บ.ท.5" ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 สูญหาย ตามรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย ต่อมาจำเลยที่ 1 นำรายงานประจำวันดังกล่าวไปยื่นต่อองค์การบริหารส่วนตำบลศรีมงคลแล้วองค์การบริหารส่วนตำบลศรีมงคลได้ออกใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) ใหม่ ให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ตามแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อชำระภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี 2553 ถึง 2556 ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 นายเล็กไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรไทรโยคไว้เป็นหลักฐานว่าที่ดินตามใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ที่ระบุในฟ้องรวม 6 แปลงเป็นของผู้แจ้ง และวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 นายเล็กไปยื่นคำร้องต่อองค์การบริหารส่วนตำบลศรีมงคลขอให้ระงับการรับชำระภาษีบำรุงท้องที่และระงับการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหกแปลงดังกล่าว วันที่ 26 มิถุนายน 2556 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีนี้ คดียุติตามคำสั่งศาลชั้นต้นในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 เพราะแม้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นเครือญาติกับจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ร่วมลงทุนก็ตาม แต่การกระทำความผิดตามฟ้องนั้นจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ดำเนินการต่าง ๆ พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 คดีมีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การกระทำความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพันตำรวจโทสุทินว่าเอกสารหาย แล้วนำรายงานประจำวันรับแจ้งไว้เป็นหลักฐานไปแสดงและขอออกเอกสารฉบับใหม่ต่อองค์การบริหารส่วนตำบลศรีมงคลอันเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานและและความผิดเกี่ยวกับเอกสารนั้น ล้วนเป็นการกระทำเกี่ยวกับใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 มอบให้โจทก์ยึดถือไว้ เมื่อจำเลยทั้งหกเข้าร่วมและรับเงินในโครงการปลูกพืชพลังงานทดแทน (สบู่ดำ) ของโจทก์ ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ดังกล่าว (ภ.บ.ท.5) เป็นเอกสารที่แสดงว่าบุคคลที่มีชื่อในเอกสารได้ชำระค่าภาษีบำรุงท้องที่ของที่ดินสำหรับปี พ.ศ. ที่ระบุไว้ในใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) เท่านั้นแม้ว่าในเอกสารดังกล่าวระบุว่า "ภ.บ.ท.5 (ท่อนนี้มอบให้เจ้าของที่ดิน) ชื่อเจ้าของที่ดินชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม" ไว้ด้วย แต่ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) ดังกล่าวก็ไม่ใช่เอกสารที่แสดงว่าผู้ชำระค่าภาษีมีสิทธิในที่ดิน คือ สิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1 เพราะเอกสารที่แสดงถึงสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ของที่ดินย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1 คือ หนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดิน มิใช่ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) การกระทำการเกี่ยวกับใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่กระทบถึงการที่โจทก์ยึดถือที่ดินซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิที่จำเลยทั้งหกมอบให้ไว้เป็นหลักประกันเมื่อเข้าร่วมโครงการปลูกพืชพลังงานทดแทนกับโจทก์ ดังที่โจทก์ฎีกา ทั้งโจทก์ก็ไม่เคยมีเจตนาจะชำระค่าภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งต้องนำใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) ก่อนที่มอบให้เจ้าของที่ดินนี้มาแสดงด้วย เมื่อมาติดต่อขอชำระภาษีบำรุงท้องที่ การที่จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความว่าใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ที่มอบให้โจทก์ยึดถือไว้หาย แล้วไปขอออกใบแทนใหม่ จึงไม่ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายในคดี ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงข้อวินิจฉัยดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่มีอำนาจยื่นคำฟ้องคดีนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

#กฎหมายที่เกี่ยวคล้อง ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1

“หนังสือรับรองการทำประโยชน์” หมายความว่า หนังสือคำรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าได้ทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว”

“โฉนดที่ดิน” หมายความว่า หนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน และให้หมายความรวมถึงโฉนดแผนที่ โฉนดตราจอง และตราจองที่ตราว่า “ได้ทำประโยชน์แล้ว”

“แต่ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) ตามมาตรา 1 ดังกล่าวก็ไม่ใช่เอกสารที่แสดงว่าผู้ชำระค่าภาษีมีสิทธิในที่ดิน ” ดังนี้แม้การแจ้งความเท็จก็จริงแต่ ภ.บ.ท.5 ไม่ใช่เอกสารสิทธิอันจะมีผลการครอบครองของโจทก์การกระของจำเลยจึงไม่มีความผิด

#แกะไปเรื่อย #ที่ดิน #แจ้งความเท็จ #ใช้เอกสารเท็จ #ทนายความ #รับว่าความ

#ค่าเช่าบ้านข้าราชการ

ข้าราชการเบิกค่าเช่าบ้านต่อมามีบ้านเป็นของตนเองบริเวณที่ไปทำหน้าที่ต้องคืนเงินค่าเช่าบ้านมั้ย?

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1607/2565

คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า จำเลยต้องรับผิดคืนเงินค่าเช่าบ้านตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ เห็นว่า ตามที่พระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2547 มาตรา 7 (2) กำหนดหลักเกณฑ์ไม่ให้สิทธิข้าราชการที่มีเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองหรือคู่สมรสในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่เบิกค่าเช่าบ้านโดยไม่มีบทบัญญัติว่าให้ใช้หลักเกณฑ์ตามมาตรานี้เฉพาะในขณะที่ข้าราชการยื่นขอใช้สิทธิ ดังนี้ จึงต้องตีความว่าบทบัญญัติดังกล่าวย่อมต้องบังคับใช้ตลอดเวลาที่ข้าราชการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านจากทางราชการ กล่าวคือ ข้าราชการผู้ใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านนั้นต้องไม่มีเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองหรือคู่สมรสในท้องที่ที่ตนไปประจำในช่วงเวลาที่ขอใช้สิทธินี้ หาใช่ตีความว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวบังคับใช้แต่เฉพาะเวลาที่ข้าราชการยื่นคำขอใช้สิทธิ แล้วข้าราชการผู้นั้นยังคงสิทธิในการเบิกค่าเช่าบ้านได้ตลอดช่วงเวลาที่ประจำสำนักงานใหม่ในท้องที่นั้นดังที่จำเลยกล่าวอ้างไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2416 พร้อมบ้านเลขที่ 146 ทั้งส่วนของบิดาและส่วนของน้องชายมาโดยไม่มีภาระหนี้เกี่ยวกับบ้านหลังดังกล่าว จำเลยย่อมเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในบ้านหลังนี้อย่างสมบูรณ์ กรณีต้องด้วยหลักเกณฑ์ข้างต้นว่าจำเลยมีเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองในท้องที่ที่ตนไปประจำ จำเลยจึงไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านจากทางราชการ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยรับผิดคืนค่าเช่าบ้านแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ปรากฏว่ามีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาโดยไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 71,495 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 66,991.94 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มกราคม 2562) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนใหม่โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

#สาระสำคัญ "จึงต้องตีความว่าบทบัญญัติดังกล่าวย่อมต้องบังคับใช้ตลอดเวลาที่ข้าราชการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านจากทางราชการ กล่าวคือ ข้าราชการผู้ใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านนั้นต้องไม่มีเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองหรือคู่สมรสในท้องที่ที่ตนไปประจำในช่วงเวลาที่ขอใช้สิทธินี้ หาใช่ตีความว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวบังคับใช้แต่เฉพาะเวลาที่ข้าราชการยื่นคำขอใช้สิทธิ แล้วข้าราชการผู้นั้นยังคงสิทธิในการเบิกค่าเช่าบ้านได้ตลอดช่วงเวลาที่ประจำสำนักงานใหม่ในท้องที่นั้นดังที่จำเลยกล่าวอ้างไม่"

#แกะไปเรื่อย #ข้าราชการ #กฎหมายน่าสนใจ

#คู่ความร่วมในมูลความแห่งคดีเป็นหนี้ที่ไม่อาจแบ่งชำระได้ #ผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี #น่าจะออกสอบบ่อย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2033/2567 (เฉพาะวิแพ่ง)

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกมีว่า ฟ้องโจทก์ตามสัญญาจ้างว่าความ ข้อ 2.1 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงว่าจ้างกันในราคา 3,000,000 บาท แบ่งชำระเป็น 3 งวด สัญญาข้อ 2.1 ระบุว่า งวดที่ 1 ชำระ 1,000,000 บาท เมื่อตกลงทำสัญญาจ้างว่าความให้ดำเนินคดี ข้อ 2.2 ระบุว่า งวดที่ 2 ชำระ 1,000,000 บาท เมื่อสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วเสร็จ และข้อ 2.3 ระบุว่า งวดสุดท้ายชำระ 1,000,000 บาท ก่อนนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น 15 วัน ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 2 ชำระเงินให้โจทก์มาแล้ว 9 ครั้ง รวมเป็นเงิน 369,951 บาท โดยชำระครั้งสุดท้ายในวันที่ 7 พฤษภาคม 2561 การชำระเงินแต่ละครั้งจำเลยที่ 2 มิได้ระบุว่าชำระหนี้ในงวดใด เมื่อปรากฏว่า ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2561 มีเฉพาะหนี้งวดที่ 1 ตามสัญญาข้อ 2.1 เท่านั้นที่ถึงกำหนดชำระ ส่วนหนี้งวดที่ 2 และงวดที่ 3 ยังไม่ถึงกำหนดชำระเนื่องจากทั้งสามคดียังสืบพยานโจทก์จำเลยไม่แล้วเสร็จและยังไม่มีคดีใดนัดฟังคำพิพากษา จึงต้องถือว่าเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระให้แก่โจทก์ทั้ง 9 ครั้ง เป็นการชำระหนี้ในงวดที่ 1 ซึ่งถึงกำหนดชำระแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 วรรคสอง มีผลทำให้อายุความในหนี้ค่าจ้างว่าความงวดที่ 1 สะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14 (1) และต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2561 ตามมาตรา 193/15 วรรคสอง คำฟ้องโจทก์เป็นกรณีทนายความฟ้องเรียกเอาค่าการงานที่ทำให้ มีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (16) เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 ยังไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ครั้งสุดท้าย ฟ้องโจทก์ตามสัญญาจ้างว่าความข้อ 2.1 ในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงยังไม่ขาดอายุความ อย่างไรก็ตามจำเลยทั้งสองเป็นลูกหนี้ร่วม มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ การที่จำเลยที่ 2 ยกอายุความขึ้นต่อสู้ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้แล้วเช่นกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) และข้อความจริงใดเมื่อเป็นเรื่องท้าวถึงตัวลูกหนี้ร่วมกันคนใดย่อมเป็นไปเพื่อคุณและโทษเฉพาะแต่ลูกหนี้คนนั้นเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 295 การที่จำเลยที่ 2 เพียงคนเดียวชำระหนี้ให้แก่โจทก์ อายุความจึงสะดุดหยุดลงเฉพาะแก่จำเลยที่ 2 หามีผลถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมไม่ หนี้ค่าว่าความงวดที่ 1 ในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2560 ซึ่งเป็นเวลาขณะที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12 เมื่อนับถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นระยะเวลาเกินกว่า 2 ปี ฟ้องโจทก์ตามสัญญาจ้างว่าความข้อ 2.1 ในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ประเด็นนี้ฟังขึ้นบางส่วน

#หลักที่น่าสนใจ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๕๙ บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป อาจเป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้ โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม ถ้าหากปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี แต่

ห้ามมิให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ หรือได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ดังนั้นโดยชัดแจ้ง ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกันเพียงเท่าที่จะกล่าวต่อไปนี้

(๑) บรรดากระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดย หรือทำต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้นให้ถือว่าได้ทำโดย หรือทำต่อ คู่ความร่วมคนอื่น ๆ ด้วย เว้นแต่กระบวนพิจารณาที่คู่ความร่วมคนหนึ่งกระทำไปเป็นที่เสื่อมเสียแก่คู่ความร่วมคนอื่น ๆ

(๒) การเลื่อนคดีหรือการงดพิจารณาคดีซึ่งเกี่ยวกับคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้น ให้ใช้ถึงคู่ความร่วมคนอื่น ๆ ด้วย

ตามฎีกานี้จำเลยทั้งสองมีผลประโยชน์ร่วมกันในสัญญาจ้างว่าความอีกทั้งเป็นหนี้ร่วมกันจึงเป็นกรณีมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้อันจะมีผลตาม ป.วิ.พ.มาตรา 59(1) แต่ ป.พ.พ.มาตรา 295 ได้กำหนดไว้โดยเฉพาะว่า“ข้อความจริงอื่นใด นอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๙๒ ถึง ๒๙๔ นั้น เมื่อเป็นเรื่องเท้าถึงตัวลูกหนี้ร่วมกันคนใดก็ย่อมเป็นไปเพื่อคุณและโทษแต่เฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้น เว้นแต่จะปรากฏว่าขัดกับสภาพแห่งหนี้นั้นเอง“ ซึ่งหมายความว่าอายุความสะดุดหยุดลงเป็นเรื่องเฉพาะของคู่ความนั้นไม่อาจรวมไปถึงคู่ความอื่น ดังนี้อายุความสำหรับจำเลยที่สองที่ยังไม่ขาดอายุความไม่มีผลต่ออายุความของจำเลยที่หนึ่งที่ขาดอายุความแล้วได้

#แกะไปเรื่อย #หลักน่าสนใจ #น่าจะเคยออกสอบ #ผิดประจำ #ทนายความ #รับว่าความ #หนี้ #นิติศาสตร์

#บังคับคดีไม่ได้ก็ไม่ใช่ว่าหนี้ระงับ

คำพิพากษาฎีกาที่ 4442/2567

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 มีวัตถุประสงค์ให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกร โจทก์เป็นสมาชิกสหกรณ์จำเลย ก่อนหน้าคดีนี้ จำเลยยื่นฟ้องนายประสิทธิ์ สมาชิกสหกรณ์จำเลย ในฐานะผู้กู้และโจทก์กับพวกในฐานะผู้ค้ำประกันให้ร่วมกันรับผิดชดใช้หนี้คืนแก่จำเลย เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2544 นายประสิทธิ์และโจทก์กับพวกตกลงยอมชำระหนี้ให้แก่จำเลยในคดีดังกล่าว โดยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวในวันเดียวกัน คดีหมายเลขแดงที่ 886/2544 ของศาลชั้นต้น โจทก์มีหุ้นสะสมอยู่ในสหกรณ์จำเลย ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2562 จำนวน 11,103 หุ้น เป็นเงิน 111,030 บาท จนถึง ณ วันฟ้อง โจทก์ยังมิได้ถอนเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องคืนเงินค่าหุ้นสหกรณ์ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวด 5 เรื่อง ความระงับแห่งหนี้ กำหนดไว้ว่า หนี้ระงับไปต้องมีการชำระหนี้ การปลดหนี้ การหักกลบลบหนี้ การแปลงหนี้ใหม่ หรือหนี้เกลื่อนกลืนกัน เท่านั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์กับจำเลยยังไม่ได้ดำเนินการเรื่องความระงับแห่งหนี้ดังกล่าวข้างต้น หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยก็ยังคงมีอยู่ แม้ล่วงเลยเวลาบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 แล้วก็ตาม ก็เป็นเรื่องการบังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมที่จำเลยไม่อาจบังคับคดีได้เท่านั้น ซึ่งเป็นคนละส่วนกับหนี้ที่โจทก์มีต่อจำเลย เมื่อตามข้อบังคับสหกรณ์จำเลย ข้อ 36 ระบุว่า สมาชิกผู้ไม่มีหนี้สินต่อสหกรณ์ในฐานะผู้กู้หรือผู้ค้ำประกันหรือหนี้สินอื่นที่ผูกพันจะต้องชำระต่อสหกรณ์อาจลาออกได้โดยแสดงความจำนงเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการฯ ได้ ดังนั้น เมื่อหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมยังไม่ระงับไป และโจทก์ไม่ยอมชำระหนี้ที่มีต่อจำเลย ถือว่าโจทก์และนายประสิทธิ์ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขและข้อตกลงที่ทำไว้กับจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิลาออกจากสมาชิกของจำเลยและขอถอนเงินค่าหุ้นออกจากสหกรณ์จำเลยได้ โจทก์จึงยังไม่อาจฟ้องจำเลยให้คืนเงินค่าหุ้นแก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

#สาระสำคัญ “ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวด 5 เรื่อง ความระงับแห่งหนี้ กำหนดไว้ว่า หนี้ระงับไปต้องมีการชำระหนี้ การปลดหนี้ การหักกลบลบหนี้ การแปลงหนี้ใหม่ หรือหนี้เกลื่อนกลืนกัน เท่านั้น”

ตามฎีกานี้หนี้ดังกล่าวเลยกำหนดอายุความในการบังคับคดีเท่านั้นอีกทั้งไม่เป็นกรณีการระงับแห่งหนี้ตาม ป.พ.พ.หมวด 5 ดังกล่าว หนี้ดังกล่าวจึงยังไม่ระงับ โจทก์จึงยังเป็นหนี้สหกรณ์อยู่จึงไม่มีสิทธิขอถอนเงินค่าหุ้นออกจากสหกรณ์ได้

#แกะไปเรื่อย #หนี้ #หลักที่น่าสนใจ #ทนายความ #บังคับคดี #รับว่าความ

#ดุลพินิจศาลในการสั่งงดบังคับคดี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2159/2567

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2556 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสี่รับผิดชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อจากนั้นวันที่ 5 พฤศจิกายน 2556 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 19421 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 4 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2557 และเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวรวม 4 นัด โดยผู้ซื้อทรัพย์ประมูลซื้อทรัพย์ได้ในราคา 6,950,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า คดีมีเหตุให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่า คำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีกับคำร้องของดการบังคับคดีฉบับลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ที่จำเลยทั้งสี่ยื่นต่อศาลชั้นต้นเป็นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 วรรคหนึ่ง ซึ่งต้องงดการบังคับคดีไว้ในระหว่างศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีตามมาตรา 295 วรรคสาม นั้น เมื่อพิจารณาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า "การยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองอาจกระทำได้ไม่ว่าในเวลาใดก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง แต่ต้องไม่ช้ากว่าสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ทั้งนี้ ผู้ยื่นคำร้องต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากได้ทราบเรื่องบกพร่อง ผิดพลาด หรือฝ่าฝืนกฎหมายนั้นแล้ว หรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำนั้น และในกรณีเช่นว่านี้ผู้ยื่นคำร้องจะขอต่อศาลในขณะเดียวกันนั้นให้มีคำสั่งงดการบังคับคดีไว้ในระหว่างวินิจฉัยชี้ขาดก็ได้" บทบัญญัติดังกล่าวในตอนท้าย อันเกี่ยวกับการที่ผู้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีจะขอให้ศาลมีคำสั่งงดการบังคับคดีไว้ก็ได้ในระหว่างวินิจฉัยชี้ขาดคำร้อง มิได้เป็นบทบังคับศาลให้ต้องมีคำสั่งงดการบังคับคดีไว้ในระหว่างพิจารณาคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีแต่ประการใด การพิจารณาว่าในระหว่างนั้นมีเหตุสมควรงดการบังคับคดีหรือไม่ ย่อมเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณาสั่งตามดุลพินิจที่เห็นสมควรเป็นรายกรณีไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องของดการบังคับคดีของจำเลยทั้งสี่ ฉบับลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ว่า "ศาลได้มีคำสั่งนัดไต่สวนคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีคำร้องนี้จึงตกไปในตัว" จึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นยกคำร้องของดการบังคับคดีของจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นตามที่เห็นสมควร และเมื่อศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการขายทอดตลาดไว้ตามคำขอของจำเลยทั้งสี่ ทั้งกรณีไม่ต้องด้วยเหตุใด ๆ ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะงดการบังคับคดีไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 (1) ถึง (4) กับมาตรา 290 แล้ว การบังคับคดีและขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้กระทำไปเพื่อบังคับชำระหนี้จากลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมจึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่มีเหตุต้องเพิกถอนการขายทอดตลาดดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 8,000 บาท แทนผู้ซื้อทรัพย์

#ใจความสำคัญ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 295 วรรคสามตอนท้ายที่บัญญัติ “ในกรณีเช่นว่านี้ผู้ยื่นคำร้องจะขอต่อศาลในขณะเดียวกันนั้นให้มีคำสั่งงดการบังคับคดีไว้ในระหว่างวินิจฉัยชี้ขาดก็ได้” จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บังคับให้ศาลต้องมีคำสั่งงดการบังคับคดีเสมอไป เป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตก็ได้

#แกะไปเรื่อย #บังคับคดี #หลักที่น่าสนใจ #ทนายความ #รับว่าความ

#ขยายระยะเวลา #อำนาจทั่วไปของศาล

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3670/2567

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่โจทก์ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า เหตุผลตามคำร้องขอขยายเวลาของโจทก์เป็นการอ้างเหตุผลอันเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษ หากศาลจะมีคำสั่งให้ขยายเวลาจะต้องมีกฎหมายรองรับทดแทนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 และอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ได้ขอให้ขยายเวลาเป็นเวลาเท่าใด จึงฟังไม่ขึ้น นั้น เห็นว่า การขอขยายระยะเวลา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 จะต้องมีพฤติการณ์พิเศษ อย่างไรก็ตาม แม้ตามคำร้องขอขยายระยะเวลาของโจทก์จะอ้างเหตุผลและเรื่องส่วนตัวของโจทก์อันไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 บัญญัติไว้ก็ตาม แต่เมื่อศาลเห็นว่า โจทก์ยังประสงค์ที่จะอุทธรณ์และเพิ่งขอขยายเวลาอุทธรณ์เป็นครั้งที่ 2 โดยไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์ประวิงคดี หากไม่ขยายให้แล้วอาจเสียความเป็นธรรมไป ศาลย่อมมีอำนาจทั่ว ๆ ไปที่จะขยายเวลาให้ได้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอันเป็นเรื่องการใช้อำนาจที่มีอยู่ทั่วไปของศาล และเมื่อศาลเห็นควรขยายเวลาให้แล้วก็มีอำนาจกำหนดเวลาที่ขยายให้ได้อันเป็นอำนาจทั่ว ๆ ไปเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ขยายเวลาและกำหนดเวลาที่ขยายให้นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

#ข้อสังเกต แม้ไม่มีพฤติการณ์พิเศษอันจะอ้างได้เพื่อขอขยายระยะเวลาตามมาตรา 23 แต่เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าถ้าไม่ขยายระยะเวลาออกไปจะเสียความยุติธรรม ศาลมีอำนาจขยายได้ตามอำนาจทั่วไป

#จัดสรรที่ดิน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5023 - 5025/2567

พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 47 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามมาตรา 45 แล้ว ให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายเป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร มาตรา 49 กำหนดให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคเป็นรายเดือนจากที่ดินแปลงย่อยในโครงการจัดสรรที่ดินทุกแปลง และให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคสำหรับที่ดินจัดสรรที่ตนซื้อ ซึ่ง "ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร" ตามมาตรา 4 ให้ความหมายว่าผู้ทำสัญญากับผู้จัดสรรที่ดินเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินจัดสรร และให้หมายความรวมถึงผู้รับโอนสิทธิในที่ดินคนต่อไปด้วย ทั้งข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านโจทก์ก็กำหนดให้สมาชิกออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภครวมถึงบริการสาธารณะและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละเดือน สอดคล้องทำนองเดียวกับ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ส่วน "สมาชิก" ข้อบังคับดังกล่าวหมายถึงสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรประกอบไปด้วยผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายที่ได้ซื้อที่ดินจากผู้จัดสรรที่ดินและผู้รับโอนกรรมสิทธิ์รายต่อ ๆ ไป โดยที่ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 และข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านโจทก์ หาได้กำหนดยกเว้นคำว่า ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและสมาชิกไว้โดยชัดแจ้งว่า ไม่รวมถึงผู้ที่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินจัดสรรโดยไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินจากผู้จัดสรรที่ดินหรือจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรคนก่อนแต่อย่างใด ดังนั้น แม้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องทั้งสามสำนวนตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของจำเลยตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 32 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น ก็ต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้รับโอนสิทธิในที่ดินคนต่อไปตามนิยาม "ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร" และ "สมาชิก" จำเลยจึงมีหน้าที่ชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภคให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่าหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนและชำระทุกสิ้นเดือนของแต่ละเดือนตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 โจทก์จึงต้องใช้สิทธิในการฟ้องคดีภายใน 5 ปี นับแต่วันที่สิทธิเรียกร้องเกิด โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2562 หนี้เงินที่เกิดขึ้นหลังวันสิ้นเดือนของแต่ละเดือนจนถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้อง จะมีหนี้เงินตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 ถึงเดือนกรกฎาคม 2557 ที่เกินกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่สิทธิเรียกร้องของโจทก์เกิดขึ้น หนี้เงินดังกล่าวจึงขาดอายุความ อันเป็นการบรรยายแล้วว่าหนี้ตามฟ้องขาดอายุความเมื่อใด โจทก์มีสิทธิเรียกร้องตั้งแต่เมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้องขาดอายุความไปแล้ว กรณีเช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยยกอายุความเรื่องเงินค้างจ่ายตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) ซึ่งมีกำหนดอายุความ 5 ปีขึ้นต่อสู้แล้ว แม้จำเลยจะให้การต่อสู้ว่าหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้เงินที่ต้องชำระเป็นงวด ๆ โจทก์ต้องใช้สิทธิฟ้องคดีภายใน 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) ซึ่งเป็นการให้การไปตามความเข้าใจของจำเลยมาด้วยก็ตาม เพราะจำเลยไม่จำต้องยกบทกฎหมายขึ้นอ้าง หากแต่เป็นหน้าที่ศาลที่จะปรับบทกฎหมายว่ากรณีต้องด้วยบทกฎหมายมาตราใด เมื่อโจทก์ฟ้องคดีทั้งสามสำนวนวันที่ 19 สิงหาคม 2562 ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภคที่ค้างชำระของเดือนกรกฎาคม 2557 ซึ่งโจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2557 ย้อนหลังขึ้นไปจนถึงเดือนมกราคม 2556 จึงล่วงพ้นกำหนด 5 ปี ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงขาดอายุความ

เมื่อจำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างต่อจาก จ. ที่รับซื้อฝากมาจาก ส. ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร กรณีจึงถือว่าจำเลยเป็นผู้บริโภค จึงได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงในการดำเนินกระบวนพิจารณาตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา และค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นอุทธรณ์และฎีกาแก่จำเลย

#หลักที่น่าสนใจ “แม้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องทั้งสามสำนวนตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของจำเลยตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 32 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น ก็ต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้รับโอนสิทธิในที่ดินคนต่อไปตามนิยาม "ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร" และ "สมาชิก"

#แกะไปเรื่อย #ที่ดิน #ตีความ #ทนายความ #รับว่าความ #ฎีกาน่าสนใจ

#สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด #สัญญาจะซื้อขาย #ที่ดิน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4741/2565

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยกับโจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน เดิมที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 10921 เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่จำเลยมีสิทธิครอบครองโดยไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน ต่อมาจำเลยแบ่งขายที่ดินของจำเลยดังกล่าวเฉพาะส่วนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่จำเลยยังคงครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ตลอดมาตั้งแต่ปี 2551 เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2553 ทางราชการได้ออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยมีข้อความระบุในสารบัญจดทะเบียนหลังโฉนดที่ดินว่า ห้ามโอนภายในสิบปีตามมาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2553 หลังจากนั้นโจทก์กับจำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทโดยมีข้อความระบุวันทำสัญญาซื้อขายว่า วันที่ 2 ธันวาคม 2556 ผู้ขาย (โจทก์) จะส่งมอบที่ดินที่ซื้อขายตามสัญญาให้แก่ผู้ซื้อ (จำเลย) ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2563 ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2557 โจทก์นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ที่จำเลยกู้ยืมเงินแก่ธนาคาร พ.

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะและใช้บังคับไม่ได้หรือไม่ และจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2551 จนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามพยานหลักฐานของจำเลยว่า โจทก์ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยตามสัญญาซื้อขาย และได้รับค่าที่ดินพิพาทจากจำเลยครบถ้วนแล้ว แม้ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนภายในสิบปีตามมาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2553 และโจทก์จำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2556 ภายในเวลาสิบปีตามข้อกำหนดห้ามโอนก็ตาม แต่โจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาต่างรู้ว่าที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนและตกลงกันว่าจะโอนให้แก่กัน ณ สำนักงานที่ดินมะขาม ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2563 อันเป็นเวลาภายหลังพ้นข้อกำหนดห้ามโอนในวันที่ 30 สิงหาคม 2563 แล้ว สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทย่อมเป็นเพียงสัญญาจะซื้อขาย มิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด การที่จำเลยครอบครองดูแลทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2551 ก่อนที่โจทก์จะขายให้แก่จำเลย ถือได้ว่าจำเลยยึดถือที่ดินพิพาทนั้นไว้ในฐานะเป็นผู้แทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ครอบครอง มิใช่เป็นการครอบครองเพื่อตนเอง ตราบใดที่จำเลยมิได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังโจทก์ซึ่งเป็นผู้ครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 แต่เป็นเพียงการยึดถือแทนโจทก์เท่านั้น มิใช่เป็นการถือสิทธิครอบครองเด็ดขาดเป็นของตนในฐานะเจ้าของไม่ จึงฟังไม่ได้ว่า โจทก์จำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเสร็จเด็ดขาดในระหว่างที่มีข้อกำหนดห้ามโอนตามกฎหมายอันเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ และมีผลให้สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ไม่ สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยมีผลสมบูรณ์บังคับกันได้ในลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อขายอันเป็นบุคคลสิทธิ และเป็นเรื่องที่จำเลยชอบที่จะว่ากล่าวเอาความแก่โจทก์ต่อไปตามบทบัญญัติว่าด้วยผลแห่งหนี้และสัญญา เมื่อการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยเป็นการครอบครองแทนโจทก์เช่นนี้ จำเลยย่อมไม่อาจอ้างอายุความการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ขึ้นยันแก่โจทก์ได้ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์บอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทแล้วจำเลยไม่ยอมออกไป จึงเป็นการทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นแก่โจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาอื่นตามฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยนอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่เป็นสาระแก่คดี

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

#ข้อสังเกต แม้ว่าคู่สัญญาตกลงทำสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดกันก็จริง แต่เนื้อความในสัญญามีลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อขายก็เป็นสัญญาจะซื้อขาย ในฎีกานี้แม้คู่สัญญาตกลงกันซื้อขายในที่ดินดังกล่าวและรับค่าที่ดินพิพาทแล้วก็ตามแต่ในสัญญามีข้อตกลงว่าจะโอน “ภายหลังพ้นข้อกำหนดห้ามโอนในวันที่ 30 สิงหาคม 2563 แล้ว สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทย่อมเป็นเพียงสัญญาจะซื้อขาย มิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ”

#ข้อสังเกต ที่ 2 เมื่อเป็นเพียงสัญญาจะซื้อขายย่อมไม่เป็นการขัดต่อข้อกำหนดตาม ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม ป.พ.พ.มาตรา 150 จึงไม่เป็นโมฆะ

#ข้อสังเกต ที่ 3 การพิจารณาว่าผู้ใดครอบครองที่ดินโดยเจตนาอย่างไรต้องดูเจตนาเป็นที่ยุติมาแต่ต้นในฎีกานี้ “การที่จำเลยครอบครองดูแลทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2551 ก่อนที่โจทก์จะขายให้แก่จำเลย ถือได้ว่าจำเลยยึดถือที่ดินพิพาทนั้นไว้ในฐานะเป็นผู้แทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ครอบครอง มิใช่เป็นการครอบครองเพื่อตนเอง ตราบใดที่จำเลยมิได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังโจทก์ซึ่งเป็นผู้ครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 แต่เป็นเพียงการยึดถือแทนโจทก์เท่านั้น มิใช่เป็นการถือสิทธิครอบครองเด็ดขาดเป็นของตนในฐานะเจ้าของไม่”

#แกะไปเรื่อย #ฎีกาสวย #รับว่าความ #ทนายความ #ครอบครองปรปักษ์

#หลักกฎหมาย