#ความผิดเกี่ยวกับการใช้เช็ค #ไม่ใช่เช็คตนเองก็เจ็บตัวได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7453/2562
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และบริษัท C จำกัด เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2560 จำเลยที่ 2 ทำบันทึกข้อตกลงชำระหนี้ค่ารถยนต์ยี่ห้อ MX 3 คัน และออกเช็คธนาคาร SB 3 ฉบับ ฉบับที่ 1 จำนวนเงิน 1,028,000 บาท ฉบับที่ 2 จำนวนเงิน 1,128,000 บาท และฉบับที่ 3 จำนวนเงิน 1,200,000 บาท มอบให้แก่โจทก์ ครั้นเช็คทั้งสามฉบับถึงกำหนด โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 แตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์จะปรากฏว่าเช็คพิพาททั้งสามฉบับมิใช่เป็นของจำเลยที่ 1 แต่เป็นของบริษัท C จำกัด อันแตกต่างจากฟ้อง แต่ก็ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่าบริษัท C จำกัด เป็นศูนย์บริการเพื่อรองรับการซ่อมบำรุงรถยนต์ภายใต้กิจการของจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นบริษัทภายในเครือเดียวกันกับจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของทั้งสองบริษัท และจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท C จำกัด ดังนั้นไม่ว่าจำเลยที่ 2 จะออกเช็คในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะที่กระทำแทนบริษัท C จำกัด จำเลยที่ 2 ก็คงมีความรับผิดทางอาญาเช่นเดียวกันเพราะการดำเนินกิจการของบริษัทย่อมแสดงออกโดยทางผู้แทนทั้งหลายของบริษัท เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 และบริษัท C จำกัด ลงชื่อในเช็คสั่งจ่ายเงินโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คอันเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ก็ถือว่าโจทก์ย่อมฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวโดยลำพังไม่จำต้องอ้างว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ก็ได้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณากับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องจึงหาใช่เป็นข้อแตกต่างในสาระสำคัญทั้งจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ด้วยอันเป็นเหตุที่ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า มีเหตุลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ออกเช็คพิพาททั้งสามฉบับตามฟ้องเป็นจำนวนเงินรวมกันสูงถึง 3,356,000 บาท โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ชดใช้เงินแก่โจทก์เพื่อบรรเทาความเสียหายแม้เพียงบางส่วน พฤติการณ์จึงไม่มีเหตุที่จะลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 รวม 3 กระทง จำคุก 2 ปี 11 เดือน โดยไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 นั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งความผิดแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
#ข้อสังเกต ข้อเท็จจริงจากที่นำสืบจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของจำเลยที่ 1 และบริษัท C และเช็คเป็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งต่างจากฟ้องโจทก์ยังไม่ถือว่าเป็นข้อแตกต่างในสาระสำคัญดังนี้ "เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 และบริษัท C จำกัด ลงชื่อในเช็คสั่งจ่ายเงินโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คอันเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ก็ถือว่าโจทก์ย่อมฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวโดยลำพังไม่จำต้องอ้างว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1"
เมื่อไม่ใช่ข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลก็ไม่อาจยกฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 192
#แกะไปเรื่อย #เช็ค #เช็คเด้ง #เจ็บตัว #เจอแบบนี้คงต้องเลือกสักทาง #นิติศาสตร์ #เทคนิคล้วนๆ