#พนักงานราชการ #การตีความพนักงานของรัฐ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 214/2566 (บางส่วน)
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 7 เป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐซึ่งต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 8 หรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาดังกล่าวข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 7 เป็นพนักงานราชการ สังกัดสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ... ปฏิบัติงานประจำวนอุทยาน..... จังหวัดชุมพร อัตราเงินเดือน 14,300 บาท โดยจำเลยที่ 7 มีบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ลงลายมือชื่อเป็นผู้ออกบัตร แม้จะปรากฏตามฟ้องและเอกสารดังกล่าวว่า จำเลยที่ 7 ปฏิบัติงานประจำวนอุทยาน..... ในตำแหน่งคนงานไม่มีอำนาจหน้าที่พิเศษใด แต่ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 ลงวันที่ 13 มกราคม 2547 ออกตามความในมาตรา 11 (8) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ระบุความหมายของ "พนักงานราชการ" ไว้ในข้อ 3 ว่า หมายถึงบุคคลซึ่งได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างโดยได้รับค่าตอบแทนจากงบประมาณของส่วนราชการ เพื่อเป็นพนักงานของรัฐในการปฏิบัติงานให้กับส่วนราชการนั้น โดยตามระเบียบดังกล่าว ข้อ 11 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า การจ้างพนักงานราชการให้กระทำเป็นสัญญาจ้างไม่เกินคราวละสี่ปีหรือตามโครงการที่มีกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดไว้ โดยอาจมีการต่อสัญญาจ้างได้ ทั้งนี้ ตามความเหมาะสมและความจำเป็นของแต่ละส่วนราชการ และข้อ 15 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ส่วนราชการอาจกำหนดให้พนักงานราชการประเภทใดหรือตำแหน่งในกลุ่มงานใดได้รับสิทธิประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (1) สิทธิเกี่ยวกับการลา (2) สิทธิในการได้รับค่าตอบแทนระหว่างลา (3) สิทธิในการได้รับค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลางาน (4) ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง (5) ค่าเบี้ยประชุม (6) สิทธิในการขอรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (7) การได้รับรถประจำตำแหน่ง (8) สิทธิอื่น ๆ ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด อีกทั้งตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2549 ออกตามความในมาตรา 221 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 4 (16) และมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. 2542 ยังบัญญัติไว้ในมาตรา 3 กำหนดให้พนักงานราชการซึ่งมีวาระการจ้างไม่น้อยกว่าหนึ่งปีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีสิทธิขอออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อปฏิบัติหน้าที่ได้ เช่นนี้ โดยสภาพการจ้างงานและสิทธิประโยชน์ของพนักงานราชการตามที่กำหนดไว้ในระเบียบและกฎหมายดังที่กล่าวมา จึงมีลักษณะแตกต่างจากลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ พนักงานราชการจึงมิใช่ลูกจ้างชั่วคราว ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย หากแต่เป็นพนักงานของรัฐซึ่งถือว่าเป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 7 เป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐ ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และพวกกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จำเลยที่ 7 จึงต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 8 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 7 มิใช่พนักงานหน่วยงานของรัฐตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น
#ใจความสําคัญ คดีนี้โจทก์ฎีกาว่าจำเลยไม่ใช่ลูกจ้างชั่วคราวเนื่องจากจำเลยมีลักษณะของสัญญาจ้างและรายละเอียดสิทธิประโยชน์เข้าบทบัญญัติ "ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 ลงวันที่ 13 มกราคม 2547 ออกตามความในมาตรา 11 (8) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ระบุความหมายของ "พนักงานราชการ" ซึ่งถ้าจำเลยกระทำความผิดในขณะที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐจะถูกระวางโทษเป็นสองเท่าตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 8
#แกะไปเรื่อย #นิยามคำศัพย์ #ราชการ #ทนายความ #รับปรึกษากฎหมาย